ผ่านไปเกือบชั่วโมงเต็มฝนยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เสียงหยดน้ำกระทบกระจกดังเป็นจังหวะสลับกับเสียงฟ้าร้องที่คำรามก้องจนทั้งอาคารสั่นสะเทือน ฟ้าแลบสว่างวาบลอดเข้ามาทางหน้าต่างเป็นระยะ
เซนต์ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาคมมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มเหนือเมือง ลมหายใจถูกถอนออกมาเบาๆ ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักแต่ฝนข้างนอกทำให้เขาไม่สามารถไปไหนได้
มือหนายกโทรศัพท์ที่ตอนนี้มีแบตแล้วขึ้นมาเขี่ยเล่น เพิ่งเห็นประกาศว่าวันนี้จนถึงมะรืนมีพายุเข้า เช็กสภาพอากาศในโทรศัพท์ก็พบว่าคืนนี้มีฝนตกยาวเกือบเช้า
“กินอะไรมารึยังคะ” น้ำตาลเดินเข้ามาถาม “ถ้าหิวบอกได้นะคะ”
“ไม่ค่อยหิว” จริงๆ ก็หิวแต่พอทนได้ กะไว้ว่าอีกสักพักคงกลับแล้วไม่อยากรบกวนเจ้าของห้องนาน
“ตาลอุ่นอาหารไว้เผื่อ มากินด้วยกันสิคะ”
“ไม่เป็นไร”
น้ำตาลนิ่วหน้า อุตส่าห์อุ่นอาหารไว้เผื่อแล้วมาโดนปฏิเสธ งานนี้เจ้าตัวคงไม่ยอมง่ายๆ
“แต่ตาลอุ่นไว้ให้พี่เซนต์แล้วนะ” เสียงเธอนุ่มแต่แฝงความดื้อดึง ร่างบางเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารแล้วเปิดฝาครอบจานออก กลิ่นหอมของข้าวผัดกระเทียมกับซุปไข่หอมลอยมาแตะจมูกทันที
“กินเลย เดี๋ยวสักหน่อยก็กลับแล้ว” เซนต์ปรายตามองแวบ หนึ่งก่อนจะเบือนสายตากลับไปยังหน้าต่าง
“แต่ฝนยังไม่หยุดเลยนะคะ”
“คงตากฝนกลับ”
“งั้นกินข้าวกับตาลก่อนสิคะ อุตส่าห์อุ่นให้ ไม่กินจะดูเสียน้ำใจคนอุ่นให้เอานะคะ”
เซนต์ดึงสายตากลับไปมองน้ำตาลเพียงนิด ก่อนจะปรายมองอาหารบนโต๊ะที่อุ่นเสร็จแล้ว คำพูดเมื่อครู่ทำเขารู้สึกหนักใจไม่ใช่น้อย เพราะไม่อยากให้เสียน้ำใจจึงยอมเดินไปยังโต๊ะอาหารแต่โดยดี
คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้าง รีบเดินตามพี่ชายเพื่อนสนิทไปยังโต๊ะอาหารติดๆ ดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วหย่อนตัวนั่งลง สายตาช้อนขึ้นมองเซนต์เป็นระยะด้วยรอยยิ้มกริ่ม
มือเล็กคว้าโทรศัพท์มาแล้วยกขึ้นถ่ายให้เห็นเพียงกล่องข้าว ติดมือข้างที่มีโซ่เงินคล้องข้อมือเป็นเอกลักษณ์ของเขาโดยเฉพาะ ก่อนจะกดลงสตอรี่ไอจี คิดว่าเขาคงไม่เห็น ปกติก็ไม่เคยดูสตอรี่ของเธออยู่แล้ว
ผ่านไปสักพัก…
ติ๊ง~
Celine replied to your story : มือพี่เซนต์?
