เข้าสู่ระบบณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
08:15 น.
Part ไฟนอล
“ถ้าคุณเพื่อนยอมยกให้ผม เรื่องทุกอย่างจบ” ไอ้ปริ้นซ์เสนอ
“มึงฟ้องไป ทำไรกูไม่ได้หรอก” ผมตอบแค่นั้น
“อ้าว ๆ มึงคิดว่าพวกกูแค่ขู่เหรอ ไอ้ปริ้นซ์มึงโทรหาป้าจันทร์เลย” มันสองคนทำท่ากดโทรศัพท์ ทำตัวเป็นเด็กน้อยไปได้ไอ้พวกนี้
“เลิกเล่นได้แล้ว!” ผมถอนหายใจอย่างหนัก ทำให้พวกมันหันมาจ้องเพื่อรอคำตอบจากผม
“มึงจะเอาไงบอกพวกพี่มาไว ๆ ไอ้น้อง” ผมถึงกับต้องกุมขมับกับพวกมัน จะไปฟ้องว่าผมนอกใจคู่หมั้นทั้งที่ผมไปส่งคู่หมั้นเนี่ยนะ
“หมอหมอที่พวกมึงเห็นน่ะ...ชาพิ้งค์” ผมตอบไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพราะไม่อยากให้คนที่นั่งข้าง ๆ ที่ไม่ใช่พวกเรารู้
“ห้ะ!!!!!!!!!” ไอ้สองตัวพอได้ยินก็อึ้งไปทั้งคู่ จนเผลอเสียงดังออกมา ดีที่พวกมันรีบเอามืออุดปากตัวเองไว้ก่อน
“เชี่ยยยยยยย” ไอ้โซลอุทานออกมาเสียงเบาลงจากเมื่อครู่
“เกินความคาดหมายกูไปสัส ๆ อะ” ไอ้ปริ้นซ์ก็ตกใจเวอร์เกิน
“กูไม่คิดว่าน้องชาพิ้งค์ คู่หมั้นมึงจะ...” มันก้มลงมากระซิบเบา ๆ เพราะผมเคยบอกว่าไม่ให้พวกมันบอกใครเรื่องของผมกับพิ้งค์
“กูไม่คิดว่าน้องเขาจะน่ารักขนาดนี้” ผมได้ยินดังนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว ชาพิ้งค์น่ะเหรอ ก็...น่ารักดี แต่ก็ไม่ขนาดนั้นป้ะวะ
“จริง~ แม่งอย่างกับนางฟ้า~” ไอ้โซลชมพิ้งค์ไม่หยุดปาก แล้วดูมันทำหน้า ไอ้นี่ม่อจัด
“มึงเลิกฝัน เจอกันครั้งแรกก็ไปดุน้องเขาขนาดนั้นแล้ว” ไอ้โซลโดนไอ้ปริ้นซ์พูดดักทางก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
“มึง~ กูเป็นเฮดว้ากนะเว้ย มันก็แค่การแสดงป้ะวะ” ผมมองพวกมันคุยกัน
“แต่น้องเขาไม่ชอบมึงแน่นอน กูรับประกัน” ไอ้ปริ้นซ์กระซิบบอกไอ้โซล พูดอะไรของพวกมัน
“มึงเงียบดิ๊ จะเรียน” ผมขมวดคิ้วแน่น จะพูดอะไรกันนักหนา
“เอาว่ะ ๆ ตัวจริงเขาหวงของว่ะ” มันทำท่าหรี่ตามองมาที่ผม
“น้องชาพิ้งค์สวยขนาดนี้ แถมตรงสเปกมันอีก” ไอ้โซลพูด
“ผมว่าเพื่อนเราแม่งหลงน้องชัวร์!” ผมหันไปมองพวกมัน เชิงบอกให้เลิกพูดสักที
“พวกมึงฟังกู” ผมชี้เข้าหาตัวเอง และพูดกับมันชัด ๆ ทีละคำ
“ชา พิ้งค์ เป็น น้อง สาว กู”
“แต่ไม่ใช่น้องแท้ ๆ” ไอ้โซลพูดขึ้นมาอย่างรู้ทัน
“แต่กูคิดว่าเขาเป็นแค่น้องสาว ไม่มีวันเป็นอย่างอื่น” ผมยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้ง
“ก็เห็นพูดงี้ทุกราย” ไอ้ปริ้นเอ่ยพรางพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ
“สุดท้ายก็อยู่ใต้อำนาจเมียกันทุกคน” ไอ้โซลเสริมอีกประโยค พร้อมยักคิ้วข้างเดียว
“ไม่มีทางเกิดกับกูแน่นอน” ผมไม่คิดจะจริงจังกับใครอีก
“หึ! พวกกูจะคอยดู”
………………………………………….
