LOGINEmpire Rich
“เดี๋ยวตาลเดินเอง…”
“ใส่รองเท้าก่อน” เขาพูดแล้ววางรองเท้าให้ ยืนมองน้ำตาลที่นั่งมองรองเท้าตัวเองไม่ยอมหยิบมาใส่สักที
หลังจากนั่งมองรองเท้าตัวเองเนิ่นนาน น้ำตาลก็ค่อยๆ ก้มลงไปหยิบทีละข้างมาด้วยท่าทางเชื่องช้าเหมือนคนหมดแรง เท้าเปล่าเล็กๆ พยายามสอดเข้าไปในรองเท้าผ้าใบแต่กลับทำได้เพียงครึ่งเท้า
“จิ๊! ใส่ยากจัง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิดที่ใส่รองเท้าไม่ได้สักที พยายามดึงส้นให้คลุมปลายเท้าจนท้อ
เซนต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้มเก็บรองเท้าผ้าใบด้วยมือข้างเดียว จากนั้นโน้มตัวเข้าไปช้อนร่างบางออกมาในท่าเจ้าสาว ปิดประตูรถแล้วกดล็อก ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในล็อบบี้
นิ้วเลื่อนไปกดลิฟต์ รอไม่นานประตูเหล็กก็แยกออกจากกัน เขาก้าวเข้าไปข้างในกดชั้นที่น้ำตาลอาศัยอยู่
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองคนในอ้อมแขนที่ตอนนี้ซบหน้าลงบนอกแกร่งเหมือนเด็กน้อย ก่อนจะละสายตากลับไปยังตัวเลขบนแผงลิฟต์ที่เลื่อนขึ้นไปทีละชั้น กระทั่งเสียงดัง ติ๊ง! ประตูลิฟต์แยกออกจากกัน
แอดด
เขาเปิดประตูเข้าไปแล้วใช้เท้าปิดเบาๆ เหยียบส้นรองเท้าเพื่อถอด จากนั้นเดินตรงไปยังห้องนอนของน้ำตาล วางยัยตัวปัญหาลง
“อื้อ~” น้ำตาลส่งเสียงในลำคอเบาๆ ดวงตาที่ปิดอยู่ปรือขึ้นมองเซนต์ “พี่เซนต์ จะกลับแล้วเหรอคะ…”
“ใช่”
หัวใจดวงน้อยไหววูบเมื่อรู้ว่าอีกคนกำลังกลับ เธอค่อยๆ ยันตัวขึ้น เหวี่ยงขาลงจากเตียงนอนแล้วยืนขึ้น ดวงตาคู่สวยหวานเยิ้มจ้องมองไปยังเขา
“ไปนอนซะ”
“ทำไมรีบกลับนักล่ะคะ”
“ดึกแล้ว”
“กลับบ้านคนเดียวอันตรายนะคะ อีกอย่าง…พี่เซนต์ไม่ได้ขับรถมาด้วย ตาลเป็นห่วง” ถึงเมาอยู่แต่ก็จำได้ว่าเขาไม่ได้ขับรถมา เธอไม่กล้าปล่อยเขากลับคนเดียว ต่อให้เป็นผู้ชายก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
เซนต์มองคนตัวเล็กตรงหน้านิ่งๆ ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ดวงตาเว้าวอนสะท้อนความเป็นห่วงอย่างชัดเจน
“เมาก็ไปนอนได้แล้ว”
“นอนด้วยกันสิคะ เตียงตาลกว้างนะ”
“เป็นผู้หญิงแต่ชวนผู้ชายนอนด้วย มีที่ไหน”
“มีค่ะ ตาลไง~” เธอพูดแล้วระบายยิ้มหวาน
“ฉันเป็นผู้ชาย อย่าไว้ใจฉันมาก”
น้ำตาลก้าวเข้าไปใกล้คนตัวโตอีกนิดจนได้กลิ่นบุหรี่เจือแอลกอฮอล์และน้ำหอมจางๆ
“พี่เซนต์กลัวห้ามตัวเองไม่อยู่เหรอคะ”
เขาหลุบมองริมฝีปากสีระเรื่อเพียงนิด ก่อนจะช้อนขึ้นมองดวงตาคู่สวยที่มองมาอย่างยั่วยวน ถึงเขาจะเป็นผู้ชายแต่ก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่อดทนเก่งขนาดนั้น ลึกๆ ยังมีความเป็นผู้ชาย หน้ามืดขึ้นมาอาจทำอะไรสิ้นคิดก็ได้
“ไปนอนซะ”
“ทำไมชอบไล่ให้ไปนอนจัง” เธอบ่นอุบ “อยากให้นอนขนาดนั้น…ก็มานอนด้วยกันสิคะ”
“อย่ามาทะลึ่ง”
“ตาลพูดจริง” แววตาที่มองเขาไม่มีวี่แววว่าล้อเล่น เมาแล้วแรดจังวะน้ำตาล แต่ปกติไม่เมาก็แรดอยู่แล้ว
ปกติไม่ใช่คนชอบอ่อยผู้ชายก่อน ซึ่งเขาคือข้อยกเว้น แม่สอนให้รักนวลสงวนตัว แต่ถ้าชอบคนไหนวิ่งเข้าใส่เลยอย่าปล่อยให้หลุดมือ
มือเรียวเล็กลูบไล้แผงอกแกร่งเบาๆ จนถูกเซนต์จับหมับข้อมือเอาไว้ สายตามองคนตรงหน้านิ่งๆ
“น้ำตาล” เซนต์เรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงเข้ม คนนึงพยายามสุภาพบุรุษด้วย ในขณะที่อีกคนรุกแรงขั้นสุด
“ขา~”
“เมาก็ไปนอน อย่ามาทำแบบนี้”
“กลัวตบะแตกเหรอคะ?” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้ หลุบมองริมฝีปากหยักได้รูปเพียงนิด ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างไม่เขินอาย “ปากพี่เซนต์น่าจูบจัง”
หมับ!
