تسجيل الدخولถึงจะบอกกับตัวเองว่าควรยืดเวลาออกไป เพื่อไม่ให้เธอคิดว่ายังให้ความสําคัญ แต่กลับกลายเป็นเขาต้องมานั่งหงุดหงิดเสียเอง
“มีอะไรต้องเคลียร์อีกไหมคุณแวว” “ไม่มีค่ะ มีอีกทีก็นัดคุยงานกับคุณปฐมพงศ์ตอนบ่าย” “อืม สัปดาห์หน้าช่วงบ่ายไม่ต้องรับนัดใครนะ แล้วก็ติดต่อให้ผู้หญิงคนนั้นมาพบผมเลย” “ได้ค่ะ ดิฉันจะติดต่อเธอไปนะคะ” “บอกว่ามีคนบอกเลิกนัดกะทันหันผมเลยว่าง แล้วติดต่อไปช่วงใกล้จะถึงเวลานัดเลยนะ ไม่ต้องติดต่อไปก่อน” “ค่ะ ได้ค่ะ” ทั้ง ๆ ที่รู้สึกแปลกใจแต่แวววรรณรู้ดีว่าการตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก ยิ่งกับชวินทร์ที่แทบไม่อยากให้ใครยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอก็เลยยิ่งจะไม่ถามอะไร และทำตามคำสั่งเขาอย่างเดียว หลายวันต่อมา หลังจากที่ต้องตกงานกระทันหัน เอวาริณที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากมาย ก็ออกหาสมัครงานที่อื่นไว้รอ เพื่อกันความผิดหวัง ถ้าไม่ได้ทำงานที่บริษัทของเขา ร่างบางกอดกระเป๋าสะพายที่มี เรซูเม่และเอกสารสำคัญไว้บนตัก แววตาสวยมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างของรถเมล์ การตัดสินใจกลับไปหาเขาที่คิดว่าดีที่สุด วันนี้กลับทำให้เธอรู้สึกผิด แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านั้นเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ก็ทำให้หญิงสาวกลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน “สวัสดีค่ะ” “สวัสดีค่ะดิฉันแวววรรณเลขาคุณชวินทร์นะคะ” “เอ่อ คะ...ค่ะ สวัสดีค่ะ เอวาริณค่ะ” เอวาริณทั้งตื่นเต้นและดีใจจนแทบบังคับน้ำเสียงไม่ได้ “พอดีวันนี้ช่วงบ่าย ท่านประธานถูกยกเลิกนัดกะทันหันเลยมีเวลาให้คุณน่ะค่ะ ไม่ทราบคุณสะดวกเข้ามาไหมคะ” “สะดวกค่ะ ๆ ฉันจะรีบเข้าไปเลยค่ะ” เมื่อดูเวลาแล้วตอนนี้เกือบจะเที่ยงครึ่ง ก็ต้องถอนหายใจ แล้วก็ต้องรีบไปให้ทันตามที่รับปากไว้ “ค่ะ สวัสดีค่ะ” “ค่ะ” พอสายถูกตัดหญิงสาวก็รีบลุกขึ้นเพื่อรอลงป้ายหน้า แล้วใช้บริการรถแท็กซี่ที่ไม่ได้ขึ้นมานาน เพราะต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่วันนี้เธอยอมที่จะจ่ายโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าผลลัพธ์นั้นคุ้มค่า ชวินทร์ไม่ใช่ไม่อยากเจอเธอแต่เขาคงมีนัดสำคัญจริง ๆ ถึงต้องปฏิเสธ พอคิดได้อย่างนั้นหัวใจที่แห้งแล้งก็ชุ่มชื่นขึ้นมาได้ ณ บริษัท CSEPay “สวัสดีค่ะ” แวววรรณมายืนรอรับเธอที่หน้าลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวก นั่นยิ่งทำให้เอวาริณมั่นใจว่าความคิดของเธอนั้นถูกต้อง “สวัสดีค่ะ” “ขึ้นข้างบนเลยนะคะ ท่านประธานรออยู่” ในขณะที่อยู่ในลิฟต์เอวาริณตื่นเต้นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ เธอปรึกษาตัวเองในใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดีจนได้ยินเสียงสัญญาณของลิฟต์ดังขึ้น “เชิญค่ะ” ชวินทร์ในฐานะประธานบริษัททำงานอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึก ที่ทั้งหรูหราและทันสมัยแห่งนี้ เอวาริณกวาดตามองการตกแต่งของสถานที่ด้วยความรู้สึกชื่นชมกึ่งยินดี ที่ในที่สุดเขาก็มีวันนี้อย่างที่เคยฝันไว้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา!” เสียงทุ้มที่คุ้นหูกระตุ้นให้หัวใจของเอวาริณเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก “เชิญเข้าไปได้เลยค่ะ” หญิงสาวก้าวขาแทบไม่ออกแต่ก็ยังพาตัวเองเดินเข้าไปข้างในจนสำเร็จ ชวินทร์ในชุดสูทตัดเย็บประณีตนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ เขาหล่อเหลา มีภูมิฐานกว่าเมื่อก่อนเป็นสิบเป็นร้อยเท่า “ซะ...ซัน” เสียงของเธอสั่นเครือ ในขณะที่เรียกชื่อเขาก่อนจะส่งยิ้มเพราะความยินดีที่ได้เจอ แต่ประโยคตอบกลับของชวินทร์ก็ทำเอารอยยิ้มของเธอเจื่อนลงแทบจะทันที “ขอโทษนะ ชื่อเล่นผมมีเอาไว้ให้คนสนิทเรียก เรียกผมว่าชวินทร์จะเหมาะกว่า” เอวาริณยืนอึ้งเมื่อได้ยินอย่างนั้น ทั้งน้ำเสียงและคำพูดห่างเหินจนใจเจ็บ ใบหน้าหวานร้อนวูบเป็นระยะเพราะความอายและผิดหวัง “คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ อืมจริงสิ นี่เก้าอี้นั่งสิ” ตอนนี้เธอไม่อาจตอบว่าตัวเองมาที่นี่ด้วยธุระอะไร คำพูดมากมายที่เตรียมมาไม่ได้ใช้เลยสักประโยค นั่นเพราะเขาตอนนี้ไม่ใช่ซันคนเดิมอีกแล้ว “ว่าไง คุณต้องการพบผมมีธุระอะไร” “คือ...กรีน...เอ่อ...” แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความรักเฉกเช่นวันวาน มันเหมือนเหล็กแหลมทิ่มแทงใจเธอ เอวาริณไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง “มีธุระอะไรก็พูดมาเลย ผมไม่ได้มีเวลาว่างคุยทั้งวันนะ” น้ำเสียงเย็นชา ติดรำคาญเหมือนหมัดหนัก ๆ ที่ซัดเข้าปลายคาง เอวาริณอยากจะวิ่งหนีอายไปเสียตอนนั้นแต่ก็ได้แค่คิด “คือ...ฉันมาสมัครงานค่ะ” “สมัครงานก็ไปที่ธุรการได้เลย ไม่จำเป็นต้องมาพบผม หรือคุณคิดว่าการที่เราเคยรู้จักกันจะทำให้คุณได้งาน” “...” ‘เคยรู้จัก’ เขาเลือกใช้คำพูดได้เจ็บปวดดีจริง ๆ เธอบอกกับตัวเองแล้วสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ “คุณกำลังเดือดร้อนอยู่หรือเปล่า” “ก็...