Masukก็คนมันชอบ ก็ไอ้ฉลามดุหัวโจกเเห่งอาชีวะคนนี้มันชอบเธอ จะให้ทำยังไง
Lihat lebih banyak“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“เอ้ะ น่ากลัวอ่ะ” ฉันทำสีหน้าหวาดหวั่นเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมคณะที่มักจะเดินกลับด้วยกันบ่อยๆ โพล่งขึ้นมาในระหว่างที่เก็บกระเป๋าจากม้านั่ง เธอชื่อส้มหวาน เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถึงแม้ว่าเธอจะชอบทำตัวเหมือนผู้ชายไม่เข้ากับชื่อหวานๆ นั่นก็ตาม “แต่ปกติเราก็กลับบ้านกันปลอดภัยดีนะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง” พูดแล้วก็หยิกแก้มฉันแรงๆ อย่างกลั่นแกล้งจนฉันต้องร้องเสียงอ่อยอย่างเจ็บปวด
แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น ฉันจะขอแนะนำตัวเองก่อนสักเล็กน้อยนะคะ
ฉันชื่อ ‘คะนิ้ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 2 คณะอักษรศาสตร์ เป็นคนเรียบร้อยและสดใส แล้วก็มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คนในที่นี่ ซึ่งในกลุ่มเพื่อนๆ เหล่านั้นก็มีแค่ส้มหวานเท่านั้นล่ะที่ฉันไว้ใจที่สุด
ประวัติของฉันไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอกค่ะ ฉันอยู่หอนอกกับส้มหวาน เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไป
ใช่ค่ะ ฉันคือผู้หญิงปกติ
แต่... แต่ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกไม่ปกติเท่าไหร่แล้ว
“เธอชื่ออะไรวะ”
ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็ปะทะเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนขวางอยู่เกือบหน้าประตูของมหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้ชายตัวสูงหน้าตาดุดัน ทำผมสีทองสว่าง ใส่เสื้อกล้ามสีดำและมีรอยสักเต็มทั้งสองแขน ท่าทางกร่างๆ เหมือนพวกอันธพาลหรืออะไรทำนองนั้นไม่มีผิดเลย
ให้ตายสิ
ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับบ้าน แต่ดันมาเจอกับอะไรก็ไม่รู้
“เขาพูดกับใครอ่ะนิ้ง” ส้มหวานเอนตัวมากระซิบกระซาบกับฉัน ส่วนฉันก็สั่นหน้าหวือ ฉันไม่รู้อ่ะ เห็นเขามองหน้าฉันอยู่ แต่อาจมองเลยไปหาคนอื่นก็ได้
“อย่าไปสนใจเลย กลับบ้านกันเถอะส้ม” ฉันกระซิบกลับ แล้วตัดสินใจจูงมือส้มหวานเดินผ่านเขาไปโดยเว้นระยะห่างไว้ สงสัยเขาจะเรียกคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ อาจจะมารับแฟนก็ได้ แต่ดูท่าทางกับลุคแบบนี้ผู้หญิงเขาน่าจะกลัวมากกว่านะเนี่ย
หมับ
แต่ทว่า
ฉันยังเดินไปไหนไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำ จู่ๆ ข้อมือก็ถูกคว้าและโดนกระชากอย่างแรง ฉันเซและหลุดมือจากส้มหวานไป แล้วหน้าก็ชนเข้ากับแผ่นอกของใครบางคนเต็มๆ
“จะ... เจ็บ” ฉันพึมพำแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วก็เห็นว่าเป็นผู้ชายคนนั้น คือเขากระชากฉันเข้ามาหา แถมยังใช้มืออีกข้างรั้งข้อมือฉันเอาไว้ด้วย นี่เราไม่เคยรู้จักกันเลยนะ เขามาทำแบบนี้กับคนที่ไม่รู้จักกันได้ยังไง “ปะ... ปล่อยนะ”
หากแต่เขาไม่ยอมฟังเสียงร้องของฉันเลย จู่ๆ ก็ดึงทึ้งฉันให้เดินตามไปหน้าตาเฉย ฉันมองส้มหวานที่ยืนอึ้งอยู่ พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่พอข้อมือถูกกำแน่นขึ้นก็เลยไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก
นะ... นี่เรากำลังถูกหาเรื่องเหรอ ฉันกำลังจะถูกเขาพาไปซ้อมเหมือนในข่าวสินะ
“ขึ้นมา”
ฉันเงยหน้ามองรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า อะไรเนี่ย จะถูกซ้อมไม่พอยังถูกลักพาตัวอีกเหรอ
“นะ... หนูจะกลับบ้าน”
“จะขึ้นมาดีๆ หรือจะให้ต้องใช้กำลัง!” ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เขาก็ตะคอกใส่หน้า ตัวสั่นไปหมดในขณะที่ค่อยๆ นั่งลงบนเบาะหลัง แต่ยังไม่ทันได้หย่อนตัวลงร่างสูงก็ออกรถไปด้านหน้าอย่างแรงจนฉันร้องกรี๊ดแล้วกอดเอวเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ
อะ... อะไรเนี่ย น่ากลัวมากเลย เริ่มจะกลัวแล้วนะ
ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังขับไปที่ไหน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดลงอย่างกะทันหัน ฉันได้กลิ่นบุหรี่และเสียงเซ็งแซ่ของกลุ่มคน พอลืมตาขึ้นอีกทีก็พบกับซอยที่คุ้นตา
เดี๋ยวนะ นี่มันซอยข้างมหาวิทยาลัยของฉันนี่
“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง”
จู่ๆ คำพูดของส้มหวานก็ดังก้องขึ้นในสมอง
อีกซอย... เด็กอาชีวะ
งั้นก็แปลว่าเขา...!