duchess_ replied to your story : กูตกข่าวอะไรรึเปล่า
เซนต์สังเกตเห็นน้ำตาลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็แปลกใจแต่ไม่ได้คิดอะไร ก้มหน้ากินข้าวปกติ เหลือบเห็นโพรไฟล์น้ำตาลเด้งมาอยู่ด้านหน้าเมื่อมีการอัปสตอรี่ ข้างๆ เป็นสตอรี่ของภูริ เขากดเข้าไปดูแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือดึงหน้าจอฝั่งซ้ายจนเห็นว่าน้ำตาลลงอะไร ซึ่งการดูแบบนี้น้ำตาลไม่มีวันรู้ว่าเขาดู
ปกติไม่เคยอยากรู้ว่าน้ำตาลลงอะไร แต่วันนี้…ยัยปัญหามีพิรุธอย่างชัดเจน
สายตาช้อนขึ้นมองคนตรงหน้านิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไร ตักข้าวเข้าปากกินเงียบๆ ไม่อยากทักท้วงเดี๋ยวโดนหาว่าสนใจ ยัยนั่นยิ่งเป็นประเภทหลงตัวเองอยู่ด้วย
หลังจากกินข้าวเสร็จน้ำตาลก็อาสาเก็บกล่องข้าวให้ ซึ่งเซนต์ก็ไม่ได้ว่าอะไร
หลังจากเก็บกล่องข้าวเรียบร้อย น้ำตาลเดินกลับมาหยุดข้างโซฟาที่เขานั่งอยู่ สาวตามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งฝนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแต่อย่างใด
“ฝนยังตกแรงอยู่เลยนะคะ” ในใจอยากบอกออกไปว่า ‘นอนที่นี่ก็ได้นะคะ’ แต่กุลสตรีไทยทำแบบนั้นจะดูดีหรือ อย่าแพ้เสียงในหัวเด็ดขาดน้ำตาล
กดมันลงไป…
“นอนที่นี่ก็ได้นะคะ”
เซนต์หันขวับ ความเงียบเข้าปกคลุมอัตโนมัติจนได้ยินเสียงฝนข้างนอก น้ำตาลมองพี่ชายเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
แพ้เสียงในหัวจนได้สินะ
“เป็นผู้หญิงแต่ชวนผู้ชายค้างด้วย?” เขาเลิกคิ้วถาม
“ตาลแค่เห็นว่าฝนยังไม่หยุดก็เลย…”
“ทำแบบนี้บ่อย?” เขาพูดแทรกโดยไม่รอให้เธอพูดจบ น้ำเสียงเรียบแต่เฉียบคมจนคนโดนถามสะดุ้งเฮือก
“มะ…ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ!” เธอรีบปฏิเสธอย่างกลัวเขาเข้าใจผิดพร้อมกับโบกมือรัวๆ เขาคิดไปเวย์นั้นซะแล้ว ถึงเธอจะดูรุกเขาแรงแต่ไม่เคยชวนผู้ชายค้างด้วยมาก่อน และเขาคือคนแรกที่เธอชวน “ตาลไม่เคยชวนใครค้างด้วย พี่เซนต์เป็นคนแรก”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้งหลังจากได้ยินน้ำตาลบอกแบบนั้น เซนต์ละสายตาจากน้ำตาลไปมองนอกหน้าต่าง ฝนยังตกกระหน่ำไม่หยุด เสียงฟ้าร้องตามมาอีกระลอก
“หรือไม่พี่เซนต์ก็รอให้ฝนเบาลงกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยกลับได้ไหมคะ” เพราะเขาขับบิ๊กไบค์เลยเป็นห่วงกว่าปกติ ไม่มีเสื้อกันฝน ขับออกไปตอนนี้เปียกแน่ๆ และพรุ่งนี้ตื่นมาก็เสี่ยงป่วย “อ๋อ! เซย์รู้ด้วยนะคะว่าพี่เซนต์หลบฝนที่นี่ เซย์ฝากมาบอกว่าห้ามขับรถตากฝนกลับ”
