Masuk“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”
“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี
“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย
“มันทำสินะ”
“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”
“อยากให้มีรอบสอง”
“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”
ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ
พอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”
“...”
“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห็นแก่ตัวไปไหมนะที่ขอให้เขามารอฟังถ้าถึงเวลานั้น ยิ่งได้เห็นท่าทางของเขาด้วยแล้ว ฉันก็เม้มปากพลางยิ้มแห้ง “หนูขอมากไป”
“ได้” ตอบตกลงด้วยน้ำเสียงเย็นชาและกระแทกแก้วโกโก้บนโต๊ะอย่างแรง “บอกให้หมด”
“ค่ะ หนูสัญญา”
พี่เกียร์หยิบซองบุหรี่ไปถือและลุกขึ้นเดินจากไป คิดว่าเขาคงจะกลับหลังจากได้รู้ว่าฉันมีแฟน สุดท้ายความคิดพังทลายเพราะพี่เกียร์เดินไปยืนพิงใต้ต้นไม้เพื่อสูบบุหรี่ ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แม้แต่ฉันเองก็ไม่สามารถเดาอารมณ์หรือความคิดความอ่านของเขาได้เลย
วันนี้ฉันไปสามารถไปหาเจ๊นัตตี้ได้ หากเจ๊นัตตี้เห็นรอยช้ำบนตัวมีหวังพี่ครามคอขาดแน่ ฉันก็ห้ามเจ๊นัตตี้ไม่ได้ด้วยน่ะสิ บอกไปแล้วว่าจะไม่กลับห้องเพราะไม่อยากเจอเหตุการณ์นั้น คิดได้ฉันก็ควรไปหามุกที่คอนโดดีกว่า เพื่อนเคยบอกไว้ว่ามีปัญหาอะไรให้ไปหาได้
“ไปไหน”
“หนูจะไปค้างห้องเพื่อนน่ะค่ะ ไปร้านเจ๊นัตตี้ไม่ได้” พี่เกียร์ไม่รู้ว่าเจ๊นัตตี้คือใคร พอได้คำตอบเขาก็เอากรองบุหรี่จิ้มบนต้นไม้โยนทิ้งถังขยะข้างตัว
“ขึ้นรถ” ไม่รอให้ฉันถามซ้ำ ร่างสูงก็ปลดล็อกรถเปิดประตูเข้าไปนั่งทันที โดยที่ฉันนั่งตัวลีบบอกเส้นทางไปคอนโดมุก พอพี่เกียร์รู้ว่าฉันมีแฟนเขาก็แลดูเงียบไปเลย ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหมนะ ปกติของพี่เกียร์ก็เงียบอยู่ตลอด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจถ้านั่งมาด้วยกันจะแทบไม่เปิดปากพูดอะไร
“ขอบคุณนะคะ” ยกมือไหว้ขอบคุณพี่เกียร์ที่มาจอดรถหน้าคอนโด เขาไม่หือไม่อือพอลงจากรถ เดินตรงเข้าไปเพราะโทรหามุกไม่รับจึงหันกลับไปมองก็พบว่ารถของเขายังไม่ขยับไปไหน จึงหมุนตัวมาเคาะกระจกพี่เกียร์จึงลดมันลง “พี่เกียร์ไม่ไปเหรอคะ”
“เผื่อเพื่อนไม่อยู่ จะได้รอ”
“แต่ว่า...”
“สิบนาที ถ้าไม่ลงมาจะไป” พูดจบก็กดปิดกระจกรถใส่ จนฉันกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปในคอนโดกดไปยังชั้นที่ต้องการ มาถึงหน้าห้องของมุกในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงห้านาที กดกริ่งอยู่นานเพื่อนก็เปิดประตูสีหน้าแลดูมีความสุขมาก กระทั่งพอเห็นหน้าฉันก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ยะ หยา!”
“โทษทีนะ ฉันทะเลาะกับพี่ครามเลยขอมานอนด้วยสักคืน ได้ไหม”
“อะ เอ่อ...” มุกกลืนน้ำลายโดยมีฉันลอบมองเนินอกขาวๆ ที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาวมีรอยจ้ำแดงสีเข้ม ขมวดคิ้วเล็กน้อยว่าเพื่อนไปโดนอะไรมา ก็ไม่ได้คิดจะถาม “เธอไม่ไปนอนกับเจ๊นัตตี้เหรอ”
“เจ๊เห็นรอยไม่ได้” พอเห็นเพื่อนหันไปมองในห้องราวกับมีใครอยู่ด้วย ฉันจึงชะโงกมองเข้าไปบ้าง “ไม่สะดวกเหรอ”
“อืม”
“มีแฟนแล้ว?” ไม่อยากจะเชื่อเลยแหะว่าเพื่อนจะมีแฟน โดยไม่ยอมบอกกันเลย
“ใช่ แฟนฉันมาค้างน่ะ” คำตอบของเพื่อนทำให้ฉันพยักหน้ารับ “โทษทีนะหยา”
“ไม่เป็นไร เธอคงอยากใช้เวลากับแฟน งั้นฉันไปก่อน”
“จ้ะ มีอะไรบอกฉันได้เสมอเลยนะ หรือไม่ก็มานอนพรุ่งได้เลยวันหยุดพอดี”
“เมื่อไหร่จะแนะนำแฟนให้รู้จักบ้าง เด็กวิศวะหรือเปล่า” เพราะมุกไปลูบป้ายคณะมาแล้วด้วย ถ้าได้แฟนวิศวะข่าวที่ว่าก็คือเรื่องจริงเลยนะ
“เด็กวิศวะนั่นแหละ ยังไม่สะดวกแนะนำให้รู้จัก ไม่ว่ากันนะ”
“ไม่เป็นไร งั้นฉันไปก่อน”
ก่อนประตูจะถูกปิดลง มุกโบกมือให้กับฉัน พลันสายตาดันโฟกัสไปที่รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งที่ถอดอยู่... ฉันขมวดคิ้วราวกับเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน แต่นึกเท่าไหร่ก็ไม่ออกจนเดินออกจากคอนโด รถจากัวร์ก็ยังจอดรอเป็นผลให้ฉันมาเคาะกระจกรถพี่เกียร์อีกรอบ
“เพื่อนไม่สะดวกน่ะค่ะ หนูน่าจะไปหาเจ๊นัตตี้” ถึงจะโดนด่าและพี่ครามอาจจะตายคาบาทา เจ๊นัตตี้คนสวยดีกรีเคยเรียนมวยไทยมาก่อนก็เถอะ ต้องยอมนะฉันไม่มีที่ไปแล้วนี่นา
“ไปห้องฉัน”
“คะ?”
“ขึ้นรถ หยา”
เป็นครั้งแรก... ที่พี่เกียร์เรียกชื่อฉันและเรียกด้วยพยางค์เดียว ทำเอาหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเกิดอาการเต้นแรงขึ้น เสียจนต้องยอมขึ้นมานั่งบนรถหรูอีกครั้ง มันจะดีใช่ไหมที่ไปห้องพี่เกียร์อีกครั้ง ฉันไม่ได้อยากจะคิดอะไรที่บ้าๆ บอๆ แบบตอนนั้นอีก ทำให้พี่เกียร์เสียหายก็ไม่รู้ ไม่เป็นไรหรอก หวังแค่ว่ามันจะผ่านไปได้รอบนี้ไปช่วยงานเจ๊นัตตี้ที่สนามแข่งรถ เชื่อว่าฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ
คอนโดพี่เกียร์
เข้ามาในห้องของเขาทุกอย่างก็เหมือนกับตอนนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ฉันมองพี่เกียร์ที่เดินแทรกตัวไปหยุดตรงโซฟาพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกพาดไว้บนพนักโซฟา ประเด็นคือ... ฉันควรทำอะไรดี
“พี่เกียร์คะ เย็นนี้เราทำสุกี้กินกันดีไหม”
“จะกินบะหมี่”
“โธ่ พักบ้างเถอะค่ะกินโซเดียมมากไม่ดีนะ” พี่เกียร์ทำหน้านิ่ง แต่ก็ยอมเชื่อฉัน “หนูดูของในตู้เย็นก่อนนะคะ”
พอหมุนตัวไปเปิดตู้เย็นขนาดยักษ์ เอิ่ม... สงสัยได้กินสุกี้ผักจนกลายเป็นวัวแน่
“ของมีไหม” ต้องบอกว่าไม่มีเลยจะดีกว่า!
“ต้องไปซื้อน่ะค่ะ ขาดทุกอย่าง” เห็นพี่เกียร์เดินมาซ้อนด้านหลังพลางเอื้อมมือหยิบขวดน้ำ แล้วประเด็นคือเป้าตุงๆ ของเขามันโดนก้นฉันพอดี จนหน้าร้อนผะผ่าวทั้งที่พัดลมตู้เย็นยังพัดเข้าหน้า “นะ หนูไปซื้อเองดีกว่า พี่เกียร์ขับรถมาเหนื่อย”
“ไปด้วยกัน”
“แต่ว่า...”
“มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ใกล้คอนโด” พี่เกียร์ตอบพลางหมุนตัวไปหยิบเสื้อมาสวม “เดินไปแปบเดียว”
“อ่า ถ้าแบบนั้นก็ได้ค่ะ”
ทำไมฉันถึงได้ยังหน้าร้อนอยู่ขนาดนี้นะ มองร่างสูงที่ยืนติดกระดุมเสื้อเสมองขวดน้ำที่วางบนเคาน์เตอร์ก็รีบเอามาแนบแก้มตัวเองทั้งสองข้าง ขอร้อง... เลิกร้อนสักที ฉันจะบ้าอยู่แล้ว!
*-----------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ






![สยบรักวิศวะตัวแรง[ ENGINEER'S SECRET ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