หมับ
ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังคิดไม่ทันจบดีจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้มแล้วยกสูงขึ้นจากเบาะรถมอเตอร์ไซค์ ฉันเห็นว่าคนอุ้มเป็นคนที่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนคนเมื่อกี้ หรือว่าเขาจะจับฉันทุ่มลงพื้นกันนะ?
กลัวจังเลย
“ตัวเบาว่ะ” ฉันได้ยินเสียงเขาพึมพำในลำคอ ในขณะที่ร่างสูงจะวางฉันลงอย่างเบามือ แต่เดี๋ยวนะ... เบามือเหรอ ไม่ทุ่มลงพื้นอย่างที่คิดด้วย “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจัดการไรเสร็จเราจะพาเธอไปส่งบ้าน”
จัดการอะไรเสร็จ พาไปส่งบ้านด้วย?
นะ... น่ากลัว!
“ไม่นะคะ หนูไม่ได้ทำอะไรให้คุณสักหน่อย” ฉันพูดเสียงสั่นแล้วถอยหลังไปอีกก้าว แต่ต่อมาก็ชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ คราวนี้เลยเห็นพวกกลุ่มผู้ชายที่นั่งอยู่อีกทางหันมองมาทางนี้ มันเหมือนบ้านคูหาติดกันของคนไทยเชื้อสายจีนหรืออะไรสักอย่าง แถมชุดของพวกเขาก็ดูเหมือนชุดเด็กอาชีวะด้วย พวกเขาพูดอะไรกับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันไม่รับรู้แล้ว ฉันกลัวจนหูอื้อล่ะ “ปะ... ปล่อยหนูไปเถอะนะ หนูไม่เคยหาเรื่องใครก่อนเลย แล้วหนูก็มั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกับคุณด้วย”
“หาเรื่อง?” เขาหันมาให้ความสนใจกับฉันพร้อมกับทวนคำพูดของฉันอย่างงงๆ “พูดไร”
“หนูอยากกลับบ้าน พาหนูกลับเถอะ หนูสัญญาว่าจะไม่แจ้งตำรวจ นะ... อุ้บ” ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังพูดไม่ทันจบก็โดนผู้ชายตรงหน้าเอามือมาปิดปากไว้ราวกับจะตัดรำคาญ ก่อนที่คนตัวสูงที่มีสีหน้าหงุดหงิดจะเริ่มง้างหมัด
ขะ... เขาจะต่อยฉันนี่ ใช่มั้ย?
ฮะ ฮือ พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย หนูต้องตาบวมไม่ก็ฟันหักไปมหาลัยพรุ่งนี้แน่ๆ หรือไม่หนูอาจจะต้องเขาโรงพยาบาลเพราะพวกของเขาเยอะเหลือเกิน หนูต้องตายแน่ๆ เลย ขอให้บุญที่เคยทำมาตั้งแต่ชาติที่แล้วรักษาและคุ้มครองหนูด้วย...
ปุบ
“เอาไป”
แต่แล้ว... ความคิดของฉันก็ถูกชะงักลงไปทั้งหมดเมื่อเห็นว่าทันทีหมัดของเขามาจ่ออยู่ตรงหน้า อะไรบางอย่างก็หล่นลงมาจากมือนั้นจนฉันรีบรับมันแทบไม่ทัน
แล้วมันก็คือ... โทรศัพท์?
