LOGINย้อนไปในเวลาเดียวกัน...
[พาร์ท : ฉลามดุ]
ผมแทบตาสว่างเมื่อนิ้งโทรมา และตาสว่างเข้าไปอีกเมื่อเธอพูดประโยคนี้
[นิ้งรอฉลามนานแล้วนะ] ผมเหมือนหูฝาด ก็เลยหรี่ตาฟังเธอเงียบๆ โดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาแทน
“...”
[นึกว่าจะตื่นแล้ว รีบมาหาได้มั้ยคะ]
ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที หัวใจเต้นโครมครามไปหมดเมื่อเพิ่งรู้ว่าตัวเองหูไม่ฝาด นิ้งเป็นคนพูดจริงๆ ว่ะ เธอแทนตัวเองว่านิ้ง แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กๆ ด้วย
วันนี้มันวันดีอะไรวะ กูตายแล้วเหรอ แต่ทำไมเห็นสวรรค์ชัดจังเลย
“... ได้ดิ” ผมสะกดอารมณ์แล้วพยายามควบคุมเสียงให้นิ่งที่สุด ไม่อยากตื่นตูมไปเอง เธออาจจะแค่พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรก็ได้ “เดี๋ยวจะรีบออกไป”
[อะ... อื้อ]
“ห้ามหนีไปไหนนะ” แต่พอเห็นว่าเธอครางรับสั้นๆ ผมก็รู้สึกโลภขึ้นมา ก็เลยมีข้อต่อรองนิดหน่อย
[อื้อ]
“ถ้าหนีเราจะไปตามถึงหน้ามหาลัยเลย”
[อะ... อื้อ! รีบมาเลยนะ] เสียงเธอแกว่งไปนิดๆ ด้วยว่ะ [ถ้าไม่รีบมานิ้งก็จะไม่รอแล้ว]
“...”
[จะไม่รอจริงๆ นะ]
“รู้แล้วครับผม! จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้ เลิกทำเสียงแบบนั้น” ผมแทบจะสบถออกมา ใจสั่นไปหมดแล้วตอนนี้ โคตรชอบเสียงแบบนี้ของเธอ แต่ในขณะเดียวกันพอคิดว่าเธอจะไปทำเสียงหวานแบบนี้กับคนอื่นก็หงุดหงิดลึกๆ
[ทะ... ทำไมอ่ะ ไม่ชอบเหรอ] แต่เพราะเสียงผมมันดูหัวเสียไปหน่อยมั้ง เธอก็เลยถามกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แถมยังติดอ่างเหมือนจะผิดหวังหรืออะไรสักอย่าง แต่ผมแม่งโคตรอยากจะบอกเลยว่ามันตรงกันข้าม
ผมจะบ้า
“ชอบดิ”
[...]
“แล้วก็อยากให้เธอพูดแบบนี้แค่กับเราคนเดียวด้วย” ผมพูดไปตามตรง ไม่รู้หรอกว่าเธอจะไปไม่เป็นหรืออะไรยังไง ผมก็แค่ไม่อยากโกหกว่าตัวเองรู้สึกยังไงก็แค่นั้น “แต่ได้ยินแล้วไม่โอเคไง รู้ปะ... เรากลัวว่าเราจะไม่ทำแค่ไปส่งเธอเฉยๆ”
[หะ... หา?]
“เรากลัวจะเผลอหน้ามืด ก็แบบว่า... ฮะๆ” ผมพยายามเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วนะ แล้วปลายสายก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่นิ้งจะเลือกที่จะตัดบทผมเสียงแกว่งๆ เหมือนเธอจะเขินมากจนพูดกับผมต่อไม่ได้ อันนี้ผมคิดเอาเอง
[วะ... วางแล้วนะ รีบมานะ]
“ได้ เจอกัน” ผมไม่ซีเรียสหรอกถ้าเธอจะวางสายตอนนี้ เพราะอีกเดี๋ยวก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี ผมรอจนเธอกดวางสายไป ก่อนที่จะเอามือมาปิดหน้าตัวเองแล้วทึ้งหัวอย่างแรง
รุนแรงชิบหาย... นิ้งนี่เป็นบุคคลอันตรายต่อหัวใจผมจริงๆ ว่ะ
“ตาสว่างเลยกู” ผมผุดลุกออกไปจากเตียง แต่พอนึกถึงหน้าเธอที่มองหน้าผมเมื่อวาน ผมก็เซจนไปชนกับผนัง เอาหัวโขกมันแรงๆ เมื่อรู้สึกว่าหน้าชาเพราะคิดเองเขินเองซะงั้น ตอนแรกก็คิดว่าป่วย แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นภูมิแพ้
ภูมิแพ้นิ้ง
เน่ามั้ย? เออ เน่าดี
ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จ
ตอนเดินออกมาก็ก้มลงมองนาฬิกาในโทรศัพท์นิดหน่อย เห็นว่ายังไม่สายมากผมก็เลยคว้ากุญแจรถบนหลังตู้เย็น แล้วรีบเดินเร็วๆ สับเท้าลงบันไดหนีไฟลงมาด้านล่าง
ผมมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองทันทีพอเดินเข้ามาในลานจอดรถ แต่พอดีวันนี้ผมมารับนิ้งด้วยอะไรที่ใหญ่กว่านั้น ก็เลยเดินเลยไปที่รถออดี้ของไอ้พัสที่ยืมมาพร้อมกับเข้าไปสตาร์ทรถ ซึ่งปกติผมเป็นคนขับรถเร็วทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ แต่ดูท่าวันนี้คงต้องลดความเร็วลงหน่อย
จะเพราะใคร? ก็น้องนิ้งของผมไง
ขับออกไปก็เปิดเพลงในรถไปด้วย ซึ่งปกติผมชอบฟังร็อค เมทัลลิก้า หรือเพื่อชีวิตอะไรทำนองนี้ แต่วันนี้สงสัยต้องเปิดเพลงสบายๆ ฟังซะแล้ว ก็เพราะอีกฝ่ายน่าจะชอบฟังอะไรนุ่มๆ มากกว่าล่ะนะ
ผมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขับปาดคันนู้นคันนี้ไปตามความเคยชิน เอาน่า... ไหนๆ ตอนนี้นิ้งก็ไม่อยู่ ก็ทำสันดานปกติไปก่อน รอให้นิ้งมาปราบผมอีกทีตอนเข้ามานั่งในรถก็ได้
แต่เออว่ะ เพื่อนเธอก็เข้ามานั่งด้วย ไม่ได้มีแค่เธอกับผมนี่
แต่แล้วไงวะ ผมไม่ได้แคร์นักหรอก
ผมฮัมเพลงแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปจนกระทั่งเห็นตัวหอพัก เอาจริงๆ มันก็ใกล้กับคอนโดของผมอยู่ไง แต่หอพักของเธอมันดูเป็นสไตล์โมเดิร์นหน่อยๆ แล้วติดกับถนนใหญ่เลย ซึ่งต่างกับคอนโดผมที่ค่อนข้างเก่า ที่ดูก็รู้เลยว่าครอบครัวเธอน่าจะมีฐานะ
แต่เธอก็ยังยอมคุยกับผู้ชายปอนๆ อย่างผม ยอมให้โอบ ยอมให้กอด เหมือนนิ้งไม่ได้รังเกียจผู้ชายอย่างผมเลย
ผมอยากเป็นแฟนเธอ อยากให้เธอเป็นของผมไวๆ จังวะ
แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะอดทนไปได้นานแค่ไหน ถ้าเกิดนิ้งยังน่ารักขึ้นทุกวันแบบนี้
ผมขับตรงเข้ามาจนมาถึงหน้าหอพัก แล้วเปิดกระจกรถเมื่อเห็นคนตัวเล็กๆ ในชุดนักศึกษาที่หน้าเหวอขึ้นมาพอเห็นผมโผล่หน้าออกมาแล้วฉีกยิ้มให้เธอ เพื่อนที่ชื่อส้มหวานก็โบกมือให้ผมเหมือนกัน เธอมองรถผมแล้วดูตื่นเต้น
“นิ้ง! ขึ้นรถเร็วๆ” เพื่อนเธอพูดแล้วเดินไปลากนิ้งที่ไม่กล้ามองหน้าผมขึ้นมา เหมือนคนตรงหน้าจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เพราะเธอเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับออกมาแล้วผลักคะนิ้งที่ยืนทำหน้ามึนงงเข้ามาข้างใน แล้วปิดประตู
ระหว่างที่ส้มเปิดประตูมานั่งข้างหลังผม ผมก็กดเปลี่ยนเพลงแล้วฉีกยิ้มให้คะนิ้งที่นั่งมองหน้าผมเอ๋อๆ แต่โคตรน่ารักเลย ละลายไปหมดแล้วครับ
“ไม่คาดเข็มขัดเหรอ?” ผมถาม พยายามสะกดใจไว้ไม่ดี๊ด๊ามากจนเกินเหตุ แล้วเธอก็เบิกตาโตแล้วหันไปหาเข็มขัดอย่างลนลาน แต่เพราะมันไม่ทันใจผมก็เลยขยับตัวเข้าไปใกล้คะนิ้งจนได้กลิ่นหอมๆ เหมือนมันเป็นกลิ่นแชมพู สบู่ แป้งเด็ก อะไรทำนองนี้ ผมหรี่ตาลงมองคอเสื้อของเธอในขณะที่ติดเข็มขัดนิรภัยให้ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
เพราะเธอตัวเล็ก คอเสื้อมันเลยกว้าง กว้างจนผมเห็น...
