FAZER LOGINสามเดือนผ่านไป
สามเดือนแล้วที่ฉันกลับมาอยู่บ้านใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้แต่ละวันไม่ง่ายเลยค่ะ ไหนจะต้องสู้รบปรบมือกับล่าม ไหนจะงานที่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ฉันตัดสินใจลาออกจากการเป็นเลขาของอาคีกลับมาเรียนรู้งานกับพี่รันต์ที่บริษัทของตัวเอง คราแรกอาคีก็ไม่ยอมให้ฉันลาออกแต่ฉันก็หาเหตุผลต่าง ๆ นานามาอธิบายจนอาคีเข้าใจ ส่วนหนึ่งที่ฉันลาออกจากบริษัทของอาคีก็เพราะว่าล่าม ฉันไม่อยากจะเจอหน้าเขาทุกวันกลัวนานวันเข้าฉันอาจจะใจอ่อนให้เขาแบบไม่รู้ตัว แต่ต่อให้ฉันลาออกจากบริษัทของอาคียังไงฉันก็ยังเจอะเจอล่ามทุกวันอยู่ดีเพราะว่าเขาน่ะเสนอหน้ามาหาฉันที่บ้านได้ทุกวี่ทุกวันหอบช่อดอกไม้มาง้อฉันบ้าง บางวันก็เป็นกระเป๋าแบรนด์ดังที่ฉันชอบ แก้วแหวนเงินทองเขาพร้อมขนมาให้ฉันหมดเพียงเพราะอยากให้ฉันยอมยกโทษให้เขา ฉันเอ่ยไล่เท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมไปไหน ปฏิเสธยังไงเขาก็ไม่คิดยอมแพ้ตั้งมั่นกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่าจะทำให้ฉันใจอ่อนและกลับมารักเขาเหมือนเดิมให้ได้ เขาเหมือนคนพูดไม่รู้ความ คิดเองเออเองเก่ง และผลพ่วงที่ล่ามตามจิกตามง้อฉันทุกวันทำให้ทุกคนที่บ้านล่วงรู้ความสัมพันธ์ของฉันกับเขา แม่ฉันที่รู้ความจริงก็อาละวาดฉันยกใหญ่จะให้ล่ามรับผิดชอบฉันท่าเดียว จะให้ฉันแต่งงานกับล่ามให้ได้ อย่างที่ฉันเคยบอกไปตอนต้นว่าแม่ฉันน่ะค่อนข้างเป็นคนที่ห่วงหน้าห่วงตาด้วยความที่ท่านเป็นลูกผู้ลากมากดีเรื่องแบบนี้เลยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับท่าน ย้อนกลับไปวันนั้น ภายในห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยครอบครัวของฉันและครอบครัวของล่ามกำลังนั่งพูดคุยกันหารือเรื่องของเราสองคน ทันทีที่แม่ฉันรู้เรื่องท่านก็ให้พ่อจัดการโทรตามอาคีและอาดามาคุยกันที่บ้าน ในตอนที่อาคีถามว่าจะให้ทางเขารับผิดชอบยังไงแม่ฉันโพล่งออกไปอย่างไม่ต้องคิดอะไรเลยด้วยซ้ำ "ให้เด็กสองคนนี้แต่งงานกัน" "แม่" ทันทีที่ฉันได้ยินคำนั้นฉันก็หันไปโอดครวญใส่ท่านทันที "เงียบ ๆ ไป" แม่หันมาสั่งฉันเสียงเรียบพร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่มองฉันอย่างไม่พอใจ "ผมยินดีครับ" และในตอนนั้นที่บรรยากาศภายในบ้านกำลังตึงเครียดกันอยู่ล่ามก็โพล่งขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมเต็มไปด้วยความสุขจนปิดไม่มิด "ผมยินดีรับผิดชอบน้องครับอา" "ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น" ฉันหันไปแหวใส่ล่ามด้วยความไม่พอใจ แม่ยื่นข้อเสนอให้กับล่ามแบบนั้นมันก็เข้าทางเขาสิ ซึ่งฉันไม่มีทางยอมแน่ ๆ ฉันคัดค้านแม่หัวชนฝาไม่ยอมทำตามคำสั่งแม่ท่าเดียว "อย่ามาทำให้แม่ขายหน้าเรยานี่ถ้าเกิดคนเขารู้เรื่องนี้กันแล้วเอาไปพูดต่าง ๆ นานาแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ที่ลูกสาวคนเดียวชิงสุกก่อนห่ามหนำซ้ำผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง" "เอาหน้าไว้ที่ไหน ก็เอาหน้าไว้ที่เดิมนั่นแหละค่ะแม่" ฉันสวนแม่กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ "หนูไม่มีทางแต่งงานกับล่ามเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงหนูก็ไม่แต่ง" ฉันยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ไม่แต่งแล้วจะไปเอากับเขาทำไม" คำถามนี้ของแม่ทำฉันชะงัก ฉันมองสบตาแม่ซึ่งท่านเองก็กำลังมองหน้าฉันอยู่เหมือนกัน "แม่อย่าหัวโบราณไปหน่อยได้ไหมคะ นี่มันสมัยไหนแล้วขนาดแม่เองยังท้องพี่รันต์ก่อนแต่ง แม่จะบอกว่าแม่ไม่ชิงสุกก่อนห่ามเหรอคะ" "เรยา" แม่ตะเบ็งเสียงเรียกชื่อฉันเสียงดังลั่นด้วยใบหน้าแดงก่ำแสดงออกชัดเจนมากว่าตอนนี้ท่านกำลังไม่พอใจฉันขนาดไหน และฉันรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองพูดไปเมื่อกี้มันไม่ควร "ใจเย็น ๆ กันก่อนดีกว่านะครับอย่าใช้อารมณ์กันเลย" อาคีที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยพูดขึ้นมาบ้าง "ให้เด็ก ๆ เขาเป็นคนตัดสินใจเองกันดีกว่าไหมครับว่าเขาจะเอายังไงชีวิตเขาเราควรให้เขาตัดสินใจ เราอย่าไปคิดแทนเขากันดีกว่าครับ" อยากจะขอบคุณอาคีที่พูดประโยคนี้ออกมา "ไม่ใช่ฝ่ายพี่คีเสียหายหนิคะพี่ก็พูดได้" แต่แม่ฉันก็ยังไม่ยอมง่าย ๆ หันไปเหวี่ยงใส่อาคีอีกคน "ก็ให้ลูกเขาคุยกันก่อนไงคุณ คุณอย่าเอาแต่ใจตัวเองไปหน่อยได้ไหม" คราวนี้เป็นพ่อฉันที่เอ่ยปรามแม่บ้าง "พี่ภูมิ" แม่ฉันแหวใส่พ่อ "อย่าคิดแทนลูกให้ลูกเขาตัดสินใจเอง ชีวิตลูกไม่ใช่ชีวิตเรา" อยากจะลุกไปกราบแนบอกพ่อจริง ๆ ที่เข้าใจฉันได้ขนาดนี้ แม่ที่ได้ยินพ่อพูดแบบนั้นก็สะบัดหน้าหนี ผู้ใหญ่เขาคุยถึงเรื่องฉันกับล่ามอีกหลายอย่างแม้ปากของพวกท่านบอกว่าให้ฉันกับล่ามคิดและตัดสินใจกันเอง แต่ฉันก็พอเดาออกว่าลึก ๆ พวกท่านเองก็อยากให้ฉันกับล่ามแต่งงานกัน เมื่อฉันยืนยันเสียงแข็งจะไม่แต่งงานกับล่ามท่าเดียว ล่ามจากตอนแรกที่ออกอาการกระดี๊กระด๊าตอนนี้นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวด้วยสีหน้าที่ดูไม่ได้เท่าไหร่ ฉันมองออกว่าเขากำลังไม่พอใจฉันเป็นอย่างมากที่ฉันปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้แต่ทว่าเขาไม่กล้าโวยวายใส่ฉันตรงนี้เพราะมีผู้ใหญ่นั่งกันอยู่เยอะ "หนูยังยืนยันคำเดิมว่ายังไงหนูก็ไม่แต่ง อีกอย่างหนูมีแฟนแล้วจะให้หนูไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นได้ยังไง" ฉันพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะลุกเดินออกจากบ้านมาโดยมีล่ามลุกเดินตามหลังฉันมาติด ๆ ฉันที่กำลังเดินไปสวนหลังบ้านก็โดนล่ามที่เดินตามมากระชากแขนอย่างแรงจนตัวฉันเซถลากระแทกเข้ากับอกแกร่งของเขาเต็ม ๆ "ทำไมเธอถึงไม่แต่งงานกับฉัน" ล่ามเค้นเสียงลอดไรฟันถามฉันเรียวมือของเขาบีบอยู่ที่แขนฉันแน่นจนฉันรู้สึกเจ็บ ฉันมองหน้าล่ามอย่างละอ่อนใจเมื่อไหร่เขาจะรู้ตัวสักทีว่าเขามันเป็นคนเห็นแก่ตัวขนาดไหน แล้วที่ฉันไม่อยากกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกมันเป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะนิสัยเอาแต่ใจ เห็นแก่ได้ที่แก้ไม่หายแบบนี้ของเขายังไงล่ะ หวังแต่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนอะไร "นายคิดว่านายวิเศษวิโสมาจากไหน คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง หรือคิดว่าตัวเองรวยมากจนใคร ๆ ก็ต่างสยบแทบเท้ายอมทำตามทุกอย่างที่นายต้องการอย่างนั้นใช่ไหม" "ฉันกำลังถามว่าทำไมเธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับฉันนะเรยา" ล่ามเค้นเสียงบอกฉันอย่างเหลืออด "แล้วใครมันอยากจะไปแต่งงานกับผู้ชายเห็นแก่ตัวหวังแต่ได้อย่างนายกัน เคยส่องกระจกดูตัวเองบ้างไหมว่านายน่ะมันเป็นคนเห็นแก่ตัวแค่ไหน ที่ผ่านมาทำระยำกับฉันไว้ตั้งเท่าไหร่ไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำไว้หน่อยเหรอ" ฉันว่าให้มันอย่างเหลืออดจนถึงขนาดนี้แล้วล่ามมันยังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าตัวมันเป็นคนที่แย่แค่ไหน ฉันล่ะอยากจะรู้จริง ๆ ว่านอกจากตามใจลูกอาดากับอาคีเคยอบรมบ่มนิสัยให้ล่ามบ้างรึเปล่าเขาถึงได้สันดานเสียขนาดนี้ "เธออยากให้ฉันทำอะไรเธอก็บอกฉันสิ ฉันยอมทำให้เธอทุกอย่าง" "ไปให้พ้นจากชีวิตฉัน" ฉันสวนเขากลับทันควัน "ไม่มีทาง"ล่ามเองก็สวนฉันกลับทันที และจากคำพูดของฉันในวันนั้นที่ว่า 'ล่ามไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งที่ทำระยำกับฉันไว้หน่อยเหรอ' ก็เป็นที่มาให้เขาตามง้อฉันในวันนี้กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