พักเที่ยง
ณ โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์
12:02 น.
Part ชาพิ้งค์
“อยู่ไหนนะ?” ฉันบ่นกับตัวเอง วันนี้ฉันก็มากินข้าวเที่ยงที่เดิม ตั้งใจจะมาเจอพี่ไฟนอล แต่เขาอยู่ไหนก็ไม่รู้
“กรี๊ดดด!!!”
“หล่อมากอะมึง~~” พวกผู้หญิงกระซิบเสียงดังลั่นโรงอาหาร
“นั่นไงแก!!” ริต้าตาโต หุบยิ้มแทบไม่อยู่
“เดินมาโน่นแล้ว~~” ฉันมองตามเรียวนิ้วของริต้าไป และในที่สุดก็เจอแล้ว!
“งั้นเราไปกันป่ะ!” ฉันคว้าแขนเพื่อนสองคนเดินตรงไปหาสามหนุ่มที่พึ่งเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร
“ด...เดี๋ยวสิแก!” พิมพ์ดาวรั้งไว้ทำให้เราสามคนต้องหยุดเดิน หันไปก็พบว่าพวกพี่เขาหาที่นั่งได้แล้ว
“ทำไม?” ฉันหันไปถามด้วยความสงสัย
“นั่น Black Dragon เลยนะเว้ย!” พิมพ์ดาวเข้ามากระซิบ
“คนกรี๊ดทั้งมอ” ฉันลอบมองโต๊ะพวกพี่เขาเป็นระยะ ๆ
“ขืนเข้าไปแบบนี้มีหวัง ตกเป็นเป้าผู้หญิงทั้งมอแน่” ริต้าเอ่ยเสริมขึ้นมา ก็จริงแหะ
“แต่อยากไปกินข้าวกับพี่ไฟนอล” ฉันเบะปากทันทีที่โดนขัด
“แต่แก นอกจากพวกฉันสองคนก็ไม่มีใครรู้แล้วนะ...” ริต้าเข้ามากระซิบเสียงเบาข้างหูฉัน
“ว่าพี่ไฟนอลมีเจ้าของแล้ว และเจ้าของคนนั้นก็เป็นแกคนนี้เนี่ย” ฉันคิดแล้วก็นอย ทำไมพอจะจีบเขาแล้วมันลำบากขนาดนี้
“หรือมีอีกวิธีให้เลือก” เราสองคนหันไปหาพิมพ์ดาว
“ก็เข้าไปเลย มีเรื่องอะไรเดี๋ยวพวกเราช่วยแกเอง”
โหเห็นเงียบ ๆ แบบนี้พิมพ์ก็สายลุยเหมือนกันนะเนี่ย
“เออว่ะ ก็จริง ยังมีพวกฉันอยู่ตั้งสองคน” ริต้าเอ่ย
“งั้นไปกัน!” ริต้าจูงมือเดินหน้าแทน
“เดี๋ยว!!” ฉันรั้งไว้อีกครั้ง
“ถึงฉันอยากไปนั่งร่วมโต๊ะด้วย แต่ก็ไม่ชอบความวุ่นวายหรอกนะ” พอคิดดูแล้วชีวิตอันสงบสุขของฉันก็จะหายไป
“แต่แกกำลังจีบเขาอยู่นะ จะกลัวอะไร”
“ไปด้วยกันหมดนี่แหละ” ริต้ากับพิมพ์ดาวเห็นพ้องต้องกัน แต่มันทำฉันคิดหนัก ฉันไม่ชอบความวุ่นวาย T-T
“อ้าวน้องชาพิ้งค์!” ขณะที่เราสามคนกำลังลังเลกันอยู่นั้น พี่โซลที่พึ่งซื้อข้าวเสร็จก็ทักลั่นโรงอาหาร จนคนหันมามองเต็มไปหมด
ประเด็นคือเขารู้ชื่อฉันได้ไง หรือว่าพี่ไฟนอลบอก?
