로그인ปัจจุบัน
ณ บริษัท CSEPay ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองป้ายบริษัทใหญ่โต พร้อมกับใจดวงน้อยที่เต้นแรง ประหนึ่งว่าแทบจะระเบิดออกมา ถึงสักทีวันที่เธอใจกล้ามากพอ เธอต้องได้ทำงานที่บริษัทนี้ให้ได้ คิดได้แบบนั้นก็ยืนตรงเชิดหน้าเดินเข้าไปภายในบริษัท ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามและหรูหรา หลังจากกรอกใบสมัครแล้ว ก็รอไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะถูกสัมภาษณ์ในตำแหน่งธุรการทั่วไป ที่เธอจำใจต้องสมัครไป เพราะความจริงอยากสมัครตำแหน่งเลขา หรืออะไรก็ได้ที่มันมากกว่านี้ “เรียบร้อยแล้วค่ะ ยังไงจะติดต่อไปนะคะ” ฝ่ายบุคคลหน้าตาสะสวย แต่กิริยาตรงกันข้ามบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทั้งยังมองด้วยสายตาที่ไม่ชอบใจ “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” “ค่ะ” “เอ่อ ว่าแต่ตอนนี้มีแค่ฝ่ายธุรการเท่านั้นเหรอคะที่ว่าง” เอวาริณถามพร้อมกับถอนหายใจ เพราะเธอตั้งใจจะมาสมัครงาน ในตำแหน่งที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เธอตั้งใจไว้มากกว่านี้ “ค่ะ” “คือ ถ้าดิฉันอยากจะขอพบคุณ ชวินทร์ พัฒน์ธรากุล ติดต่อได้ที่ไหนคะ” “คุณกำลังพูดถึงท่านประธาน?” “ค่ะ” “คุณตั้งใจจะมาสมัครงาน หรือมาทำอะไรคะ” ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองมันคือการดูแคลนอย่างเปิดเผยทำเอาเอวาริณหน้าชา แต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด เธอจึงต้องฝืนใจพูดต่อทั้งที่อยากลุกหนีมาก “มาสมัครงานค่ะ แต่พอดีฉันรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว เลยอยากจะ...” “คุณก็เลยอยากจะใช้อย่างอื่นช่วยให้ได้ตำแหน่งดี ๆ งั้นเหรอ” คำถามครั้งนี้ไม่มีหางเสียง เพราะคนถามไม่คิดจะปิดบังความไม่ชอบของตัวเองเอาไว้ หากจะถามว่าหญิงสาวตรงหน้าทำอะไรผิดคำตอบก็คือไม่มี เพียงแต่เธอสวยมากจนนึกอิจฉาก็เท่านั้น “ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่มีธุระกับเขา” “คุณกลับไปเถอะค่ะ อย่าใช้วิธีตลาด ๆ แบบนี้เลย ท่านประธานเป็นคนฉลาด ของข้างทางไม่ให้ค่าหรอก” คำพูดดูแคลนจากคนที่ไม่ได้รู้จักเธอเลยทำให้เอวาริณสิ้นสุดความอดทน หญิงสาวยืนขึ้นแล้วมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ไม่พอใจไม่ต่างกัน “กรุณาสุภาพหน่อยนะคะ อย่าคิดว่าใคร ๆ จะคิดหรือทำเหมือนกันกับคุณ” เธอเดินออกจากตรงนั้นแล้วมองซ้ายขวาเพื่อหาป้ายติดต่อ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท “ดิฉันต้องการพบคุณชวินทร์ พัฒน์ธรากุล ติดต่อได้ที่ไหนคะ” “ติดต่อธุระอะไรคะ” ประชาสัมพันธ์สาวสวยฉีกยิ้มการค้า แล้วสอบถามตามหน้าที่ อีกฝ่ายไม่ได้ถามว่านัดไว้หรือเปล่า เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าหากมีนัดหมายก็จะต้องตรงขึ้นชั้นบน ไม่ใช่มาติดต่อที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แบบนี้ “ธุระส่วนตัวค่ะ” พอได้ยินธุระของเธอ ประชาสัมพันธ์สองคนก็หันสบตากันอย่างมีเลศนัย ก่อนที่เอวาริณจะถูกมองด้วยแววตาดูแคลนอีกครั้ง “ดูแล้วอย่างคุณไม่น่าจะมีธุระอะไร กับท่านประธานได้นะคะ” ประชาสัมพันธ์สาวพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะดูจากลักษณะแล้ว ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรที่ได้ยุ่งเกี่ยวกับท่านประธาน “มีสิคะ ทำไมพวกคุณต้องมองฉันด้วยสายตาเหยียดหยามแบบนี้ด้วย ฉันแค่มาหาคนที่ฉันอยากพบ ฉันขอพบเขาได้ไหมคะ บอกว่าเอวาริณมาขอพบ แค่นี้ได้ไหมคะ” “คงจะไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วเชิญคุณกลับไปเถอะ ที่นี่คงไม่เหมาะกับคนแบบคุณ” “นี่คุณ! ทำไมพูดจากันแบบนี้คะ ฉันมันยังไงเหรอ” เอวาริณหัวเสียแบบสุด ๆ ที่ในวันเดียวเธอถูกมองเหยียดจากคนที่ไม่รู้จักถึงสองครั้ง และเสียงเอะอะของเธอก็เรียกความสนใจจากคนที่กำลังจะขึ้นลิฟต์จนต้องหันมอง หัวใจของชวินทร์กระตุกแรงจนรู้สึกเจ็บ เพราะไม่ใช่แค่เสียงที่คุ้นหูแต่เป็นเธอจริง ๆ ผู้หญิงที่สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ในใจเขา “คุณไปดูสิว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการอะไร” ใบหน้าหล่อหันไปพูดกับเลขาที่ยืนอยู่ข้างกาย “ค่ะ แล้ว...” “ถ้ารู้แล้วโทรหาผม” “ค่ะ” เลขาที่รู้ใจอย่าง แวววรรณ ก็รับคำเจ้านายแล้วเดินตรงไปทำตามคำสั่งทันที สมกับตำแหน่งเลขาที่ทรงประสิทธิภาพ ส่วนชวินทร์ก็รีบก้าวเข้าลิฟต์ผู้บริหาร เพราะยังต้องการเวลาตั้งหลัก กับเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอในวันนี้ มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองเพื่อเรียกสติ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าลืมเธอได้แล้วตอนนี้ในใจกลับเจ็บแปลบ ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “สวัสดีค่ะคุณแวว คือผู้หญิงคนนี้จะมาขอพบท่านประธานค่ะ ไม่ได้นัดแถมบอกว่าธุระส่วนตัว” “คุณต้องการพบท่านประธานเหรอคะ” “ใช่ค่ะ ฉัน เอวาริณ วณราวงษ์ มาขอพบด้วยธุระส่วนตัวค่ะ” พอพูดออกไปแล้วหญิงสาวก็รู้สึกโล่งใจ ที่คนตรงหน้าไม่ได้มีแววตาเหยียดหยามหรือขบขัน “ดิฉันแวววรรณค่ะเลขาท่านประธาน คุณรอตรงนี้สักครู่นะคะดิฉันจะติดต่อท่านให้ค่ะ” “รบกวนบอกชื่อของดิฉันกับเขานะคะ ยังไงเขาต้องให้ฉันพบแน่ ๆ ” “ค่ะ ดิฉันจะแจ้งให้ละเอียดค่ะ” ประชาสัมพันธ์สาวถึงกับงุนงงระคนไม่พอใจเพราะปกติการมาโดยไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า