LOGIN"ขอโทษนะล่าม ตอนนี้ฉันไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นกับนายอีกแล้ว" ฉันบอกล่ามเสียงราบเรียบอย่างไร้เยื่อใย
"ไม่จริง" ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ส่ายหน้าพัลวันอย่างไม่เชื่อคำพูดของฉัน "และที่สำคัญฉันมีแฟนแล้ว ต่อเป็นแฟนฉัน เราเป็นแฟนกันและที่สำคัญฉันกับเขาเราจะแต่งงานกันเร็ว ๆ นี้" ฉันพูดปดออกไปคำโตแม้รู้อยู่เต็มอกว่าถ้าเกิดฉันพูดแบบนี้ออกไปต้องทำให้ล่ามไม่พอใจและอาละวาดใส่ฉันแน่ ๆ แต่ฉันก็เลือกที่จะพูด พูดเพื่อตัดความสัมพันธ์กับเขา "นี่เธอยังไม่เลิกกับมันอีกเหรอ" ใบหน้าเว้าวอนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าแดงก่ำล่ามกัดฟันถามฉันอย่างคนสะกดกลั้นอารมณ์โกรธ "ก็ในเมื่อฉันกับเขารักกันแล้วทำไมเราต้องเลิกกันด้วย" ฉันเลิกคิ้วถามเขากลับพลางแสยะยิ้มร้ายออกมา ตัวของล่ามสั่นเทิ่มด้วยความโกรธเรียวมือหนากำเข้าหากันแน่นเส้นเลือดของเขามันปูดนูนจนดูน่ากลัว "ทั้ง ๆ ที่กูเลือกมึง" "ฉันไม่ได้ขอ" ฉันสวนกลับล่ามทันทีไม่รอให้เขาได้เอ่ยจบประโยคเพราะฉันรู้ดีว่าเขากำลังจะพูดว่าอะไร เขากำลังจะบอกกับฉันว่าทั้ง ๆ ที่เขายอมเลิกกับเหมยอิงเพื่อฉันทำไมฉันถึงยังไม่เลือกเขา ทำไมฉันถึงยังคบกับต่ออยู่ "แล้วที่หายไปเธอหายไปกกอยู่กับมันมาใช่ไหม" ล่ามเค้นเสียงลอดไรฟันถามฉัน "ใช่" ฉันเชิดหน้าตอบเขากลับไปก่อนที่ดวงตาฉันจะเบิกโพลงกว้างด้วยความตกใจเมื่อล่ามใช้มือบีบแขนทั้งสองข้างของฉันอย่างแรง "ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหม ว่าให้เลิกยุ่งกับมัน ทำไมเธอไม่ฟังคำฉันเธออยากตายใช่ไหม" ล่ามตวาดถามฉันเสียงดังลั่นพลันเพิ่มแรงบีบที่แขนของฉันจนฉันรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งแขนเสมือนว่ากระดูกแขนกำลังแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ ยังไงยังงั้น อารมณ์ของล่ามเปลี่ยนไปไวจนฉันตั้งรับไม่ทันและเขาในตอนนี้ก็ดูน่ากลัวมาก ใช่ ฉันยอมรับว่าตอนนี้ฉันกลัวล่ามมากจริง ๆ สายตาของเขาที่มองฉันตอนนี้ก็แทบฆ่าฉันให้ตายได้โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไร ฉันไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าตอนนี้ล่ามกำลังคิดอะไรอยู่หรือรู้สึกแบบไหน "ในตอนที่กูเลือกมึง ทำไมมึงถึงยังเลือกมันอยู่" ประโยคคำถามแผ่วเบาออกมาจากริมฝีปากของล่าม ฉันมองสบตาเขานิ่งไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป "ถาม" เมื่อฉันนิ่งเฉยใส่ล่ามก็ตวาดถามฉันอีกครั้ง "แล้วทำไมฉันต้องรอให้นายเลือกฉันด้วยล่าม ฉันไม่ใช่ตัวเลือกของใคร ตัวฉัน หัวใจฉัน ฉันมีสมองฉันคิดเองได้ว่าฉันควรจะรักใคร ฉันคิดเองได้ว่าฉันควรจะเลือกใครระหว่างนายกับเขา" ฉันว่าให้ล่ามอย่างเหลืออดรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่คนคนนี้ยังมองฉันเป็นเพียงตัวเลือกไม่เคยเปลี่ยน "ฉันไม่ใช่ตัวเลือกของนาย ไม่ใช่คนที่นายอยากได้เมื่อไหร่ก็หันมาแล้วจะเจอ" "ฉันไม่ได้มองเธอเป็นตัวเลือกอะไรทั้งนั้นเรยา เธอกำลังเข้าใจผิด สิ่งที่ฉันอยากบอกกับเธอนั่นก็คือฉันรักเธอไง ฉันรักเธอ ฉันไม่รู้ว่าฉันรักเธอตอนไหนด้วยซ้ำฉันรู้แค่ว่าตอนที่ชีวิตฉันมันไม่มีเธออยู่ ฉันไม่มีความสุข ฉันคิดถึงเธอ ฉันโหยหาเธอ ฉันอยากเห็นหน้าเธอ อยากกอด อยากสัมผัส