MasukGear Trick #16
จับได้คาหนัง คาเขา
ดวงตาทอดมองจากฝั่งตรงข้ามที่ห่างไกลจากตรงนี้พอควร ผมโน้มตัวไปข้างหน้าสอดประสานมือของตัวเองเข้าหากัน มองร่างบอบบางที่ทำงานอยู่ในร้านปิ้งย่างด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง แลดูไร้ความสุขใดๆ ก็ตามแต่ นี่น่ะเหรอ... ทำให้มันได้ทุกอย่าง ตัวเองก็ต้องมาลำบากทำงานงกๆ ทั้งที่ไอ้ครามมีเงินหลายแสนจากการที่ผมแข่งแพ้
ยังจะคบกับมันต่อ... ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าปั้นหยาดี นอกจะซื่อบื้อ ไร้เดียงสาและยังโง่เง่าจนอารมณ์ในอกร้อนรุ่มไปหมด อันที่จริงการกระทำของผมก็โคตรจะบ้า โกรธอยู่ก็ดันมายืนมองอยู่ได้ หากแต่ว่ากำลังจะหมุนตัวกลับห้อง จำต้องมองใครบางคนที่ท่าทางคุ้นๆ เดินมากอดปลอบปั้นหยา
ผู้หญิงคนนั้น ผมว่าผมเคยเห็นที่ไหนนะ “อ่า... แบบนี้เอง”
รอยยิ้มกระตุกขึ้นทันที อันที่จริงผมน่ะเป็นพวกไม่ค่อยจำอะไรให้รกสมอง ถ้าหากเรื่องพวกนั้นไม่ระยำและชาติชั่วจริงๆ ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตามหล่อนที่ออกจากร้านปิ้งย่าง เดินตามให้ห่างที่สุดพอที่จะได้ยินหล่อนคุยกับปลายสาย
“ทำไมคะ มุกอยากเจอนี่นา... พี่ครามสัญญาแล้วนะ ไม่รู้ล่ะยกเลิกนัดกับหยาเลย ไม่งั้นมุกให้อดทั้งอาทิตย์นะ”
นี่เหรอปั้นหยา บุคคลที่เธอควรเสียสละให้ทั้งแฟน ทั้งเพื่อน
“โอเคค่ะ เจอกันนะคะที่รัก จุ๊บ!” ผมเบ้ปากอย่างสมเพช พลางเดินไปเทียบข้างหล่อนที่ตกใจเล็กน้อย “เอ่อ พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ใบหน้าสวยลอบมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เอานิ้วเกี่ยวเส้นผมราวกับเขินอาย “หน้าด้าน”
“!”
ตกใจราวกับเห็นผีเมื่อเจอผมด่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากมา แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ก็ไม่อยากจะเฉียดแม้แต่ปลายเสื้อผ้า มันคงสกปรกน่าดูเลยนะที่ต้องมารับรู้เรื่องบ้าๆ พวกนี้โดยที่อีกคนไม่ได้รู้อะไรเลย ผมเดินมาหยุดที่หน้าร้านปิ้งย่าง เห็นร่างเล็กกำลังหันหลังเช็ดโต๊ะอยู่
เมื่อไหร่ที่เธอหายโง่... เราค่อยมาคุยกัน ปั้นหยา
: GEAR TALK END :
“จะไปไหนคะ”
“พอดีพี่นัดดื่มกับเพื่อนน่ะ” กลับมาถึงห้องในช่วงสี่ทุ่มของวัน ช่วงนี้พี่ครามอยู่ห้องไม่ติดเลยนับตั้งแต่วันที่เจอกันที่สนามแข่งรถ “เรื่องกินข้าวพี่ขอติดไว้ก่อนนะ”
“ได้” ฉันถอดรองเท้าและก้มหน้าลงมองรองเท้าผ้าใบสีขาวของพี่คราม จำได้ว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหนกันนะ “เรื่องโรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง หนูต้องการความคืบหน้า”
