Se connecterEPISODE 01
การกลับมาของเธอ
สามปีต่อมา ณ ปัจจุบัน
@ท่าอาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดครอปท็อปแบรนด์ดังคนหนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางออกสำหรับผู้โดยสารขาเข้าเพื่อรอคอยใครคนหนึ่งให้เดินออกมา
หากไม่ว่าจะมองยังไงคนที่เธอกำลังรอคอยก็ยังไม่มาสักที หนำซ้ำก่อนหน้านี้เธอยังพยายามติดต่อไปตั้งหลายสายแต่ก็ไม่มีการตอบรับจากปลายสายเลยสักนิด
ความใจร้อนทำให้หญิงสาวไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้จึงทำการรกดโทรออกไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่นานักปลายสายก็กดรับ
“ฮัลโหล! ยัยกันย์ นี่แกอยู่ไหนเนี่ย!” เสียงแหลมสูงของน้ำผึ้งดังขึ้นแทบจะในทันทีที่ปลายสายกดตอบรับ
(ขอโทษทีผึ้ง พอดีทางนี้วุ่นๆ น่ะ ฉันกำลังจะออกประตูขาเข้าแล้ว แล้วแกล่ะ)
เสียงหวานจากปลายสายเอ่ยตอบกลับมา ได้ยินแบบนั้นน้ำผึ้งก็คลายความใจร้อนลงไปเล็กน้อยจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะตอบกลับ
“ฉันรอแกอยู่ตรงหน้าประตูขาเข้าเนี่ยแหละ จะสองชั่วโมงแล้ว หิวข้าวมากกก”
(โอเคๆ)
ปลายสายหัวเราะเสียงใส
(พอดีฝั่งนี้มีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้เรียบร้อยแล้วล่ะ เอาไว้ออกไปแล้วฉันจะเลี้ยงข้าวนะ ตกลงไหม)
“เอางั้นก็ได้ มาเร็วๆ นะ ฉันหิว!”
[GUN-YA’s Part]
“ยัยกันย์! ทางนี้!”
เสียงแหลมสูงที่คุ้นหูดังขึ้นทันทีที่ฉันก้าวเท้าพ้นจากประตูขาเข้าของสนามบิน ร่างสูงเพรียวของน้ำผึ้งเพื่อนสนิทของฉันก็ปรากฏสู่สายตา
ใบหน้าสวยของน้ำผึ้งดูบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัดซึ่งทางฉันเองก็พอจะเดาออกว่าเพราะอะไร
“ขอโทษทีนะผึ้ง พอดีคนต่อแถวฝั่งผู้โดยสารขาเข้าเยอะมากเลยอะ”
ฉันรีบบอกคนเป็นเพื่อนสนิทอย่างรู้สึกผิด ซึ่งน้ำผึ้งก็เพยิดหน้าให้อย่างปลงๆ พร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งมาช่วยถือกระเป๋าใบเล็กของฉันไปถือไว้
“เออช่างเหอะ ไปหาอะไรกินดีกว่า ฉันหิวจนแสบท้องไปหมดแล้วเนี่ย”
ไม่นานนักเราทั้งสองคนก็เดินมาจนถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดร้านหนึ่งในบริเวณสนามบิน
โชคดีที่วันนี้ร้านนี้ดูไม่ค่อยมีคนเยอะเท่าไหร่นักเลยทำให้ไม่ต้องต่อคิวในการสั่งอาหารนานมาก
ฉันเลือกที่จะเดินเข้าไปหาที่นั่งในร้านก่อนส่วนยัยน้ำผึ้งก็แยกตัวออกไปสั่งอาหารอีกทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
ระหว่างที่รอฉันก็หยิบโทรศัพท์เครื่องหรูของตัวเองออกมากดเล่นตามนิสัย
รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำผึ้งเดินเข้ามาวางถาดอาหารลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“เดี๋ยวนี้แกติดถอนหายใจนะเนี่ย เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย”
“สามปีอะไรๆ ก็เปลี่ยนทั้งนั้นแหละ”
น้ำผึ้งตอบฉันกลับมาขณะที่กำลังทานข้าวอยู่
“ขนาดแกยังเปลี่ยนเลย นี่ถ้าไม่ใช่ว่าฉันกับแกวิดีโอคอลหากันตลอดฉันคงจำแกไม่ได้ สวยขึ้นตั้งเยอะ”
“สวยอะไรกันล่ะ ฉันก็แค่อยากหันมาดูแลตัวเองบ้างก็เท่านั้นแหละ”
ฉันตอบกลับไปพร้อมกับมองไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจ เพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้วฉันไม่ได้กลับไทยมาสามปี
ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม ไม่รู้จะน่าดีใจหรือเสียใจดีที่มองยังไงก็ไม่เห็นเปลี่ยนเลย
“ไม่รู้แกจะกลับมาทำไม อยู่ที่นั่นก็ดีอยู่แล้ว เป็นนางแบบด้วยไม่ใช่หรอ ไม่เห็นมีเหตุผลอะไรให้ต้องกลับมาเลย”
“เอ้า แกไม่ดีใจหรอที่ฉันกลับมาอะ” ฉันย้อนถามเพื่อนสนิทที่ทำหน้าเบ้ใส่อย่างขบขัน
“ไอ้ดีใจอะมันก็ดีใจอยู่หรอก... แต่แทนที่แกจะได้มีชีวิตดีๆ ที่นู่น ดันกลับมาจมปลักอยู่ที่นี่ แถมเดี๋ยวนี้เรื่องการเมืองเนี่ยนะ...”