เขาจับมืออีกข้างของน้ำตาลที่ยกขึ้นจะจับปากเอาไว้ พยายามควบคุมแรงไว้ไม่ให้เผลอบีบแรงเกินไป นัยน์ตาเริ่มดำมืดลงดูน่ากลัวทว่าอีกคนกลับไม่ยี่หระ ยิ่งชอบใจที่เห็นเขาเป็นแบบนี้
“อย่าดื้อ”
“ถ้าดื้อ…เด็กดื้อโดนอะไรดีคะ?”
“ไม่หยุด?”
“งั้นพี่เซนต์ก็ทำให้ตาลหยุด…อ๊ะ!” เธออุทานร้องด้วยความตกใจ เมื่อถูกรั้งเอวบางเข้าไปหาจนร่างกายกระแทกกันอย่างแรง การกระทำของเขาทำหัวใจดวงน้อยไหววูบโดยอัตโนมัติ
“ต้องการแบบนี้ใช่ไหม”
พอเขาเอาจริงกลับไม่กล้า รอยยิ้มที่เคยท้าทายบนหน้าเริ่มจางลงเหลือเพียงความประหม่าในแววตา
“ตาลรอดูอยู่นะ ว่าพี่เซนต์จะทำยังไงต่อ” แม้ในใจกำลังประหม่าหาก หากแต่ยังคงยกยิ้มมุมปากมองเขาด้วยสายตาท้าทาย
“อยากได้ฉันมากขนาดนั้น?”
“เคยบอกไปแล้ว ว่าตาลอยากได้พี่เซนต์…อุ๊บ!” คำพูดกลืนหายไปพร้อมกับริมฝีปากอุ่นที่กดลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วขณะ สมองขาวโพลน หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ
นี่เป็นจูบแรกของเธอ…
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะกับปลายจมูกรั้นจนเธอเผลอกำชายเสื้อเขาแน่น ร่างกายเริ่มค่อยๆ อ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งโดนไฟลน กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นควันบุหรี่ติดปลายเสื้อกลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของเขา พลอยทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
มือหนากระชับเอวบางแล้วรั้งเข้ามาจนหน้าท้องแบนราบแนบชิดกระดุมกางเกงยีนส์สีเข้ม จากนั้นค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไปจนถึงสะโพกและก้นงอนงาม สัมผัสนั้นทำคนตัวเล็กสะดุ้งโหยงแต่กลับไม่คิดจะห้าม
จูบที่เนิ่นนานถูกถอนออกอย่างอ้อยอิ่งในเวลาต่อมา สายตาคมเข้มยังคงจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวยหวานด้วยความรู้สึกยากอ่านออก
“พี่เซนต์…” เสียงเธอแผ่วเบา ริมฝีปากยังอุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่ หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด จูบนี้เคยจินตนาการมาหลายครั้งแต่กลับไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ
“ฉันไม่ใช่สภาพบุรุษขนาดนั้น อย่าไว้ใจฉันมาก”
เธอไม่รู้จะตอบกลับว่ายังไง สมองยังคงขาวโพลนว่างเปล่า มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง จะดูไม่ดีไหมหากเธอบอกว่า…ไม่ได้อยากให้จบลงแค่การจูบ
“ฉันจะกลับแล้ว พักผ่อนซะ”
“เพราะพี่เซนต์กลัวตัวเองห้ามใจไม่อยู่ใช่ไหม ถึงไม่กล้านอนที่นี่”
“หึ พูดแบบนี้แสดงว่าอยากได้มากกว่านั้น?” มุมปากหยักกระตุกยิ้มเล็กๆ แววตาฉายความร้ายกาจอย่างเปิดเผย
เขาสามารถเป็นผู้ชายนิสัยไม่ดี ฉวยโอกาสได้ในยามที่น้ำตาลเมา แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำเกินเลยไปมากกว่านี้อีก แค่เผลอจูบเมื่อครู่…ยังรู้สึกผิดเลย
“ถ้าตาลบอกว่าใช่ พี่เซนต์จะว่ายังไง” คนเมาดื้อรั้นจนชายหนุ่มลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ไว้เป็นเมียฉันจริงๆ เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะจัดให้ทั้งเช้าและเย็น”
คนฟังหน้าแดงซ่านอัตโนมัติ พูดแทบไม่ออก ได้แต่มองเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ตาปริบๆ