ซ้ำยังมีเหตุผลที่ไม่เพียงพอ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่แวววรรณจะมาสนใจ “ท่านประธานคะ” “ว่าไง” “ผู้หญิงคนนั้นมาขอพบท่านประธานค่ะ จะให้แจ้งเธอว่ายังไงดีคะ” หัวใจของชวินทร์เต้นรัวอยู่ในอก เมื่อรู้ว่าเธอต้องการพบเขา ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา จะดีใจก็ไม่ใช่จะเสียใจก็ไม่เชิง รู้เพียงว่าในอกมันหน่วงราวกับถูกอะไรถ่วงเอาไว้ “ท่านประธานคะ” เมื่อเสียงปลายสายเงียบไปนาน แวววรรณจึงเรียกอีกครั้ง “อืม...” “จะให้เธอเข้าพบไหมคะ” “พาเธอ...” ประธานหนุ่มรีบกลืนคำพูดต่อไปลงคอ เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ชวินทร์รีบเตือนสติตัวเองว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายหน้าโง่คนนั้นอีกแล้ว คนที่เธอจะสั่งให้หันซ้ายหันขวาได้ตามต้องการ “บอกเธอไปว่าผมยังไม่ว่าง ขอเบอร์ติดต่อจากเธอไว้แล้ววันหลังจะติดต่อกลับ” “ได้ค่ะ” “เธอบอกหรือเปล่า ว่าต้องการพบผมมีธุระอะไร” “เธอบอกว่าเธอชื่อ เอวาริณ วณราวงษ์ ต้องการคุยธุระส่วนตัวค่ะ” “...” เอวาริณ วณราวงษ์ คือชื่อที่เขาจำมาตลอดแทบไม่มีวันลืม “มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหมคะ” “แค่นี้ บอกเธอไปตามที่ผมบอก” “รับทราบค่ะ” ชายหนุ่มกดตัดสายแล้วยิ้มเหยียดหยันที่มุมปาก แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความร้อนรน ธุระส่วนตัวงั้นเหรอ เขากับเธอยังจะมีธุระส่วนตัวอะไรกันอีก ในเมื่อเรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว... เอวาริณมองแวววรรณที่เดินกลับมาหา ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ถึงจะราร้างไปนานปีแต่เธอยังเชื่อว่าเยื่อใยแห่งความผูกพันยังมี ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองคิดผิดเมื่อแวววรรณบอกว่า เขาปฏิเสธการขอเข้าพบของเธอ “ท่านประธานบอกว่ายังไม่ว่างพบคุณค่ะ” “เหรอคะ เอ่อ แล้วคุณได้บอกชื่อฉันไหมคะ ว่าฉันต้องการจะพบเขา” เธอถามเสียงสั่น “บอกทั้งชื่อทั้งนามสกุลตามที่คุณแจ้งมาเลยค่ะ แต่ท่านประธานยังไม่สะดวกที่จะพบค่ะ ท่านยังยุ่งกับงานหลายเรื่อง ให้คุณทิ้งเบอร์ติดต่อเอาไว้ถ้าท่านว่างเมื่อไหร่ดิฉันจะติดต่อไปค่ะ” เอวาริณถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อเห็นแววตาขบขันทั้งยังเยาะเย้ยของประชาสัมพันธ์ อีกฝ่ายคงจะนึกขำให้กับความมั่นหน้าของเธอ ซึ่งมันก็ควรที่จะเป็นอย่างนั้นเพราะเธอก็ยังรู้สึกอายตัวเอง ที่มั่นใจเกินไปว่าเขาจะให้เข้าพบ “นี่ค่ะ” “ค่ะ ขอตัวก่อนนะคะดิฉันต้องไปทำงานแล้ว” “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เอวาริณตอบรับเสียงเบา แล้วจึงเดินออกจากบริษัทพร้อมเศษหน้าที่แตกยับ น้ำตาแห่งความน้อยใจเอ่อท้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาอีกแล้วณ บริษัท CSEPayหลังกลับจากเที่ยวและพักผ่อนอีกวัน วันนี้ก็ต้องมาทำงานตามปกติ ซึ่งประธานหนุ่มที่เอาแต่สนใจงานก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็แทบละทิ้งหน้าที่ที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง และติดลูกกับเมียแจ เช่นวันนี้ก็อ้อนให้เมียกับลูกตามมาทำงานด้วย“ซัน เกินไปแล้วนะ เดินห่างหน่อยก็ได้”“ไม่ได้ เมียซันสวยขนาดนี้ อยากกอดอยากอ้อนตลอดเวลาเลย”“เดี๋ยวเถอะ”“คิก ๆ” ยัยหนูที่อยู่บนอ้อมแขนพ่อ ก็หัวเราะคิกคักอย่างพอใจ เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ดูจะรักกันและหวานขึ้นทุกวันแบบนี้“สวัสดีค่ะท่านประธาน น้องกรีน น้องเกล”“สวัสดีค่ะป้าแวว” เด็กหญิงตัวน้อยก็ประนมมือไหว้อย่างน่ารัก จนแวววรรณต้องยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู“สวัสดีค่ะพี่แวว นี่ของฝากค่ะ” เอวาริณยื่นถุงสีน้ำตาลใบใหญ่ ที่เอามาด้วยให้แวววรรณ“ขอบใจมากจ้ะ”“คุณแวววันนี้มีงานอะไรด่วนไหม”“เอ่อ บริษัทของคุณเจต จะเข้ามาคุยงานด้วยตอน 10 โมงค่ะ”“จะถึงเวลาแล้วหนิ”“ค่ะ แววเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ที่ห้องประชุมเล็กแล้วค่ะ”“โอเค ไปกันเถอะกรีน”“ไปไหน”“ไปคุยงานกับคุณเจตไง”“ได้ไง ซันไปคุยเลย กรีนจะอยู่กับลูก” เธอพูดจาอย่างขัดขืน เพราะรู้ว่าเขาจะพาเธอไปเปิดตัวกับคนอื่นในฐานะภรรยา“
พอเริ่มดึกเสียงพูดคุยก็ยิ่งดังขึ้น เพราะต่างคนต่างก็ดื่มไปพอประมาณ บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ดังเป็นระยะ“ฮ้าววว”มือน้อย ๆ ยกขึ้นปิดปากหาวอย่างน่าเอ็นดู ซึ่งคุณปู่ที่หลงหลานก็รีบถามทันที“ง่วงเหรอลูก”“ค่ะ”“ปู่พาไปเข้านอนนะคะ”“ค่ะ น้องเกลไปนอนก่อนนะคะ”เด็กหญิงขยับเข้าไปกอดหอมพ่อแม่ แล้วกางแขนให้ปู่อุ้มไปเข้านอน ตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกันความสนิทสนมก็เพิ่มมากขึ้น เด็กหญิงไว้เนื้อเชื่อใจทั้งพ่อและปู่ ไม่ต่างจากแม่จนใช้คำว่าครอบครัวได้อย่างสนิทใจพอคุณชาติชัยพาหลานเข้าบ้านพัก ก็เหลือแต่คู่หนุ่มสาว ชวินทร์ที่รอจังหวะนี้มานานก็เริ่มชักชวนแม่ของลูก ออกไปคุยตามประสาคนรักเพียงลำพัง“ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”“ค่ะ”เขาประคองร่างบางออกไปแล้ว ยักคิ้วให้กับทศวรรษ เพราะรู้ว่าต่างคนต่างมีภารกิจซ่า! ซ่า! ซ่า!เอวาริณยืนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง แล้วทอดตามองผืนน้ำที่มีแสงจันทร์ตกกระทบจนระยิบระยับน่ามอง สายลมเย็นที่ปลิวปะทะใบหน้าทำให้เธอหวนนึกถึงวันเก่าที่เคยลำบากด้วยกัน“นึกถึงตอนที่เราเป็นนักศึกษาเนอะซัน ตอนนั้นเราลำบากกันมาก แต่ก็มีความสุขมากเหมือนกัน”“ใช่ เรามีความสุขแค่ไหนซันไม่เคยลืม กว่าจะได
