LOGINจนกระทั่ง---
"เฮ้ย!"
ผมหันกลับไปทันที เซนกำลังเอื้อมหยิบกล่องบนชั้นสูง แต่กล่องอีกใบที่วางซ้อนอยู่ด้านบนไหลครูดลงมาเร็วกว่าที่มันจะหลบทัน
ผมพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือมันแล้วดึงเข้าหาตัว อีกมือยกขึ้นรับกล่องไม้ที่เกือบกระแทกหัวมันไว้ทันพอดี กล่องกระแทกฝ่ามือผมดังตุ้บ
เซนนิ่งค้างอยู่ในอ้อมแขนผม
"มึงเป็นไรไหม"
เสียงผมห้วนกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะอีกใจนึงยังนึกถึงจังหวะที่กล่องเกือบกระแทกหัวมันไม่ทัน
เซนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเหมือนยังโหลดเหตุการณ์ไม่ทัน ระยะระหว่างเราสั้นเกินไป สั้นจนผมรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ากลั้นหายใจ
"กู..." มันตอบช้ากว่าทุกที "ไม่เป็นไร"
แปลก ปกติปากมันควรสวนกลับมาสักสามประโยคแล้ว
ผมยังจับข้อมือมันแน่นเกินจำเป็น พอรู้ตัวจึงค่อย ๆ ปล่อยมือออก แต่ก็ยังไม่ได้ถอยไปไกลนัก
เซนหลบตาผมทันที แล้วก้มลงเก็บของที่กระจายบนพื้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"มึงนี่ซุ่มซ่ามชิบหาย"
ผมดุ เสียงเรียบ
"ก็มันสูง" มันจิ๊ปากเบา ๆ
"ก็อย่าหยิบคนเดียว"
คราวนี้เซนเงยหน้าขึ้นมองผมแวบหนึ่ง แค่แวบเดียว แล้วหลบตาอีก
"รู้แล้วน่า..."
เสียงมันเบากว่าปกติจนผมต้องเลิกคิ้ว ...อะไรของมันวะ
ผมหยิบกล่องจากมือมันมาวางเอง แล้วขยับไปยืนบังชั้นวางส่วนที่สูงกว่าไว้
"เดี๋ยวกูทำเอง"
เซนไม่เถียง มันแค่พยักหน้า แล้วยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ พยายามทำหน้าเหมือนทุกอย่างปกติ
ยกเว้นใบหูที่แดงขึ้นชัดเจน ชัดจนผมหลุดยิ้มมุมปากออกมา
"...เงียบทำไมวะ"
"เปล่า!"
มันสวนกลับทันควัน เร็วเกินไปจนน่าสงสัยกว่าเดิม
ผมหัวเราะในลำคอ
"เมื่อกี้เกือบโดนกล่องทับ ยังไม่หายมึนเหรอ"
เซนหันขวับมาเหมือนจะด่าผมสักประโยค แต่พอสบตากัน มันกลับหยุด คำด่าค้างอยู่ที่ริมฝีปาก แล้วหายไปเฉย ๆ
ผมพยักหน้า เหมือนเข้าใจ ทั้งที่จริง ๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นอะไร แต่การได้เห็นคนปากดีที่ชอบปั่นหัวคนอื่นไปทั่ว ยืนไปไม่เป็นอยู่ตรงหน้าแบบนี้... ก็คุ้มดี
ผมวางของชิ้นสุดท้ายเข้าที่ แล้วหันไปมองมันอีกครั้ง สายตาเราชนกันพอดี
แค่เสี้ยววินาทีเดียว เซนก็หลบก่อน
ผมยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
"คราวหน้าจะหยิบอะไร เรียกกู"
เสียงผมยังนิ่งเหมือนเดิม แต่คราวนี้ความหมายมันไม่เหมือนเดิมแล้ว
เซนพยักหน้าเบา ๆ ไม่กวน ไม่เถียง มีแค่คำตอบสั้น ๆ หลุดออกมา
"...เออ"
ผมพยักหน้ากลับ แล้วเดินนำออกจากห้องเก็บของ ไม่ได้หันไปมอง
แต่รู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามหลังมา ความรู้สึกนั้นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอีกครั้ง เหมือนเวลาที่งานชิ้นหนึ่งเพิ่งลงตัวพอดี
POV: Pham
แดดจ้าค่อย ๆ อ่อนลงเป็นสีแชมเปญทอง ลมทะเลพัดเอื่อยจนทุกอย่างดูช้ากว่าปกติ ผมยืนพิงราวไม้ มองออกไปไกลสุดสายตา พยายามทิ้งความสับสนทั้งหมดไว้ที่เส้นขอบฟ้า
แต่ในหัวกลับไม่ยอมเงียบ ภาพของเอเดนยังวนอยู่ตรงนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้ามาใกล้ สายตาที่เหมือนอ่านง่าย แต่กลับอ่านไม่ออก และความจริงที่ผมเริ่มรู้ตัวว่า... ผมกำลังอนุญาตให้เขาเข้ามาใกล้เกินกว่าที่ควร
เสียงฝีเท้าหยุดลงข้าง ๆ ไม่ต้องหันไปมอง ผมก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมไอทะเลบอกชัดพอแล้ว
"มึง"
"อะไร"
ผมตอบสั้น ๆ รักษาระยะด้วยน้ำเสียงเดิม
"วันนี้มึง...ดีว่ะ"
ผมพ่นลมหายใจเบา ๆ
"...ชมแปลก ๆ"
"ก็ปกติกูชมแต่มึงหล่อไง"
คราวนี้ผมหันไปมองเขาตรง ๆ อยากกวนกลับบ้าง เผื่อจะกลบอาการใจสั่นได้
"...แล้ววันนี้ไม่หล่อ?"
เอเดนไม่ตอบทันที เขาขยับยิ้มมุมปาก แล้วก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด
"หล่อกว่าเดิม"
หัวใจผมกระตุกวูบ ผมรีบหันหน้าหนี
แต่จังหวะนั้น ลมทะเลหอบใหญ่ก็พัดเข้ามาแรงพอให้ชายเสื้อนักศึกษาที่ไม่ได้สอดในกางเกงปลิวขึ้น
พรึ่บ---
ผมรีบตะปบชายเสื้อตัวเองลง แต่เอเดนไวกว่า มือเขาคว้าชายเสื้อผมไว้ แล้วดึงลงปิดให้ทันที
เร็ว ชัด และใกล้เกินไป
ร่างสูงขยับเข้ามาบังผมจากด้านหลัง เหมือนตั้งใจปิดไม่ให้สายตาใครมองผ่านมาเห็น
ผมชะงัก ไม่ได้เพราะตกใจอย่างเดียว แต่เพราะน้ำเสียงของเขาตอนพูดประโยคถัดมา
"...มันปลิว"
ต่ำกว่าปกติ นิ่งกว่าปกติ และไม่เหมือนเวลาที่เขากวนผมเลยสักนิด
ผมพยายามขยับออก
"กูจัดเองได้"
"รู้"
เอเดนยังจับชายเสื้อผมไว้ ไม่ได้แรงจนเจ็บ แต่แน่นพอให้รู้ว่าเขายังไม่อยากปล่อย
"แต่กูไม่ชอบให้ใครมอง"
ลมหายใจผมหายไปครึ่งจังหวะ
"มึงนี่..."
"กูพูดจริง"
เสียงเขาใกล้หูขึ้นกว่าเดิม
"เมื่อกี้กูแค่ไม่อยากให้ใครเห็น"
ผมเม้มปากแน่น แก้มร้อนขึ้นจนต้องก้มหน้า
"...พูดไปเรื่อย"
"งั้นกูถามตรง ๆ"
เอเดนเงียบไปเสี้ยววินาที พอให้ผมรู้สึกถึงแรงสั่นเล็ก ๆ ในอกตัวเอง
"กูจีบมึงได้ปะ"
ทุกอย่างรอบตัวเหมือนเบาลงทันที เสียงคลื่นยังอยู่ ลมทะเลยังพัด แต่ผมกลับได้ยินแค่ประโยคนั้น กับเสียงหัวใจตัวเอง
"...ใครอนุญาต"
เอเดนยิ้ม
"มึงไง"
"...กูยังไม่ได้ให้"
"งั้นกูจองไว้ก่อน"
เหมือนล้อเล่น แต่ตาเขาไม่ได้ล้อเล่นเลย
ผมมองเขานิ่ง ๆ อยากดุ อยากถอย อยากทำเหมือนทุกอย่างไม่มีผลอะไรกับผม แต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะเรียกว่าไม่รู้สึก
"ขอบคุณนะ"
เสียงเอเดนเบาลงจนเกือบหายไปกับลม ผมขมวดคิ้ว
"...ขอบคุณอะไร"
"ที่ไม่ห้าม"
ผมหายใจออกแรงอย่างอ่อนใจ
"...อย่ามั่น"
"ยังไม่ทันมั่นเลย"
เขายิ้มกวนกลับมา
"กูเพิ่งเริ่ม"
ผมเกือบหลุดยิ้ม เกือบ
แต่เอเดนเห็นก่อน แน่นอนว่าเขาเห็น สายตาแบบนั้นน่าหงุดหงิดจริง ๆ
"...อย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นล่ะ"
ผมพูดออกไปก่อนจะทันคิด
เอเดนมองผมนิ่งขึ้นทันที
"แบบไหน"
"...แบบที่มึงทำกับกู"
ความเงียบตกลงมาระหว่างเรา
คราวนี้เขาไม่ยิ้มกวน ไม่เล่นมุก ไม่ทำเหมือนประโยคเมื่อกี้เป็นเรื่องเบา ๆ
"ไม่ทำ"
เสียงเขาหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
"กูทำแบบนี้กับมึงคนเดียว"
ลมหายใจผมหยุดไปอีกครั้ง
"เฮ้ย พวกเรา!"
เสียงพี่เลี้ยงดังแทรกเข้ามา ผมสะดุ้งทันที มือรีบปล่อยจากชายเสื้อ
"วันนี้ทำดีมากนะ ผู้จัดการสั่งมาเลย พรุ่งนี้พี่จะพาไปเลี้ยงซีฟู้ดที่ Pearl of the sea เกาะส่วนตัวของทางเราเอง ถือเป็นรางวัลส่งท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ไปกันให้หมดนะ ห้ามปฏิเสธ!"
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก







