ไฟกลางห้องพักขนาดสามสิบสองตารางเมตรถูกเปิดขึ้นให้ความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็น แม้พื้นที่ในห้องพักชั้นสิบไม่ได้ใหญ่มาก แต่ถูกเจ้าของห้องจัดสรรปันส่วนเอาไว้เป็นอย่างดี
“ห้องเรียบร้อยเหมือนเดิม...”
คนเดินนำหน้าหันขวับ เมื่อกี้ปรัชญาเพียงแค่พึมพำกับตนเองเท่านั้น แต่ความเงียบภายในห้องมันทำให้ได้ยินทุกอย่าง
“ปรัชญ์วางเทียนลงบนโซฟานั่นแหละ เดี๋ยวเราดูแลต่อเอง ขอบใจนะ”
เธอพูดส่งแขกออกไปทันที พยายามรักษาระยะห่างไปพร้อมๆ กับทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจผิดว่าเธอรังเกียจเขา
“เราอยากเข้าห้องน้ำ” ปรัชญาเอียงคอพูดกับเจ้าของห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เธอเขียนนิยายมา ทำไมจะไม่เข้าใจว่ามันคือภาษากายและคำพูดโดยอ้อมว่าไม่ยอมกลับ
“มันอยู่ในห้องนอนเรา” คำพูดที่คาดหวังว่าเขาจะยอมถอยกลับเพราะมันคืออาณาเขตหวงห้าม
แต่คนดื้อตาใสยังคงยืนเผล่ยิ้มใส่ พร้อมกับคำพูดที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่มีการรักษามารยาทระหว่างคนที่เพิ่งกลับมาเจอกัน
“แล้วห้องนอนตะวันไปทางไหน...”
ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ นอกจากยอมให้เขาใช้ห้องน้ำจนพอใจและรีบกลับ
“ตรงไป ห้องน้ำอยู่ทางขวา”
“ตะวันจะไม่เข้าไปดูเราเหรอ”
“เราจะเข้าไปดูปรัชญ์ทำไมล่ะ!!” หญิงสาวเผลอแหวลั่นใส่เขาทันทีหลังได้ยินประโยคชวนขนลุก
“หึ เราหมายถึงไปดูเราที่ห้องนอน ไม่กลัวเราขโมยของในห้องนอนเหรอ” มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยให้กับเสียงของคนตัวเล็ก เพราะมันดังที่สุดนับตั้งแต่เจอกันที่โรงแรม "ไม่ได้หมายถึงให้ตามไปดูเราในห้องน้ำ"
“ระ รีบไปทำธุระเลย ไม่งั้นจะไล่กลับแล้วนะ!!” ปากบางดุแขกอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยจงใจก่อกวนให้ตนเองหงุดหงิด
ปรัชญาเข้าห้องน้ำได้เกือบสิบนาทีแล้ว ไร้วี่แววว่าจะออกมาจากห้องนอน คนตัวเล็กนั่งกอดอกตีหน้ายักษ์เตรียมดุคนชอบยึกยักจนเบื่อ แต่อีกฝ่ายไม่โผล่ออกมาจริงๆ
หรือจะล้มในห้องน้ำ!
จำได้ว่าเมื่อก่อนหากเขาพักผ่อนน้อย ปรัชญาจะมีภาวะโลหิตจางจนเผลอวูบอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงสอนให้เพลงตะวันหัดขับรถเพื่อผลัดกันคอยรับส่งกันและกันในช่วงสอบ
มือบางผลักด้ามจับประตูห้องนอนหวังเข้าไปดูในห้องน้ำ แต่แล้วก็ต้องสะดุดฝีเท้าตนเองหลังจากเห็นว่าโคมไฟหัวเตียงถูกเปิดจนสาดแสงสีส้มสลัวภายในห้องมืด แถมยังมีร่างสูงนอนแผ่บนเตียงอย่างถือวิสาสะ ในมือหนามีสมุดจดพล็อตของเธอและกำลังกางมันอ่านหน้าตาเฉย
“ปรัชญ์!!”
