FAZER LOGINหลังจากคุยกับไอ้เดี่ยวเสร็จเหมยอิงก็โทรเข้ามาหาผมบ้างแต่ทว่าผมไม่คิดจะรับสาย เธอเลยเปลี่ยนจากการโทรหาเป็นกระหน่ำส่งข้อความมาหาผมแทน
เหมยอิง?: จะไม่ง้อกันเลยใช่ไหม โทรศัพท์ไม่มีปุ่มกดรับสายเหรอคะ ถึงรับไม่ได้ พี่เป็นอะไรของพี่นักหนาคะ ถ้าพี่ไม่ตอบเย็นนี้เราเห็นดีกันแน่ ได้ค่ะเดี๋ยวเจอกันเหมยอิงไม่ได้ขู่ ผมปิดโทรศัพท์หนีเหมยอิงอย่างนึกรำคาญไม่คิดจะตอบกลับหรือใส่ใจต่อคำขู่ของเธอสักนิด หลังเลิกงานผมรีบตีตั๋วกลับบ้านแทนการออกไปเริงร่าอยู่ที่ไหนสักที่แบบที่ผมชอบทำเป็นประจำก่อนหน้านี้ ขาที่กำลังเหยียบขั้นบันไดบ้านชะงักกึกเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถขับเข้ามาจอดเทียบท่าตรงที่ผมยืนอยู่ด้วยความเร็วเสียงของล้อรถเบียดเสียดไปกับพื้นปูนคอนกรีตจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณก่อนที่ใบหน้าคุ้นเคยของเจ้าของรถจะเปิดประตูลงมาก้าวขาดุ่ม ๆ ตรงเข้ามาหาผม ไม่พูดพร่ำทำเพลงเหมยอิงตวัดเรียวมือบางใส่หน้าผมอย่างจังจนหน้าผมหันไปตามแรงกระทำของเธอ แอบไม่สบอารมณ์ที่จู่ ๆ เธอก็ตรงเข้ามาตบผมแบบนี้แถมยังพ่นคำถามแสนงี่เง่าชวนน่ารำคาญนั่นออกมาอีกจนผมอดไม่ได้ที่จะชักสีหน้าใส่เธอ และอีกอย่างผมไม่คิดว่าเธอจะกล้าตามผมมาถึงที่บ้านเพียงเพราะว่าผมไม่ยอมง้อแบบที่ควรจะเป็น "ไม่คิดจะง้อกันหน่อยเหรอคะ ไม่แคร์กันเลยใช่ไหม หรือว่าไม่รักกันแล้วถึงได้หมางเมินไม่ใยดีกันขนาดนี้" เธอเอ่ยแกมตัดพ้อส่งสายตาผิดหวังมาให้ผมไม่หยุดแต่ทว่าผมก็หาได้สนใจผมยังคงตีสีหน้าเรียบนิ่งอย่างไม่แยแสต่อสิ่งใด "........" "ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอคะ" "กลับไป" ผมเอ่ยเสียงเรียบพลางเบนหน้าหนีสายตาผิดหวังที่เธอส่งมาให้ผมไม่หยุด ไอ้สายตาผิดหวัง ไอ้สายตาตัดพ้อที่เธอใช้มองผมบอกตามตรงว่าผมโคตรจะรำคาญเลยครับ มันดูรกหูรกตายังไงชอบกลจนผมไม่อาจจะทนมองได้อีกต่อไป "ทำไม" เสียงเหมยอิงบ่นพึมพำเสียงสั่นเครือเธอเอาแต่จ้องหน้าผมไม่หยุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงรีบเข้าไปโอ๋ รีบเข้าไปกอดปลอบประโลมเธอด้วยความเร็วเพราะไม่อยากเห็นเธอรู้สึกแย่ แต่ ณ วันนี้ที่ความรู้สึกผมมันเปลี่ยนไป ไม่ได้รู้สึกกับเธอเหมือนเก่าและไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับเธอมาสักพักใหญ่ ๆ แล้วหรือไม่ผมก็ไม่เคยรู้สึกกับเธอแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ผมถึงได้แค่ยืนมองเธอเงียบ ๆ อย่างนึกรำคาญยังไงล่ะ นี่ใช่หรือไหมที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันว่าคนหมดใจต่อให้มานอนตายอยู่ตรงหน้า กราบวิงวอนแทบเท้าก็เปล่าประโยชน์ "เพราะมันใช่ไหม" เหมยอิงเค้นเสียงถาม "เพราะเรยาใช่ไหมที่ทำให้พี่เปลี่ยนไปขนาดนี้" ผมไม่แสดงท่าทีตกใจอะไรออกมาที่เหมยอิงพาดพิงถึงเรยา "พี่คิดว่าเหมยอิงไม่รู้เรื่องพี่กับมันหรอคะ พี่คิดว่าเหมยอิงมองไม่ออกเหรอว่าความสัมพันธ์ของพี่กับมันเลยเถิดไปถึงขั้นไหน ที่ผ่านมาที่เหมยอิงเงียบทำเป็นไม่พูดอะไรไม่ใช่ว่าเหมยอิงโง่ เหมยอิงแค่รอดูว่าพี่กับมันจะมีจิตสำนึกเลิกทำระยำกันบ้างไหม แต่สุดท้ายก็ไม่" พูดจบเธอก็เค้นหัวเราะออกมาเบา ๆ เหมยอิงมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดเวลาที่พูดประโยคร่ายยาวนั้นออกมาเธอพูดด้วยท่าทีสบายสบายราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ใครเล่าจะรู้ว่าภายในใจเธอแหลกเหลวแค่ไหนที่โดนคนรักกับเพื่อนสนิทของเขาสวมเขาให้กันมาตั้งนมนาน "รู้ก็ดี ไหน ๆ ก็รู้แล้วงั้นเราเลิกกันดีกว่า" ยอมรับว่าเลวมากแต่จะให้ทำยังไงได้ก็คนมันไม่ได้รู้สึกแล้วฝืนไปก็มีแต่แย่กันเปล่า ๆ สู้บอกเลิกแล้วกลับไปใช้ชีวิตใครชีวิตมันจะได้ไปต้องมีใครมาเสียเวลาให้ใครไปมากกว่านี้ คำบอกเลิกที่ออกมาจากของผมทำคนฟังอย่างเหมยอิงกำหมัดแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์เธอมองผมด้วยแววตาเคียดแค้นถ้าเธอฆ่าผมให้ตายตรงนี้ได้เธอคงทำไปนานแล้ว "ชีวิตพี่นี่ดูง่ายไปหมดเลยนะคะอยากจะรักก็รัก อยากจะเลิกก็เลิกทำราวกับความรู้สึกของคนอื่นเป็นเรื่องตลก สนแค่ความรู้สึกของตัวเอง แคร์แค่ความรู้สึกของตัวเอง" เธอยิ้มเยาะให้ผม เอาเถอะตอนนี้เธออยากจะพูดอะไรอยากจะต่อว่าอะไรผมก็เชิญผมจะไม่ตอบโต้ถือซะว่าชดใช้ให้กับเธอก็แล้วกัน เสียงทะเลาะของผมกับเหมยอิงดังเล็ดลอดเข้าไปในบ้านส่งผลให้พ่อกับแม่ผมออกมายืนกอดอกมองพวกเราสองคน เหมยอิงเพียงปรายตามองพ่อแม่ผมไม่มีการยกมือไหว้แบบที่ชอบทำเวลาเจอหน้า เธอเบนสายตากลับมามองผม "อยากเลิกก็เลิกเถอะค่ะเหมยอิงก็เบื่อที่ต้องปั้นหน้าทนคบกับคนเลว ๆ แบบพี่เต็มทนแล้วเหมือนกัน" เธอเชิดหน้าตอบผมกลับอย่างไม่แยแส "แต่พี่ต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้เหมยอิงนะคะ" ก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายให้ผม "จะเอาเท่าไหร่" ผมถามกลับอย่างไม่รีรอเพราะต้องการที่จะจบเรื่องบ้า ๆ นี่สักที ผมจะได้ตามหาเรยาแบบเต็มที่และขอเธอคบแบบจริง ๆ จัง ๆ สักที "เหมยอิงไม่ได้ต้องการเงิน" "แล้วต้องการอะไร" ผมถามกลับอย่างไม่เข้าใจว่าเธอต้องการอะไรกันถ้ามันไม่ใช่เงิน ก็ในเมื่อตลอดเวลาที่รู้จักกันมาสิ่งที่เธอต้องการจากผมมากที่สุดก็คือเงิน เหมยอิงเธอไม่ตอบเอาแต่เหยียดยิ้มร้ายกาจให้ผมอยู่นั่นก่อนที่ผมจะต้องเบิกตากว้างมองการกระทำของเหมยอิงด้วยความตกใจเมื่อเธอหยิบค้อนที่วางอยู่ข้างกระถางต้นไม้ขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังรถหรูของผมที่จอดเรียงรายกันอยู่ไม่ต่ำกว่าหกคันเธอไม่พูดพร่ำทำเพลงใช้ค้อนที่เธอถือติดมือกระหน่ำทุบรถของผมอย่างไม่ยั้งแรง "หยุดนะเหมยอิง" เมื่อตั้งสติได้ผมก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปหมายจะเข้าไปแย่งค้อนออกจากมือของเธอก่อนที่เธอจะไปทุบรถคันอื่นจนมันพังยับเยินไปตาม ๆ กัน "เธอทำบ้าอะไรวะ รู้ไหมว่ารถมันไม่ใช่ราคาบาทสองบาทต่อให้เธอทำงานทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาซื้อ" ผมตะโกนใส่หน้าเธอด้วยอารมณ์เดือดดาล และได้ผลคำพูดของผมทำเหมยอิงชะงักเธอหันมามองหน้าผม "เหมยอิงก็ไม่ได้คิดจะซื้อรถแบบนี้มาขับอยู่แล้วค่ะ ขับรถดีใช่ว่าสันดานจะดี ดูอย่างพี่สิเกินคำว่าเหี้ยไปแล้ว" คำด่าของเธอเล่นเอาผมเจ็บจี๊ดแสบไปถึงทรวงเลยครับไม่คิดว่าเหมยอิงผู้หญิงอ่อนหวานเรียบร้อยที่ผมรู้จักจะปากจัดได้ขนาดนี้ ที่ผ่านมาผมคงประเมินเธอต่ำเกินไปใช่ไหมหรือว่าเพราะความเสียใจความแค้นที่เธอมีส่งผลให้เธอเป็นคนแบบนี้กัน แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรไปมากนี้ผมก็ต้องรีบกระโจนหลบค้อนที่เธอเขวี้ยงใส่ผมแบบหวุดหวิด "ไอ้โง่" ไม่วายเธอยังตะโกนด่าใส่ผมอีกก่อนที่เธอจะเดินไปขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป ลับหลังที่เหมยอิงกลับไปผมก็ได้แต่หันมองรถของตัวเองที่พังยับเยินไปถึงสองคันตาละห้อยพังชนิดที่ว่าซื้อใหม่ง่ายกว่าครับ พอหันไปมองหน้าพ่อกับแม่ก็เห็นว่าท่านกำลังยืนหัวเราะให้ผมอยู่ก่อนจะปลอบใจผมว่า "สมน้ำหน้า" อ่า ให้ตายสิกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