เซนต์ทำหน้าเอือมระอา ก่อนจะพยักหน้าให้มันจบๆ น้ำตาลรู้ว่าเซลีนคือจุดอ่อนของเขา ก่อนหน้านี้เซลีนส่งข้อความมาบอกว่า ‘ฝนตกแรงมากอย่าเพิ่งกลับ’
ชีวิตกูเจออะไรบ้างเนี่ย…
แม้กระทั่งฟ้าฝนยังอยู่ข้างเดียวกับยัยตัวปัญหา คืนนี้คงไม่หยุดง่ายๆ หรอกมั้ง หากจะซาก็คงดึกๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงสี่ทุ่ม ตอนนี้ฝนเริ่มซาลงแล้ว น้ำตาลเองก็เริ่มใจหวิวที่เซนต์จะต้องกลับ ร่างบางเดินคอตกออกมาเตรียมรอส่ง
“ขับรถดีๆ นะคะ”
“อืม”
“ให้ตาลไปส่งดีไหมคะ เป็นห่วง” เธอทำหน้าตาอ้อนวอน อย่างน้อยเธอขับรถยนต์ไปส่งยังสบายใจกว่าปล่อยเขาขับบิ๊กไบค์กลับคนเดียว
“ไม่เป็นไร ฉันขับรถตากฝนจนชินแล้ว”
“แต่วันนี้ถนนอาจจะลื่นและอากาศหนาวกว่าปกติก็ได้นะคะ” คนมันจะหาเรื่องไปส่งอะนะ แม้กระทั่งเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นยังยกออกไปพูด
“ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ” เขาพูดอย่างระอาใจ
น้ำตาลทำหน้ามุ่ย คนจะกลับต่อให้รั้งยังไงก็คงห้ามไม่ได้ สุดท้ายจึงยอมปล่อยเซนต์กลับอย่างง่ายดาย
“สัญญาได้ไหมคะ ถึงบ้านแล้วจะทักบอกตาล”
เซนต์ชะงัก ร่างสูงไม่ตอบเพียงแค่เดินไปหยิบรองเท้าขึ้นมาเตรียมใส่ น้ำตาลใจแป้วเล็กน้อยที่อีกคนไม่ตอบ ทำใจไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้แต่ก็อดคาดหวังให้เขาพยักหน้าก็ยังดี
พรึ่บ!
น้ำตาลยืนนิ่ง มือเล็กเย็นวาบ ความมืดที่โถมเข้ามากะทันหันทำให้ร่างบางยืนตัวแข็บทื่อทำอะไรไม่ ความกลัวแล่นเข้าครอบงำจนหัวใจเต้นรัว เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาคลอเบ้า ก่อนเสียงสะอื้นเบาๆ จะดังเล็ดลอดออกมาทีละนิด
“ชะ…ช่วยด้วยฮึก ใครก็ได้ช่วยทีฮือ~”
เสียงร้องไห้สั่นเครือทำให้ชายหนุ่มที่กำลังก้าวเท้าออกไปชะงัก เซนต์ล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เปิดไฟฉายส่องไปตามเสียง ก่อนจะพบเธอนั่งกอดเข่ากลางพื้น
เขาเดินเข้าไปหา ย่อตัวลงพร้อมกับกำลังเอื้อมมือไปแตะตัว แต่ไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะโดนอะไรน้ำตาลก็โผเข้ากอดเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
เนื้อตัวของเธอสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนี้คือสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวเธอไว้ได้ในตอนนี้
เซนต์ปล่อยให้เธอกอดอยู่อย่างนั้นโดยไม่ผลักไส มือที่ถือโทรศัพท์ไว้ยังเปิดไฟส่องต่อเนื่อง แสงไฟสะท้อนบนผิวแก้มของคนตัวเล็กที่มีหยาดน้ำตาเกาะพราว
เปรี้ยง!
“กรี๊ดดด!!” น้ำตาลกรีดร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ หลังจากที่สายฟ้าฟาดลงมาเสียงดังจนอาคารสั่นสะเทือนเล็กน้อย เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เธอกอดเขาไว้แน่น ราวกับนี่เป็นที่พึ่งเดียวของเธอในเวลานี้
ความมืดรอบตัวทำให้เธอกลัวจนเกิดอาการแพนิค มือเล็กกำเสื้อของเซนต์แน่น
เสียงหอบหายใจของน้ำตาลดังแผ่วสั่น ร่างบางกอดเขาแน่นจนแทบฝังตัวอยู่ในอ้อมอกนั้น ทั้งตัวสั่นสะท้านไม่หยุด มือเล็กเย็นเฉียบเหมือนเลือดในร่างไหลย้อนกลับไปหมด
“ยะ…อย่าเพิ่งไปไหนได้ไหมคะ ฮืออ” น้ำตาลพูดทั้งน้ำตา เสียงสั่นจนแทบขาดใจ มือกำชายเสื้อเขาแน่นเหมือนกลัวว่าอีกคนจะหายไป
เซนต์หลุบมองคนที่กำลังกอดตัวเองอยู่นิ่งๆ ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมาลูบแผ่นหลังบาง พร้อมกับตอบรับในลำคอเบาๆ เขาไม่ใช่คนใจร้ายที่จะกล้าทิ้งน้ำตาลในสภาพแบบนี้ได้ลงคอ
ผ่านไปสักพักน้ำตาลเริ่มสงบลง เซนต์พาไปนั่งโซฟาโดยมีไฟฉายจากโทรศัพท์วางไว้บนโต๊ะกระจกเพื่อให้แสงสว่าง ส่วนเขาหย่อนตัวนั่งลงโซฟาอีกตัว
“…ขอบคุณนะคะ” เธอเงียบอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด เมื่อกี้ไม่ได้แสดงละครรั้งให้เขาอยู่ต่อ แต่เธอมักเป็นแบบนี้เวลาไฟดับหรืออยู่ในที่มืดมากๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว ทุกครั้งเวลาที่ไฟดับเธอจะมีอาการแพนิค และมักโทรหาคุณแม่ให้มาอยู่เป็นเพื่อน โชคดีที่วันนี้มีเขาอยู่ด้วย…
“กลัวความมืดเหรอ” ปกติเขาไม่เอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวของใครง่ายๆ แต่เพราะไม่อยากให้น้ำตาลคิดเรื่องนั้นเลยหาเรื่องชวนคุย
“นิดหน่อยค่ะ…” เสียงเธอเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงฝนข้างนอก
น้ำตาลก้มหน้ามองมือของตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตัก เหงื่อชื้นๆ ซึมตามฝ่ามือ ทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ ดวงตาคู่สวยยังแดงก่ำจากการร้องไห้เมื่อครู่ แต่ตอนนี้กลับมีเพียงความเงียบที่อบอวลอยู่รอบตัว
“เวลามืดแบบนี้ มันเหมือน…หายใจไม่ออก” เธอพูดต่อช้าๆ เสียงสั่นแต่พยายามควบคุมไม่ให้แตกพร่า “มันเหมือนโลกทั้งใบหายไป เหมือนอยู่คนเดียวไม่มีใครเลย”
“…”
“เมื่อกี้…ถ้าไม่มีพี่เซนต์คงแย่กว่านี้” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาผ่านความมืด ที่มีเพียงแสงจากไฟฉายคอยให้ความสว่าง
เซนต์อยู่เป็นเพื่อนน้ำตาลรอจนกว่าไฟจะมา ตอนนี้พายุเข้าหนักมากคาดว่าคงอีกนาน ผ่านไปสักพักน้ำตาลเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
คนตัวเล็กนั่งคอพับหลับอยู่ เซนต์คิดว่าจังหวะนี้คงหนีกลับได้สะดวก แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้นลับหลัง เขาช้อนร่างบางขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะค่อยๆ วางลงบนเตียงนอนหนานุ่ม ดึงผ้าห่มคลุมให้เพียงเอว
หมับ…
“แม่คะ ตาลกลัวจัง…”
สายตาคมเข้มหลุบมองมือเล็กที่ดึงชายเสื้อไว้
“อย่าเพิ่งไปไหนนะคะ อย่าทิ้งตาลให้นอนคนเดียว”
ไม่รู้ว่าน้ำตาลเคยเจอเรื่องอะไรมา จากที่สังเกตคงเป็นแผลใจบางอย่าง เขาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ กะจะจนกว่าไฟมาแล้วค่อยกลับ
แผ่นหลังพิงหัวเตียงแล้วมองออกไปนอกกระจกใส ข้างๆ เป็นน้ำตาลนอนกอดแขนเอาไว้ ดึงออกแล้วแต่เธอกอดไว้เหนียวหนึบมาก
แค่วันนี้นะยัยตัวปัญหา…