หลังจากปรับความเข้าใจกันได้ เขาก็รีบจุงมือเธอพาไปจดทะเบียนสมรสทันที“นางเอวาริณ พัฒน์ธรากุล” เขาอ่านชื่อและนามสกุลเธอซ้ำอยู่หลายรอบ ด้วยความรู้สึกดีและภาคภูมิใจ ที่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง“พอแล้วซัน รีบกลับกันเถอะ” เธอก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นเขากลับมาทำตัวเหมือนเดิม เป็นคนรักคนเดิมของเธอ“ครับ คุณภรรยาสุดที่รัก”“หึ ค่า คุณสามี”แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันออกไปจากอำเภอ ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ที่มีอย่างมากล้นหลังจากนั้น ชวินทร์ก็พาครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเรือนหอ ทำให้เอวาริณรู้ว่าเขาสร้างที่นี่ไว้เพื่อเธอจริง ๆ เพราะทุกรายละเอียดที่เธอบอกเล่า ชวินทร์ไม่บกพร่องเลยสักจุดเดียว“ทำอะไรกันครับแม่ลูก”พอกลับจากทำงานชายหนุ่มก็รีบตรงไปหาลูกเมียทันที ตอนนี้เขาให้เอวาริณออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวซึ่งเธอก็ยินดี หญิงสาวใช้เวลาที่มีดูแลทั้งเขาและลูก รวมถึงพ่อสามีด้วยความเต็มใจ“กำลังเก็บดอกอัญชันไปต้มน้ำดื่มค่ะ” พูดจบเธอก็เอียงแก้มให้สามีจูบตามความเคยชิน“น้องเกลด้วยค่ะ”“ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วค่ะ”ชวินทร์จูบแก้มนุ่มของลูกสาว ก่อนจะอุ้มลูกขึ้นจากพื้น“คิดถึงพ่อหรือเปล่าคะ”“คิดถึงค่ะ
“ให้เขาเข้าร่วมเถอะค่ะ คุณเป็นถึงผู้บริหารแล้วจะตัดสินตามอารมณ์ไม่ได้ ยิ่งได้รับความไว้วางใจให้เอื้อเฟื้อเรื่องสถานที่ ก็ควรมีเหตุผลให้มากหน่อย"“จริง หนูพูดถูก” คุณบวรรีบสนับสนุน เพราะโปรเจคที่ต้องนำเสนอครั้งนี้มันสำคัญกับเขามากจริง ๆ“เอาแบบนั้นเหรอ” ชวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จนลลินกำมือแน่นด้วยความริษยา“ค่ะ ส่วนใครทำผิดเราก็ลงโทษคนนั้น”เพียะ!!!ฝ่ามือเล็กฟาดลงที่ซีกแก้มของลลินสุดแรง ภาพไปหน้านองน้ำตา และแววตาที่ฉายความหวาดกลัวของลูกทำให้เธอทนไม่ได้“นี่แก...”“ถ้ายังอยากจะอยู่เสนอโปรเจคก็หุบปาก! ฉันตบเธอในฐานะแม่ที่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกฉัน ครั้งนี้ฉันแค่สั่งสอนแต่ถ้ามีครั้งหน้าคุณจะไม่ใช่แค่โดนตบแน่!” พูดจบเอวาริณก็เดินกลับไปทางเดิม เพราะฝากลูกไว้กับแวววรรณ ที่คิดว่าไว้ใจได้ที่สุดแล้วหลายวันต่อมาจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เอวาริณที่มึนตึงอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าเขา ทำเอาชวินทร์กระวนกระวายใจทุกวัน เขาพยายามง้องอนทุกทางแต่เธอก็ปิดกั้นทุกทางเช่นกัน ขนาดว่ามีลูกสาวคอยช่วยเป็นกาวใจก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น“แม่ขา...ดูขาพี่เหมียวสิคะ” เด็กหญิงยื่นให้แม่ดูตุ๊กตาพี่เหมียวซึ่ง