“แม่ง” ผมสบถออกมาแล้วก็หน้าร้อนอยู่คนเดียว คะนิ้งมองหน้าผมอย่างหวาดๆ เล็กน้อย เธอหันไปมองด้านหลัง แล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมองอะไร เพราะส้มหลับอยู่ ผมก็เลยพูดออกมาในขณะที่ขับรถออกไปจากบริเวณหอพักของเธอ “เสื้อเธออ่ะ... มันเปิด”
“อะ... เหรอ จริงเหรอ” เธอทำตาโตแล้วก็ลนลานเอามือปิดคอเสื้อของตัวเอง ผมเหลือบมองแล้วกลืนน้ำลายลงคอ แล้วก็แทบจะทุบพวงมาลัยรถเมื่อรู้สึกว่าจะกลืนน้ำลายทำไมวะ คิดอะไรของมึงอยู่ มาคิดอะไรตอนนี้! “ขอบคุณนะ”
“อ่า... ไม่เป็นไร”
“...”
“เราแค่หวงเธอเฉยๆ” พอพูดจบหน้าของคะนิ้งก็แดงเถือกไปจนถึงลำคอ ผมเหลือบมองแล้วก็อยู่ดีๆ ก็เกิดเขินตามเธอไปด้วย ก็ผมเผลอมองคอเธอแล้วมัน...
“ถ้าเธอไม่เปลี่ยนเสื้อให้เป็นไซส์ดีๆ ล่ะก็เราจะโกรธแน่คอยดู...” ผมพึมพำอยู่คนเดียว แล้วก็เห็นว่าคะนิ้งมองไปข้างหลังอีก แล้วจู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองผมนิ่งเหมือนไม่ได้ยินคำที่ผมพูดไปเมื่อกี้เลยสักคำ
ซึ่งมันไม่ใช่นิสัยปกติของคะนิ้งไง ผมก็เลยหันกลับมาสบตาเธอบ้าง “มีอะไรนิ้ง?”
“คะ... คือนิ้ง” คะนิ้งอึกอัก ตาเธอก็ล่อกแล่กมองซ้ายมองขวาเหมือนคิดอะไรอยู่ “เย็นนี้... มารับนิ้งด้วยได้มั้ยคะ”
ผมเบิกตากว้าง
แทนตัวว่านิ้งอีกแล้วว่ะ ชอบชะมัด
“ได้” ผมตอบรับไป ทำใจให้นิ่งไว้ไอ้เสือ “แล้วมีอะไรอีกมั้ย?”
ผมไม่มีสมาธิขับรถแล้วว่ะ เพราะเธอเนี่ย
“ก็...” คนตัวเล็กทำสีหน้าครุ่นคิด “ถะ... ถ้าวันไหนฉลามว่าง”
“...”
“พานิ้งไปซื้อของทำรายงานด้วยนะ” ผมมองหน้าหวานๆ ของเธอไม่ละสายตาแบบแทบจะไม่ได้หันไปดูถนนข้างหน้าเลย แล้วก็โชคดีที่มันติดไฟแดงอยู่ ผมก็เลยเห็นนิ้งที่หน้าแดงขึ้นทีละระดับได้หมด
นิ้งอ้อนผมเหรอ เธอกำลังอ้อนผมอยู่ใช่รึเปล่า
“นิ้ง...” ผมพูดขึ้นมา ไหนๆ ก็ติดไฟแดงแล้วผมก็ “งั้นหลามขอไรอย่างดิ”
“อะ... อะไรเหรอ?” นิ้งมองหน้าผมอย่างสงสัย แล้วจังหวะนั้นผมก็เคลื่อนตัวเข้าไปหาเธอแล้วเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาแตะที่แก้มของเธอเบาๆ
เธออยากทำตัวน่ารักเองนะ ช่วยไม่ได้
“ขอหอมทีได้มั้ย”
“อะ... อะไรนะ” คนตัวเล็กแทบผงะแล้วทำตาโตทันที แววตาของเธอสั่นระริกอย่างหวาดกลัว ซึ่งผมก็แทบจะตบปากตัวเองแรงๆ สักทีเมื่อลืมไปว่าตัวเองจะอดทนแล้วคะนิ้งพูดอะไรไว้ก่อนหน้านั้น เธอดูเหมือนคนไม่เคยมีแฟนมาก่อน แล้วก็ดูไม่คุ้นเวลาอยู่กับผู้ชาย
ผมต้องให้เวลาเธอดิวะ ไม่ใช่มาเร่งเธอแบบนี้
“ขอหอมสักที” ผมพูดกับเธอ ไม่สนว่าเพื่อนเธอจะอยู่บนรถหรืออะไร ไฟแดงยังไม่เปลี่ยนสี แล้วเวลาก็ยังเหลืออีกเยอะแยะ และผมคงทนไม่ไหว ผมชอบเธอมาก แล้วผมก็เก็บอารมณ์ไม่เก่งด้วย “นะนิ้ง”
นิ้งเลิกลั่กไปหมด เธอหน้าแดงสุดๆ อย่างคนที่กำลังเขินจัดจนทำตัวไม่ถูก จนผมอยากจะจับเธอหอมแล้วขอเป็นแฟนซะตอนนี้ แต่พอเห็นว่าผมเข้าไปใกล้อีกแล้วเธอก็สะดุ้งอย่างตื่นกลัวสุดๆ ผมก็เลยตัดสินใจที่จะ...