อยากมีเธออยู่ข้าง ๆ ทุกวัน ฉันไม่ได้มองเธอเป็นตัวเลือกอะไรทั้งนั้น ไม่ได้เลือกเธอเพราะถูกใครทิ้ง ไม่ได้เลือกเธอเพราะไม่เหลือใคร แต่ฉันเลือกเพราะฉันรู้ว่าฉันรัก ฉันรักเธอ" ล่ามพรั่งพรูความรู้สึกของเขาออกมาโดยไม่เว้นช่องว่างให้ฉันได้เอ่ยแทรกหรือขัดคำพูดเขา แววตาดุดันของเขาอ่อนลงจนเห็นได้ชัด ตอนนี้แววตาของล่ามที่มองมายังฉันมันเคลือบเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มันดูลึกซึ้งจนฉันไม่อาจยั้งถึง ฉันมองสบตาล่ามอย่างไม่ยอมแพ้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคบกริบของเขาเพื่อค้นหาบางอย่าง ฉันไม่คาดคิดเลยด้วยซ้ำว่าผู้ชายอย่างล่ามจะบอกรักฉันเขาทำในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงหลายอย่าง แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังไม่คิดจะที่จะเชื่อคำพูดของเขาอยู่ดี ผู้ชายคนนี้ที่ทำให้ฉันเจ็บซ้ำ ๆ ผู้ชายคนนี้ที่คอยเหยียบย่ำหัวใจฉันตลอดมาฉันควรเชื่อคำพูดของคนแบบนี้เหรอ แค่รู้ตัวว่ารักก็อยากได้โอกาสเดี๋ยวนั้นมันไม่ง่ายเกินไปหน่อยหรือไง เขาทำฉันเจ็บมาตั้งเท่าไหร่เชียวนะ โอกาสมันอยู่ตรงหน้าฉันควรที่จะเอาคืนเขาดีไหม ให้เขาเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บ ให้เขาเจอแบบที่ฉันเจอว่าการที่แอบรักคนมีเจ้าของเป็นได้แค่ตัวสำรองมันเจ็บแค่ไหน "นายบอกว่านายรักฉันใช่ไหม" ฉันถามล่ามพลางเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอ่ยพูดในสิ่งที่ความคิดตกผลึกออกมา "งั้นมาเป็นชู้ฉันสิ แอบคบกันแบบลับ ๆ ไม่ให้แฟนตัวจริงของฉันรู้" "เธอเป็นของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น" ล่ามตอบฉันกลับมาด้วยความมั่นใจ "ฉันไม่ใช่ของนาย" ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีของตัวเองผลักล่ามออกหาก "ตื่นจากฝันสักทีเถอะล่ามช่วยลดความมั่นหน้านายลงหน่อย ฉันก็ไม่ได้อยากจะพูดจารุนแรงกับนายสักเท่าไหร่หรอกนะแต่ตอนนี้นายน่ะแค่หางตาฉันก็ไม่อยากจะมอง" ไม่ว่าเปล่าฉันยังใช้มือตบแก้มสากล่ามเบา ๆ อย่างยียวน ล่ามที่กำลังจะคว้าแขนฉันไปจับไว้ก็หยุดชะงักเมื่อพี่รันต์เดินตรงเข้ามาที่เราสองคน พี่รันต์จับมือล่ามออกจากมือฉัน "กลับไปได้แล้ว" เอ่ยไล่ล่ามเสียงเรียบนิ่ง "กลับไป" ก่อนจะเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยโทนเสียงที่ดังกว่าเก่าเมื่อล่ามเอาแต่ยืนจ้องหน้าฉันเขม็งไม่ยอมขยับเขยื้อนตัวไปไหน "เรยาขึ้นห้องไป" เมื่อเห็นว่าล่ามไม่ยอมกลับพี่รันต์เลยหันมาไล่ฉันให้ขึ้นห้องแทน ฉันยอมทำตามอย่างว่าง่ายเพราะอยากอาบน้ำและนอนพักผ่อนเต็มทน "เฮ้อ" เมื่อก้นแตะกับที่นอนฉันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยรู้สึกว่าการคุยกับล่ามในแต่ละครั้งทำฉันสูญเสียพลังงานในร่างกายไม่น้อยเลย ป่านนี้ไม่รู้ว่าเขาจะยอมกลับไปหรือยัง ไม่รู้ว่าพี่รันต์จะพูดอะไรกับล่ามบ้าง 'ฉันรักเธอ' จู่ ๆ เสียงของล่ามที่บอกรักฉันก็ดังเข้ามาในโสตประสาทจนฉันที่นั่งเหม่อคิดอะไรบางอย่างอยู่ถึงกับต้องสะบัดหน้าเรียกสติตัวเองกลับคืนมา 'อย่าหวั่นไหวกับคนพรรค์อีกนะเรยา' ฉันย้ำเตือนสติตัวเองซ้ำ ๆ แม้ว่าหัวใจของฉันจะเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมากับคำว่ารักของเขากลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