น้ำผึ้งพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่ปลายประโยคนั้นลดเสียงลงเบาหวิวจนฉันแทบจะไม่ได้ยิน
“ไม่เอาไม่คุยเรื่องการเมืองอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันไม่หารกับแกหรอกนะ”
ฉันทำหน้าสยองใส่น้ำผึ้งที่ทำหน้าซังกะตายอยู่ข้างหน้าซึ่งนั่นก็ทำให้น้ำผึ้งหัวเราะออกมาเบาๆ
“เออ แล้วนี่แกจัดการเรื่องมหา’ลัยเรียบร้อยหรือยังอะ”
“เรียบร้อยแล้ว ตั้งใจจะมาบอกแกคนแรกเลยนี่แหละ!”
“หรอ สรุปแกได้มหา’ลัยไหนอะ”
“มอเดียวกับแกนั่นแหละ คณะเดียวกับแกด้วย”
“เฮ้ย!”
น้ำผึ้งอุทานเสียงดังอย่างตกใจ ดวงตารีสวยเบิกโพลงมองฉันราวกับเห็นตัวประหลาด
ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นความดีใจอย่างถึงที่สุด
“จริงหรอเนี่ย ให้ตายเถอะ แกนี่มันจริงๆ เลย!”
“แม่ฉันซื้อคอนโดแถวๆ นั้นไว้ให้อยู่แล้วด้วย... แกจะมาอยู่กับฉันไหม”
“โหย ไม่ได้หรอก ฉันต้องไปอยู่กับเจ๊น้ำหวาน"
น้ำผึ้งพูดอย่างเสียดาย ซึ่งเจ๊น้ำหวานที่กำลังพูดถึงกันอยู่ตอนนี้ก็คือพี่สาวแท้ๆ ของยัยน้ำผึ้งเอง
"ยัยนั่นน่ะนะพอรู้ว่าฉันสอบติดที่นั่นก็วางแพลนจะเปิดร้านเหล้าแถวนั้นทันทีเลย ฉันต้องไปอยู่ด้วยเพราะจะได้ไปช่วยนางเปิดร้าน” น้ำผึ้งตอบกลับมา “ไว้แล้วฉันจะพาแกไปนั่งชิว”
“พูดแล้วอย่าคืนคำล่ะ” ฉันตอบกลับไปบ้างก่อนเราทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“แล้วนี่แกจะไปไหนต่อ” น้ำผึ้งถามฉันอีกครั้งหลังจากก้มหน้าก้มตาทานอาหารจนหมดเป็นที่เรียบร้อย
“ตอนแรกฉันว่าจะแวะไปที่บ้านน่ะ แต่ตอนนี้คงไม่แล้ว เลยคิดไว้ว่าจะไปที่คอนโดเลย แกไปกับฉันไหม”
“แหงอยู่แล้ว งั้นแกไปเก็บของที่ห้อง แล้วฉันจะพาแกแวะไปที่ร้านเจ๊น้ำหวานเลย ประเดิมวันแรกของการกลับไทยด้วยการไปร้านเหล้า! ดีลไหม?”
“โอเค งั้นตกลงตามนี้!” ทันทีที่ตอบกลับฉันกับน้ำผึ้งก็ลุกออกจากร้านอาหารพร้อมกับขนสัมภาระทั้งหมดเพื่อไปยังรถที่น้ำผึ้งขับมาโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่คอนโดของฉันซึ่งอยู่ห่างออกไปจากกรุงเทพฯ หลายสิบกิโลเมตร
หวังว่าการกลับมาของฉันในครั้งนี้... จะไม่เจอเหตุการณ์โลกกลมแบบในนิยายหรอกนะ!