“ส...สวัสดีค่ะ” เราสามคนทักทายปกติ จะให้เมินก็ยังไง ๆ อยู่
“ไปนั่งกับพวกพี่สิ” พี่โซลเป็นฝ่ายเอ่ยชวนขึ้นมาก่อน ทำให้สองคนตาลุกวาว
“ม...ไม่”
“ตกลงค่ะ!” เป็นริต้าที่พูดแทรกฉันขึ้นมาทันควัน
“งั้นน้อง ๆ ไปซื้อข้าวเสร็จก็ไปนั่งกับพวกพี่นะ” พูดจบเจ้าตัวก็เดินไปเลย
“ไปแก ไม่ต้องคิดมากแล้ว” หลังจากนั้นเราสามคนก็เดินไปซื้อมื้อเที่ยงกัน เอาวะ.....
ถึงความวุ่นวายจะหายไปแต่ได้พี่ไฟนอลมาก็ถือว่าคุ้ม คิคิ
Part ไฟนอล
“ไปนานสัส กูหิวจนไส้จะขาดแล้ว” ไอ้ปริ้นซ์บ่นหลังจากที่ไอ้โซลมาถึง เพราะเราผลัดกันเฝ้าโต๊ะ ไอ้โซลไปซื้อเป็นคนแรก
“งั้นกูไปซื้อข้าว ไอ้ไฟ มึงไปซื้อน้ำ”
หลังตกลงกันเสร็จก็แยกย้ายกันไปคนละร้าน ไม่นานก็กลับ
“โอ้ววว หอมมม~” พูดจบไอ้ปริ้นซ์ก็ตักเข้าปากทันที หิวขนาดนี้เมื่อเช้าคงไม่ได้กินอะไรมาสิท่า
“โทษนะคะ~” ขณะที่ข้าวคำแรกของผมกำลังจะเข้าปากแต่ก็ต้องชะงักเอาไว้ก่อน เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาทักทายกลุ่มพวกผม
“โต๊ะนี้ยังมีที่ว่างอยู่ ขอเราสองคนนั่งด้วยได้มั้ยคะ” พอได้ยินแบบนั้น ผมเลยหันไปมองรอบ ๆ ซึ่งโต๊ะอื่นก็เต็มแล้วจริง ๆ
“พอดีโต๊ะเต็มแล้วค่ะ!” มีผู้หญิงอีกคนพูดแทรกขึ้นมาทันที และเธอก็หันมายังพวกผมสามคน ใคร?
“โต๊ะนี้เต็มแล้วค่ะ~” เสียงใสของใครบางคนดังมาจากด้านหลังของผม ทำให้เราทั้งห้าคนที่คุยกันอยู่ต้องหันไปมอง
“อ้าว! น้องชาพิ้งค์มาพอดีเลย” ไอ้โซลพูดแบบนี้หมายความว่าไงแล้วเธอมาทำอะไรที่คณะผม?
“แกร็ก~” ชาพิ้งค์เดินมาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคน เธอเลือกที่จะนั่งฝั่งตรงข้ามกับผม
“นี่เธอ ฉันมาก่อนจะทำแบบนี้ได้ยังไง!”
“พวกพี่เขายังไม่ได้บอกว่าจะให้พวกเธอนั่งด้วยเลย!”
