เข้าสู่ระบบบอมลากลัคกี้เข้าไปด้านในแล้วปิดล็อคประตูกระจกอย่างรวดเร็ว
ว๊ายยยยยย เสียงกรีดร้องของครีมทำเอาทุกคนตกใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อพบว่าเธอเพียงตกใจซากของซอมบี้ที่นอนตายอยู่บนพื้นเท่านั้น ปึก ปึก ปึก ปึก เสียงกลุ่มซอมบี้ที่กำลังเอาหัวเคาะอยู่ที่ประตูเพื่อจะหาทางเข้ามาด้านใน เสียงขู่คำราม และเสียงของซี่ฟันที่กระทบกันกลายเป็นเสียงหลอกหลอนทุกคนในทุกวินาที "เอากระดาษมาปิดรอบ ๆ พวกมันจะได้ไม่เห็นอะไร เดี๋ยวก็คงไปเอง" ทุกคนลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมบนชั้นพร้อมด้วยกาวที่วางขายเอาไว้ ก่อนจะทาลงบนกระดาษละติดไปที่ผนังกระจกรอบร้าน ไม่ใช่แค่ไม่ให้พวกมันเห็นพวกเขา แต่พวกเขาเองก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับพวกมันเช่นกัน ไม่นาน รอบร้านก็ถูกปิดจนทึบมองไม่เห็นด้านนอกอีกต่อไป มีเพียงเสียงฝีเท้าเดินไปมาเท่านั้นที่บ่งบอกให้รู้ว่าพวกมันยังอยู่ "แล้วอีกคนที่มากับเราละคะ เกิดอะไรขึ้น" ปิ่นหันไปถามครีมที่ในตอนนี้เธอยังดูหวาดกลัวไม่หาย "แจนค่ะ เขาชื่อแจน เราพาเขาไปเข้าห้องน้ำ แล้วตอนนั้นเราก็ดันปวดฉี่พอดีเลยขอให้เขารอ ตอนเรากำลังใส่กางเกงเราได้ยินเสียงแจนร้องเรียก ตอนนั้นเรากลัวมาก เราขอโทษที่เราไม่กล้าเปิดประตูออกไปช่วยแจน" เสียงสะอื้นกับแววตารู้สึกผิดที่ไม่มีใครกล่าวโทษเธอทั้งนั้นทุกคนเข้าใจดี "เราอยู่ในนั้นสักพัก ก่อนจะแอบมองลอดใต้ประตูห้องน้ำ เห็นแจนกำลังถูกพวกมันรุมกัดอยู่ เราเลยอาศัยจังหว่ะนั้นเปิดประตูแล้ววิ่งหนีออกมา ตอนนั้น...แจนเอื้อมมือมาจับที่ขาเราจนเราล้มลง บนพื้นมีแต่เลือดเต็มไปหมด เรา..เราแค่หนีเอาตัวรอด เราไม่อยากกลายเป็นพวกมัน. เราขอโทษ" น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นทุกคนล้วนแต่มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น ในสถานการณ์แบบนี้มันคงจะยากที่จะฝืนความกลัวของตัวเองเพื่อปกป้องคนอื่น แต่ละคนเติบโตมาเพื่อรับมือกับแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตได้ไม่เหมือนกัน ลัคกี้เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าครีมก่อนจะดึงเธอเข้ามากอด "ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นอะไรแล้ว เราทุกคนทำเต็มที่แล้ว" "ที่นี่ยังมีไฟฟ้าอยู่ ตอนนี้กี่โมงแล้ว" บอมหันไปถามทุกคน "เก้าโมงค่ะ" "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ทุกคนควรรีบชาร์จมือถือเอาไว้ก่อนเลยครับ หลังจากเที่ยงที่รัฐบาลจะประกาศล็อคดาวน์ ไฟทั้ง 4 เขตจะถูกตัด