“นี่หนูมาเร่งอะไรเนี่ย ไหนบอกว่าปลายฟ้าอาการดีขึ้นแล้วไง”
“หนูจำเป็นต้องรู้ไหมคะว่าตอนนี้มันคืบหน้าไปถึงไหนบ้าง พอหนูถามพี่ครามก็เฉไฉ” อารมณ์ช่วงนี้ของฉันไม่ค่อยคงที่ คงเพราะฉันไม่เจอกับพี่เกียร์เลยนับตั้งแต่วันนั้น ขนาดไปรอที่คณะทุกวันเขาก็ไม่มีท่าทีจะอยากมาเจอกันเลย ร้องไห้กับพี่โฬมทุกครั้งที่เขาปลอบใจ อยากจะล้มเลิกความตั้งใจ เพราะพี่เกียร์คงเกลียดฉันไปแล้วเขาถึงไม่อยากเจอหรืออยากฟังคำอธิบายที่ฉันต้องทำให้เขาพ่ายแพ้ครั้งแรกในชีวิต
ด้วยความผิดพลาดที่เกินให้อภัยและเป็นตราบาปติดภายในห้วงสำนึก
“เกิดปลายฟ้าอาการกำเริบขึ้นมา จะได้ส่งตัวได้ทัน” จ้องหน้าพี่คราม เขาถอนหายใจพลางหลับตาลง “นี่พี่จริงจังกับการหาโรงพยาบาลให้หนูไหมอะ หรือที่ผ่านมาเป็นแค่คำสัญญาที่หลอกลวง”
“ปั้นหยา” ราวกับเขากำลังจะระงับสติอารมณ์ของตัวเอง ฉัน... อยากเลิกกับเขาจะแย่แล้วถึงได้ทวงถาม “พรุ่งนี้พี่กลับ ค่อยคุยกัน”
“ตั้งแต่กลับจากสนาม พี่ออกไปเที่ยวทุกวัน” ฉันรั้งร่างสูงที่กำลังสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เดิมของตัวเอง เอี้ยวหน้าไปมองเขาที่ถอนหายใจราวกับไม่สบอารมณ์ เริ่มถึงขีดจำกัดแล้วสินะ “หนูไม่รู้ว่าพี่ไปรวยอะไรมานะพี่คราม แต่เงินที่ยืมหนูไปช่วยคืนหนูหน่อยก็ได้นะ”
“หนูกล้าทวงเงินกับพี่เหรอปั้นหยา”
“ก็ยืนทวงอยู่นี่ไงคะ” เขากัดฟันพลางแสยะยิ้ม
“งั้นเรื่องโรงพยาบาล พี่ก็คงยุติได้ใช่ไหม ถ้าคืนหนูครบทั้งหมด” เป็นอีกครั้งที่เขาอ้างมันขึ้นมาเพื่อต่อรองฉัน “จะเอาแบนนั้นใช่ไหม พี่จะได้คืนให้ครบ”
“...” ฉันยืนกำหมัดแน่นจนพี่ครามเบ้ปากพลางหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา
“โรงพยาบาลที่จะรับปลายฟ้าจะได้เริ่มนับหนึ่งใหม่” คำขู่ของเขาได้ผล เพราะนอกจากฉันจะไม่กล้าทวงเงินเขา ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะยุติความสัมพันธ์ของเราสองคน “เด็กดี เชื่อฟังพี่เหมือนเมื่อก่อนสิ ไม่ใช่มาปีกกล้าขาแข็งกับพี่”
มือหนาวางบนศีรษะฉัน ไม่วายก็โน้มใบหน้ามาจรดจูบลงบนแก้มที่รู้สึกว่ามันน่าขยะแขยงเสียจน อยากจะตัดเนื้อตัวเองทิ้งไปเสีย
“พี่รักหนูนะ” กล้าพูดได้ยังไงว่ารักฉัน การกระทำบ่งบอกว่าพยายามอยู่เหนือฉัน ควบคุมฉันและพยายามให้ฉันอยู่ในกรอบของตัวเอง เหมือนพี่ครามจะรู้ว่าฉันกำลังคิดเรื่องเลิก ถึงได้เอาปลายฟ้ามาเป็นหลักประกัน เขาแสดงธาตุแท้ออกมานับตั้งแต่เขาทำร้ายร่างกายของฉันแล้ว
ให้หลังเขาออกจากห้องฉันก็เอาหลังมือเช็ดทำความสะอาดตรงแก้ม พลางยกมือกุมศีรษะตัวเอง ทำไมทุกอย่างมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ทั้งที่ฉันอยากทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น ทำไมมันยิ่งกลับแย่ลงเรื่อยๆ ฉันไม่มีที่ไหนให้ไปแล้วใช่ไหม แม้กระทั่งที่ที่คิดว่าปลอดภัยและเป็นความสบายใจ ฉันก็ทำลายมันด้วยสองมือคู่นี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ
ฉันอยากให้พี่เกียร์มองว่าที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ เป็นความผิดของฉันดีกว่าให้เขามองว่าฉันทำเพราะร่วมมือกับพี่คราม ฉันไม่อยากให้เขาต้องคิดแบบนั้น แต่พี่เกียร์คงคิดไปเรียบร้อยแล้ว
“หนูขอโทษ” มีเพียงแค่กระเป๋าใบนี้ที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีพี่เกียร์อยู่ใกล้กัน รู้อะไรไหม... ฉันแคร์ความรู้สึกของพี่เกียร์มาเสมอ เขาทำอะไรมากมายเพื่อฉันมาตลอด พอเกิดเรื่องขึ้นขอแค่เขารับฟังฉัน จะโกรธจะเกลียดและไม่อยากเห็นหน้าก็ยังดีเสียกว่าเขาหายไปจากชีวิตแบบนี้ อาจจะเห็นแก่ได้และเห็นแก่ตัวมาตลอด
ทว่าตอนนี้ฉันน่ะ ต้องการแค่เขาจริงๆ นะ ต้องการพี่เกียร์มากกว่าวันไหนๆ ถึงจะรู้ว่าไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ขอแค่ได้เห็นหน้าเขาสักนิดก็ยังดี
“โห ทำไมหน้าหล่อนโทรมขนาดนี้วะปั้นหยา”
“หนูนอนไม่หลับ” เครียดมากกว่าไม่มีเงินเลยคือเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น ตามหลอกหลอนฉันจนถึงตอนนี้ยังไงล่ะ ดีนะที่ปลายฟ้าไม่ค่อยได้ลงมาหาฉันเพราะติดเรียนออนไลน์ มีเพียงแค่เจ๊นัตตี้ที่สังเกตฉันได้
“ยังคิดถึงเรื่องที่ทำให้นัมเบอร์วันแพ้อยู่เหรอ” จี้ใจแบบสุดๆ เลยนะเจ๊ “หล่อนกับเขารู้จักกันใช่ไหม”
“ค่ะ” ถึงตอนนี้พี่เกียร์จะไม่อยากรู้จักกับฉันแล้วก็ตาม “หนูเสียใจที่ทำให้พี่เขาต้องแพ้”
“หล่อนแคร์เขาอะ”
“เพราะเขาแคร์หนูมาตลอด” สบตากับเจ๊นัตตี้ “เราเป็นมิตรภาพที่ดีต่อกัน หนูไม่อยากเสียมิตรภาพดีๆ แบบนี้ไป”
“โล่งอก... นึกว่าหล่อนคิดกับเขาไปไกล หล่อนมีแฟนแล้วนะ” มีก็เหมือนไม่มี “อีกอย่างฉันคิดว่าหล่อนกับเขาต่างกันเกินไปนะ หมายถึงสถานะน่ะ”
“เจ๊หมายถึงยังไงคะ”
“เขาหล่อ รวยและเพอร์เฟกมากตอนที่ฉันเห็น” พี่เกียร์ดูดีจริงนั่นแหละ
“หนูไม่ได้คิดกับพี่เขาถึงขั้นนั้นนะ อีกอย่างพี่เขาไม่มามองหนูหรอก ผู้หญิงที่เขาควงสวยๆ ระดับพริตตี้ทั้งนั้น”
“ถึงได้โล่งอกไง เกิดรู้สึกขึ้นมา เขาจะหาว่าไม่เจียมกะลาหัว” เจ๊นัตตี้เอานิ้วจิ้มศีรษะฉัน ขณะเอาแขนรองศีรษะบนโต๊ะทำงาน “มีอีกเรื่องคุณเต้บอกมาว่าเขารวยมาก”
“ข้อนี้หนูรู้อยู่แล้ว”
“โน อีกเรื่องทำให้หล่อนตกใจแน่” ขมวดคิ้วจำต้องผงกใบหน้ามาสบตากับเจ๊ “นัมเบอร์วันเป็นหลานเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน”
“คะ?”
