เข้าสู่ระบบ“เพื่อนผมลากมาที่นี่ครับ ความจริงผมเองก็เพิ่งรู้ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ ขอโทษด้วยถ้ามารบกวนครับ” ชินภัทรตอบด้วยท่าทางสุภาพ
เพราะตั้งแต่แรกเขารู้สึกว่าคำพูดของพ่อบ้านส่วนตัวเจาะจงมายังตนเอง มากกว่าเพื่อนสนิทอย่างจินเจต เลยคิดว่าต้องเป็นคนตอบคำถามนี้เอง
“ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเลยล่ะครับ ไม่น่าเชื่อว่าลูกคุณหนูอย่างคุณ จะเดินทางมายังสถานที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเหงื่อแบบนี้ จะไม่ให้ผมรู้สึกสงสัยได้ยังไงกัน” มีนพูดพลางประเมินท่าทีของอีกฝ่ายไปด้วย
“ผมเป็นคนพาชินมาที่นี่เองครับ คุณพ่อบ้าน พอดีอยากเตือนสติของเพื่อนครับ ว่าอะไรควรไม่ควร”
จินเจตเพิ่งเคยเจอแรงกดดันจากพ่อบ้านตระกูลใหญ่เป็นครั้งแรก เพราะปกติพ่อบ้านจะค่อนข้างสุภาพ เรียบร้อย รักษากิริยามารยาทมากกว่าแผ่รังสีกดดันแบบนี้
นี่สินะผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำของคนรับใช้ในคฤหาสน์แห่งนี้ในอนาคต ช่างน่าเกรงขามไม่แพ้ผู้เป็นนายเลยสักนิด ไหนจะรูปร่างเหมือนองค์รักษ์ส่วนตัวมากกว่าพ่อบ้านธรรมดาทั่วไปอีก
“ถ้ามีสาเหตุมาจากคุณจินเจตก็พอเข้าใจได้ครับ ผมจะไม่กดดันไปมากกว่านี้” มีนบอกพลางปรับเปลี่ยนท่าทีให้กลับมาเป็นพ่อบ้านผู้สง่างามดั่งเดิมแทนสีหน้านักล่าเหยื่อ
“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า นายไปกัดเด็กทำไมเนี่ย เดี๋ยวตาแก่นั่นก็ขับรถมาด่าฉันหรอก หาว่าฉันไปรังแกลูกเขา ทั้งที่ความจริงตัวเองเป็นคนส่งมาก่อนวัยแท้ๆ”
นนท์ภัทรถามพลางเหวี่ยงดาบไม้ทั้งสองไปมาด้วยท่าทีสบายๆ แตกต่างจากคำพูดที่เหมือนเชือดเฉือนคนฟังไปหลายคนพร้อมกันในทีเดียว
“ขอประทานโทษครับ นายท่าน”
“พอดีผมเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกที่พบเจอคุณชินภัทรในสนามประลองแบบนี้ เห็นทุกทีนอกจากห้องสมุด ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องทำงานของนายท่าน ไม่เคยพบเจอที่อื่นเลย”
“หากเป็นสายลับแฝงตัวมาอาจจะอันตราย”
“จึงอยากคาดคั้นให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัยของคุณชายใหญ่ หากรอบนี้พวกมันใช้สายลับอายุน้อยลอบเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้”
“ผมจะตัดคอมันทันทีโดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งครับ”
มีนโค้งทำความเคารพเก้าสิบองศาจากใจจริง และอธิบายสิ่งที่ตนเองกระทำอย่างละเอียด เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งสองครั้ง
จำเป็นต้องมีการระวังตัวให้มากกว่าเดิม หากไม่ใช่แขกที่ถูกเชิญมาอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องกำจัดทิ้งให้สิ้น ไม่ให้เป็นภัยแก่ว่าที่ผู้นำตระกูลในอนาคต
“ขอประทานโทษครับ คุณชายใหญ่ หากผมรู้ว่ามีเรื่องทำนองนี้จะแจ้งให้ทางพ่อบ้านรับทราบไว้ก่อน ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ครับ”
จินเจตรีบพูดอธิบายทันที แม้ว่าจะกลัวมากแค่ไหนก็ตาม เพราะคำพูดของพ่อบ้านคนนี้ สร้างความหวาดระแวงไปทั่วสนาม แต่ละคนตั้งใจเดินมาล้อมวงเอาไว้ชั่วคราว
หากไม่พูดให้กระจ่างแล้วล่ะก็...มีหวังหัวหลุดออกจากบ่าก็คราวนี้แหละ
“เป็นความจริงอย่างที่เพื่อนผมบอกไปครับ พวกเราไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อคุณชายใหญ่”
“พวกเราสองคนห้อยป้ายเข้าห้องสมุดไว้กับตัวเสมอ นี่คือหลักฐานว่าพวกเราไม่ใช่คนร้าย ที่จะเข้ามาลอบทำร้ายคุณชายใหญ่ที่นี่ครับ”
ชินภัทรเองก็กลัวไม่ต่างจากจินเจตเท่าไหร่นัก บัดนี้เขารู้ซึ้งถึงความเป็นไปของโลกใบนี้ รวมถึงวัฒนธรรมยุคใหม่ที่ผู้คนกำลังปรับตัวเข้ากับมัน
ข่าวการลอบสังหารผู้มีอิทธิพลระดับสูงมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความไม่ระมัดระวังของพวกเขาอาจทำให้ถูกต้องสงสัยได้ เพราะสถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในมหาอำนาจของราชอาณาจักรในปัจจุบัน
รวมถึงฝีมือการต่อสู้ของคุณชายทั้งสองถือว่าอยู่ในระดับสูงเกินกว่าวัยเดียวกัน ในขณะที่เขานั้นเป็นเพียงเด็กที่เก่งแต่ในตำรา ไม่ได้ใส่ใจการต่อสู้มากเท่าไหร่
การถูกพามาที่นี่ทำให้ตนนั้นตาสว่าง และรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
“พอแค่นั้นแหละ เลิกล้อมวงพร้อมจะตัดคอเด็กทิ้งซะ”
“ทุกอย่างเป็นแค่ความเข้าใจผิด ถ้าใครยังไม่เลิกล้อมวงล่ะก็...ฉันจะให้มาฝึกส่วนตัวกับฉันตลอดหนึ่งชั่วโมง”
“กระจายตัวไปฝึกซ้อมแบบเดิมซะ”
“อย่าให้ออกคำสั่งบ่อย ก็รู้ว่าไม่ชอบพูดซ้ำ”
เสียงของบุตรลำดับหนึ่งของตระกูลภูทนินทร์ ทำให้เหล่าบอดี้การ์ดนับสิบชีวิตไปฝึกซ้อมตามตารางเดิม ไม่ได้ให้ความสนใจแก่เด็กทั้งสองคนอีกต่อไป
บรรยากาศในสนามประลองกลับมาเป็นปกติดั่งเดิม แต่สภาพจิตใจของจินเจตและชินภัทรกำลังหวาดกลัวถึงขีดสุด ไม่มีใครกล้าขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
ไม่ใช่ว่าต่อไปจะเอาฐานะตนเองไปข่มคนอื่นหรือยังไง เมื่อสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงบ้านนักการเมืองทั่วไปเท่านั้นแหละ เป็นคนฝั่งภาครัฐแล้วคิดจะพูดจากกับฝั่งเอกชนยังไงก็ได้งั้นเหรอ “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไม่มีความเกรงใจกันบ้างหรือไง ยังไงฉันก็อายุมากกว่านายตั้งสองปีนะ ทำตัวยังกับไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา” บีระพัฒน์โวยวายออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อายุน้อยกว่า กล้าพูดแบบนี้กับตนได้ยังไง ไม่มีใครความเกรงใจกันเลยสักนิด ดูจากบัตรนักเรียนที่ใช้สมัครสอบก็รู้ว่ามาจากสถาบันเดียวกัน จะไม่ไว้หน้ากันบ้าง ทำไมพูดแบบนี้ต่อหน้าบอดี้การ์ด “ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” 
ชินภัทรรีบปฏิเสธด้วยความตกใจ ทำไมคนที่ดูอายุมากกว่าถึงได้พูดแบบนั้นออกมา มันไม่ใช่ว่าคนเราต้องมีความระมัดระวังในตัวเองหรอกเหรอ ที่บ้านต้องสอนใหม่แล้วนะ จะพาใครเข้าบ้านแบบนี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว ถึงปกติจะเจอคนตระกูลอุดรภาคกับตระกูลภูทนินทร์มาตลอดชีวิต และเพื่อนสนิทอีกสองสามคน แต่การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน “คุณเป็นบุตรลำดับสามของตระกูลอุดรภาค แถมยังเป็นถึงคุณชายที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจและแวดวงการเมืองอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเสียเมื่อไหร่” “แถมข่าวลือล่าสุดที่ว่าคุณต่อสู้บนลานประลองจนสามารถเอาชนะบอดี้การ์ดได้นับสิบชีวิต เพราะอยากเอาชนะเดิมพันกับพวกอาวุโสนั่นน่าประทับใจไม่น้อย” “คุณถูกเลี้ยงดูอย่างมา
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาคุณ” บีระพัฒน์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไงซะตอนนี้เป็นเวลาสอบเลื่อนขั้นการมีคนมาจ้องมองบ้างก็ไม่ได้แปลกอะไร ท่าทางของอีกฝ่ายแม้จะสุภาพแต่ยังดูแข็งกระด้างอยู่หลายส่วน คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนแน่นอน แถมยังไม่น่าจะค่อยได้ออกงานสังคมบ่อยด้วย ไม่งั้นคงไม่มีท่าทีลนลานขนาดนี้ น่าเอ็นดูไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ชินภัทรไม่รู้เลยว่าภายใต้คำพูดและท่าทางเหล่านี้ กำลังได้รับความเอ็นดูจากอีกฝ่ายมากโข ชินภัทรถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบซวยเพียงเพราะมัวแต่ใช้ความคิดมากเกินไป ต่อไปเวลาอยู่ข้างนอกต้องระมัดระวัง ปกติอยู่แต่ในคฤหาสน์กับภูเขาบนสนามฝึก เลยทำตัวตามสบายมากเกินไป เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้มาสนใจกับการสอบจำลองให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงค่อยรอดูกันทีหลัง หวังว่าเพื่อนสนิทข
“อย่าเพ้อเจ้อได้ไหม เอาความจริงคือมีอะไรถึงรีบวิ่งมาแบบนี้ อย่าพูดไปเรื่อย รู้ว่าเป็นคนไทยแต่ขอสาระ ที่ไม่ใช่ไร้สาระและสาระแน” ชินภัทรยังไม่ยอมแพ้พยายามถามให้ได้ เพราะถึงจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาบ่อยแค่ไหน แต่ท่าทางของมันดูแปลกไปจากปกติ มันต้องมีเรื่องอะไร บทสนทนาระหว่างเดินนั้นค่อนข้างไร้สาระตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงปิดประตูรถปิดลง จินเจตกลับมาทำสีหน้าจริงจังทันทีเหมือนสวิตซ์ไฟซะงั้น อะไรมันจะรวดเร็วขนาดนั้น แกร๊ก! “มีเรื่องจะพูดด้วย” จินเจตบอกด้วยสีหน้าจริงจังแทบสีหน้าทะเล้นแบบเมื่อสักครู่ “ไอ้เวรนี่! ตกใจหมด มึงไม่ใช่สวิตซ์ไฟนะไอ้ส้นตีนนี่ ปรับอารมณ์เร็วไปป่ะ ถ้าเป็นโรคหัวใจกูตายห่าไปแล้วไหม” ชิน
เขารับเอกสารตารางฝึกของทั้งสองคนมาดูก็คิดคำนวณไปด้วยว่าสำหรับคนปกติทั่วไปจะสามารถทำได้แค่ไหน เพราะมีตารางเทียบจากคุณชายใหญ่ให้มาด้วย ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นขีดจำกัดควรเต็มที่เฉพาะคน ไม่ควรเอามาตรฐานของคนใดคนหนึ่งมาทำให้ทุกคนต้องทำตามให้ได้เหมือนบางโปรแกรมฝึกจะหย่อนยานลงไปหน่อย เกิดปัญหาที่อะไรหรือเปล่านะ “ทำไมการวิ่งกับการว่ายน้ำของพี่ทั้งสองคนลดลงครับ ทั้งที่ชุดเอกสารบอกว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ ก่อนหน้านี้เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ รบกวนบอกกันตามตรง” “ผมมีแผนจะเข้าสอบเลื่อนระดับในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้จะเหลือเวลาอีกสิบสามวันเท่านั้น สำหรับเตรียมตัว เพราะมันจะมีรอบสอบเทียบก่อนสามรอบ ถึงจะได้สอบเลื่อนระดับชั้นจริงๆ” “ผมเองก็ต้องไปให้ทันทั้งสามรอบสำหรับการสอ
“ทำได้ดีมากครับ พี่บอล มีความตั้งใจในการเอาชนะผมเต็มร้อย ไปเตรียมเกลือแร่กับผ้าเย็นมาให้ครบเถอะครับ” “รับทราบครับ น้องชิน” ระหว่างเพื่อนสนิทสามคนกำลังกายบริหารก่อนประลองต่างพากันหันดูด้วยความสนใจเป็นทุนเดิม เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นมาตลอด ว่าหากได้รับการฝึกจากที่นี่ มีความแตกต่างจากตระกูลของตนเองมากแค่ไหน พอมาเห็นพละกำลังผิดมนุษย์นั้นของเพื่อนอย่างชินภัทร ทำให้รับรู้ว่าว่าที่ประมุขตระกูลภูทนินทร์ได้ชุบเลี้ยงอสูรกายขึ้นมาใหม่อีกคนแล้ว นั่นมันใช่แรงของเด็กวัยรุ่นช่วงมัธยมปลายแน่นะ ทำไมมันแข็งแกร่งขนาดนั้น ตลอดสี่ปีที่แวะมาเที่ยวเล่นที่บ้านไม่เคยเผยให้เห็นเลยสักนิด ไอ้หมอนี่มันเสือซุ่มชัดๆ เลยนี่หว
“แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขแบบนี้ ถ้าฝั่งพ่อเล่นตุกติกแบบนี้ ฝั่งพวกผมก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ”“ทุกท่านเชิญเข้ามาเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของคุณชายใหญ่”เมื่อสิ้นสุดคำพูดของชัชวินก็มีเงาของใครหลายคนเดินออกมาหลังประตูสนามฝึก นั่นคือคนสนิทของคุณชายใหญ่ คนสนิทของคุณชายเล็ก แ
“ค่ะ พี่ลดา”“หนูไม่กังวลอะไรเลยค่ะ” เธอขานรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจอพี่สาวและพี่ชายพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้“ทีหลังอย่าวิ่งไปแบบนั้นนะคะ เดี๋ยวพี่ลดาหกล้มจะทำยังไงล่ะ” ชัชวินบอกพลางลูบหัวน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู“ได้ค่ะ พี่ชัช ต่อไปหนูจะ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ พี่ซื้อของขวัญมาฝากด้วย” ชลลดาบอกพลางหอบของขวัญหลายอย่างเข้าห้องนอนน้องชายตนเองทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของห้องเลยสักนิด “ไม่เคยมีใครบอกเหรอครับ จะเข้าห้องคนอื่นควรขออนุญาตด้วย ไม่ใช่พูดจบก็เดินเข้าม
“เออ คิดเหมือนกัน เหมือนจะมีแค่แม่มั้งที่ดูปกติที่สุด แต่ดันไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่” “ลองโทรไปคุยกับแม่ไหมล่ะ เผื่อให้เขาช่วยพูดกับพี่สาวให้อะไรทำนองนี้”&