ร่วมถึงน้ำด้วย" เมื่อได้ยินบอมบอกดังนั้นทุกคนจึงมุ่งไปที่จุดจำหน่ายอุปกรณ์ชาร์จมือถือแล้วเดินวนหาปลั๊กไฟเพื่อทำการใช้งาน "เท่าที่ผมคุยกับพวกเพื่อน ๆ มันบอกว่า ทหารรับหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ ถ้าเห็นใครผิดปกติ คำสั่งสีแดงคือสามารถฆ่าได้ทันที แต่หากเจอผู้รอดชีวิต จะถูกส่งตัวเข้าสถานกักกันจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดเชื้อ" "แต่ยังไม่มีประกาศเรื่องการส่งคนมาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ ประมาณว่าถ้าเจอก็ช่วยไม่เจอก็ไม่ช่วย ตามยถากรรม" "โคตรเลว ไม่เคยเจอการจัดการประเทศไหนเฮงซวยเท่านี้มาก่อน" ทุกคนต่างรู้สึกเลิกให้ความหวังกับการรอคอยความช่วยเหลือ คงต้องหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง "ทางเดียวตอนนี้คือเราต้องไปให้ถึงสนามบินใช่ไหมคะ" ปิ่นเอ่ยย้ำจุดหมายปลายทางที่ทุกคนวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก "ใช่ครับ เพื่อน ๆ กู้ภัยบอกว่าตอนนี้ในสนามบินควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และกำลังปิดล้อมสนามบินไว้สำหรับกักตัวผู้รอดชีวิตที่ทราบข่าวและกำลังเดินทางไป ต้องขอบคุณโพสของปิ่นนะ ที่ช่วยคนเอาไว้ได้หลายคนแล้วตอนนี้" รอยยิ้มปรากฎอยู่บนใบหน้าหญิงสาว ที่อย่างน้อย ข้อความสั้น ๆ ของเธอก็สามารถช่วยคนอื่นเอาไว้ได้ "แต่พวกทหารอนุมัติให้ใช้งานพื้นที่สนามบินได้แค่ภายใน 48 ชั่วโมง เพราะเมื่อเคลียพื้นที่ทั้ง 4 เขตรวมถึงสนามบินเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะแจ้งเปิดใช้บริการสนามบินตามปกติ ฉะนั้นจากที่รัฐประกาศพวกเรามีเวลาอีก 40 ชั่วโมงเท่านั้น" "คนจะตายห่ากันหมดประเทศยังห่วงเรื่องเปิดปิดสนามบินอีกเหรอเนี้ย..เชื่อมันเลย" คงหมดศรัทธาที่จะเชื่อมั่นอะไรกับประเทศนี้ได้อีก ในเวลานี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิดว่าจะมีหนทางใดพาทุกคนที่อยู่ตรงนี้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยได้สักที ลัคกี้และคนอื่น ๆ เองก็สะเทือนใจไม่ต่างกัน พวกเขาเกือบจะหลุดพ้นอยู่แล้ว แต่โชคชะตาดูไม่เป็นใจเสียเหลือเกิน "ไม่เป็นไรนะครับทุกคน อย่างน้อยเราก็ยังมีโชคดีซ่อนอยู่บ้างที่มาติดอยู่ที่นี่ หาอะไรทานรองท้องกันก่อนดีกว่าครับ ไม่ได้ทานอะไรกันมาเป็นวันแล้ว เดี๋ยวค่อยคิดหาทางกันใหม่ พวกเราจะต้องปลอดภัย" วายุพยายามมองหาแง่ดีให้กับความโชคร้ายที่เกิดขึ้น ทุก ๆ คนพยายามตั้งสติ เดินแยกย้ายกันไปหาของกินและน้ำดื่มแล้วกลับมานั่งล้อมวงกินอาหารเหล่านั้นด้วยความหิวโหย "แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีคะ" หลังจากที่ทานอาหารกันจนอิ่ม ทุกคนก็ถึงเวลามาปรึกษาเพื่อหาทางรอดกลับออกไปอีกครั้ง "ที่นี่ยังมีไฟฟ้าอยู่ ตอนนี้กี่โมงแล้ว" บอมหันไปถามทุกคน "เก้าโมงค่ะ" "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ทุกคนควรรีบชาร์จมือถือเอาไว้ก่อนเลยครับ หลังจากเที่ยงที่รัฐบาลจะประกาศล็อคดาวน์ ไฟทั้ง 4 เขตจะถูกตัด ร่วมถึงน้ำด้วย" เมื่อได้ยินบอมบอกดังนั้นทุกคนจึงมุ่งไปที่จุดจำหน่ายอุปกรณ์ชาร์จมือถือแล้วเดินวนหาปลั๊กไฟเพื่อทำการใช้งาน "เท่าที่ผมคุยกับพวกเพื่อน ๆ มันบอกว่า ทหารรับหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ ถ้าเห็นใครผิดปกติ คำสั่งสีแดงคือสามารถฆ่าได้ทันที แต่หากเจอผู้รอดชีวิต จะถูกส่งตัวเข้าสถานกักกันจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดเชื้อ" "แต่ยังไม่มีประกาศเรื่องการส่งคนมาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ ประมาณว่าถ้าเจอก็ช่วยไม่เจอก็ไม่ช่วย ตามยถากรรม" "โคตรเลว ไม่เคยเจอการจัดการประเทศไหนเฮงซวยเท่านี้มาก่อน" ทุกคนต่างรู้สึกเลิกให้ความหวังกับการรอคอยความช่วยเหลือ คงต้องหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง "ทางเดียวตอนนี้คือเราต้องไปให้ถึงสนามบินใช่ไหมคะ" ปิ่นเอ่ยย้ำจุดหมายปลายทางที่ทุกคนวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก "ใช่ครับ เพื่อน ๆ กู้ภัยบอกว่าตอนนี้ในสนามบินควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และกำลังปิดล้อมสนามบินไว้สำหรับกักตัวผู้รอดชีวิตที่ทราบข่าวและกำลังเดินทางไป ต้องขอบคุณโพสของปิ่นนะ ที่ช่วยคนเอาไว้ได้หลายคนแล้วตอนนี้" รอยยิ้มปรากฎอยู่บนใบหน้าหญิงสาว ที่อย่างน้อย ข้อความสั้น ๆ ของเธอก็สามารถช่วยคนอื่นเอาไว้ได้ "แต่พวกทหารอนุมัติให้ใช้งานพื้นที่สนามบินได้แค่ภายใน 48 ชั่วโมง เพราะเมื่อเคลียพื้นที่ทั้ง 4 เขตรวมถึงสนามบินเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะแจ้งเปิดใช้บริการสนามบินตามปกติ ฉะนั้นจากที่รัฐประกาศพวกเรามีเวลาอีก 40 ชั่วโมงเท่านั้น" "คนจะตายห่ากันหมดประเทศยังห่วงเรื่องเปิดปิดสนามบินอีกเหรอเนี้ย..เชื่อมันเลย" คงหมดศรัทธาที่จะเชื่อมั่นอะไรกับประเทศนี้ได้อีก ในเวลานี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิดว่าจะมีหนทางใดพาทุกคนที่อยู่ตรงนี้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยได้สักที"ทุกคนนอนพักได้เลยนะคะ เดี๋ยวใกล้ถึงแพรวปลุกเอง"เมื่อเห็นว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ฟาร์ม และ ธารน้ำเองก็รู้สึกเพลียมากเช่นกันเลยค่อย ๆ เอนตัวลงนอนความเงียบปกคลุมในรถ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดังอยู่แพรวยังคงจดจ่อกับเส้นทางข้างหน้า หนทางในครั้งนี้ช่างแสนยาวไกลเหลือเกินในความรู้สึกของเธอกึก กึก กึก กึกเสียงแปลกปลอมดังขึ้นในรถ"คุณตาล...