“ไปนอนได้แล้วตัวปัญหา”
“ชิ!” เธอกอดอกทำหน้ามุ่ย นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ขัดใจจริงๆ “ถ้างั้นพี่เซนต์อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าตาลจะหลับได้ไหม”
“อืม” เขาตอบสั้นๆ ในลำคอแล้วพยักหน้ารับ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าค้างที่นี่แล้วกัน
น้ำตาลกลับไปนอนลงบนเตียงอีกครั้ง เธอนอนตะแคงหน้ามาทางเซนต์
“บอกฝันดีหน่อยสิคะ”
“…ฝันดี” เขาเงียบไปสักพัก ก่อนจะยอมบอกในที่สุดไม่อย่างนั้นคงไม่นอนง่ายๆ
เมาแล้ววุ่นวายเหมือนเดิม
“ฝันดีค่ะ ที่รักของหนู….” น้ำเสียงอ่อนลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเปลือกตาที่เริ่มค่อยๆ ปิดลง ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้น้ำตาลหลับเร็วกว่าปกติ
เซนต์รอจนกว่าแน่ใจว่าน้ำตาลหลับแล้วจริงๆ ถึงปิดไฟและปิดประตูให้ คราวนี้ไม่ลืมคืนกุญแจรถเหมือนรอบก่อน ระหว่างยืนรอลิฟต์พลางกดเรียกแกร๊บ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกจึงก้าวเข้าไปข้างใน กดลงชั้นล่างสุดทันที
สายของวันต่อมา
“อื้อ~” น้ำตาลนอนส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ เมื่อแสงแดดยามสายส่องผ่านม่านที่แง้มเล็กน้อยเข้ามากระทบใบหน้า คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ก่อนที่จะดึงผ้าห่มคลุมโปง
แต่ทว่า…
พรึ่บ!
ผ้าห่มถูกสะบัดออกเมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายเข้ามาในหัวทันทีที่สมองเริ่มต้นประมวลผล
เมื่อคืนเธอจูบกับเขา!
“เชี้ย…ระ…เรื่องจริงไหมวะ” เธออุทานขึ้นมาอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งแฮงก์ทั้งคาดไม่ถึงในเวลาเดียวกัน ค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นมาแตะริมฝีปากที่โดนจูบมาเมื่อคืน ก่อนจะยิ้มคนเดียวราวกับคนบ้า
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าได้จูบกับเขา มือเรียวเล็กรีบคว้าโทรศัพท์มาเพื่ออัปเดตข่าวเมื่อคืนกับเพื่อนสนิทในไลน์กลุ่ม ไม่นานข้อความก็ถูกตอบกลับมา
เซลีน : OMG! จริงเหรอน้ำตาล
ดัชเชส : ทำไมมึงไม่เผด็จศึกไปเลยวะ โอ๊ยๆ เพื่อนกูไม่ได้หนังสืออีกแล้ว
น้ำตาล : ได้แค่จูบก็บุญปากกูแล้วดัชเชส
น้ำตาล ตอบกลับ เซลีน : จริงสิ ปากพี่แกนุ่มม๊าก
พูดถึงเขาแล้วก็ปัดหน้าจอออกจากไลน์เข้าไอจี กดเข้าแชตของเขาที่ปักหมุดเอาไว้บนสุด
น้ำตาล : มอนิ่งค่ะ
เธอนอนยิ้มคนเดียวเหมือนคนบ้า คาดว่าวันนี้คงไม่เป็นอันทำอะไรแน่นอน ชีวิตคอมพลีทแล้วค่า…
นอนส่องไอจีของเขาราวกับเป็นกิจวัตรประจำไปแล้ว แม้เป็นการส่องดูโพสต์เดิมๆ แต่เธอกลับไม่คิดเบื่อกับการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะนี่คือความสุขของเธอ
ติ๊ง~
สายตาเหลือบมองข้อความที่เด้งขึ้นมา ทีแรกดีใจคิดว่าเป็นแชตของเขา แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อเป็นข้อความของ…
ปัณณ์ : วันนี้ว่างไหม พี่อยากชวนไปกินข้าว
เธอไม่ได้กดเข้าไปตอบเขา แต่กลับเลื่อนดูโพสต์ของพี่เซนต์แล้วอมยิ้มคนเดียว
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม

![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