ค่ะ” เธอตอบไปอย่างฝืน เพราะตอนนี้ชีวิตเธอกำลังเดือดร้อน และดูจากสายตาที่ดูแคลนของเขาแบบนี้มันก็เจ็บดี ประธานหนุ่มใช้นิ้วลูบปลายคางท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิด หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงหยิกแรง ๆ หรือไม่ก็แกล้งงอนให้ง้อนาน ๆ หน่อย แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้คือบีบมือแน่นอย่างพยายามอดกลั้น “อยากให้ช่วยไหม ผมพอจะมีให้นะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า ผมจะลำเลิกบุญคุณเอาตอนหลัง เพราะคนอย่างผมเวลาให้ใครให้ด้วยใจ” ชวินทร์เหน็บแนมอย่างเจ็บแสบแสดงออกชัดเจนว่าเขาคับข้องใจกับเรื่องในอดีตมากแค่ไหน “ฉันมาสมัครงานค่ะ ไม่ได้มาขอทานจากใคร” “ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณมาขอทาน คุณบอกผมเองว่าลำบากผมก็แค่จะช่วยเหลือ แต่ถ้ามันทำให้คุณคิดอย่างนั้นผมก็แค่...” “ฉัน...แค่อยากให้คุณ รับเข้าทำงานค่ะ อย่าดูถูกฉันแบบนั้นเลย” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เมื่อรู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าว “หึ แค่นี้ใช่ไหม อืม โอเค” “มะ...หมายความว่าไงคะ คุณจะรับฉันไหม” “อืม ก็เห็นกับว่าเราเคยรู้จัก ผมจะช่วยก็แล้วกัน ตอนนี้ขาดผู้ช่วยเลขาคุณสนใจไหม แต่บอกก่อนนะว่างานหนัก สัญญาจ้างงาน 1 ปีถ้าคุณผิดสัญญาต้องถูกปรับ เพราะฉะนั้นคิดให้ดีก่อนตัดสินใจ” “ตกลงค่ะ” เอวาริณไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เธอตอบตกลงทันทีเพราะเหตุผลบางอย่าง “ไม่คิดหน่อยเหรอ” “ไม่ค่ะ ฉันตกลง” เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงอีกครั้งราวต้องการจะบอกว่าเธอคิดดีแล้ว “โอเค งั้นวันนี้ผมจะให้เลขาเอาสัญญาให้เซ็นเลย คุณอ่านดี ๆ ก็แล้วกันนะ เพราะภายใน 1 ปีถ้าผมไม่ไล่ออก คุณก็จะไปไหนไม่ได้” “ค่ะ” “แล้วสถานะละ งานนี้ไม่มีเวลาส่วนตัวมากมายอะไร ถ้า...” “ไม่มีค่ะ ไม่มีพันธะอะไร ฉันยังโสด เรื่องเวลาคุณไม่ต้องห่วง” เธอบอกออกไปอย่างไม่ปิดบัง “หึ” โสดงั้นเหรอ เธอทิ้งเขาไปยังไง ทำไมถึงยังโสดอยู่ “...” เธอได้แต่จุกในอกกับสายตาดูแคลนคู่นั้นของเขา “ไม่มีอะไรแล้ว ออกไปได้” “ค่ะ” ชวินทร์มองหญิงสาวด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เขาเห็นความเจ็บปวดที่เธอแสดงออกมาแต่ไม่มีสักเสี้ยวความคิดที่เขานึกสงสาร เพราะเชื่อเหลือเกินว่านั่นเป็นเพียงการแสดง คนที่ทิ้งเขาไปอย่างไร้เยื่อไยในวันนั้น มีหรือที่จะมาเจ็บปวดเพียงเพราะเขาหมางเมิน อดีตเธอเคยฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น ต่อจากนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเรียกคืนอย่างสาสม ท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกปกคลุมในวันนี้อาจดูสดใสสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับเอวาริณที่กำลังจะจมลงในทะเลแห่งความทุกข์ ไม่มีสิ่งไหนที่จะเยียวยาความรู้สึกได้เลย แววตาเย็นชาคู่นั้นทำให้เธอเหน็บหนาวไปถึงใจ น้ำเสียงและคำพูดเหินห่างคืออาวุธชั้นดีที่เขาใช้ทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น