“ไร้ยางอาย!!” ดูท่าผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่จะเริ่มไม่พอใจยัยชาพิ้งค์และเพื่อนของเธอแล้ว ที่นั่งลงกับพวกผม
“พี่โซลคะ?” ชาพิ้งค์เรียกเพื่อนผมเหมือนกับสนิทกันมาก
“อ...เอ่อ ใจเย็นกันก่อนนะครับน้อง” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยห้าม และพวกเราทุกคนก็หันไปหาไอ้โซลเพื่อรอคำตอบ
“คืองี้ครับ พี่เจอน้องสามคนนี้ก่อนเลยชวนมานั่งด้วยกัน”
“เพราะเห็นว่าโต๊ะเต็มแล้ว” ไอ้โซลรีบอธิบาย
“น้องสามคนนี้แค่ไปซื้อข้าวเฉย ๆ ครับ ที่จริง...น้องสองคนมาทีหลังครับ” ไอ้โซลพูดอย่างไม่เต็มเสียงนัก
ไอ้นี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ ๆ ผมได้แต่มองสถานการณ์เงียบโดยที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ
“แล้วถ้าเกิดพิ้งค์อยากจะมานั่งทานข้าวกับพวกพี่ทุกวันล่ะคะ?” เธอเอ่ยถามออกมาโต้ง ๆ
“พิ้งค์ต้องขอและรออนุญาตก่อนทุกครั้งมั้ยคะ?” เสียงชาพิ้งค์เอ่ยเรียบ แต่แอบดุ ไม่เคยเห็นเธอมุมนี้มาก่อน ถือว่าแปลกดี
“พี่ไฟนอล” เธอหันมาเจาะจงถามผม เราสองคนสบตากันนิ่ง นี่เธอกำลังขอให้ผมช่วยสินะ
รวมถึงคนอื่นที่เงียบรอฟังอยู่เหมือนกัน เป็นผมที่หลบตาก่อน
“...ไม่ต้อง...” ผมตอบสั้น ๆ แค่นั้น
Part ชาพิ้งค์
“ฟู่ววว~” ฉันโล่งอกนึกว่าจะโดนหักหน้าซะแล้ว ดีนะเขาไปตามน้ำกับฉันด้วย ไม่งั้นโดนล้อทั้งคณะแน่ขอบคุณมากค่ะพี่ไฟนอล
“ได้ยินแล้วก็เชิญย่ะ นุ่น ๆ โต๊ะนู้นว่างพอดี” ริต้าพูดจบสองคนนั้นก็เดินกระฟัดกระเฟียสออกไปทันที
“กูนึกว่าจะมีเรื่องสะแล้ว” พี่ปริ้นซ์พูดเล่นกับเพื่อนหลังจากที่สองคนนั้นเดินไปแล้ว
“เห็นเรียบร้อย ๆ พอหึงผัวก็มีแรงเลยนะแก” ริต้าเข้ามากระซิบได้ยินกันสองคน ฉันไม่ยอมให้ใครมาเอาพี่ไฟนอลไปหรอก ชิ
แต่พอรู้ตัวอีกที เหตุการณ์ต่อมาคือเราสามคนกับพวกพี่สามคนต่างก็มองตากันเลิ่กลั่ก
“กูชวนน้องเขามาเองแหละ” พี่โซลทำลายความเงียบนั้น
“นี่เพื่อนพี่ ไอ้ปริ้นซ์ กับไอ้ไฟนอล” และทุกอย่างก็เงียบลง และพี่ไฟนอลมองนิ่ง ๆ เดาไม่ได้เลยว่าคิดอะไรอยู่
“อ...เอ่ออ”
“พี่น่าจะรู้จักพิ้งค์แล้ว ส่วนนี่ ริต้ากับพิมพ์ดาว เพื่อนพิ้งค์เอง”
“สวัสดีค่ะ” ตอนนี้ทุกคนเริ่มกลับมาปกติแล้ว ยกเว้นพี่ไฟนอลที่ยังคงนิ่งอยู่
“งั้นเรากินข้าวกันดีกว่า พี่หิวจนตาลายแล้ว” เป็นพี่ปริ้นซ์ที่กล่าวออกมา หลังจากนั้นเราก็เริ่มกินมื้อเที่ยงกัน
“..............” พี่ทั้งสองคนชวนฉันกับเพื่อน ๆ คุยกันจนเริ่มสนิทแล้ว แต่มีอยู่คนนึงที่เงียบกริบ นิ่งเป็นหิน กินข้าวอย่างเดียว
ไม่ได้การละ ฉันรวบรวมความกล้าและเอ่ยออกไป
“พี่ไฟนอลคะ” พอได้ยินเสียงฉัน พี่เขาก็เงยหน้าขึ้นมามอง มีหน้านิ่งหน้าเดียวรึไงกัน
“พี่มีเรียนตอนบ่ายอีกมั้ยคะ?” ฉันเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน
“ไม่มี” เขาตอบสั้น ๆ แค่นั้น
“กลัวดอกพิกุลจะร่วงรึไง” ฉันบ่นเงียบ ๆ คนเดียว
“!!!!”
Part ไฟนอล
นี่เธอกล้าบ่นผมเลยเหรอ ชักจะมากไปแล้วนะชาพิ้งค์
“ฮ่า ๆๆๆๆ” อยู่ ๆ ทั้งโต๊ะยกเว้นชาพิ้งค์ก็หัวเราะขึ้นมา
“กูเจอคนสยบมันได้แล้วว่ะ” พวกมันสองคนหัวเราะเสียงดัง
“เธอด่าฉันเหรอ?” ผมเงยหน้าขึ้นไปคุยกับเธอ แต่เจ้าตัวกลับไม่กลัวผมเลย
“อะ~” เธอตักกุ้งตัวโตใส่จานผม ก่อนจะตอบคำถาม
“ก็มันจริงหนิคะ พิ้งค์พูดกับพี่ แต่พี่ตอบพิ้งค์แทบนับคำได้” เธอบ่นออกมาพรางตักข้าวปากอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
ผมตักกุ้งที่เธอให้ใส่ปาก ก่อนจะเถียงเธอกลับ
“ฉันไม่ชอบคุยไร้สาระกับเด็กน้อย” คำตอบผมทำให้ชาพิ้งค์ย่นจมูกใส่ผม
“พิ้งค์ไม่ใช่เด็ก!!”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงพี่ก็ต้องตามใจพิ้งค์คนเดียวค่ะ” เธอพูดราวกับเด็กน้อยไม่มีผิด แล้วยังจะเถียงว่าไม่ใช่เด็กอีก
“นี่กุ้ง กินเยอะ ๆ ค่ะ” เธอตั้งกุ้งตัวสุดท้ายยื่นมาให้ผมตรงหน้าและจะป้อนผมให้ได้ ดูท่าแล้วเธอจะไม่ยอมง่าย ๆ
ผมรับช้อนมาเธอก็ไม่ยอม
“ไม่เอา~ พิ้งค์อยากป้อน”
Part ชาพิ้งค์
“ลุกแรงไปป่าววะแก” ริต้าเข้ามากระซิบเสียงเบา
“ไม่หรอก ตอนเด็ก ๆ เขาก็ตามใจฉันแบบนี้แหละ”
“แต่นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้พี่เขาโตแล้ว ดูดิคนมองเต็มโรงอาหารแล้วเนี่ย” พิมพ์กระซิบ ฉันหันไปก็พบว่ามีแต่คนมองจริงด้วย
ฉันเห็นแบบนั้นก็ค่อย ๆ ลดมือของตัวเองลง...แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
“งับ~”
“!!!!!”
โรงพยาบาลหน้าห้องฉุกเฉินPart ชาพิ้งค์“ฮึก ๆ ยังไม่ออกมาค่ะ” ป้าลูกจันทร์กับลุงเวลส์เดินมาด้วยท่าทีที่รีบร้อน“พ...พิ้งค์ขอโทษนะคะ” พี่ไฟนอลเป็นแบบนี้ก็เพราะเข้ามาช่วยฉัน“พิ้งค์จะขอโทษทำไม ไม่ได้เกี่ยวกับพิ้งค์สักหน่อยลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู“นั่งก่อน ๆ ใจเย็น ๆ ” เป็นท่านทั้งสองที่ต้องมาปลอบฉันแทน “ฮึก ๆๆ พี่ไฟนอล วิ่งเข้ามาผลักพิ้งค์ออก จนทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น” ฉันค่อย ๆ เล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง“ก็ดีแล้ว พี่พิ้งค์ไม่ได้ไปอยู่ในนั้น ไม่งั้นป้ากับลุงก็คงเป็นห่วงมากกว่านี้แน่” ฉันร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม“ไม่ต้องเป็นห่วงไป ถึงมือหมอแล้ว ไฟนอลไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” ฉันเข้าไปกอดป้าจันทร์แน่น“พี่เขารักหนูมากเลยนะลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันเบา ๆ“พิ้งค์หายโกรธพี่เขารึยัง?” คำถามของท่านทำให้ฉันกล้าตอบไปอย่างเต็มอก“พิ้งค์หายตั้งนานแล้วค่ะ ฮึก ๆ” ฉันไม่รู้เลยถ้าไม่มีเขาจะเป็นยังไง ป่านนี้ฉันก็คงเป็นคนนอนอยู่ด้านในนั้นแทน“ดีแล้วล่ะ เข้าใจกันก็ดีแล้ว” ลุงเวลส์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น“ชีวิตคู่ก็มีกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ” ฉันโชคดีมากที่มีท่านทั้งสองรักและเอ็นดูเหมือนลูกสาวแท้ ๆ
Sweet Blood clubชั้นบนสุดPart ชาพิ้งค์“แกร็ก~” ภายในห้องนี้ก็เหลือเพียงแค่เราสองคน “โมโหอะไรขนาดนั้นคะ” ฉันเอ่ยออกมาด้วยความโมโหเช่นกัน“ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ออกไป” พี่ไฟนอลตอบกลับเสียงเรียบ เขาพูดทั้งที่หันหลังให้ฉัน“แล้วพี่เป็นอะไร” ฉันถามเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใจเย็นลง ไม่งั้นเราสองคนคงได้ทะเลาะกันหนักกว่านี้แน่“ก็บอกว่าไม่มีอะไร อยากไปนักไม่ใช่เหรอ จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม” คนตัวโตหันมามองฉัน “พี่ไม่รั้งเธอแล้ว เพราะฉะนั้นเธอก็ออกไปได้แล้ว” ฉันมองหน้าเขาอย่างพิจารณา“นี่พี่ดื่มเหรอ พี่เป็นบ้าอะไรเนี่ย” ฉันมองไปรอบห้องที่ตอนนี้มีเศษแก้วเต็มไปหมด แถมมีขวดเหล้าหลายขวดหกเต็มพื้นหลายจุด“ไม่ต้องสนใจ” เขาพูดเสียงเรียบนิ่ง ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขา“พี่ไล่พิ้งค์อีกแล้วนะคะ” เมื่อฉันพูดออกไปแบบนั้น เขาก็ชะงักทันที แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น“ไม่ได้ไล่” เขาพูดจบก็มองไปทางระเบียงด้านนอกที่มีกระจกใสกั้นอยู่ ภายนอกมีแสงไฟจากตึกในเมืองหลวงหลายดวง“ใจเย็นลงบ้างรึยังคะ” ฉันเอ่ยถามเขาอีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้เขาไม่โวยวายทำลายข้าวของแล้ว“...........” พี่ไฟนอลยังคงยืนหันหลังให้ฉัน และเงียบอยู่
Sweet blood club20:34 น.Part ไฟนอล“มึงเงียบทำไม” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยถามขึ้นมา“พิ้งค์บอกว่าอยากลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีกูดู” ผมพูดออกไปตามจริง ก่อนจะกระดกเหล้าที่มันพึ่งชงให้“มึงก็เลยขับรถมาถึงที่ เพื่อมานั่งมองอยู่ตรงนี้ว่างั้น” ไอ้โซลพูดขึ้นมา ผมก็เลยพยักหน้าตอบเบา ๆ แทน“มึงกลายเป็นคนขี้กลัวไปตั้งแต่เมื่อไร”“เมื่อก่อนมึงอยากได้อะไรก็พุ่งเข้าใส่ตลอด ระวังพวกนั้นจะคาบเด็กมึงไปแดก” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยเตือน“มึงก็รู้ กูทำอะไรไว้บ้าง กูเข้าไปตอนนี้มีแต่พิ้งค์จะเกลียดกู” ผมไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย“พวกนั้นก็มีสิทธิ์ได้แค่มองแหละ รอพิ้งค์หายโกรธกูก่อนเถอะ กูจะซัดหน้าแม่ง” พูดละผมก็หงุดหงิด“ก็เข้าใจว่ามึงเคยเลว” ผมหันขวับไปที่ไอ้โซลทันที“แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามึงก็ชดใช้มาตลอด น้องไม่ใจอ่อนบ้างเหรอ?” มันเอ่ยถามออกมา นั่นทำให้ผมเงียบลงอีกครั้ง“อย่าบอกนะว่าที่มึงทำทั้งหมด น้องไม่รู้อะ?” ไอ้ปริ้นซ์เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา ผมเงียบเป็นคำตอบแทน“มึงแม่ง”“กูก็ว่าอยู่ทำไมน้องยังโกรธมึง” ผมหยิบแก้วขึ้นมาจิบไป พราง ๆ “ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก” ผมมองขึ้นไปหาเธอที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอที่ทุกคนต่างหมายปอง ตอนนี้กลายเป็นว่าผม
คอนโดห้องชาพิ้งค์Part ชาพิ้งค์“แกร็ก~” “!!!!!!” เมื่อเปิดมาก็พบเข้ากับทั้งสามคน กลิ่นเหล้านี่หึ่งเลย“เหม็น! พวกพี่มาทำอะไรกันเนี่ย!” ฉันเอามืดขึ้นมาปิดจมูกทันที กลิ่นเหล้าโคตรจะแรง กินหรืออาบกันมาเนี่ย“ชาพิ้งงงง~~~~” โหพี่โซลเสียงยานเชียว“มาวววววว อาวกลับไม่หวายย~ พรึ่บ!” พูดจบร่างหนาก็ถูกผลักโซเซมาทางฉันทันที“ด..เดี๋ยวก่อนสิ พี่ปริ้นซ์!”“พี่โซล!!” ทั้งสองคนทิ้งพี่ไฟนอลไว้กับฉัน แล้วก็เดินหนีไปเลย แล้วนี่จะเอายังไงเนี่ย“งืม ๆๆๆ” พี่ไฟนอลเมาไม่รู้เรื่อง กลายเป็นคนขี้เมาตั้งแต่เมื่อไหร่Part ไฟนอล“รหัสห้องพี่รหัสอะไรคะ” เธอถามผมทั้งที่ยังพยุงตัวผมอยู่ จริง ๆ ผมไม่ได้เทน้ำหนักไปหมดหรอก ร่างบางจะรับผมไหวได้ยังไง“รหัสห้องอะไรคะ!” เธอถามขึ้นอีกครั้ง ผมแกล้งทำเป็นเฉไฉทันที และหลับต่อเพื่อความเนียนPart ชาพิ้งค์แล้วรหัสเขาที่เปลี่ยนใหม่ ฉันก็ไม่รู้อีก จะทำยังไงล่ะทีนี้ “งั้นพี่ก็นอนตรงนี้แหละค่ะ หายเมาก็ค่อยเข้าห้อง” ฉันวางคนเมาไว้ที่หน้าประตูเตรียมหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง ทว่า....ขากับก้าวต่อไม่ออก“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะพยุงคนเมาเข้าห้องตัวเองไป “ค...ค่อย ๆ เดิ