ทั้งคู่ตัดสินใจพากันมาที่ห้องประชุมใหญ่ แล้วขอขัดจังหวะการประชุมด้วยสีหน้าซีดเซียว“พี่แววคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”“เกิดอะไรขึ้น!”“เอ่อ...” แล้วทั้งสองสาวก็รีบกระซิบแวววรรณ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ตกใจ จนแวววรรณเองก็มีสี่หน้าที่ซีดเซียวไม่ต่างกัน“...” เอวาริณก็มองตามด้วยความแปลกใจ เพราะเห็นว่าแวววรรณ หันมามองหน้าเธออยู่เป็นระยะ“เอ่อ ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ” แล้วแวววันก็ตัดสินใจ ลุกขึ้นไปกระซิบบอกกับท่านประธาน ที่ตอนนี้เขาเริ่มจะพรีเซนต์งานสำคัญอยู่“มีเรื่องสำคัญอะไรงั้นเหรอ”“เอ่อ...คือน้องมิเกลหายไปค่ะ”“อะไรนะ!” แล้วท่านประธานก็ต้องมีสีหน้าที่ตกใจไม่ต่างกัน เขารีบหันไปมองเอวาริณ อย่างคนที่เกรงกลัว“...” ถึงจะไม่ได้พูดเสียงดังแต่เอวาริณที่นั่งอยู่ไม่ไกลมากก็ได้ยินชัดเจน หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วขยับเข้าไปใกล้พนักงานสองคนที่อยู่ตรงนั้น ก่อนจะถามซ้ำ“เมื่อกี้พวกเธอพูดว่าอะไรนะ”“ไม่เกี่ยวกับเธอ”“ฉันถาม!” เอวาริณถามเสียงแข็ง“คือ...น้องมิเกล ลูกสาวท่านประธานที่ให้พวกเราดูหายไป” ถึงแม้ไม่อยากพูดด้วยเท่าไหร่ แต่ก็ต้องตอบไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“...” เอวาริณหันขวับมองใบหน้าหล่อเหลาอย่า
วันต่อมาพออยู่กับคุณปู่หลายวันเข้า หนูน้อยก็เริ่มเบื่อ จนอ้อนขอตามแม่ไปทำงานด้วย“ได้ไหมคะแม่ น้องเกลอยากไปกับแม่ได้ไหมคะ”“ไม่ได้จริง ๆ ลูก แม่ต้องไปทำงาน”ถึงทศวรรษจะใจดีกับเธอแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อาจที่จะเอาลูกไปทำงานด้วยได้ เพราะเขายิ่งใจดีเธอก็ยิ่งต้องเกรงใจ อีกทั้งเธอยังอยู่ในสถานะลูกจ้าง จึงไม่ควรเลยที่จะทำอย่างนั้น“คุณกรีนคะคุณทศมารอแล้วค่ะ”“ขอบคุณค่ะป้ายุ”หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร แล้วหอมแก้มซ้ายขวาของลูก“อย่างอแงนะคะคนดี วันนี้แม่มีงานสำคัญมากแม่ต้องไปก่อน เอาไว้วันหยุดแม่พาไปเที่ยวสนุก ๆ เลยดีไหมคะ”“ค่ะ ก็ได้” เพราะไม่อยากให้แม่เป็นกังวล ยัยหนูจึงตอบรับเสียงอ่อยพอเอวาริณไปแล้ว ชวินทร์ที่ยังนั่งอยู่ต้องเห็นสีหน้าผิดหวังของลูก เขาจึงขัดเคืองพาลโกรธที่เธอเห็นงานสำคัญกว่า แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้เหมือนกัน“งั้นน้องเกลไปกับพ่อไหมลูก ไปทำงานกับพ่อได้นะ”“จริงเหรอคะ น้องเกลไปกับพ่อได้เหรอ” น้ำเสียงและแววตาของเด็กหญิง ดูสดใสขึ้นมาทันที“จริงสิลูก วันนี้ไปเที่ยวกับพ่อนะคะ”ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีประชุมโปรเจคใหญ่ แต่ชวินทร์ไม่อาจทนเห็นความผิดหวังของลูกได้ จึงตัดสินใจพาหนูน้อยไปท