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ"แพรวหันมามองต้นตอของเสียง เห็นว่าตาลนอนเอาเสื้อคลุมหน้าเอาไว้เธอเอื้อมมือไปสะกิดฟาร์มเบา ๆ เมื่อรับรู้ถึงอันตรายใกล้ตัวที่กำลังจะเกิดขึ้น"คุณตาล.....คุณตาลเขา.."แพรวสบตากับฟาร์มโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรฟาร์มก็เข้าใจดี ในขณะที่ธารน้ำที่ตื่นขึ้นมายังมีอาการสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีของแพรวและฟาร์มเธอก็สัมผัสได้ทันทีว่าคนข้างตัวเธอไม่ใช่ตาลเพื่อนของเธออีกต่อไปฟาร์มเอื้อมมืออันสั่นเทาไปจับที่เสื้อคลุมก่อนจะกระชากออกอย่างแรงเผยให้เห็นใบหน้าขาวซีด ดวงตาขาวโพลน และเลือดที่ไหลออกมาจากปากและจมูกเสียงฟันกระทบกันอย่างหิวกระหายในบางสิ่ง ไม่ทันได้ตั้งตัว ตาลกระโจนใส่ธารน้ำซึ่งเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ธารน้ำล้
"เราต้องหารถ ในนี้มีใครขับรถมาบ้าง"ธารน้ำเสนอความเห็นหลังจากที่อ่านข้อความของปิ่นซ้ำไปซ้ำมา มันคงเป็นทางเลือกเดียวที่มีตอนนี้"แพรวขับมาค่ะ จอดอยู่ลานจอดรถด้านหลัง""แล้วพวกมันอยู่ข้างนอกเต็มไปหมดขนาดนั้น จะออกไปยังไง อีกอย่างขับรถน่ะ ยังไม่เข็ดอีกเหรอ"ฟาร์มพยายามทักท้วงเมื่อเขานึกถึงความพยายามที่จะออกไปล่าสุดล้มเหลวไม่เป็นท่า จนทำให้ต้องมาติดอยู่ที่นี่"แต่เราก็ไม่มีทางอื่นแล้วนะคะ ถ้าจะไม่ใช้รถ กว่าจะเดินฝ่าไปถึงสนามบินไม่เหนื่อยตายก็ถูกพวกมันรุมกัดตายอยู่ดี หรือจะนอนรอความตายอยู่ที่นี่... มีแต่ตายกับตายอยู่ที่ว่าจะเลือกตายทางไหนกัน"แพรวอธิบายถึงความน่าจะเป็น เธอเข้าใจดีว่าฟาร์มรู้สึกอย่างไร ภาพของอาร์ตี้ที่กลายร่างเป็นซอมบี้ก็ยังคงติดตาเธอไม่หายเช่นกัน แค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงเธอพบเห็นคนตายมานับครั้งไม่ถ้วน ที่มีสติประคองตัวเองได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้วเป้เดินตรงไปที่ประตูบานใหญ่ด้านหน้าก่อนจะค่อย ๆ เปิดมันออก"พวกมันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าพวกเรารีบออกไปอาจจะทัน....รถคุณแพรวอยู่ตรงไหนนำไปเลยครับ""ไปค่ะ ใครจะอยู่ก็เชิญแต่แพรวขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าอย่างน้อยก็ยังมีความหวัง"เป
บอมลากลัคกี้เข้าไปด้านในแล้วปิดล็อคประตูกระจกอย่างรวดเร็ว ว๊ายยยยยย เสียงกรีดร้องของครีมทำเอาทุกคนตกใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อพบว่าเธอเพียงตกใจซากของซอมบี้ที่นอนตายอยู่บนพื้นเท่านั้น ปึก ปึก ปึก ปึก เสียงกลุ่มซอมบี้ที่กำลังเอาหัวเคาะอยู่ที่ประตูเพื่อจะหาทางเข้ามาด้านใน เสียงขู่คำราม และเสียงของซี่ฟันที่กระทบกันกลายเป็นเสียงหลอกหลอนทุกคนในทุกวินาที "เอากระดาษมาปิดรอบ ๆ พวกมันจะได้ไม่เห็นอะไร เดี๋ยวก็คงไปเอง" ทุกคนลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมบนชั้นพร้อมด้วยกาวที่วางขายเอาไว้ ก่อนจะทาลงบนกระดาษละติดไปที่ผนังกระจกรอบร้าน ไม่ใช่แค่ไม่ให้พวกมันเห็นพวกเขา แต่พวกเขาเองก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับพวกมันเช่นกัน ไม่นาน รอบร้านก็ถูกปิดจนทึบมองไม่เห็นด้านนอกอีกต่อไป มีเพียงเสียงฝีเท้าเดินไปมาเท่านั้นที่บ่งบอกให้รู้ว่าพวกมันยังอยู่ "แล้วอีกคนที่มากับเราละคะ เกิดอะไรขึ้น" ปิ่นหันไปถามครีมที่ในตอนนี้เธอยังดูหวาดกลัวไม่หาย "แจนค่ะ เขาชื่อแจน เราพาเขาไปเข้าห้องน้ำ แล้วตอนนั้นเราก็ดันปวดฉี่พอดีเลยขอให้เขารอ ตอนเรากำลังใส่กางเกงเราได้ยินเสียงแจนร้องเรียก ตอนนั้นเรากลัวมาก เราขอโทษที่เราไม่กล้าเปิ
'ผมเจอรถแล้ว ด้านหลังปลอดภัยดี พวกซอมบี้น่าจะเข้าไปในชุมชนกันหมดแล้ว'ข้อความจากบอมส่งเข้ามาในมือถือของวายุ ทุกคนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว อุปกรณ์ในห้องที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้ ถูกหยิบขึ้นมาเตรียมไว้เพื่อความไม่ประมาท"เดี๋ยวกี้ปิดท้ายให้เองค่ะ คุณวายุนำไปได้เลย"ห้าผู้รอดชีวิต เดินเรียงแถวออกจากห้องเก็บของช้า ๆ ทุกคนพยายามก้มตัวให้ต่ำที่สุดถึงแม้จะพอรู้ว่าพวกซอมบี้ไล่ล่าจากเสียงแต่ก็ไม่ได้มีความมั่นใจว่าสายตาของพวกมันสามารถมองเห็นในระยะแค่ไหน ทุก ๆ ก้าวที่เดินจึงต้องระมัดระวังอย่างถึงที่สุดพรึ่บ....วายุยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเพื่อให้ทุกคนหยุดเดิน เมื่อข้างหน้ากำลังมีซอมบี้สองตัวเดินวนไปเวียนมาอยู่ที่น่าโมโหก็คือมันเป็นเส้นทางเดียวที่จะพาทุกคนไปยังลานจอดรถที่อยู่ใกล้นิดเดียวเท่านั้น"รถผมอยู่ตรงนั้น คันสีแดง"วายุกระซิบอย่างเบาที่สุดแล้วชี้ไปที่รถคันสีแดงโดดเด่นกลางลานจอด"เดี๋ยวผมจะล่อพวกมันไปอีกทาง ถ้าภายใน 5 นาทีผมไม่กลับมาทุกคนไม่ต้องรอผม โอเคนะครับ"ลัคกี้คว้าแขนวายุเอาไว้"กี้มีวิธีที่ดีกว่านั้นโดยที่เราไม่ต้องเสี่ยงเลยค่ะ"ก้อนหินขนาดกลางถูกหยิบขึ้นมาในมือ ทุกคนรู้ได้ทันทีว่าลัคกี้กำลั
"เราจะทำยังไงกันต่อไป"หลังจากได้สติจากเหตุการณ์ที่อาร์ตี้กลายเป็นซอมบี้ ธารน้ำจึงลองเอ่ยถามคนอื่นๆ เพราะยังไม่ความคืบหน้าของการช่วยเหลือใด ๆ ส่งมาถึงเสียทีทางรอดเดียวที่เคยมีก็กลายเป็นซากถูกซอมบี้รุมกัดแทะอยู่ด้านนอกไปเสียแล้ว"เหนื่อยมากจริง ๆ เราควรนอนพักกันหน่อยไหม ไม่ไหวแล้ว"เป้หันไปบอกทุกคน "ใครจะไปหลับลงซอมบี้อยู่ข้างนอกเป็นร้อยขนาดนั้น"ธารน้ำก็ยังเป็นธารน้ำที่ทำตัวขวางโลกจนน่าเอือมระอา"เธอจะยืนแหกปากหรืออะไรก็ตามใจ พวกเราเจออะไรกันมาตั้งเยอะและไม่รู้มันจะไปจบที่ตรงไหน ส่วนฉันขอตัวไปนอนเอาแรงก่อน อย่างน้อยถ้าพรุ่งนี้ต้องวิ่งหนีซอมบี้ฉันก็คงจะมีแรงมากพอไม่ถูกมันกัดตาย"แพรวเองก็คงหมดความอดทนกับความนิสัยเสียของผู้หญิงคนนี้เต็มที เธอหามุมที่ดูปลอดภัยที่สุดและมีคราบเลือดน้อยที่สุดก่อนจะเอนตัวลงหลับตานอนไม่นานคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วยในสิ่งที่ แพรวพูด จึงพากันแยกย้ายหามุมของตัวเองเพื่อพักผ่อนเวลาผ่านไป แสงสว่างจากพระอาทิตย์ด้านนอกสาดส่องเข้ามา กลุ่มคนหนีตายค่อย ๆ ตื่นลืมตา พลางสำรวจว่าตัวเองยังอยู่รอดปลอดภัยไม่ได้กลายเป็นตัวประหลาดไปอีกคน"เดี๋ยวเราลองเช็คข่าวในมือถือไหมว่ามีอะไรคื
ฟาร์มใช้เก้าอี้ฟาดไปที่ใบหน้าของ 1 ในซอมบี้เต็มแรงจนมันล้มลง แต่มันก็เพียงไม่นาน เมื่อร่างกายของพวกมันค่อย ๆ บิดหมุนและกลับลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง"ในหนังมันเน้นฆ่ากันที่หัว ตีที่หัวมันเลย"อาร์ตี้ตะโกนบอกเมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนจึงใช้เก้าอี้ช่วยกันฟาดลงไปที่ศีรษะของซอมบี้ทั้งสามตัวเต็มแรง และเมื่อมันล้มลงก็ยังทุบลงไปซ้ำ ๆ จนใบหน้าของซอมบี้เละเทะ สมองกระจัดกระจาย เลือดสีแดงไหลนองเต็มพื้นไปหมด ทุกคนยังคงกระหน่ำตีลงไปซ้ำ ๆ อย่างบ้าคลั่งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ลุกขึ้นมากัดใครได้อีก"ช่วยด้วย"จู่ ๆ ก็มีซอมบี้อีกตัวพุ่งมาที่อาร์ตี้อย่างรวดเร็วอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี อาร์ตี้ล้มลงไปนอนกับพื้น เขายกแขนขึ้นกันคมเขี้ยวของมันจนถูกกัดเป็นรอยเหวอะ ก่อนที่คนอื่น ๆ จะมาดึงซอมบี้ออกไป แล้วจัดการฆ่ามันในทันที"อาร์ตี้!!"ฟาร์มทิ้งเก้าอี้ลงกับพื้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปดูเพื่อน ในขณะที่คนอื่น ๆ ถอยออกมา เพราะทุกคนจำได้ดี กับภาพของอะตอมที่ถูกกัด แล้วค่อย ๆ กลายไปเป็นพวกมัน ซึ่งฟาร์มเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเขาจึงไม่รู้ชะตากรรม ว่าอีกไม่นานมันจะเกิดอะไรขึ้นฟาร์มฉีกชายเสื้อมาพันแผลที่แขนของอ







