Mag-log inคินดึงมือกลับไปดื่มน้ำต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนเซนที่นั่งข้าง ๆ ผมหลุดยิ้มมุมปาก เหมือนมันเห็นความหึงจาง ๆ ในตาผมเข้าให้แล้ว
"เรียบร้อย หล่อเหมือนเดิม" ผมพูดกลบเกลื่อน
คราวนี้คินเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมตรง ๆ บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันตา
ส่วนภามจ้องหน้าผมนิ่งจนผมเริ่มใจเสีย กำลังจะอ้าปากแก้ตัว แต่คนตรงหน้ากลับพูดขึ้นก่อน
"มึงนี่นะ... ปากไว"
ผมกลืนน้ำลาย แต่อาศัยความหน้าด้านตอบออกไปตามความจริง "แต่จริงใจนะ"
ภามนิ่งไป หนึ่งวิ... สองวิ... แล้วเขาก็ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มกว้าง แต่เป็นรอยยิ้มจาง ๆ แค่ตรงมุมปากที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสว่างพรึ่บขึ้นมาทันที
ตอนลุกจากโต๊ะอาหาร ผมเดินขนาบข้างภามไปในระยะที่เขาจะไม่รำคาญ
"ภาม พรุ่งนี้... มึงจะนั่งข้างกูไหม"
ภามปรายตามองเหมือนกำลังถามว่าผมเอาความมั่นใจมาจากไหน "ใครบอกจะนั่งด้วย"
"งั้นกูไปนั่งข้างมึงเอง"
ภามนิ่งไปก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ "แล้วแต่มึง"
เขาเดินแยกออกไปแล้ว แต่ผมยังยืนยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว
เซนเดินมาตบไหล่ผม "อาการหนักนะมึงน่ะ"
ผมหันไปมองมันแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม "เออ ยอมรับ... หนักจริง"
ลมทะเลพัดเข้ามาจากโถงทางเดิน กลิ่นเกลือจาง ๆ ปนกับกลิ่นสมุนไพรอบอวล
พรุ่งนี้เราต้องเริ่มดูพื้นที่จริง เริ่มออกแบบโปรเจกต์จริง และเริ่มทำงานเป็นทีมจริง ๆ Destiny Project กำลังจะเดินหน้า ทีละขั้น ทีละแผน ทีละรายละเอียด เหมือนทุกอย่างควรเป็น
ผมมองแสงไฟที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำทะเลยามค่ำคืน ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ
แปลกดี ทั้งที่ในหัวควรเต็มไปด้วยเรื่องงาน แต่ภาพของคนคนหนึ่งกลับโผล่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก รอยยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงนิ่ง ๆ แล้วก็สายตาคู่นั้น สายตาที่ทำให้ผมเผลอมองกลับบ่อยเกินไป จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่ยากที่สุดของ Destiny Project จะเป็นการออกแบบโปรแกรมเพื่อเยียวยาผู้คน หรือเป็นการทำตัวให้ปกติ เวลาที่ผมอยากให้ตัวเองอยู่ในสายตาของภาม มากขึ้นทุกวัน
ทีมที่ดี...ไม่ใช่ทีมที่คิดเหมือนกัน แต่คือทีมที่ยังไปต่อด้วยกันได้
POV: Kin
แสงเช้าซึมผ่านผ้าม่านบาง ลมทะเลพัดเอื่อย กลิ่นเกลือจาง ๆ แตะปลายจมูก ผมยืนพิงราวระเบียง มองผืนน้ำที่ยังเงียบเหมือนโลกเพิ่งตื่น
เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน ไม่ใช่เพราะเสียงคลื่น แต่เป็นเพราะภาพบางอย่างที่วนอยู่ในหัว ภาพผู้ชายผมสีน้ำตาลทองคนนั้น เอเดน เขามองภามบ่อยเกินไป มองนานเกินไป และดูไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยอมรับกับตัวเองเงียบ ๆ ไม่ชอบ
ครืด--- เสียงประตูเลื่อนดังขึ้นจากด้านหลัง
ผมหันกลับไป ภามเดินออกมาพร้อมแก้วกาแฟสองใบ ผมของเขายังชื้นนิด ๆ จากการล้างหน้า เสื้อเชิ้ตสีอ่อนถูกพับแขนขึ้นอย่างเรียบร้อยเหมือนทุกเช้า ใบหน้านิ่งสนิทเหมือนโลกทั้งใบยังไม่มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นพอให้เขาแสดงออกมากกว่านั้น
"ตื่นเช้า"
"นอนไม่หลับ"
ภามพยักหน้าเหมือนเข้าใจ ก่อนยื่นแก้วหนึ่งมาให้
"สองช้อน ไม่ใส่น้ำตาล"
ผมชะงัก
"มึงจำได้?"
"ตอนทำรายงาน เห็นกินตลอด"
น้ำเสียงราบเรียบ ก่อนเจ้าตัวจะเดินไปยืนอีกฝั่งของระเบียง ทิ้งให้ผมมองแก้วกาแฟในมืออยู่พักหนึ่ง
กาแฟยังร้อน แต่ความรู้สึกบางอย่างในอกกลับอุ่นกว่า
ภามเป็นคนแบบนี้เสมอ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงออก แต่กลับจำรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนรอบตัวได้มากกว่าที่ใครคิด นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนชอบเขาได้ง่ายขนาดนี้ และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ตรงนี้
ผมยกกาแฟขึ้นจิบ รสเข้มขมกำลังดี เหมือนทุกครั้งที่ผมชอบ
"ภาม"
"หืม"
"มึงจำของคนอื่นแบบนี้ได้หมดเลยไหม"
ภามหันมามองนิดหนึ่ง
"จำเท่าที่จำได้"
คำตอบธรรมดา แต่ผมกลับไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับมัน เพราะกับภาม บางครั้งคำธรรมดาก็ทำให้ใจคนฟังยุ่งยากได้มากกว่าคำหวานเสียอีก
"แล้วของเอเดนล่ะ"
ผมถามออกไปก่อนจะทันหยุดตัวเอง
ภามนิ่งไปนิดเดียว นิดเดียวจริง ๆ ก่อนตอบ
"ยังไม่รู้จักขนาดนั้น"
ควรจะโล่งใจ แต่ผมไม่ได้โล่งเต็มร้อย เพราะคำว่ายังของภาม ฟังดูเหมือนประตูที่ยังไม่ได้ปิด
ผมหันกลับไปมองทะเล ลมเช้าพัดผ่านแก้วกาแฟในมือ และผมก็รู้ตัวว่าตัวเองกำลังหวงในสิ่งที่ไม่เคยกล้าขอเป็นเจ้าของ
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก







