LOGINยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป ภูผาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เอวาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใจหนึ่งก็อยากจะตะโกนเรียกเขาไว้ เพื่อบอกความจริงไปให้รู้เรื่องแต่อีกใจก็เหมือนมีบางอย่างมาฉุดรั้งความคิดนั้นไว้‘เราเลิกกันแล้วนี่…เขาจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก ก็เรื่องของเขาสิ’แม้จะคิดได้แบบนั้นแต่เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาสะเลย เอวาตัดสินใจปิดประตูกลับเข้าห้องด้วยความสับสน เบลที่นั่งหวีผมอยู่บนโซฟาหันมามองเพื่อนไม่ละสายตา“ใครมา?”“พี่ภูผา” เอวาบอกเสียงเรียบก่อนจะหันไปมองแอนดริวที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน “เห็นไอ้ดริวอยู่ในห้องกับฉันสภาพแบบนี้คงเข้าใจผิดไปแล้วมั้งว่าฉันมีกิ๊ก”“เอ้า แล้วทำไมไม่บอกว่ามีฉันอยู่ตรงนี้ด้วย”“เออจริง เธอโทรไปอธิบายดิ แบบนี้ฉันเสียหายนะเว้ย” แอนดริวรีบเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อนสาวด้วยความร้อนรน“บอกทำไมอะ เลิกกันไปแล้ว” เอวาว่าน้ำเสียงแหบพร่าระคนความเจ็บปวด“รอบนี้&helli
--สองสัปดาห์ผ่านไป—เวลาสองสัปดาห์อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับใครหลายคน แต่สำหรับคนที่พึ่งเลิกรากันอย่างภูผาและเอวานั้นชั่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานอย่างไร้ที่สิ้นสุดเพราะตั้งแต่วันนั้น ภูผาก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเอวาอีกเลย เขาเลือกที่จะตีตัวออกห่าง ปล่อยให้เวลาพัดพาใจตัวเองไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน โชคดีที่เป็นช่วงสอบไฟนอลพอดี ทำให้ต่างฝ่ายต่างยุ่งกับการสอบไม่ได้คิดฟุ้งซ่านมากมายซึ่งทันทีที่ภูผาสอบวิชาสุดท้ายจบลง เขาก็ตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือไปพักใจที่เชียงใหม่ บ้านของตาและยายที่เขาเคยพาเอวาไปด้วยเมื่อไม่นานมานี้เอง เพราะหวังจะให้ธรรมชาติบำบัดหัวใจที่เจ็บช้ำทว่ากลับไม่เป็นผลอย่างที่คิดส่วนเอวา…เธอก็เลือกเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเล่นงานเธออยู่แบบนั้นซ้ำไปซ้ำมา อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหงา จนบางครั้งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่า…คิดถึงภูผา หรือแค่ไม่ชินกับการไม่มีเขาในชีวิตกันแน่แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน…เอวาก็มักจะย้ำเตือนกับตัวเองเสมอว่า จะไม่กลับไปเป็นของไร้
ภายในรถหรูที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบและความอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่ผลัดกันถอนหายใจออกเป็นครั้งคราว มือเล็กกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่นก่อนจะตัดสินใจเงยขึ้นหันไปสบดวงตาคมที่มองเธอไม่ละสายตา“วาไปแล้วนะ”เธอพูดเบา ๆ แต่กลับหนักแน่นพอที่จะทำให้หัวใจของคนฟังเต้นสะดุดภูผาละสายตาเสมองไปทางอื่นก่อนจะพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่แล้วยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างอดสู ทั้ง ๆ ที่เตรียมใจมาทั้งคืนว่าจะปล่อยเอวาไป จะไม่ยื้อ ไม่รั้ง ทว่าพอเอาเข้าจริง ๆ ใจเขากลับไม่เด็ดขาดพอที่จะเห็นเธอเดินจากไปสะงั้น“กระเป๋าวา” เอวาว่าพร้อมหันไปมองข้างหลัง ที่มีกระเป๋าใบใหญ่วางอยู่“เดี๋ยวฝากไว้ที่ไอ้เท” ภูผาว่าเสียงเรียบแล้วเอื้อมมือไปปลดล็อกประตูทันที“อ...อ้อ”กลายเป็นความอึดอัดที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เธออาจจะชินกับความขี้เล่นของภูผา ทว่าพอเขาเงียบใส่แบบนี้กลับทำตัวไม่ถูกขึ้นมาสะงั้น“พี่ไม่ไปส่งนะ”หากจะให้ขึ้นไปส่งเธอถึงห้องเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง เขาคงทำไม่ได้หรอก เพราะเพียงแค่นึกภาพตอนที่เอวาปิดประตูใส่หน้า หัวใจที่ว่าแกร่งก็ปวดร้าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“ไม่เป็นไร ส่งวาแค่นี้ก็พอ”ส่งแค่นี้...แล้วปล่อยให้
ริมฝีปากร้อนประกบลงอย่างแนบแน่นแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ชายหนุ่มไล้ริมฝีปากลากผ่านมุมปากเล็กราวกับต้องการจารึกความรู้สึกไว้ในความทรงจำ ลิ้นสากแตะชิมเบา ๆ อย่างหยั่งเชิง ก่อนจะสอดเข้าไปควานหาความหวานอย่างลึกซึ้ง“อื้มม”เอวาเผลอครางในลำคอเบา ๆ พลางยกมือขึ้นโอบกอดลูบไล้แผ่นหลังกว้างอย่างเย้ายวน ลมหายใจของทั้งคู่กระทบกันอย่างร้อนแรงและวาบหวามทั้งสองไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปาก มีเพียงเสียงจูบ เสียงครางแผ่วเบา และเสียงฝนที่ยังคงตกไม่หยุด ราวกับเป็นฉากบรรเลงให้กับความปรารถนาที่ไม่อาจหักห้ามได้ไม่นานภูผาก็ผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับไม่อยากห่างจากรสสัมผัสนั้นแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมา พรมจูบไปทั่วแก้มนวล ไล่เรื่อยลงมาถึงปลายคาง และหยุดนิ่งอยู่ที่ซอกคอที่เปล่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวมือหนาที่ลูบไล้ไปตามสัดส่วนอ่อนไหวของร่างบางค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาบีบคลึงหน้าอกอวบอิ่มอย่างแผ่วเบา และในขณะเดียวกันริมฝีปากร้อนจัดก็ครอบครองยอดอกสีอ่อนที่ตั้งชันด้วยแรงปรารถนา เขาดูดดึง ละเมียดละไมสลับกับจังหวะดูดกลืนที่เร่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ“อะ อื้ออ…” เอวาครางเสียงแหบพร่า สะท้านไหวกับสั
“ผมเปียกไหม? มานี่ เดี๋ยวเช็ดให้”ทันทีที่มาในบ้านน็อคดาวน์ภูผารีบหันไปถามเอวาด้วยความเป็นห่วง เพราะเขายังจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่เธอไม่สบายสาเหตุก็มาจากผมเปียกไม่ได้เช็ดให้แห้งดีนี่แหละ“ไม่เป็นไร วาเช็ดเองได้”เอวายื่นมือจะไปคว้าผ้าขนหนูจากมือหนา ทว่าภูผากลับหลบทันแล้วข่มเสียงเข้มอย่างจริงจัง“เดี๋ยวพี่เช็ดให้”ว่าแล้วเขาก็ดันให้เอวานั่งบนเก้าอี้ ทั้งสองหันหน้ามองสายฝนที่กำลังกระหน่ำลงมาไม่หยุด ราวกับฟ้าจะถล่มผ้าขนหนูในมือหนาค่อย ๆ เช็ดเส้นผมที่เปียกชื้นอย่างเบามือ ขณะเดียวกันเอวาได้แต่นั่งนิ่ง มองไปรอบ ๆ บ้านด้วยสายตาครุ่นคิด“บ้านหลังนี้มีคนอยู่ด้วยหรอ?”“อืม ตาพี่ชอบมานอนเฝ้าสวนที่นี่”“สวน? ดอกทานตะวันน่ะหรอ?” เอวาเอ่ยถามอย่างฉงนใจ“อืม แม่พี่ชอบดอกทานตะวันมาก เหมือนเธอนั่นแหละ”ภูผาเอ่ยเสียงเรียบราวกับคนไร้ความรู้สึก ทั้งที่ในหัวเต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจ&ldq
หลังจากผ่านถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมเล็กหลุมใหญ่จนรถซาเล้งพ่วงข้างสะเทือนโยกไปมาตลอดทาง ในที่สุดทั้งสองก็มายืนอยู่เนินสูงทุ่งทานตะวันอันกว้างใหญ่ ดอกไม้สีเหลืองสดเบ่งบานอวดโฉมแข่งกับแสงแดดยามเย็น ทำให้ความหงุดหงิดของเอวาพลันจางหายไป เหลือเพียงความสวยงามตรงหน้าให้ได้เก็บเกี่ยวไว้ในความทรงจำมือบางรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอย่างห้ามไม่ได้ รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าสวยบ่งบอกว่าเธอมีความสุขจนเก็บอาการไม่อยู่ ภูผาเห็นแบบนั้นก็อดดีใจไม่ได้“พี่บอกแล้วว่าเธอต้องชอบ”“พี่ผาถ่ายรูปให้วาหน่อยสิ”เอวาว่าแล้วก็รีบยื่นโทรศัพท์ให้คนตัวสูงทันที ก่อนจะรีบวิ่งไปยืนอยู่ข้างดอกทานตะวันแล้วโพสท่าทางจนทำให้ภูผาหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ“ฮึ! จะหยุดน่ารักกี่โมงวะ” เขาพึมพำเบา ๆ ในขณะที่นิ้วโป้งก็กดถ่ายให้เธอรัว ๆ“ไหนน~ ดูสิ สวยไหม?” เอวารีบเดินมายืนเคียงข้างแล้วเลื่อนดูรูปทีละรูป“สวยอยู่แล้ว…คนก็สวย ดอกก็สวย สวยไปหมดเลย”เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนุ่มนวล พลางมองใบหน้าจิ้มลิ้มโ





![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![ยัยเอ๋อนี่ของผม[My dear]เมียผม](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)