ร่างบางพุ่งขึ้นไปบนเตียงและดึงสมุดสีชมพูออกจากมืออีกฝ่าย เธอซ่อนมันไว้ด้านหลังราวกับไม่ต้องการให้เขารู้ว่ามันคืออะไร
ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ทัน
“ขอโทษ ตอนเราเดินออกจากห้องน้ำมันหล่นลงมาจากโต๊ะพอดี พอเข้าไปเก็บให้ดันเห็นว่าจดอะไรไว้ก็เลยอ่านเพลินไปหน่อย” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงยืนขึ้นเต็มความสูง
ส่วนสูงกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรภายใต้แสงสีส้มและเงามืด ทำเอาเพลงตะวันดูตัวเล็กลงถนัดตา
เจ้าของห้องไม่รู้จะด่าอะไรเขาดี นอกจากความโกรธคือความอับอายที่คนอื่นเห็นเรื่องเพ้อเจ้อที่แอบจดเอาไว้ แม้กว่าครึ่งจะถูกเขียนจนจบแล้วก็ตาม
“ตะวันเขียนนิยายรักนี่เอง เมื่อก่อนก็เคยให้เราไปส่งที่ร้านเช่าหนังสื...”
“หยุดพูดเรื่องเมื่อก่อนสักที!!” เสียงเข้มตะโกนแทรกออกไปก่อนที่คนตรงหน้าจะฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาอีก "ทำไมพูดเรื่องเมื่อก่อนไม่หยุดเลย"
เจ้าของร่างสูงยืนเงียบท่ามกลางความสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ไร้วาจาใดเอื้อนเอ่ยออกมานอกจากเสียงเท้าหนักก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
กระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้า
“เพราะมันคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น” มือหนาประคองพวงแก้มนุ่มของเธอด้วยมือหนึ่งข้าง ใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมและลมหายใจสดชื่นของอีกฝ่าย "รังเกียจเราเหรอ?"
"..."
คนตัวเล็กนิ่งงัน ไม่ใช่เพราะไม่กล้าตอบ หากแต่ริมฝีปากบางกำลังถูกตรึงด้วยสายตาอ่อนโยนของคนที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ชิดจนเป็นลมหายใจเดียวกัน
“รังเกียจเราไหม?”
แววตาเว้าวอนปรากฏขึ้นมาหลังคำถามเดิมถูกเอื้อนเอ่ยอีกครั้ง ดวงตากลมของหญิงสาวสั่นไหว นิ้วโป้งที่กำลังเกลี่ยไล้เล่นบนริมฝีปาก ทำให้ยากที่จะโกหกความรู้สึกของตนเอง
“ไม่...อื้อ!”
หางเสียงสุดท้ายยังไม่ออกมาด้วยซ้ำ คนตัวโตกว่าก็พุ่งเข้ามาจูบ ริมฝีปากของชายหนุ่มประกบแนบแน่น แต่ไร้การรุกล้ำเข้ามาในโพรงปากนุ่ม ไออุ่นบนริมฝีปากของคนทั้งสองแผ่ซ่านเข้าหากันและกัน
เพลงตะวันหลับตาแน่นไม่กล้าสู้หน้า รู้สึกว่าโลกหมุนคว้างก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหลังอีกฝ่ายถอนจูบและเห็นว่าอดีตพาร์ตเนอร์กำลังคร่อมร่างเล็กของตนเองเอาไว้บนเตียง
“คิดถึงตะวันจังเลยครับ...” ริมฝีปากอุ่นเลื่อนมาพรมจูบบนพวงแก้ม ปรัชญาจูบวนอยู่อย่างนั้นจนหัวใจของคนถูกกระทำสั่นคลอน “คิดถึงปรัชญ์บ้างไหม?”