อดทนต่อก็ได้
“เราพูดเล่น” ผมพูดสั้นๆ แล้วกัดฟันลากใบหน้ากลับมาที่เดิม ไฟเขียวมาพอดี ผมก็เลยขับไปด้านหน้าอย่างรีบเร่ง ปาดคันนู้นคันนี้ทีไปตามแรงอารมณ์
ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอที่มองผม คนตัวเล็กหน้าแดงเถือกแล้วก็เอามือมากุมคอเสื้อไว้แน่น ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้เธอจะกลัวผมรึเปล่า แต่ที่ผมทำไปไม่ใช่ว่าผมไม่จริงใจแล้วหลอกแต่จะแอ้มเธอนะ
ผู้ชายคนอื่นผมไม่รู้หรอก แต่มันไม่ใช่กับผม
ผมจริงใจกับเธอมาก แล้วที่ผมอยากกอดเธอ อยากจูบเธอก็เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเก็บความรู้สึก ผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ผมเก็บอารมณ์ไม่เก่งเอาซะเลย
มันเคยทนได้ แต่พอเป็นนิ้ง เธอก็เหมือนมาทำลายข้อจำกัดทุกอย่างของผม
ผมคงต้องอดทนมากกว่านี้ เพราะเธอเป็นแบบนี้ ผมจะวู่วามจนเผลอไปคุกคามเธอไม่ได้
“ละ... ล้อเล่นเหรอ” เธอทวนเสียงเบาหวิวเหมือนความรู้สึกดีเลย์ ผมเหลือบไปมองนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่านิ้งกำลังน้ำตาคลอ
ผมเบิกตากว้าง เธอร้องไห้ทำไม?
“นิ้ง เป็นไร” ผมถามเธออย่างตกใจ แล้วอยู่ดีๆ คนตัวเล็กก็เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเหมือนเด็กๆ “นิ้ง ร้องไห้ทำไม”
“ทำไม... ถึงชอบเอาความรู้สึกเรามาล้อเล่นล่ะ” เธอพึมพำออกมาแล้วสะอื้นตบท้าย แล้วผมก็หันไปมองด้านหลังเพราะจำได้ว่าพาเพื่อนเธอมาด้วย แล้วก็เห็นว่าส้มนอนหลับไม่รู้เรื่อง
สรุปก็คือผมทำนิ้งร้องไห้เหรอวะ
ผมรีบเคลื่อนตัวรถไปจอดเทียบกับฟุตบาท แล้วเปิดเก๊ะรถดึงทิชชู่ส่งให้นิ้ง เธอไม่ได้รับมันไปแล้วเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเหมือนขวัญเสีย
ทำไงดีวะ
“นิ้ง ร้องไห้ทำไม เรื่องที่เราบอกว่าเราจะหอมเธอเมื่อกี้เหรอ?” ผมถามอย่างลนลาน แล้คนตัวเล็กก็สะอื้นไม่สนใจผม เหมือนเธอกำลังโกรธอยู่ด้วย “เราแค่ล้อเล่น เราไม่เร่งเธอหรอก”
“อย่าล้อเล่นแบบนั้นอีกนะ” เธอพูดกับผมด้วยตาแดงๆ แล้วผมก็เอื้อมมือไปจะเช็ดน้ำตาให้ แต่เธอก็หันหน้าหนี “ไม่เอา เราเช็ดเองได้”
เฮ้ย นี่คือนิ้งตอนกำลังโกรธเหรอวะ พยศสุดๆ
“เราขอโทษ เรา... จะพูดไงดีวะ” ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดีเลยว่ะ “แต่เราไม่ได้...”
“... ถ้าไม่ได้จริงจังตั้งแต่แรกก็อย่ามาจีบสิ” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น เธอพูดว่าอะไรนะ “ฮึก ตอนแรกก็คิดว่าจะจริงจังกับหนู แต่จริงๆ แล้วเห็นหนูเป็นของเล่นเหรอ”
“จริงจังดิ นิ้งพูดไรเนี่ย” ผมของขึ้นจริงเลยคราวนี้ เธอพูดมาได้ไงวะว่าผมไม่ได้จริงจัง ผมชอบเธอจะตาย ชอบจนอีกนิดจะหายใจเข้าออกเป็นชื่อคะนิ้งอยู่แล้ว “เราแค่ไม่อยากเร่งเธอ”
“...”
“หรือเธอจะให้เราจหอมเธอจริงๆ อ่ะ ทำได้นะ แค่เราทำไม่ลง” ผมแทบบ้า หน้าผมร้อนไปหมดตอนพูดประโยคนี้ด้วยความโมโห แล้วนิ้งก็สงบลงด้วย “นิ้งอาจจะคิดว่าเราชอบฉวยโอกาส เราชอบคุกคาม หรือเราชอบบังคับใจเธอ เรารู้ว่าที่เราทำมันไม่ใช่วิธีจีบที่ดีมากมายเท่ากับผู้ชายคนอื่นที่มาจีบเธอ”
“...”
“แต่เราพูดได้คำเดียวเลยว่าเราแม่งโคตรชอบเธออ่ะ เราโคตรอดทนเพื่อเธอ ก็เธอบอกเองว่าคุยกันไม่เท่าไหร่ เวลาที่เผลอ เราถึงต้องดึงตัวเองกลับมา แล้วเตือนตัวเองไว้ไง”
“...”
“ถามว่าอยากหอมเธอจริงๆ ตามที่พูดไปมั้ย? อยากดิวะ แต่เธออยากได้เวลาถูกปะ เราก็ให้อยู่”
“...”
“แต่ทำไมต้องพูดอย่างงี้วะ ดูถูกความรักของเราชิบหายเลย” ผมระเบิดอารมณ์ออกมาตรงๆ คนตัวเล็กเงียบไปทันที เธอหยุดร้องไห้ทันที แล้วผมก็ขับรถไปข้างหน้าต่อโดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่ออีก
จนถึงมหาลัย ส้มหวานเพิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นตอนนั้น เธอดูเหมือนไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างผมกับคะนิ้ง ร่างเล็กเหลือบมองผมตอนที่ดันส้มลงมาจากรถ แต่ผมไม่ได้มองเธอกลับ
ผมไม่ได้โกรธเธอหรอก แต่เรื่องอารมณ์น้อยใจมันห้ามกันไม่ได้
ทำไงวะ ก็ชอบไปแล้วอ่ะ ทำใจโกรธไม่ลงหรอก
จนถึงเวลาเลิกเรียนของนิ้ง พอผมเรียนเสร็จก็รีบออกมาเลย ถึงผมจะน้อยใจแต่ก็มารับเธอตามที่เธอขอไว้ก่อนหน้านั้นจริงๆ
คิดดูดิ แล้วมาบอกว่าผมไม่จริงจัง ผมมองเธอเป็นของเล่น ผมยอมทำขนาดนี้ยังคิดว่าไม่จริงจังอีกเหรอ
จนมาจอดรถรอได้ไม่นานนักผมก็เห็นเธอ คะนิ้งยืนอยู่หน้าประตูมหาลัย เธอไม่ได้มากับส้มหวาน แล้วก็ดูเหมือนจะมองรถผมด้วยสีหน้าตื่นกลัวหน่อยๆ ก่อนที่จะเดินมาอย่างระแวดระวัง
แกรก
จนกระทั่งเธอเปิดประตูเข้ามาแล้วจ้องหน้าผมหน้าวีดๆ ผมก็เลยไม่พูดอะไร ไม่มองหน้าเธอด้วย จนเธอมองซ้ายมองขวาอย่างอึดอัด ผมก็เลยถามสั้นๆ
“เพื่อนเธออ่ะ?” คะนิ้งชะงักไป เธอสบตากับผม แล้วก็ตอบเสียงตะกุกตะกัก
“เอ่อ... ส้มมีธุระกับที่คณะน่ะ” เธอพูดกับผมด้วยเสียงที่โคตรเบา ผมก็เลยไม่ถามอะไรต่อ หน้าแม่งร้อนไปหมดเลยกู ผมแม่งน้อยใจจนขึ้นหน้าเลยว่ะ สังเกตได้สักพักแล้วว่านิ้งมองผมนานมาก จนเธอตัดสินใจพูดอะไรบางอย่าง
“ฉลาม” เธอเรียกชื่อผม
“...”
“... คาดเข็มขัดให้นิ้งหน่อยค่ะ” ผมเหลือบมองเมื่อเธอพูดลงท้ายว่าค่ะกับผม แล้วก็เห็นว่าเธอหน้าแดงไปหมดเหมือนเธอจะไม่ชินที่พูดแบบนั้น
นิ้งง้อผมเหรอ? หรืออะไรวะ
แต่สุดท้ายผมก็เอี้ยวตัวไปคาดให้เธออย่างว่าง่าย แต่สีหน้าผมก็ยังตึงๆ อยู่
จนผมหันกลับไป แล้วขับรถออกไปข้างหน้าต่อ นิ้งก็ยังมองผมอยู่จนผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ เธอง้อผมอยู่จริงๆ เหรอวะ แต่เธอก็ไม่ได้ดูมีใจให้ผมขนาดนั้นนะ เธอกลัวผมจะตายไม่ใช่เหรอ
“ฉะ... ฉลาม” เธอเรียกผมอีก ผมก็เลยเหลือบไปมองโดยไม่พูดอะไร
“ว่า?”
“ฉลาม... จะเลิกจีบนิ้งมั้ย?”
ผมคุยกะไอ้จี้แล้วได้ความว่า เมื่อคืนผมเมาไอ้จี้เลยพาผมมาที่ห้อง เสื้อผมเปื้อนอ้วกเพราะเมื่อคืนผมเมามาก ผมอ้วกเป็นน้ำ ไอ้จี้เลยถอดเสื้อผมไว้ที่ซักเธอไม่ได้ร่างกายเปลือยเปล่า มันเป็นชุดที่เธอใส่เมื่อคืน เว้าหลังเปลือยๆ ปิดแค่หน้า ผมยังคิดอยู่เลยว่าแฟนมันไม่ว่าเหรอวะที่แต่งตัวงี้ผมได้เรื่องมาว่าแฟนมันทำร้ายร่างกายมันทุกวันเพราะติดยา ไม่ได้มาจากผม ผมเลยได้แต่มองหน้าเธอแบบพูดไรไม่ได้เพราะชีวิตครอบครัวผมเองก็มีปัญหา“ขอโทษที่พามาห้องนี้ แต่แฟนจี้ไม่อยู่” ผมไม่ได้บอกว่าผมมาทำงานร่วมกับไอ้จี้ ไม่ได้บอกนิ้งเพราะรู้อยู่ว่าเธอจะคิดมาก เมื่อหลายปีก่อนที่งานอู่ผมย่ำแย่จนต้องเปลี่ยนกิจการ จี้คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผมทำงานต่อได้ถามว่ามันจบทางเดิมมั้ย เรื่องนอกกายผมไม่มีแล้วเพราะเข็ดที่ผมตกใจว่าทำไมมันถึงเป็นห้องเธอ แล้วทำไมร่างกายเธอถึงเละขนาดนี้ ถ้ามันเป็นเพราะผม ก็คือผมเมาแล้วเหี้ยผมสนิทกับจี้มากขึ้นเพราะเราร่วมงานกันบ่อย ผมไม่รู้ว่านิ้งรู้เรื่องนี้มั้ย แต่ผมไม่เคยบอก ผมบอกแค่ว่ามาทำกับเจ๊ไอ้จี้เปลี่ยนไปมาก เหมือนที่บางคนบอกว่าอยู่กับสังคมไหนก็จะเป็นแบบนั้น มันสัก ติดยา มันบอกมันรักผู้ชายคนนี
ครอบครัวของผมมัน…“ออกไปนะป้อ!” วันนี้ร็อคดูเกลียดผมมากกว่าทุกวัน ผมกลับบ้านมาก็เจอกับนิ้งที่กอดลูกไว้บนโซฟา เธอไม่มองหน้าผม เรื่องงานผมไม่เคยบอกให้เธอรู้ถึงมันควรจะบอกผมก็ทำเหมือนเมื่อก่อนไง มีไรก็เก็บไว้คนเดียว“ร็อค”“อย่าเข้ากั้ยแม๊ ป้อทำให้แม๊เจียใจ!” ลูกปาหมอนใส่ผมอย่างอารมณ์ร้าย ผมไม่รู้ร็อคพูดถึงเรื่องอะไร แล้วก็เห็นว่านิ้งมองผม เธอถอนหายใจ“... กินเหล้าอีกแล้วเหรอฉลาม” เธอดูเอือมระอาผมมาก“อะไรอีก” ผมขมวดคิ้ว“เรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่เราไม่อยากห้ามหรอก รู้ว่านี่มันชีวิตฉลาม... แต่ขอเถอะ ลูกไม่ชอบนะ” นิ้งพูดแบบนั้น แล้วผมก็นิ่งไปความเหนื่อยสะสมทำให้ผมได้แต่คิดว่าทำไมวะ เธอไม่รักผมเหรอ เธอเอาใจแต่ลูกไม่เคยมองมาที่ผม หลายครั้งแล้วที่เราเป็นแบบนี้ ลูกไม่รักแล้วเมียก็ยังไม่รัก แล้วเธอมาคบกับผมทำไม มามีลูกด้วยทำไม แล้วตอนผมสลบไม่ฟื้นจะมาร้องไห้ให้ผมทำไมขอเหอะ ใจคนที่ไม่รักกันอ่ะ“ชีวิตเราอะไร”“ก็ฉลามบอกว่าถ้าไม่มีลูก...” นิ้งเงียบไปพอรู้สึกตัวว่าลูกยังอยู่กับเรา เธอเลยเปลี่ยนคำใหม่แล้วดันให้ร็อคไปนอน“แล้วทุกวันนี้เคยห่วงเรามั้ยอ่ะ ห่วงแต่ลูก ใจเราอ่ะเคยคิดถึงบ้างมั้ยวะ” แต่ผมโพ
“มึงจะมาเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ไม่ได้นะอีหลาม” เจ๊ตบบ่าผม มันพอรู้เรื่องที่ร็อคไม่รักผม เลยเหมือนเห็นใจผมมั้ง “ลูกเมียมึงรออยู่”ผมรักลูก แต่ผมรู้สึกเหมือนติดอยู่ข้างนอกบ่อยๆ“เออ”ผมกลับมาที่บ้านตอนดึกๆนิ้งอยู่กับลูก เธอหลับพร้อมกับลูกบนที่นอน ร็อคติดแม่เหมือนเป็นเจ้าชีวิตอ่ะ ส่วนผมนี่ลูกเสือกเกลียดยิ่งกว่าขี้คงมีแต่ตอนที่นอนที่ดูน่ารักดีมั้ง ไม่แสบเหมือนตอนตื่นนิ้งตอนตื่นก็ไม่ได้สนใจผมผมลูบหัวนิ้งเบาๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ลูกเพราะกลัวลูกตื่นเพราะกลิ่นเหล้า เลยเข้าไปอาบน้ำออกมาอีกทีก็เห็นว่าร็อคยืนงัวเงียอยู่หน้าห้องครัว จะหยิบขวดนมแต่หยิบไม่ถึงเพราะเตี้ยไป“ทำไร” ผมโผล่มายืนข้างหลังแล้วโพล่งขึ้น ร็อคสะดุ้งโหยง ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนที่จะเมินหน้าหนี“...”“พ่อถามว่าหนูทำไร”“หมั่ยบอก” ร่างเล็กกอดอกงอนๆ แล้วตอบผมแบบนั้น“หิวนมเหรอ พ่อชงให้มั้ย”“ล็อกไม่จินนมที่ป้อชงให้” ลูกผมโพล่งขึ้นมา มองผมอย่างบึ้งตึงแล้ววิ่งต้อกแต้กไปทางนิ้งที่หลับอยู่ “แม๊ แม๊”นิ้งลืมตาขึ้นมาเหมือนสะดุ้งตื่น เธอคงเหนื่อยมั้ง ก็วันนี้เรียนไปเพิ่งกลับมาก่อนผมจะไปทำงานไม่กี่ชั่วโมง“... อะไรคะน้องเพลง”“หนูหิวนม”
ผมไปเซเว่น ซื้อนมมาให้ลูกไม่ได้อ่านในเน็ตด้วย เน็ตไม่มี เอาเป็นว่าครูพักลักจำไปก่อนลูกกินนมไรดีอ่ะ หนองโพ? โฟร์โมสต์?ชอบแบบไหนวะผมรู้แค่แอลลีนเป็นนมคนท้อง ที่ตอนนั้นซื้อให้นิ้งกินได้เพราะผมน่าจะศึกษามา แต่เพราะช่วงที่เธอท้องผมไม่ได้ดูแลเหี้ยอะไร แถมยังเข้าโรงบาลหลับไปหลายเดือน ฟื้นอีกทีตอนเธอคลอดลูกออกมาแล้วผมไม่ค่อยได้เข้าเน็ตด้วย แต่นมแม่งคงจะเหมือนกันหมดเรื่องเด็กทารกผมแม่งไม่รู้จริงๆผมขับมอไซค์กลับไปที่ห้อง พอขึ้นไปก็โดนนิ้งบ่นทันทีเพราะผมซื้อนมสตรอเบอร์รี่มา ของโฟร์โมสต์“เด็กทารกไม่กินนมสตรอเบอร์รี่นะ”“ไม่ใช่ลูกสาวจะชอบสีชมพูหรอกเหรอวะนิ้ง”“ไม่ใช่อ่ะ เด็กทารกต้องกินนมผง” เธอทำหน้ามุ่ย “กินเองเลย เราจะลงไปซื้อให้ลูกเอง”“ชอบกินนมนี้มากกว่า” ผมชี้ไปที่หน้าอกเธอ แล้วก็โดนนิ้งฟาดทันที เชี่ย“ดูลูกด้วยนะ ถ้าดูไม่ดีเราจะกลับมาตีคุณพ่อ” เธอขู่ผมอย่างน่ารักแล้วเดินออกไปนอกห้อง ตั้งแต่มีลูกดุจังวะ กลัวแล้วนะเนี่ยแต่ให้ผมดูลูกเองจะดีเหรอ ลูกไม่กลัวผมจนช็อคเหรอวะผมเดินเข้าไปในห้องนอน เห็นลูกนอนหลับอยู่ ผมมองลูกอย่างหลงใหล น่ารักมาก จนเผลอเอื้อมมือไปลูบหัวลูกเบาๆผมรักลูกมาก แล้ว
ผมตีหน้าเซ็ง“หยุดร้องแล้วเนอะ” นิ้งพูดกับเจ๊หลังจากที่ไล่ผมออกมายืนนอกห้องแล้วกล่อมลูกกันเอง ผมแอบๆ เนียนเข้ามาดูข้างใน แต่ก็แอบเซ็งที่ลูกไม่ได้ดูดนมที่เต็มไปด้วยดีเอ็ชเอจากอกผมมันเป็นความคิดที่เหี้ยตรงไหนวะ“ขออุ้มลูกบ้าง”“ฉลามกลับไปนอนที่ห้องตัวเองได้แล้วนะ” นิ้งหันมาพูดกับผมที่ยื่นมือจะขอลูกยิ้มๆ หลังจากลูกอารมณ์ดีเธอก็อารมณ์ดีไปด้วย เห็นบอกที่นมไม่ไหลเพราะนิ้งเครียด ตอนนี้พอดีขึ้นลูกถึงได้กินผมมองลูกตาละห้อย ก็ผมแม่งอยากกอดลูก“ขออุ้มลูกหน่อยดินิ้ง”“เมื่อกี้ก็อุ้มแล้วลูกร้องนี่ พอได้แล้วล่ะ” นิ้งพูดกับผม แล้วผมก็ลูบหน้าตัวเองแรงๆโถ่“น่า ขอหน่อย นิดนึง”“นิดนึงนะ” นิ้งพูดกับผม ผมแม่งฉีกยิ้มอย่างดีใจ ในขณะที่เดินเหมือนหมาผู้ซื่อสัตย์ไปรับลูกมาจากอ้อมแขนนิ้งแต่พอมาอยู่ในอ้อมแขนผม ลูกแม่งร้องไห้ออกมาทันที“กูว่าเหมือนลูกไม่ถูกกับมึง” เจ๊พูด ในขณะที่มันรับมาอุ้มต่อจากผม แล้วลูกผมแม่งไม่ร้องสักแอะ “อยู่กับกูกับน้องนิ้งก็ไม่ร้องนะ”“...”“ที่ว่าลูกสาวจะรักพ่อน้อยกว่าแม่นี่ท่าจะจริงว่ะ”เหี้ยพูดจริงอ่ะผมนั่งเซ็งอยู่ที่ห้องตัวเอง เพราะยังต้องรักษาแผลที่หัวเลยยังได้อยู่ที่โรงบาลเป
[SALAMDU : SIDE]“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ ดึงสายน้ำเกลือออกแบบนี้เป็นอันตรายมากนะ”ผมนั่งทำหน้าเซ็งอยู่ที่เตียงคนไข้ พักฟื้นมาเกือบแปดเดือนร่างกายเลยแกร่งแข็งแรงสัสๆ เอาจริงๆ ผ้าพันแผลที่หัวก็ควรจะเอาออกได้แล้ว แผลน่าจะสูญสลายหายไปหมดแล้วมั้งผมคิดแล้วก็ดึงผ้าพันแผลออก“คุณฉลามดุ!” พยาบาลคนเดิมที่ยืนบ่นผมดุผมเสียงดัง ผมเลยแค่นหัวเราะ ลูบหัวตัวเองอย่างเก้อๆ แล้วโยนผ้าพันแผลทิ้งลงถังขยะข้างๆ “นี่ไม่ได้ฟังเลยใช่มั้ยคะ”“ผมไม่เป็นไรแล้ว เอาจริงๆ นะ” ผมพูดว่างั้น “อยากรู้มากกว่าว่าเมียผมเป็นไง แล้วลูกผมอ่ะ?”“ตอนนี้กำลังพาน้องไปให้คุณแม่ดูค่ะ คิดว่าพักฟื้นสักสองสามวันคงจะพาน้องกลับบ้านได้แล้ว”จริงเหรอวะ“แล้วตอนคลอดเมียผมคลอดยังไง”“คลอดด้วยวิธีธรรมชาติค่ะ” พยาบาลพูดตอนที่เดินมาดูแผลที่หัวผมอย่างเป็นห่วง เพราะผมเล่นดึงผ้าพันแผลออกไปเลย “แผลคุณฉลามดุยังมีรอยแผลเป็นอยู่นะคะ ไม่ทราบว่าจะเป็นอะไรรึเปล่า”“ไม่เป็นไร” ผมยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เธอเข้ามาใกล้กว่านี้ ยังไงผู้หญิงคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าใกล้ผมนอกจากนิ้งเมียสุดที่รัก เอาจริงๆ ก็ไม่มีทางที่ผู้ชายคนไหนจะได้เข้าใกล้เมียผมเหมือนกัน “แล้วหมอท