ตั้งแต่แยกทางกันไม่มีวันไหนที่เธอหยุดคิดถึงเขาได้เลย แต่สำหรับชวินทร์แล้วมันคงจะตรงกันข้ามไปแล้วณ บริษัท CSEPayหลังกลับจากเที่ยวและพักผ่อนอีกวัน วันนี้ก็ต้องมาทำงานตามปกติ ซึ่งประธานหนุ่มที่เอาแต่สนใจงานก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็แทบละทิ้งหน้าที่ที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง และติดลูกกับเมียแจ เช่นวันนี้ก็อ้อนให้เมียกับลูกตามมาทำงานด้วย“ซัน เกินไปแล้วนะ เดินห่างหน่อยก็ได้”“ไม่ได้ เมียซันสวยขนาดนี้ อยากกอดอยากอ้อนตลอดเวลาเลย”“เดี๋ยวเถอะ”“คิก ๆ” ยัยหนูที่อยู่บนอ้อมแขนพ่อ ก็หัวเราะคิกคักอย่างพอใจ เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ดูจะรักกันและหวานขึ้นทุกวันแบบนี้“สวัสดีค่ะท่านประธาน น้องกรีน น้องเกล”“สวัสดีค่ะป้าแวว” เด็กหญิงตัวน้อยก็ประนมมือไหว้อย่างน่ารัก จนแวววรรณต้องยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู“สวัสดีค่ะพี่แวว นี่ของฝากค่ะ” เอวาริณยื่นถุงสีน้ำตาลใบใหญ่ ที่เอามาด้วยให้แวววรรณ“ขอบใจมากจ้ะ”“คุณแวววันนี้มีงานอะไรด่วนไหม”“เอ่อ บริษัทของคุณเจต จะเข้ามาคุยงานด้วยตอน 10 โมงค่ะ”“จะถึงเวลาแล้วหนิ”“ค่ะ แววเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ที่ห้องประชุมเล็กแล้วค่ะ”“โอเค ไปกันเถอะกรีน”“ไปไหน”“ไปคุยงานกับคุณเจตไง”“ได้ไง ซันไปคุยเลย กรีนจะอยู่กับลูก” เธอพูดจาอย่างขัดขืน เพราะรู้ว่าเขาจะพาเธอไปเปิดตัวกับคนอื่นในฐานะภรรยา“
พอเริ่มดึกเสียงพูดคุยก็ยิ่งดังขึ้น เพราะต่างคนต่างก็ดื่มไปพอประมาณ บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ดังเป็นระยะ“ฮ้าววว”มือน้อย ๆ ยกขึ้นปิดปากหาวอย่างน่าเอ็นดู ซึ่งคุณปู่ที่หลงหลานก็รีบถามทันที“ง่วงเหรอลูก”“ค่ะ”“ปู่พาไปเข้านอนนะคะ”“ค่ะ น้องเกลไปนอนก่อนนะคะ”เด็กหญิงขยับเข้าไปกอดหอมพ่อแม่ แล้วกางแขนให้ปู่อุ้มไปเข้านอน ตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกันความสนิทสนมก็เพิ่มมากขึ้น เด็กหญิงไว้เนื้อเชื่อใจทั้งพ่อและปู่ ไม่ต่างจากแม่จนใช้คำว่าครอบครัวได้อย่างสนิทใจพอคุณชาติชัยพาหลานเข้าบ้านพัก ก็เหลือแต่คู่หนุ่มสาว ชวินทร์ที่รอจังหวะนี้มานานก็เริ่มชักชวนแม่ของลูก ออกไปคุยตามประสาคนรักเพียงลำพัง“ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”“ค่ะ”เขาประคองร่างบางออกไปแล้ว ยักคิ้วให้กับทศวรรษ เพราะรู้ว่าต่างคนต่างมีภารกิจซ่า! ซ่า! ซ่า!เอวาริณยืนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง แล้วทอดตามองผืนน้ำที่มีแสงจันทร์ตกกระทบจนระยิบระยับน่ามอง สายลมเย็นที่ปลิวปะทะใบหน้าทำให้เธอหวนนึกถึงวันเก่าที่เคยลำบากด้วยกัน“นึกถึงตอนที่เราเป็นนักศึกษาเนอะซัน ตอนนั้นเราลำบากกันมาก แต่ก็มีความสุขมากเหมือนกัน”“ใช่ เรามีความสุขแค่ไหนซันไม่เคยลืม กว่าจะได