“ปรัชญ์หมายถึงคิดถึงแบบไหน”
“ทุกแบบ...แค่คิดถึงกันก็พอ”
“ปรัชญ์ทำแบบนี้เราสับสนนะ เราเคยเป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนกันก็จริง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่” เพลงตะวันยกฝ่ามือดันแผงอกแกร่งให้ลุกออกจากการคร่อมทับ แต่ร่างกายเขาหนักแน่นดั่งหินผา
นอกจากจะไม่ขยับ หน้าอกยังเบียดชิดกันและกันจนอกร้อนวูบวาบ
“แล้วอยากกลับมาอยู่ด้วยกันไหม?”
“ปรัชญ์อยากนอนกับเราเหรอ?” เพลงตะวันตีความว่าเป็นแบบนั้น
ในช่วงปีสามกระทั่งปีสี่เทอมสุดท้ายกิจกรรมหลักที่ทำร่วมกันก็คือเซ็กซ์ ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา บ่อยยิ่งกว่ากินข้าวร่วมกันด้วยซ้ำ จะให้เธอตีความไปทางไหนอีก
“อยาก...” ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างมีความหมาย สัมผัสอุ่นจากมือที่กำลังลูบศีรษะทำเอาใจดวงน้อยสั่นไหวในรอบหลายปี
“แต่เราไม่อยากนอนกับปรัชญ์”
เพราะมั่นใจว่าความสัมพันธ์แบบนี้มีแต่จะจบแบบเดิม เพลงตะวันไม่อยากหมดเวลาไปกับการรักษาหัวใจตนเองอีก เคยขอยุติความสัมพันธ์นั้นและถอยออกมาจากวงโคจรของเขาได้ หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากกลับไปรู้สึกแบบนั้นอีก
“แต่เมื่อกี้มันไม่ใช่ ให้เราพิสูจน์อีกไหม หื้ม?” ปรัชญาไร้ทีท่ายอมแพ้
นิ้วโป้งเรียวไล้กลีบปากบางอีกครั้ง สายตาของเขาแปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความร้ายกาจในพริบตา
สอดนิ้วเข้าไปในโพรงปากนุ่มหยอกเย้ากับเรียวลิ้นของคนตัวเล็กเนิบนาบจนน้ำลายเลอะมุมปาก
“เราช่วยคลายเครียดตอนตะวันเขียนนิยายไม่ออกได้นะ...” นิ้วที่ลูบวนบนริมฝีปากรู้ได้เลยว่าช่วยแบบไหน
ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มพร่าของคนตัวโต ร่างกายที่เรียนรู้จดจำสัมผัสวาบหวามของพาร์ตเนอร์ก็ถูกปลุกขึ้นมาก ยิ่งได้เห็นว่านิ้วเรียวที่เพิ่งเล่นกับลิ้นตนเองถูกดึงกลับไปชิม ยิ่งรู้สึกอายจนต้องหลบตาอีกครั้ง
“ตอนนี้ตะวันอาจจะแฉะอยู่ก็ได้” คำพูดล่อลวงของคนประสบการณ์มากกว่าสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดในใจคนตัวเล็กได้เป็นอย่างดี
แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดลง เมื่อปรัชญาเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากการทาบทับ กระเป๋าสตางค์สีดำถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนที่กระดาษสีขาวจะถูกดึงออกมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของเจ้าของห้อง
“เราจะวางมันไว้ตรงนี้ รอตะวันหยิบและติดต่อกลับมา”
“...”
“เรายินดีช่วยและปรึกษาทุกอย่างที่เราทำได้ แลกกับเงื่อนไขเดิมเมื่อแปดปีก่อน” ชายหนุ่มจุดยิ้มมุมปากปิดท้าย ไม่ลืมจะทิ้งคำพูดที่ทำเอาคนฟังนอนไม่หลับทั้งคืนเอาไว้ดูต่างหน้า "เรารู้ว่าตะวันยังไม่ลืมกติกาของเรา เพราะเราเองก็ไม่เคยลืมตะวันเหมือนกัน"
✦——☀——✦