[End Gunya's Part]
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในห้องเรียนวิชาวรรณกรรมของพวกปีสอง แก๊งของกรณ์ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นบทเรียนไปได้ไม่นานเช่นกัน ตอนนั้นเองกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กกิจกรรมประจำรุ่นก็ปรบมือดังๆ สองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปรวมกัน"ฉันประกาศกิจกรรมออกไปแล้วนะ ดูเหมือนน้องๆ จะให้การตอบรับที่ดีมากๆ ด้วย" เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอคนนี้ก็คือหนึ่งในประธานประจำปีสองซึ่งจะคอยทำหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประสานงานต่างๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องของมหาวิทยาลัยด้วยความจริงเดิมทีแล้วกลุ่มของกรณ์ไม่ใช่เด็กกิจกรรมกันสักเท่าไหร่นัก แต่จะเรียกว่าเด็กเรียนนั้นก็นับว่าห่างไกล พวกเขาเป็นเด็กคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งหมด เพียงแต่ไม่ได้เป็นพวกหนอนหนังสือแล้วก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากิจกรรมด้วยเช่นกันก็ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แหละนะ"งั้นจะเฉลยสายรหัสกันตอนไหนล่ะ?" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น เขาคนนี้คือรองประธานรุ่น มักจะคอยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ประธานรุ่นอยู่เสมอ"ก็ต้องดูก่อนว่ารุ่นเราเหลือเล่นสายรหัสกันกี่คน" ประธานรุ่นสาวพูดต่อพลางมองมาทางสี่หนุ่มที่นั่งเอกเขนกกันอยู่ ไม่รู้ว
หลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็นภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกันกันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต
1 อาทิตย์ต่อมา“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติโปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิงเหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”"เออใช่ แต่หุ่นนี่
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”จู่ๆ ไอ้ตี๋ก็พูดขึ้นซึ่งนั่นก็เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันไปมองได้แทบจะในทันทีผมปรายตาขึ้นไปมองทางเจ้าของชื่อนั้นก็เห็นร่างบางเล็กของน้ำหอมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์เงียบๆ อยู่คนเดียวตรงบาร์ของร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่งด้วยใบหน้านิ่งเรียบผมหันไปมองไอ้พลที่จากตอนแรกมีท่าทีขี้เล่นกลายเป็นท่าทีเย็นชาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นักแต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาอะไรผมเลยทำแค่เดินออกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังร้านเจ๊น้ำหวานอีกครั้งเพื่อเอาเบียร์อีกสามขวดที่เหลือ แต่เมื่อผมเดินมาถึงกลับไม่เห็นเจ๊น้ำหวานอยู่ในร้านเสียอย่างนั้น“ยัยกันย์ เอาอีกแก้วเร็วเข้า!” เสียงตะโกนปลุกเร้าของน้ำผึ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณร้านทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไปหากแต่ว่าสิ่งที่ผมทำให้ชะงักไปกลับเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่ถูกเรียกขึ้นต่างหาก“ไม่เอาแล้วผึ้ง... อือออ” เสียงหวานๆ ของคนที่ถูกรบเร้ารีบร้องปฏิเสธน้ำผึ้งด้วยอาการมึนเมาผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย นั่นก็เพราะผมกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างลึกๆ ในใจ และถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก...“โอ๊ยยย กรณ์! ขอโทษทีรอนานมั้ย พอดี
[KORN’s PART]ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกันบริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้นสายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่
EPISODE 03ณ ลานเบียร์กว่าจะมาถึงลานเบียร์ที่ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ตัวรถญี่ปุ่นคันเล็กกะทัดรัดของน้ำผึ้งเคลื่อนตัวมาจอดยังบริเวณที่จอดรถหลังร้านของพี่น้ำหวานก็ปรากฏภาพผู้คนมากมายต่างพากันทยอยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งบริเวณลานเบียร์กันมากมาย"ที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่ก็พวกนักศึกษาที่มอทั้งนั้น" น้ำผึ้งอธิบายเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือฉันไว้หลวมๆ"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง" ฉันตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยักหน้า“ไปเร็วกันย์ เดี๋ยวถ้าฉันพาแกไปเจอยัยนั่นนะ ยัยนั่นต้องกรี๊ดแตกแน่เลย”“รู้แล้วล่ะน่า ก็ไมได้เจอกันตั้งสามปีนี่นา” ฉันตอบกลับไปอย่างขบขัน เราทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบมากนักเพราะน้ำผึ้งบอกว่าพี่น้ำหวานมักจะเผื่อโต๊ะว่างไว้โต๊ะนึงเสมอเพื่อเอาไว้เผื่อให้พวกเด็กเสิร์ฟไว้ใช้นั่งพักกันโชคดีที่น้ำผึ้งสอบติดที่นี่ตั้งแต่รอบแรกที่มีการเปิดรับนักศึกษาในรอบโครงการสอบตรง ก็เลยทำให้มีเวลาได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนฉํนจะมาถึงเกือบสองเดือนในขณะที่ฉันต้องรอปิดเทอมที่นู่นก่อน แล้วไหนจะต้องรอดำเนินการเรื่องวุฒิการศึกษาให้เรียบร้อยเพื่อทำการเทียบวิชาที่เรียนและหน่วยกิต กว่าจะได้เข้าสมัครสอบและรอป