หลังจากปรับความเข้าใจกันได้ เขาก็รีบจุงมือเธอพาไปจดทะเบียนสมรสทันที“นางเอวาริณ พัฒน์ธรากุล” เขาอ่านชื่อและนามสกุลเธอซ้ำอยู่หลายรอบ ด้วยความรู้สึกดีและภาคภูมิใจ ที่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง“พอแล้วซัน รีบกลับกันเถอะ” เธอก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นเขากลับมาทำตัวเหมือนเดิม เป็นคนรักคนเดิมของเธอ“ครับ คุณภรรยาสุดที่รัก”“หึ ค่า คุณสามี”แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันออกไปจากอำเภอ ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ที่มีอย่างมากล้นหลังจากนั้น ชวินทร์ก็พาครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเรือนหอ ทำให้เอวาริณรู้ว่าเขาสร้างที่นี่ไว้เพื่อเธอจริง ๆ เพราะทุกรายละเอียดที่เธอบอกเล่า ชวินทร์ไม่บกพร่องเลยสักจุดเดียว“ทำอะไรกันครับแม่ลูก”พอกลับจากทำงานชายหนุ่มก็รีบตรงไปหาลูกเมียทันที ตอนนี้เขาให้เอวาริณออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวซึ่งเธอก็ยินดี หญิงสาวใช้เวลาที่มีดูแลทั้งเขาและลูก รวมถึงพ่อสามีด้วยความเต็มใจ“กำลังเก็บดอกอัญชันไปต้มน้ำดื่มค่ะ” พูดจบเธอก็เอียงแก้มให้สามีจูบตามความเคยชิน“น้องเกลด้วยค่ะ”“ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วค่ะ”ชวินทร์จูบแก้มนุ่มของลูกสาว ก่อนจะอุ้มลูกขึ้นจากพื้น“คิดถึงพ่อหรือเปล่าคะ”“คิดถึงค่ะ
“ให้เขาเข้าร่วมเถอะค่ะ คุณเป็นถึงผู้บริหารแล้วจะตัดสินตามอารมณ์ไม่ได้ ยิ่งได้รับความไว้วางใจให้เอื้อเฟื้อเรื่องสถานที่ ก็ควรมีเหตุผลให้มากหน่อย"“จริง หนูพูดถูก” คุณบวรรีบสนับสนุน เพราะโปรเจคที่ต้องนำเสนอครั้งนี้มันสำคัญกับเขามากจริง ๆ“เอาแบบนั้นเหรอ” ชวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จนลลินกำมือแน่นด้วยความริษยา“ค่ะ ส่วนใครทำผิดเราก็ลงโทษคนนั้น”เพียะ!!!ฝ่ามือเล็กฟาดลงที่ซีกแก้มของลลินสุดแรง ภาพไปหน้านองน้ำตา และแววตาที่ฉายความหวาดกลัวของลูกทำให้เธอทนไม่ได้“นี่แก...”“ถ้ายังอยากจะอยู่เสนอโปรเจคก็หุบปาก! ฉันตบเธอในฐานะแม่ที่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกฉัน ครั้งนี้ฉันแค่สั่งสอนแต่ถ้ามีครั้งหน้าคุณจะไม่ใช่แค่โดนตบแน่!” พูดจบเอวาริณก็เดินกลับไปทางเดิม เพราะฝากลูกไว้กับแวววรรณ ที่คิดว่าไว้ใจได้ที่สุดแล้วหลายวันต่อมาจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เอวาริณที่มึนตึงอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าเขา ทำเอาชวินทร์กระวนกระวายใจทุกวัน เขาพยายามง้องอนทุกทางแต่เธอก็ปิดกั้นทุกทางเช่นกัน ขนาดว่ามีลูกสาวคอยช่วยเป็นกาวใจก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น“แม่ขา...ดูขาพี่เหมียวสิคะ” เด็กหญิงยื่นให้แม่ดูตุ๊กตาพี่เหมียวซึ่ง
