Masuk[พาร์ท : ตะขวด]
หลังจากได้ปลดปล่อยความอ่อนแอออกไป ก็กลับเข้าสู่โหมดเดิมๆ
น้องมนต์เป็นที่พึ่งพาได้ดียามที่เศร้าหรือกดดันอะไรมากๆ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะปล่อยมันออกมากับเธอแบบส่วนตัว แต่พอดีว่าหลังจากหยอกเอินเธอไปเมื่อตอนเช้า ก็ทำให้ใจผ่อนคลายลงแค่ครึ่งเดียว ตกเย็นก็ดิ่งอีกจนต้องเข้ามาเล่นกับลูก
จริงๆ แม่งทั้งอึดอัด กดดัน เครียด ยอมรับว่าแบกรับเหี้ยไรไว้มากมายตอนที่ไม่ได้มีเธอกับลูกอยู่ด้วยกันแบบนี้ และตอนนั้น เธอก็ไม่ได้มาอยู่ข้างๆ ให้รู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อย ก็คงได้ปลดปล่อยกับใครสักคนข้างกายได้
กว่าจะขึ้นมาเป็นฝานเหอ ต้องผ่านด่านทดสอบมากมายแค่เพียงระยะเวลาสองปี กว่าจะลุกขึ้นยืนได้ ถูกพายุถล่มซัดเข้าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
ทั้งใจทั้งกาย บอบช้ำไปด้วยความทุกข์ทรมาน เหมือนกรรมที่เคยทำกับครอบครัวแม่งติดจรวดเร็วเหลือเกิน
วันที่ยิงเสี่ยเป้จนบาดเจ็บสาหัส กูหนีออกมาแบบทุลักทุเล สิ่งแรกที่เลือกกลับไป... ก็คือบ้าน
น่าแปลกดีที่ทุกคนพร้อมต้อนรับกูกลับมาสู่บ้านที่กูเคยผลักไสออกมาให้ไกลจากตัวเองทั้งชีวิต ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บ้านหลังนี้ก็ร้างเลือนออกไปจากความทรงจำ เพราะกูแทบไม่กลับไปเหยียบ เอาแต่สนุก คะนองกับชีวิตไปวันๆ
พ่อเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กู ด้วยการลำเลิกกิจการที่เคยทิ้งไปกลับมา โดยให้กูเป็นคนสานต่อ พ่อบอกพ่อมองเห็นพรสวรรค์ของกู ถึงจะไม่อยากจับงานนั้นแล้ว เพราะมันอาจทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในอันตราย แต่พ่อเชื่อว่ากูจะผ่านไปได้
จะเรียกได้ว่าขึ้นหลังเสือแล้วลงมาไม่ได้แล้วก็ได้
กูในตอนนี้ถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้วว่ะ
กูได้รู้ในเดี๋ยวนั้นเอง ว่าพ่อไม่ใช่ไอ้แก่ที่เอาแต่บ่นพร่ำเพรื่อเวลาที่กูทำตัวเสเพล ไม่ใช่ไอ้แก่น่ารำคาญที่เอาแต่ตบหน้ากูแล้วพ่นคำด่าใส่หน้าว่ากูมันไอ้ลูกทรพี ไอ้ลูกนอกคอก
พ่อคิดทุกอย่างมาดีแล้ว
กูที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างแค่นหัวเราะออกมา พ่อเลือกที่จะมีชีวิตดีๆ แบบนี้ต่อไปในชื่อของตัวเองต่อไปก็ได้ แต่พ่อไม่ทำ พ่อละทิ้งทุกอย่างแล้วมีชีวิตครอบครัวอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับลูกอีกสามคน
ชีวิตดีๆ ที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงแบบนี้... เอาจริงๆ ก็ไม่อยากแบกรับเหมือนกัน
น่าตลกดีที่คนปกติถ้าชีวิตมีอันตรายรอบด้านขนาดนี้ คงเลือกที่จะทิ้งเมียกับลูกเพื่อให้เค้าได้มีชีวิตกันอย่างสงบสุข แต่กูเสือกเป็นคนเห็นแก่ตัว กูเป็นคนที่ไม่อยากให้เธอได้รับอันตราย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากห่างไปจากเธอ
สิ่งที่เลือกในท้ายที่สุด ก็คือการปกป้องเธอกับลูกเท่าชีวิต
กูต้องมีเล่ห์เหลี่ยม ต้องมีความแข็งกร้าว แข็งแกร่ง น่าเกรงขาม ต้องให้ใครรู้ไม่ได้ว่าจุดอ่อนคืออะไร แล้วก็ใช้ชีวิตแบบนั้นมาตลอดสองปี
น่ายินดีที่วันนี้... ได้ร้องไห้เป็นครั้งแรกกับไหล่เล็กๆ นั่น
น่าดีใจที่คู่ชีวิตคือน้องสวดมนต์
กูคีบบุหรี่มาจุดไฟแช็ค พอติดไฟก็สูดควันเข้าจนเต็มปอด ก่อนที่จะพ่นควันขาวคลุ้งออกมาทางปากอย่างอ้อยอิ่ง
อาทิตย์หน้าต้องเข้าพบผู้นำประเทศจีน ต้องประลองยิงปืน ต้องยิงให้แพ้ท่านผู้นำเพื่อเป็นการเอาอกเอาใจคนใหญ่คนโต
“เหอะ” กูแค่นหัวเราะออกมา ก่อนที่จะฉีกยิ้มพราย
การตีสนิทคนที่มีอิทธิพลสูงกว่า ก็ไม่ได้ยากเกินใจอะไรขนาดนั้น
แต่ขัดใจเป็นบ้า กับคนที่ชอบเอาชนะอย่างกู
[จบพาร์ท : ตะขวด]
“สรุปจุดอ่อนของมันก็คือผู้หญิงคนนั้นจริงๆ สินะ”
“ใช่ค่ะคุณเฉิน วันนี้ดิฉันเห็นกับตาระหว่างที่ปัดกวาดห้องของคุณหนูเล็ก เหมือนจะคุยกันเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยเข้าใจนักค่ะ”
หลิวเฉินเหลือบตามองผู้เป็นบิดาที่นั่งท้าวคางฟังอย่างเคร่งขรึม ก่อนที่จะพยักหน้ารับรู้แล้วปัดมือไล่ผู้หญิงที่ให้เข้ามาทำงานเป็นหนอนบ่อนใส้ภายในบ้านของฝานเหอ แล้วก็ตามคาด ฝานเหอพาผู้หญิงที่บอบบางคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านพร้อมกับเด็กที่น่าจะเป็นลูกติดของมัน เวลาคุยเรื่องสำคัญ ก็คุยแต่กับพวกมือขวามือซ้ายในบ้าน คุยกับผู้หญิงคนนั้นก็จะคุยภาษาไทยจนหนอนบ่อนใส้ฟังไม่เข้าใจ
รอบคอบซะจริง คงไม่ไว้ใจใครที่อยู่ในบ้านเหมือนกันสินะ
แต่ที่ยอมพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ก็เพราะคงพอรู้ว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนของฝั่งมันทั้งหมด ถ้าเกิดทางหนอนที่เราส่งไปตุกติกขึ้นมา มันคงไม่ลังเลที่จะฆ่าทิ้งอย่างเลือดเย็นแน่ๆ
ยัยผู้หญิงที่ให้เป็นสายสืบบอกว่ามันดูใจดีไม่เหมือนหน้าตา แค่เห็นว่าตกระกำลำบากก็ให้เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านในคฤหาสถ์หลังนั้นแล้ว แต่มันก็คงไม่โง่ขนาดนั้น
“เอาไงดีครับคุณพ่อ?”
หลิวเฉินหันไปขอคำแนะนำจากบิดาบังเกิดเกล้า นั่งก็คือฟ่งเฉิน ผู้เป็นพ่อแท้ๆ และผู้กุมอิทธิพลมืดส่วนหนึ่งเพราะถูกธุรกิจของฝานเหอแย่งพื้นที่
“อาทิตย์หน้าแกต้องเข้าพบผู้นำประเทศจีนพร้อมกับฝานเหอใช่มั้ย”
“ใช่ครับ”
“หาทางอยู่กับผู้หญิงของมันสองต่อสอง และหาเวลาที่จะสามารถติดต่อเธอโดยที่ไม่ให้มันรู้” หลิวเฉินชะงักไปนิดหน่อย ไม่คิดว่าการที่จะต้องเข้าหาผู้หญิงที่ไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่สักนิดจะมาถึงเร็วแบบนี้ “โน้มน้าวให้ผู้หญิงคนนั้นหลงรักแกให้ได้”
“ครับคุณพ่อ” ร่างสูงกำยำกำชับเนคไท ก่อนที่จะกระตุกยิ้มออกมาบางเบา
“...”
“ผมจะหาทางทำให้ผู้หญิงของมันตกมาเป็นของผมตามคำสั่งของคุณพ่อให้ได้ครับ”
เมื่อถึงวันจัดงานเลี้ยงหนูหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานเท่าตัวตรงหน้า หลังจากแม่บ้านเข้ามาจัดแจงเสื้อผ้าให้ แล้วก็แต่งหน้าอย่างสวยงาม ภาพตรงหน้ากระจกก็ปรากฎเป็นผู้หญิงตัวเล็กในชุดราตรีสีน้ำเงินที่ดูสวยสง่า กระโปรงที่แหวกข้างทำให้ดูเซ็กซี่ขึ้นอีกนิด จนหนูรู้สึกอาย“... ชุดนี้น่าจะแพงน่าดูเลย” หนูพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะจับชายกระโปรงหมุนไปมาแต่ก็เพิ่งได้ใส่ชุดที่อลังการแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยล่ะค่ะหนูเหลียวมองไปทางพี่เจที่ยืนถือเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้วให้ เขายกยิ้มเมื่อเห็นว่าหนูดูสวยในชุดราตรี จนหนูต้องก้มหน้างุด แต่ก็เลือกที่จะถามออกไป“พี่ขวดล่ะคะ?”“แต่งตัวอยู่ครับ อาจจะนานหน่อยเพราะคุยกับคุณลี่ จะให้ผมพาไปมั้ยครับ?” หนูพยักหน้าหงึกหงักเมื่อเขาเสนอความคิด ก่อนที่ร่างสูงจะส่งชุดที่พับอย่างเรียบร้อยในอ้อมแขนให้กับแม่บ้านที่กุลีกุจอกันจัดชายกระโปรงให้หนู ในขณะที่ส่งมือให้ “กระโปรงมันค่อนข้างยาว น่าจะเดินลำบากนะครับ”“ขอบคุณนะคะ” หนูเอ่ยขอบคุณเขาอย่างจริงใจ พร้อมกับวางมือลงบนมือเขา แล้วเดินอยางทุลักทุเลไปที่ห้องข้างๆ ที่เป็นห้องของพี่ขวดก็อกๆพี่เจเคาะประตูด้วยหลังมือ หนูได้ยินเสียงพูดเป็นภาษ
[พาร์ท : ตะขวด]หลังจากได้ปลดปล่อยความอ่อนแอออกไป ก็กลับเข้าสู่โหมดเดิมๆน้องมนต์เป็นที่พึ่งพาได้ดียามที่เศร้าหรือกดดันอะไรมากๆ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะปล่อยมันออกมากับเธอแบบส่วนตัว แต่พอดีว่าหลังจากหยอกเอินเธอไปเมื่อตอนเช้า ก็ทำให้ใจผ่อนคลายลงแค่ครึ่งเดียว ตกเย็นก็ดิ่งอีกจนต้องเข้ามาเล่นกับลูกจริงๆ แม่งทั้งอึดอัด กดดัน เครียด ยอมรับว่าแบกรับเหี้ยไรไว้มากมายตอนที่ไม่ได้มีเธอกับลูกอยู่ด้วยกันแบบนี้ และตอนนั้น เธอก็ไม่ได้มาอยู่ข้างๆ ให้รู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อย ก็คงได้ปลดปล่อยกับใครสักคนข้างกายได้กว่าจะขึ้นมาเป็นฝานเหอ ต้องผ่านด่านทดสอบมากมายแค่เพียงระยะเวลาสองปี กว่าจะลุกขึ้นยืนได้ ถูกพายุถล่มซัดเข้าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ทั้งใจทั้งกาย บอบช้ำไปด้วยความทุกข์ทรมาน เหมือนกรรมที่เคยทำกับครอบครัวแม่งติดจรวดเร็วเหลือเกินวันที่ยิงเสี่ยเป้จนบาดเจ็บสาหัส กูหนีออกมาแบบทุลักทุเล สิ่งแรกที่เลือกกลับไป... ก็คือบ้านน่าแปลกดีที่ทุกคนพร้อมต้อนรับกูกลับมาสู่บ้านที่กูเคยผลักไสออกมาให้ไกลจากตัวเองทั้งชีวิต ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บ้านหลังนี้ก็ร้างเลือนออกไปจากความทรงจำ เพราะกูแทบไม่กลับไปเหยียบ เอาแต่ส
ตกเย็น หนูแต่งตัวด้วยชุดเดรสจีนที่พี่ขวดส่งให้ เพราะไม่มีทางเลือกต้องใช้ของที่เขาซื้อให้ เพราะว่าชุดเก่าๆ ที่อยู่ที่บ้านที่ประเทศไทยเขาไม่ได้เอามาด้วยจะว่าไปก็คิดถึงคุณลุงเหมือนกันนะคะ ป่านนี้อาการป่วยจะเป็นยังไงบ้าง ไหนจะคุณพ่อที่รักษาอาการป่วยที่ต่างประเทศด้วยหนูถอนหายใจตอนที่เดินไปสอดส่องที่ห้องของลูก เพราะพี่ขวดหายไปตั้งแต่ที่หนูบิดหูเขาจนแดงไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าที่หายไปจะน้อยใจหรือกลัวกันแน่นะ แต่ถ้ากลัวก็ดีสิคะ คนดื้อรั้นแบบนั้นต้องให้กลัวให้เข็ดไปเลยหนูได้ยินเสียงเจ้าขาหัวเราะเอิ้กอ้ากแว่วๆ มาจากห้อง เห็นว่าประตูไม้สลักที่ทำมาอย่างดีแง้มอยู่นิดๆ หนูเลยค่อยๆ แอบอยู่หลังประตูแล้วมองลอดเข้าไปข้างในแล้วก็เห็นว่าเป็นร่างสูงกำยำของพี่ขวดที่กำลังอุ้มลูกยกขึ้นยกลงไปมา เล่นกับลูกแบบดิบๆ เหมือนตัวคุณพ่อ แต่เจ้าขากลับชอบมาก ดูสิ หัวเราะชอบใจใหญ่เลยปกติเจ้าขาไม่ได้ชอบการเล่นที่รุนแรงแบบนี้สักหน่อยนะหนูอยากจะเข้าไปปราม เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนโยนกับลูกมาก แต่จะพูดให้ถูกก็คือหนูแทบไม่มีเวลาได้จับลูกเลยตอนที่อยู่กับน้าลัญ เพราะคนที่จัดการทุกอย่างจะเป็นแม่นมตอนนี้ก็เหมือนกัน
[พาร์ท : ตะขวด]ปัง!เสียงลั่นไกปืนที่ดังขึ้น พร้อมกับกระสุนที่พุ่งตรงเข้ากลางเป้าพอดีทำให้กูกระตุกยิ้มอย่างพอใจ หลังจากที่ฝึกปรือฝีมือนักแม่นปืนมานาน ตอนนี้ยิงแม่นเข้าทุกเป้า แถมไม่เคยพลาดซะด้วย“งดงามจริงๆ ครับ” คุณหยวนและคุณลี่ที่มาซ้อมยิงปืนร่วมกันปรบมือให้เป็นมารยาทให้กูที่วางปืนลงแล้วถอดหูฟังออก“ไม่เท่าคุณหยวนกับคุณลี่หรอกครับ ผมยังต้องฝึกอีกมาก” แต่ไม่คิดจะไปเปรียบเทียบฝีมือกับพวกอาจารย์อย่างคุณหยวนและคุณลี่อยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะสองคนนี้เหรอไง กูถึงแม่นปืนได้ขนาดนี้“คุณฝานเหอนี่ถ่อมตนเสมอเลยนะครับ มิน่าลูกน้องถึงได้เคารพรักคุณมาก” คุณลี่ที่อาวุโสที่สุดเอ่ยปากชมแล้วยกปืนขึ้นเล็งเตรียมลั่นไก “เมื่อคืนพาคุณหนูไปที่ไหนมาเหรอครับ”กูนิ่งไปนิดหน่อยเมื่อเขามีคำถามในระหว่างที่กำลังเล็งเป้า ก่อนที่จะคลี่ยิ้ม“ร้านอาหารที่หลิงหลิงมาร้องเพลงประจำน่ะครับคุณลี่”“คุณทราบมั้ยครับว่าหลิวเฉินก็ไปที่นั่นบ่อยๆ เพื่อพบกับเธอ” คุณลี่สับไกปืนแล้วยิงเข้าเป้าได้อย่างสวยงาม ก่อนที่จะวางปืนลงขณะที่ออกปากเตือน “สองคนนั้นอาจจะวางแผนอะไรร่วมกันอยู่ก็ได้นะครับ”“พวกเขาเป็นคู่รักกันเหรอครับ?” กูถามออกมาตรงๆ
หนูตื่นขึ้นมาเพราะเจ็บแสบที่ตรงส่วนนั้น รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้ไปเจอสงครามรักที่หนักหน่วงมาเลยพอหยัดตัวลุกขึ้นมา ก็เห็นว่าแม่บ้านหลายคนในบ้านกำลังเตรียมอาหารเช้าเข้ามาให้ อาหารเช้าที่ว่าคือโจ๊กร้อนๆ รองด้วยจานอีกใบอย่างประณีต วางบนโต๊ะที่สามารถเลื่อนมาเสริมถึงเตียงนอนได้ แถมที่ข้างโต๊ะยังมีแก้วน้ำที่ใส่น้ำเต็มใบ พร้อมกับขวดยาเล็กๆหนูเม้มริมฝีปาก นี่คงเป็นคำสั่งของพี่ขวดใช่มั้ยนะ จำอะไรเมื่อคืนไม่ค่อยได้เลยรู้แค่ว่ารู้สึกเจ็บแสบตรงความสาวด้านล่างพอเงยหน้าขึ้นสบตาแม่บ้าน ก็เห็นว่าพวกเธอต่างมองมาที่หนูแล้วทำหน้าแดงกันทั้งนั้นเลย หนูกระพริบตาปริบๆ ในขณะที่เริ่มมองหาโทรศัพท์ของตัวเอง พอเห็นว่ามันถูกวางอย่างเรียบร้อยที่โต๊ะข้างเตียง ก็เลยคว้าขึ้นมาเพื่อกดแปลภาษาไทยที่จะถามพวกเค้าให้แปลเป็นภาษาจีนที่สามารถอ่านออกเป็นภาษาคาราโอเกะด้วยหนูเคยเรียนภาษาจีนมาบ้าง แต่ไม่ชำนาญนักเพราะไม่ถนัดด้านนี้ แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คล่องปรื๋อเลยล่ะค่ะหนูเงยหน้าขึ้นสบตาพวกเธออีกครั้ง แล้วอ้าปากถามเป็นคำช้าๆ ชัดๆ“คุณฝานเหอไปไหนเหรอคะ?” พวกเธอมองหน้ากันเมื่อหนูพูดออกมาได้ไม่คล่องนัก แค่อ่านตามคำแปลในโทรศัพ
หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นคุณเป้ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่พี่ขวดหายตัวไปเลยหลังจากที่เขาก้าวออกไปจากห้องของหนูวันนั้น วันที่เขาบอกว่าเราจะไปบอกคุณลุงด้วยกันว่าเราคบกันอยู่คุณเป้ไม่ได้แจ้งความ แต่เขาได้บอกกับคุณลุงว่าพี่ขวดเป็นคนยิงเขาเข้าที่จุดเกือบสำคัญ ทำให้บาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต แล้วหนีไปพร้อมกับของกลางที่ใช้ก่อคดีทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับ เพราะยังไงพี่ขวดก็คือลูกน้องคนสนิท ในขณะที่คุณลุงเองก็ถูกชะตากับพี่ขวดจนไม่อยากเอาเรื่องหนึ่งเดือนหลังจากนั้น คุณน้าลัญกลับมาจากต่างประเทศในขณะที่คุณเป้ยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล หนูที่เฝ้าเขาแทนคุณน้าด้วยความเป็นห่วง เพราะส่วนหนึ่งเป็นความรับผิดชอบที่แฟนของหนูทำลงไป แม้ว่าเขาจะไม่อยู่ในชีวิตของหนูแล้ว... แต่หนูก็ไม่เคยลืมเขาเลยหลังจากคุณน้าลัญกลับมา หนูก็ไม่ได้เฝ้าคุณเป้อีก หนูใช้ชีวิตด้วยความเคว้งคว้างมากมาย หนูไปเรียนโดยที่คุณลุงไม่คิดไว้ใจให้ใครเข้ามาทำงานด้วยอีก จึงเป็นพี่อดิสรที่รับหน้าที่ไปส่งหนูที่มหาลัยเกือบทุกวันน่าแปลกมากๆ ที่หนูร้องไห้ออกมา ซึมเศร้าอยู่หลายเดือน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดจะตามหาเขาเลย...







