LOGINEPISODE 02
การกลับมาของเธอ (2)
[GUNYA’s PART]
“ยัยกันย์! ถึงแล้ว!” เสียงเรียกแหลมๆ ของน้ำผึ้งดังขึ้นจากฝั่งคนขับของรถ
ฉันลืมตาขึ้นทีละน้อยเพื่อปรับแสงหลังจากที่เผลอหลับไประหว่างทาง โชคดีที่ก่อนหน้านี้ฉันสั่งให้ยัยน้ำผึ้งเปิดจีพีเอสนำทางไว้แล้วเลยมาถึงจุดหมายปลายทางได้โดยไม่หลงไปไหนไกล
“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าคุณหญิงแม่ของแกจะยอมให้แกมาเรียนอยู่ต่างจังหวัดแบบนี้” น้ำผึ้งพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะมองไปรอบๆ ในขณะที่ฉันก็บิดตัวไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อยหลังจากที่นั่งรถมาเป็นเวลานาน
เหตุผลที่น้ำผึ้งถามแบบนั้นก็เพราะว่าที่บ้านมีฉันเป็นลูกคนเดียว อีกทั้งพวกท่านก็ไม่เคยปล่อยให้ฉันไปลำบากที่ไหนตั้งแต่เด็ก
ทำให้การเลือกมาเรียนที่ต่างจังหวัดสำหรับคนแบบฉันแล้วนั้นแทบจะมีโอกาสเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะแบบนั้นเลยทำให้ยัยน้ำผึ้งแปลกใจมากเป็นพิเศษ
“ขนาดปล่อยให้ไปอยู่อังกฤษตั้งสามปีก็ยังทำมาแล้ว พวกเขาคงพอทำใจได้บ้างแล้วล่ะ” ฉันหัวเราะพร้อมกับตอบกลับไปอย่างขบขัน ก่อนจะขยับตัวลงมาจากรถเพื่อเตรียมตัวไปเก็บของที่ห้องของตัวเอง
ความจริงแล้วกว่าจะมาเรียนที่นี่ได้ฉันก็ตีกับที่บ้านไปหลายยกอยู่เหมือนกัน เพราะคุณพ่อกับคุณแม่เห็นว่าฉันไปอยู่อังกฤษตั้งสามปี กลับมาไทยทั้งทีก็ยังจะไปเรียนไกลบ้านอีกพวกท่านก็เลยออกไปทางน้อยใจเสียมากกว่า
แต่พอฉันให้เหตุผลว่ากลับมาเรียนที่ไทยทั้งที่ ก็อยากจะมาเรียนกับน้ำผึ้งที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แถมถึงยังไงก็อยู่ประเทศเดียวกันใช้เวลาไม่นานก็กลับไปเยี่ยมพวกท่านทั้งสองที่บ้านได้อยู่ดี
สุดท้ายพวกท่านก็เลยจำใจไม่โต้แย้งอะไรอีกในที่สุด... เรียกว่ากว่าะกล่อมได้ก็ทำเอาเหนื่อยจนลิ้นห้อยเลยล่ะ
ฉันเดินตรงขึ้นไปยังห้องของตัวเองโดยมีน้ำผึ้งช่วยเข็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตามมาด้วยโดยที่ใช้เวลาไม่นานมากนัก
โชคดีที่ห้องของฉันไม่ได้อยู่ลึกมากเท่าไหร่ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในการเดินจากตัวลิฟต์ไปยังห้องไกลมาก ส่วนน้ำผึ้งก็เอาแต่จะมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ
“โห ที่นี่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ เลยมั้งเนี่ย กลิ่นสียังติดอยู่เลย”
น้ำผึ้งพึมพำขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับทำจมูกฟุดฟิดประกอบไปด้วยอย่างจริงจัง นั่นทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะท่าทางของเพื่อนก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของตัวเองตามที่คุณแม่ของฉันได้บอกเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเข้าไปก็มีเสียงหวานของใครคนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ราวกับไม่แน่ใจ
“นั่น... กันยาเหรอ?”
เสียงเรียกเบาๆ นั้นทำให้ฉันกับน้ำผึ้งต้องหันกลับไปมองยังต้นทางของเสียง
ทันทีที่เห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงนั้นภาพความทรงจำที่เคยผ่านมาเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาอย่างรวดเร็วจนฉันได้แต่นิ่งงันไป
ส่วนน้ำผึ้งเองก็ดูจะจำคนตรงหน้าได้เหมือนกันแต่เลือกที่จะทำเป็นมองเมินเสียงเรียกนั้นไปพร้อมกับสะกิดให้ฉันรีบเปิดประตูให้แทน
ทันทีที่เปิดประตูได้สำเร็จเราทั้งสองคนก็รีบพาตัวเองเข้าไปในห้องแบบทันท่วงทีโดยไม่ตอบอะไรกลับไปเลยแม้แต่ประโยคเดียว ทำราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้น เมินเฉยอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนตั้งแต่แรก
ตัวฉันเองรู้ดีว่าความรู้สึกข้างในของตัวเองเป็นแบบไหนตอนที่เห็นหน้าเจ้าของเสียงเรียกนั้น แล้วก็รู้ดีด้วยว่าความรู้สึกของเพื่อนตัวเองในตอนนี้เป็นยังไง เพราะงั้นการหลีกเลี่ยงนี่แหละ... น่าจะดีที่สุดแล้ว
เราทั้งคู่ยืนหันหลังให้กับประตูอย่างพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ความรู้สึกหนักอึ้งถาโถมเข้ามาฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งในที่สุดก็มีเสียงของน้ำผึ้งดังขึ้นมา
“อืม... ฉันว่าอย่างแรกเลยคือ แกต้องเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ก่อน” น้ำผึ้งตัดสินใจทำลายความเงียบและบรรยากาศน่าอึดอัดนั้นลงด้วยการพูดออกมาหลังจากที่เดินเข้ามาภายในห้องแล้ว
ร่างเพรียวราวกับนางแบบของน้ำผึ้งทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเป็นอย่างแรก มันเป็นโซฟารับแขกตัวขนาดไม่ใหญ่มากนักที่ตั้งอยู่บริเวณมุมห้องไม่ไกลจากประตู ฉันพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเดินสำรวจพื้นที่ห้องรอบๆ เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย
ฉันใช้เวลาไม่นานนักในการจัดการความคิดของตัวเองที่สับสนไปชั่วครู่ นั่นเพราะเวลาสามปีที่ผ่านมา... ฉันทำใจให้ยอมรับความเจ็บปวดได้มากพอสมควรแล้ว และฉันเองก็ตัดสินใจแล้วว่าฉันก็ไม่ควรจะจมปลักอยู่กับมันอีก ส่วนเรื่องที่ว่าจะเริ่มใหม่หรือไม่นั้น... อืม ก็คงอีกสักพักใหญ่ๆ เลยล่ะ
“ห้องแกกว้างมากเลยนะเนี่ย มิน่าล่ะถึงได้ชวนฉันมาอยู่ด้วย” เสียงของน้ำผึ้งดังขึ้นมาจากฝั่งห้องโถงรับแขกที่ถูกจัดเอาไว้ ฉันเดินกลับมายังบริเวณที่น้ำผึ้งอยู่อีกครั้งก่อนจะไปเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตัวเองมาถือไว้แล้วเดินตรงไปยังห้องนอนเพื่อเตรียมเก็บเสื้อผ้า
“ก็แหงสิ ไม่งั้นฉันจะชวนหรือไง... แกคงไม่ได้คิดว่าฉันจะชวนแกมาอุดอู้อยู่ในห้องรูหนูหรอกนะ?”
"ก็แอบคิดไว้แบบนั้นอยู่น่ะนะ แบบว่าฟีลแฟนอะไรแบบนี้?" ยัยน้ำผึ้งแกล้งยิ้มกริ่มออกมาจนฉันหลุดหัวเราะ
"ยัยบ้า!"
“ยังไงก็เถอะ ตอนนี้มาเก็บของของแกกันก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวเย็นนี้ฉันพาไปหายัยน้ำหวาน”
“ตกลง งั้นเอาตามนี้!”
“ไป! ลุยยย”
ไม่นานเสื้อผ้าตัวแล้วตัวเล่าถูกลำเลียงใส่บนไม้แขวนเสื้อก่อนจะถูกบรรจุเข้าตู้เสื้อผ้า
จากที่ตอนแรกเป็นเพียงตู้โล่งๆ เพียงสองตู้ ในเวลาไม่นานทั้งสองตู้ก็อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่ฉันยัดเข้ามาโดยไม่ทันได้สนใจจะเลือกเลยด้วยซ้ำ
เป็นความรู้สึกแบบคนที่นึกอะไรได้ก็หยิบๆ จับๆ ใส่มันมาให้หมดจนสุดท้ายกระเป๋าก็เต็มโดยที่ไม่รู้ตัว
“แฮ่กๆ โอ๊ย! กว่าจะหมด” เสียงหอบหายใจของน้ำผึ้งดังขึ้นทันทีที่เสื้อตัวสุดท้ายถูกจับวางบนราวแขวนเป็นที่เรียบร้อย ร่างผอมเพรียวทิ้งตัวลงบนเตียงนอนหนานุ่มของฉันอย่างแรงด้วยความเหนื่อยอ่อน
“นี่ถ้าไม่ได้แกช่วย วันนี้ฉันก็คงไม่ได้ไปไหน” ฉันตอบกลับไปบ้างพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เพื่อนสนิท
ฉันได้ยินเสียงน้ำผึ้งหอบหายใจแรงๆ อีกสองสามทีก่อนเจ้าตัวจะผุดลุกขึ้นแล้วมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วหันมาทางฉัน
“นี่ก็จะห้าโมงครึ่งแล้ว แกแต่งตัวเลยแล้วกัน” น้ำผึ้งพูดขึ้นมาก่อนจะมองฉันแล้วผุดรอยยิ้มขึ้นมาตรงมุมปาก “ฉันจะพาแกไปนั่งชิลล์”
พูดจบยัยน้ำผึ้งก็เดินออกจากโซนห้องนอนของฉันออกไปนั่งอยู่ที่บริเวณห้องนั่งเล่นแทน
สิบห้านาทีต่อมา ฉันก็จัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ส่วนทางด้านของน้ำผึ้งนั้นไม่ต้องเปลี่ยนชุดให้เมื่อยเพราะเจ้าตัวบอกว่าแค่ชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้ลำพังยังไม่แต่งหน้าจัดเต็มก็แซ่บเวอร์อยู่แล้ว
เพราะงั้นน้ำผึ้งเลยบอกว่าแค่จะแต่งหน้าเพิ่มนิดหน่อยเท่านั้นผิดกับฉันที่ต้องเปลี่ยนทั้งชุดทั้งการแต่งหน้า
สรุปแล้วมันไปนั่งชิลล์แน่มั้ยนะ?
“เสร็จแล้วใช่ไหม?” น้ำผึ้งถามฉันทันทีที่ฉันเดินออกมาจากห้องนอนตรงมายังห้องโถง
ฉันเลือกที่จะใส่ครอปท็อปทรงเดียวกับน้ำผึ้งแต่ใส่กับกระโปรงหนังรัดรูปตัวสั้นสีดำที่เข้ากันได้ดีเพราะไม่อยากให้มันโดดเด่นเกินไปนัก
เพราะจากที่น้ำผึ้งเคยเล่าให้ฟังสถานที่นั่งชิลล์ที่ว่ามานี้นั้นเป็นลานโล่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีร้านอาหารเรียงรายรอบ แต่นักศึกษามักจะใช้บริเวณนั้นในการซื้อแอลกอฮอล์มาสังสรรค์กันซะมากกว่า เพราะงั้นมันเลยถูกเรียกอีกชื่อว่า ‘ลานเบียร์’
“อืม ไปกันเถอะ”
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในห้องเรียนวิชาวรรณกรรมของพวกปีสอง แก๊งของกรณ์ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นบทเรียนไปได้ไม่นานเช่นกัน ตอนนั้นเองกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กกิจกรรมประจำรุ่นก็ปรบมือดังๆ สองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปรวมกัน"ฉันประกาศกิจกรรมออกไปแล้วนะ ดูเหมือนน้องๆ จะให้การตอบรับที่ดีมากๆ ด้วย" เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอคนนี้ก็คือหนึ่งในประธานประจำปีสองซึ่งจะคอยทำหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประสานงานต่างๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องของมหาวิทยาลัยด้วยความจริงเดิมทีแล้วกลุ่มของกรณ์ไม่ใช่เด็กกิจกรรมกันสักเท่าไหร่นัก แต่จะเรียกว่าเด็กเรียนนั้นก็นับว่าห่างไกล พวกเขาเป็นเด็กคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งหมด เพียงแต่ไม่ได้เป็นพวกหนอนหนังสือแล้วก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากิจกรรมด้วยเช่นกันก็ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แหละนะ"งั้นจะเฉลยสายรหัสกันตอนไหนล่ะ?" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น เขาคนนี้คือรองประธานรุ่น มักจะคอยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ประธานรุ่นอยู่เสมอ"ก็ต้องดูก่อนว่ารุ่นเราเหลือเล่นสายรหัสกันกี่คน" ประธานรุ่นสาวพูดต่อพลางมองมาทางสี่หนุ่มที่นั่งเอกเขนกกันอยู่ ไม่รู้ว
หลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็นภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกันกันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต
1 อาทิตย์ต่อมา“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติโปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิงเหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”"เออใช่ แต่หุ่นนี่
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”จู่ๆ ไอ้ตี๋ก็พูดขึ้นซึ่งนั่นก็เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันไปมองได้แทบจะในทันทีผมปรายตาขึ้นไปมองทางเจ้าของชื่อนั้นก็เห็นร่างบางเล็กของน้ำหอมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์เงียบๆ อยู่คนเดียวตรงบาร์ของร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่งด้วยใบหน้านิ่งเรียบผมหันไปมองไอ้พลที่จากตอนแรกมีท่าทีขี้เล่นกลายเป็นท่าทีเย็นชาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นักแต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาอะไรผมเลยทำแค่เดินออกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังร้านเจ๊น้ำหวานอีกครั้งเพื่อเอาเบียร์อีกสามขวดที่เหลือ แต่เมื่อผมเดินมาถึงกลับไม่เห็นเจ๊น้ำหวานอยู่ในร้านเสียอย่างนั้น“ยัยกันย์ เอาอีกแก้วเร็วเข้า!” เสียงตะโกนปลุกเร้าของน้ำผึ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณร้านทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไปหากแต่ว่าสิ่งที่ผมทำให้ชะงักไปกลับเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่ถูกเรียกขึ้นต่างหาก“ไม่เอาแล้วผึ้ง... อือออ” เสียงหวานๆ ของคนที่ถูกรบเร้ารีบร้องปฏิเสธน้ำผึ้งด้วยอาการมึนเมาผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย นั่นก็เพราะผมกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างลึกๆ ในใจ และถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก...“โอ๊ยยย กรณ์! ขอโทษทีรอนานมั้ย พอดี
[KORN’s PART]ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกันบริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้นสายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่
EPISODE 03ณ ลานเบียร์กว่าจะมาถึงลานเบียร์ที่ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ตัวรถญี่ปุ่นคันเล็กกะทัดรัดของน้ำผึ้งเคลื่อนตัวมาจอดยังบริเวณที่จอดรถหลังร้านของพี่น้ำหวานก็ปรากฏภาพผู้คนมากมายต่างพากันทยอยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งบริเวณลานเบียร์กันมากมาย"ที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่ก็พวกนักศึกษาที่มอทั้งนั้น" น้ำผึ้งอธิบายเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือฉันไว้หลวมๆ"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง" ฉันตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยักหน้า“ไปเร็วกันย์ เดี๋ยวถ้าฉันพาแกไปเจอยัยนั่นนะ ยัยนั่นต้องกรี๊ดแตกแน่เลย”“รู้แล้วล่ะน่า ก็ไมได้เจอกันตั้งสามปีนี่นา” ฉันตอบกลับไปอย่างขบขัน เราทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบมากนักเพราะน้ำผึ้งบอกว่าพี่น้ำหวานมักจะเผื่อโต๊ะว่างไว้โต๊ะนึงเสมอเพื่อเอาไว้เผื่อให้พวกเด็กเสิร์ฟไว้ใช้นั่งพักกันโชคดีที่น้ำผึ้งสอบติดที่นี่ตั้งแต่รอบแรกที่มีการเปิดรับนักศึกษาในรอบโครงการสอบตรง ก็เลยทำให้มีเวลาได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนฉํนจะมาถึงเกือบสองเดือนในขณะที่ฉันต้องรอปิดเทอมที่นู่นก่อน แล้วไหนจะต้องรอดำเนินการเรื่องวุฒิการศึกษาให้เรียบร้อยเพื่อทำการเทียบวิชาที่เรียนและหน่วยกิต กว่าจะได้เข้าสมัครสอบและรอป