ทั้งคู่ตัดสินใจพากันมาที่ห้องประชุมใหญ่ แล้วขอขัดจังหวะการประชุมด้วยสีหน้าซีดเซียว“พี่แววคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”“เกิดอะไรขึ้น!”“เอ่อ...” แล้วทั้งสองสาวก็รีบกระซิบแวววรรณ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ตกใจ จนแวววรรณเองก็มีสี่หน้าที่ซีดเซียวไม่ต่างกัน“...” เอวาริณก็มองตามด้วยความแปลกใจ เพราะเห็นว่าแวววรรณ หันมามองหน้าเธออยู่เป็นระยะ“เอ่อ ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ” แล้วแวววันก็ตัดสินใจ ลุกขึ้นไปกระซิบบอกกับท่านประธาน ที่ตอนนี้เขาเริ่มจะพรีเซนต์งานสำคัญอยู่“มีเรื่องสำคัญอะไรงั้นเหรอ”“เอ่อ...คือน้องมิเกลหายไปค่ะ”“อะไรนะ!” แล้วท่านประธานก็ต้องมีสีหน้าที่ตกใจไม่ต่างกัน เขารีบหันไปมองเอวาริณ อย่างคนที่เกรงกลัว“...” ถึงจะไม่ได้พูดเสียงดังแต่เอวาริณที่นั่งอยู่ไม่ไกลมากก็ได้ยินชัดเจน หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วขยับเข้าไปใกล้พนักงานสองคนที่อยู่ตรงนั้น ก่อนจะถามซ้ำ“เมื่อกี้พวกเธอพูดว่าอะไรนะ”“ไม่เกี่ยวกับเธอ”“ฉันถาม!” เอวาริณถามเสียงแข็ง“คือ...น้องมิเกล ลูกสาวท่านประธานที่ให้พวกเราดูหายไป” ถึงแม้ไม่อยากพูดด้วยเท่าไหร่ แต่ก็ต้องตอบไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“...” เอวาริณหันขวับมองใบหน้าหล่อเหลาอย่า
วันต่อมาพออยู่กับคุณปู่หลายวันเข้า หนูน้อยก็เริ่มเบื่อ จนอ้อนขอตามแม่ไปทำงานด้วย“ได้ไหมคะแม่ น้องเกลอยากไปกับแม่ได้ไหมคะ”“ไม่ได้จริง ๆ ลูก แม่ต้องไปทำงาน”ถึงทศวรรษจะใจดีกับเธอแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อาจที่จะเอาลูกไปทำงานด้วยได้ เพราะเขายิ่งใจดีเธอก็ยิ่งต้องเกรงใจ อีกทั้งเธอยังอยู่ในสถานะลูกจ้าง จึงไม่ควรเลยที่จะทำอย่างนั้น“คุณกรีนคะคุณทศมารอแล้วค่ะ”“ขอบคุณค่ะป้ายุ”หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร แล้วหอมแก้มซ้ายขวาของลูก“อย่างอแงนะคะคนดี วันนี้แม่มีงานสำคัญมากแม่ต้องไปก่อน เอาไว้วันหยุดแม่พาไปเที่ยวสนุก ๆ เลยดีไหมคะ”“ค่ะ ก็ได้” เพราะไม่อยากให้แม่เป็นกังวล ยัยหนูจึงตอบรับเสียงอ่อยพอเอวาริณไปแล้ว ชวินทร์ที่ยังนั่งอยู่ต้องเห็นสีหน้าผิดหวังของลูก เขาจึงขัดเคืองพาลโกรธที่เธอเห็นงานสำคัญกว่า แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้เหมือนกัน“งั้นน้องเกลไปกับพ่อไหมลูก ไปทำงานกับพ่อได้นะ”“จริงเหรอคะ น้องเกลไปกับพ่อได้เหรอ” น้ำเสียงและแววตาของเด็กหญิง ดูสดใสขึ้นมาทันที“จริงสิลูก วันนี้ไปเที่ยวกับพ่อนะคะ”ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีประชุมโปรเจคใหญ่ แต่ชวินทร์ไม่อาจทนเห็นความผิดหวังของลูกได้ จึงตัดสินใจพาหนูน้อยไปท