1 ปีต่อมาวันเปิดเทอมคณะแพทยศาสตร์ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต มีเวลามากมายให้สองคนได้คิดตัดสินใจ คิดทบทวนเรื่องบางอย่าง ความห่างเหินทำให้ทั้งคู่สงบลง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่กลับยังลืมกันไม่ลง ถึงอย่างนั้นอะไรหลาย อย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ ‘เธอ’“บรื้น~” รถคันหรูสองประตูขับมายังลานจอดรถของคณะแพทยศาสตร์อย่างชำนาญทาง“แกร็ก~ปัง!” ประตูเปิดออกโดยร่างบาง เรียวขาสวยกับกระโปรงทรงเอสั้นเพียงคืบเดียวก้าวลงจากรถอย่างมั่นใจ“เชี่ยยย ใครวะมึง สวยชิบหาย” ผมบลอนผสมม่วงยาวสลวย“แก ๆ ดูสิ ทำไมไม่เคยเห็นเลยสวยจัง”“อยู่คณะเดียวกับเราด้วยรึเปล่าอะแก” เหล่านักศึกษาชายหญิงต่างก็ซุบซิบเป็นเสียงเดียวกัน“คิคิ~” คนตัวเล็กหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างได้ใจ พวกนี้นี่คงเป็นน้องปีหนึ่งที่พึ่งเข้ามาใหม่สินะ ก็ไม่แปลกที่จะไม่เคยเห็นฉัน เสียดายจังกลับมาไม่ทันงานรับน้อง..........................................คณะวิศวกรรมศาสตร์โต๊ะหินอ่อนหน้าตึกPart ไฟนอล“ซึมเลยนะมึง” ทันทีที่ไอ้โซลเดินมาก็ทักทายผมตามปกติ ตอนนี้พวกผมอยู่ ปี 3 กันแล้ว และไอ้สองตัวนี่ก็ซ้ำเติมผมไม่เลิกสักที“มันก็ซึมมาตลอดป่าว
ณ สนามบินจุดเช็คอินPart ชาพิ้งค์“..............” ฉันมองไปยังเส้นทางตรงหน้า ที่จะพาฉันให้หนีไปไกลจากที่นี่ได้ เพียงไม่กี่ชั่วโมง“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก ขมับทั้งสองข้างปวดตุบ ๆ สองขาก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างไม่ลังเลอีก“ชาพิ้งค์!!” แต่เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งทำให้ฉันต้องหยุดชะงักและหยุดลงในเวลาต่อมา“พี่เวกัส?” ฉันมองพี่รหัสของตัวเองที่วิ่งมาเหงื่อเปียกซึมเสื้อผ้าและใบหน้า“พิ้งค์...จะไปจริง ๆ เหรอ?” น้ำเสียงเขาดูเศร้า ๆ “พิ้งค์ตัดสินใจแล้วค่ะ” ในเมื่อฉันตอบตกลงไปแล้ว ฉันก็ไม่ลังเลอีกต่อไปแล้ว“พี่คงห้ามเธอไม่ได้แล้วสินะ” “ก็คงงั้นมั้งคะ” ฉันยิ้มบาง ๆ มองทะลุไปด้านนอก“แล้วนี่เธอได้บอกใครบ้างรึเปล่าว่าจะไปไหน” คำถามนั้นทำให้ฉันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาเบา ๆ“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” ฉันพูดอย่างปลงตก“แต่เขาดูรักพิ้งค์มากเลยนะ พี่ดูออก” ฉันนิ่งไป“เขาแค่ประชดเท่านั้น ลองคุยดี ๆ กันก่อนมั้ย” ฉันส่ายหัว“เรื่องที่พิ้งค์จะบินไปไหน...” ฉันพูดและเว้นวรรคไว้ ทำให้พี่เวกัสรับรู้ทันที“พี่เข้าใจ พี่จะไม่บอกใคร โดยเฉพาะเขาคนนั้น” คนที่เราต่างก็รู้ว่าคือใคร“ขอโทษนะ สำหรับเรื่องทุก