“เป็นหลานของศัลยแพทย์ ชื่ออะไรนะ คุณเต้บอกฉันก็ลืม” จะชื่ออะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ เพิ่งจะเคยรู้มาก่อนนะเนี่ยว่าพี่เกียร์เป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต คิดว่าแค่บ้านรวยเฉยๆ “ถึงได้บอกไงว่าเกิดหล่อนคิดเกินเลย ฉันกลัวว่าหล่อนจะถูกมองไม่ดี ไปเกาะเขางี้”
“หนูไม่ได้คิดหรอกค่ะ แค่เสียใจที่ทำให้เขาแพ้” ถอนหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กวาดสายตามองในร้านก็ต้องฉงนใจว่าวันนี้มันเงียบแปลก “เจ๊ๆ ไปไหนกันคะ”
“ไปบุกตบชู้ผัวอีเป๊ก”
“จริงเหรอคะ!”
“อือ อีเป๊กจับได้ว่าผู้เอาเงินที่ได้ไปเปย์หญิงอื่นหมด นางตามก็เลยตบยันห้องชู้เลย ตอนนี้ก็น่าจะอยู่โรงพักมั้ง”
ฉันได้ฟังก็เอนหน้าซบลงบนแขนตัวเอง... ชู้เหรอ? ฉับพลันสมองของฉันก็แล่นเรื่องรองเท้าพี่ครามขึ้นมา จำได้ไหมที่ฉันคุ้นๆ ว่าเหมือนเห็นรองเท้าพี่ครามอยู่ที่ไหนสักที นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสักที จนพอเจ๊นัตตี้บอกเรื่องเจ๊เป๊กกี้ไปตบชู้ ฉันก็ถึงบางอ้อว่าที่ว่าคุ้นมันคือที่ไหน
“ไม่จริงใช่ไหม”
“เป็นอะไรของหล่อน”
“เดี๋ยวหนูมานะ หนูมีเรื่องต้องไปพิสูจน์สักหน่อย”
“อ้าว เดี๋ยวสิปั้นหยา! หล่อนนัดฉันกินส้มตำนะ สั่งมาแล้วเนี่ย”
โบกมือให้เจ๊นัตตี้ที่ตะโกนตามหลัง ฉันต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ฉันคิดมันไม่ใช่เรื่องจริง ฉันอาจจะตาฝาดไปก็ได้... เพื่อนกันเขาไม่ทำกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ
[50%]
*----------------------------------------------------------*
มาหยุดที่หน้าห้องที่ต้องการจะมาในเวลาที่เร็วจี๋ แบบเวลาเดินเร็วมาก ยืนชั่งใจอยู่นานกว่าจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกดกริ่งหน้าห้อง หัวใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ ฉันไม่ได้หวังหรอกนะว่าสิ่งที่ตัวเองคิดกับที่เห็นมันจะสัมพันธ์กัน ขอแค่อย่าให้ฉันต้องเจอกับเรื่องร้ายอะไรอีกเลยได้ไหม แค่นี้ชีวิตของฉันมันก็แย่ไปหมดจนหาทางสว่างไม่เจอแล้ว“ยะ หยา มาได้ไง?”“มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม” มุกมองหน้าฉันขณะที่ไล่สายตามองเนินอกมีรอยจ้ำแดงอยู่ประมาณสองสามจุด ฉันเสมองมายังรองเท้าผ้าใบที่สงสัยมาตลอด ตอนนี้ฉันยิ่งมั่นใจเลยว่า...“โทษนะแฟนฉันอยู่ ไม่สะดวกน่ะ” ใบหน้าสวยของเพื่อนที่ต่อหน้าเหมือนหวังดี เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอดซีดเผือดเมื่อเห็นว่าฉันไม่ยอมไป แถมยังกัดผนังในปากตัวเองจนเจ็บหนึบและสองมือก็กำหมัดเข้าหากันจนเล็บจิกลงบนผิวเนื้อ“ที่ไม่สะดวกเพราะแฟนเธอ... คือแฟนฉันใช่ไหม”“!”จังหวะที่มุกตกใจฉันก็ดันประตูเข้าไปในห้อง ก้มหน้าลงมองรองเท้าผ้าใบให้ชัดๆ จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องนอนเปิดประตูเข้าไปก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเสื้อผ้าที่พี่ครามใส่เมื่อคืนบอกว่าจะมาเที่ยวกับเพื่อนกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง เสียงน้ำในห้อง
Gear Trick #16จับได้คาหนัง คาเขาดวงตาทอดมองจากฝั่งตรงข้ามที่ห่างไกลจากตรงนี้พอควร ผมโน้มตัวไปข้างหน้าสอดประสานมือของตัวเองเข้าหากัน มองร่างบอบบางที่ทำงานอยู่ในร้านปิ้งย่างด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง แลดูไร้ความสุขใดๆ ก็ตามแต่ นี่น่ะเหรอ... ทำให้มันได้ทุกอย่าง ตัวเองก็ต้องมาลำบากทำงานงกๆ ทั้งที่ไอ้ครามมีเงินหลายแสนจากการที่ผมแข่งแพ้ยังจะคบกับมันต่อ... ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าปั้นหยาดี นอกจะซื่อบื้อ ไร้เดียงสาและยังโง่เง่าจนอารมณ์ในอกร้อนรุ่มไปหมด อันที่จริงการกระทำของผมก็โคตรจะบ้า โกรธอยู่ก็ดันมายืนมองอยู่ได้ หากแต่ว่ากำลังจะหมุนตัวกลับห้อง จำต้องมองใครบางคนที่ท่าทางคุ้นๆ เดินมากอดปลอบปั้นหยาผู้หญิงคนนั้น ผมว่าผมเคยเห็นที่ไหนนะ “อ่า... แบบนี้เอง”รอยยิ้มกระตุกขึ้นทันที อันที่จริงผมน่ะเป็นพวกไม่ค่อยจำอะไรให้รกสมอง ถ้าหากเรื่องพวกนั้นไม่ระยำและชาติชั่วจริงๆ ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตามหล่อนที่ออกจากร้านปิ้งย่าง เดินตามให้ห่างที่สุดพอที่จะได้ยินหล่อนคุยกับปลายสาย“ทำไมคะ มุกอยากเจอนี่นา... พี่ครามสัญญาแล้วนะ ไม่รู้ล่ะยกเลิกนัดกับหยาเลย ไม่งั้นมุกให้อดทั้งอาทิตย์นะ”นี่เหรอปั้นหยา บุคคลที
คณะวิศวกรรมศาสตร์ใต้ต้นไม้มุมลับของตึกคณะ เป็นมุมที่ผมมักจะยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนี้ เนื่องจากมีต้นไม้บดบังและมันค่อนข้างปิดบังสายตาของคนภายนอก มีเพียงแค่คนภายในที่เห็นว่าคนข้างนอกทำอะไรหรือกำลังเดินไปไหน ตอนนี้สายตาของผมเอาแต่ลอบมองร่างบอบบางคุ้นตากำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนนานเกือบครึ่งชั่วโมง ชะโงกหน้ามองหาใครบางคนให้หลังจากเกิดเรื่องผมหายไปจากชีวิตของปั้นหยา แบบหายไปแทบจะไม่อยากเจอหน้า ไม่ไปที่มินิมาร์ทไม่ไปกินเหล้าที่ผับหรืออะไรก็ตามแต่ที่เธอไปในทุกๆ ที่ จนถึงตอนนี้ร่างเล็กไม่ย่อท้อต่อการเจอหน้าผม ปั้นหยามาที่คณะทุกวัน และเป็นทุกครั้งที่ผมไม่ยอมออกมาเจอเธอ มีเพียงแค่ไอ้โฬมที่เป็นฝ่ายปลอบใจคนตัวเล็กเธอดูเครียด ดูไม่สบายใจและดูเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาที่ไม่เจอผม... สิ่งที่เธอทำมันกัดกินก้อนเนื้อซ้ายจนไม่เหลือชิ้นดี ผมยังคงตั้งคำถามกับปั้นหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมเธอถึงต้องทนคบกับไอ้ครามด้วย คิดว่าเธออาจจะมีเหตุผลมากกว่านั้น สุดท้ายเหตุผลนั้นคืออะไรตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยากจะรับรู้มันอีกต่อไปปั้นหยาคุยกับไอ้โฬมสักพักมันก็วางมือบนบ่าเล็กที่พยักหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นกระชับกระเป๋าที่ผมให้เดิ
: GEAR TALK :เพล้ง!“มึงโกรธที่มึงแพ้ครั้งแรกในชีวิต” เสียงของไอ้โฬมดึงสติของผมที่โยนขวดเหล้ากระทบกับกำแพง จนแตกละเอียด ทว่าความโกรธคุกรุ่นอีก เมื่อได้ฟังคำพูดต่อจากนี้ “หรือเพราะรู้ว่าน้องปั้นหยาเป็นแฟนกับไอ้คราม”โครม!“พอเลยไอ้เวร ของพี่กูฉิบหายหมดแล้ว”ผมไม่ฟังเสียงของไอ้โฬม ยกโต๊ะในห้องวีไอพีจนล้มระเนระนาดกระจัดกระจายเหมือนห้องโดนทำลายข้าวของ ใช่ ด้วยฝีมือและอารมณ์โกรธจนยับยั้งชั่งใจมันเอาไว้ไม่อยู่ ลมหายใจหอบถี่ยามนึกไปถึงภาพของปั้นหยาที่กลายมาทำงานเป็นเรซควีนข้างสนามแข่ง แถมยังหยิบธงสีแดงมาโบกทำให้ผมพ่ายแพ้ในการแข่งรถเป็นครั้งแรกในชีวิต ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาผมชนะในการแข่งแบบ Circuit มาตลอดเด็กคนนั้นทำให้ผมแพ้... แพ้ราบคาบ ไม่เว้นแม้แต่เห็นเธออยู่กับใครบางคนที่ผมเกลียดมันเข้าไส้‘หนูของพี่ทำได้ดีมากจริงๆ’‘ปั้นหยา แฟนกูเองล่ะ’คำพูดของมัน สีหน้าที่เย้ยหยันของมันและทุกอากัปกิริยาที่แสดงออกมา ทำให้ผมโกรธจนระงับสติของตัวเองไม่ได้ ผมโกรธปั้นหยาไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่เพราะเธอโบกธงผิด เธอตั้งใจ... จะให้ผมคิดยังไงกันล่ะ เธอต้องการให้แฟนหนุ่มชนะพนันด้วยการโบกธงให้ผมแพ้ ไม่อย่าง
Gear Trick #15โบกธงผิด ชีวิตเปลี่ยนฉันยืนมองตัวเองในกระจกหลังจากที่เจ๊นัตตี้แปลงโฉมจากลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นเรซควีนข้างสนามได้สวยราวกับนางฟ้า เจ๊นัตตี้ถึงกับปรบมือภูมิใจในตัวของฉันมาก ผมสีดำถูกดัดลอนปล่อยสยายกลางแผ่นหลัง แต่งหน้าแบบจัดเต็มมากๆ แทบจะไม่เชื่อเลยว่านี่คือปั้นหยา เด็กสาวไร้ตัวตนที่พยายามทำมาตลอดชุดเรซควีนที่ได้มาเป็นแบบเสื้อกล้ามเอวลอยรัดหน้าอกคัพซีของฉันได้เด่นชัด เพิ่งจะเข้าใจคำพูดของเจ๊เป๊กกี้ว่าคัพซีน่ะใหญ่ ใช่ ใหญ่กว่าตัวฉันมาก เพราะฉันตัวเล็กทั้งแขนและขา กระโปรงตัดสีน้ำเงินขาวสั้นอวดเรียวขายาว สวมรองเท้าบูทยาวถึงเข่าสีขาว“หนูจริงเหรอเนี่ย”“ฉันบอกหล่อนแล้วไงว่าหล่อนน่ะน่ารัก หล่อนก็เอาแต่บอกว่าตัวเองไม่สวย”“เป็นพริตตี้ข้างสนามที่น่ารักที่สุดเลยนะพี่เต้”“นั่นดิ น่ารักเป็นบ้า” คุณเต้เอ่ยชมฉัน มันอายทุกครั้งเวลามีคนชมนะ ฉันได้แต่เม้มปากตัวเองก็เพราะว่าเงินห้าพันปะถึงทำให้ฉันต้องกลายมาเป็นเรซควีนจำเป็นเนี่ย “ไปกัน เดี๋ยวมึงบอกน้องเขาด้วยนะเรื่องธง”“ครับพี่เต้”คุณเต้เดินจากไปและให้พี่ผู้ชายคนนี้เดินนำฉันกับเจ๊นัตตี้ออกไปยังนอกสนาม เวลานี้เสียงเชียร์กำลังดังขึ้
“มีประโยคอะไรพูดให้กำลังใจบ้าง”“อืม” คำถามของพี่เกียร์ทำให้ฉันกลอกตาขึ้นบนพลางเม้มปาก ประโยคฮีลใจงั้นเหรอ? หรือให้กำลังใจ พี่เกียร์ต้องการกำลังใจใช่ไหม “ให้หนูพูดเหรอ”“ไม่งั้นจะถามทำไม” ยังจะมาทำหน้านิ่งใส่อีกนะ พี่เกียร์หยิบซองบุหรี่มาเคาะๆ หากแต่ว่าเหมือนบุหรี่จะหมดเขาก็เลยโยนมันทิ้งถังขยะ กลับมาจดจ้องมองฉันตามเดิม“พี่เกียร์อยากได้กำลังใจแบบไหนเหรอคะ หนูจะได้คิดประโยคถูก”“การแข่งขัน” แข่งขันเหรอ... เอาเป็นอะไรดีนะ สมองฉันก็ไม่ได้มีคำพูดอะไรที่มากมายขนาดนั้นไง แต่จำได้ว่าหนังสือฮีลใจที่อ่านร้านคาเฟ่ตอนนั้นก่อนที่พี่เกียร์จะมา มีประโยคหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นเลย“Don’t worry too much.” (อย่ากังวลมากเกินไป) “I’m sure you can do it.” (ฉันมั่นใจว่าคุณทำมันได้)พี่เกียร์ได้ฟังถึงกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและต่อประโยคภาษาอังกฤษกับฉัน “sure” (แน่ใจ)“Yes, I am always by your side” (ใช่ค่ะ ฉันอยู่ข้างคุณเสมอ)“หึ”“Come on” (สู้ๆ) ฉีกยิ้มให้กับพี่เกียร์พร้อมชูกำปั้นให้เขา ไม่รู้หรอกนะว่าคำพูดของฉันมันจะเพียงพอเป็นกำลังใจให้กับเขาได้ต่อสู้หรือลงแข่งขันอะไรก็ตามแต่ หวังว่ามันจะพอทำให้พี่เกียร์สบา