โทรศัพท์ที่ไม่ได้ปิดหน้าจอ แถมยังมีเบอร์โทรแปะหราอยู่ด้วย
นี่มันอะไรกันเหรอ
“เบอร์เราเอง” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ อะไรเนี่ย เขาไม่ต่อยฉันเหรอ? ก็เขาทำท่าเหมือนจะต่อยฉันนี่ “ดีจัง นึกว่าเธอจะปล่อยมันตกแตกซะแล้วว่ะ”
“คะ... คุณ” ฉันอึกอักนิดหน่อย “ไม่ต่อยหนูเหรอ”
“เฮ้ย ต่อยไม? เราไม่ได้จะหาเรื่องเธอ” เขาทำสีหน้าตกใจแล้วเริ่มเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ แล้วฉันก็แปลกใจกับท่าทีนั้นมาก แต่... เดี๋ยวนะ เขาไม่ได้คิดที่จะหาเรื่องฉัน แต่เขาทำท่าจะต่อยฉันนะ แต่สรุปคือเขาไม่ได้จะต่อยเหรอ แต่เขาแค่จะให้โทรศัพท์ฉันไว้ให้ยืนจ้องเบอร์โทรแค่นี้ใช่มั้ย?
เอ่อ... ฉันงงนะ สรุปนี่มันยังไงกันแน่เนี่ย
“แล้ว... แล้วถ้าคุณไม่ได้จะหาเรื่อง แล้วคุณ...”
“ไม่รู้เหรอ เรากำลังจีบเธออยู่ไง”
“...!”
“คือเธอแม่งโคตรน่ารัก” ฉันเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดตรงๆ ออกมาพร้อมกับคว้าต้นแขนของฉันเอาไว้ข้างหนึ่งเพื่อกันไม่ให้ฉันเดินหนีไปไหน ก่อนที่ประโยคต่อมาของเขาจะทำให้ฉันเหวอ “เราชอบเธอว่ะ อยากได้เธอเป็นเมีย”
“อะ... อะไรนะ”
“ขี้เกียจพูดซ้ำ เอาเบอร์เธอมาดิ ไม่ให้ดีๆ เราต่อยด้วยปากนะเว้ย” แค่พูดไม่พอ เขาเริ่มเดินต้อนฉันจนติดกับรถมอเตอร์ไซค์ พอฉันเอนตัวหนีเขาก็เอนตาม จนหน้าของเขาใกล้ฉันมาก ฉันเห็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนรอยยิ้มของคนไม่ดีอยู่ในระยะใกล้ พอเขาเอนตัวลงมาอีกนิดฉันเอาเอามือที่ถือโทรศัพท์มาดันไว้ทันที
“อะ... ออกไปก่อนได้มั้ย” ฉันอ้อนวอนเมื่อเริ่มเมื่อยตัว แล้วเซไปเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายผละออกอย่างว่าง่าย แต่ก็ถูกร่างสูงกว่าช้อนเอวไว้ได้ ก่อนที่เขาจะดึงทั้งตัวฉันให้ถลาไปชนกับอกของเขาอย่างจัง
“ตัวเล็กจัง” ฉันได้ยินเขาพึมพำในขณะที่จะกอดฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเริ่มบีบบังคับ “จะกดเบอร์ได้ยัง”
“ปะ... ปล่อยก่อนสิ”
“ไม่ เดี๋ยวเธอหนีเราไปทำไง”
“ไม่หนีหรอก”
“แต่เราอยากกอดเธอไง อย่าหวงดิ” ฉันมองหน้าเขาด้วยสีหน้าจนปัญญา ที่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเขาดี พอจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้ม แล้วร่างสูงก็เอนตัวลงนั่งที่เบาะมอเตอร์ไซค์ ละ... แล้วจับฉันเอนทับเบาะที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาด้วย “กดเบอร์ตรงนี้ จะดู”
อะ... อะไรของเขาเนี่ย ฉันอายนะ พวกของเขาตรงนั้นก็มองมาทางนี้เหมือนกัน แถมไม่รู้จักกันด้วย เขามากอดฉันได้ยังไง
“คือ... ฉันจำเบอร์ตัวเองไม่ได้” และเพราะว่ากลัวมากนั่นแหละ ฉันก็เลยตัดสินใจที่จะโกหก
“นิสัยไม่ดี ขี้โกหก” แต่เขาดันรู้อ่ะ “บอกแล้วไงว่าไม่ให้ดีๆ จะต่อยด้วยปาก...”
“โอเค โอเคค่ะ แค่ให้เบอร์ใช่มั้ยล่ะ” ฉันรีบโพล่งตัดบทเขาอย่างลนลานเมื่อเห็นว่าเขาจะพูดประโยคน่าอายนั่นออกมาอีกแล้ว ก่อนที่จะรีบกดเบอร์โทรศัพท์ลงอย่างร้อนรน พอเขาเริ่มหัวเราะในลำคอ ฉันก็รีบหันกลับไปส่งโทรศัพท์ให้เขาทันที “พอใจแล้วนะ”
“อืม” เขาคว้าโทรศัพท์กลับมา แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยฉัน ร่างสูงยังคงกอดเอวฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กดโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ตัวฉันนี่เอง
มะ... เหมือนโดนกอดจากข้างหลังเลย น่ากลัวสุดๆ
“ปะ... ปล่อยสิ”
“ชื่อคะนิ้งใช่มั้ย?” แต่เขาไม่สนใจที่ฉันพูดเลย ร่างสูงโพล่งถามขึ้นมา แต่... เดี๋ยวนะ เขารู้จักชื่อฉันได้ยังไง “เราหาไลน์เธอจากเบอร์โทรศัพท์อ่ะ ชื่อน่ารักว่ะ”
อะ นี่เขา
“เอ่อ...”
“เรียกนิ้งนะ” เขาพูดแทรกขึ้นทันทีอย่างไม่คิดที่จะฟัง แล้วเอนหน้ามาซบที่ไหล่ของฉันพอฉันเอี้ยวตัวกลับมามอง เราสบตากันในระยะใกล้ แล้วฉันก็เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็โดนผู้ชายรุกใส่ได้รุนแรงขนาดนี้ “เราชื่อฉลามดุ เรียกพี่หลามก็ได้”
“...”
“หรือจะเรียกพี่คะพี่ขาเราก็ไม่ว่าหรอก”
อะไรของเขาเนี่ย!
ฉันยอมรับว่าช่วงนี้ฉันเอาแต่ใจกับเขามากแต่เพราะฉันไม่อยากให้ฉลามกลับไปทำงานในที่ที่มีผู้หญิงคนนั้นอีก ฉันเลยขอให้เขามาอยู่ที่ห้องด้วย แล้วฉันคิดว่าคืนนี้จะอยู่แต่กับเขาไม่ไปไหนเพราะฉันรู้สึกว่าตอนที่เธอจูบฉลาม ฉันเหมือนดูแลเขาไม่ดีเลย... ฉันไม่อยากให้ฉลามไปเป็นของคนอื่นฉลามเข้ามาในห้องพร้อมๆ กันกับฉัน เราสบตากันตอนนั้น แล้วฉันก็เห็นริมฝีปากของเขา ฉันสะอื้นออกมาอีก เพราะมันเจ็บจริงๆ ที่เห็นภาพนั้น ถึงฉลามจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แล้วฉลามก็ไม่ผิด... แต่ฉันห้ามตัวเองไม่ให้เจ็บไม่ได้จริงๆฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ เขา เห็นว่าใบหน้าของฉลามมีรอยแดงที่ข้างแก้ม ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้เลยเผลอตบหน้าเขาไป แต่ก็ยั้งแรงไว้ได้ก่อนเพราะฉันรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิดอะไรเราผ่านอะไรมาด้วยกันมากแล้ว ฉันควรที่จะหนักแน่นสิ“... เราขอโทษที่ตบฉลามนะ” ฉันพูดกับเขา ลูบข้างแก้มของเขาเบาๆ จนฉลามที่จ้องหน้าฉันอยู่เลื่อนมือขึ้นมาบีบข้อมือฉันเบาๆ“ช่างเหอะ”“...”“นิ้งไม่โกรธก็ดีอยู่”ฉันสบตาเขากลับอีกครั้ง ก่อนที่จะค่อยๆ ขยับใบหน้าเข้าไปจนชิดกับเขา แล้วจูบเขาเบาๆฉันอยากลบสิ่งที่เธอทำออกไปฉลามรั้งเอวฉันไว้ เขาจูบฉันกล
“เข้า” เออ แล้วผมแม่งก็เป็นทาสเมียตัวจริง “มากอดหน่อย เมื่อกี้เธอทำเราเสียใจ”แต่ก็ต้องขอกำไรจากเมียนิดหน่อย“มะ... ไม่เอา”“เออ” ผมทำหน้าเซ็ง “ไม่เลิกบุหรี่ให้ล่ะ”“ไม่ได้นะ ฉลามสัญญากับเราไว้แล้ว จะเปลี่ยนคำได้ยังไงอ่ะ”“ได้ดิ นิ้งไม่ใช่เจ้าของชีวิตเรา” ผมย้อนเธอ แล้วยักคิ้วให้ “เราจะทำไรกับชีวิตเราก็ได้”“...”“เข้าใจปะ”“งั้นเราจะกลับห้องแล้ว” นิ้งใช้วิธีนั้นกับผม เธอกอดอกงอนเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ผมหมั่นเขี้ยวชิบหาย เลยรั้งเอวเธอมาหอมแก้มหนักๆตัวหอมว่ะ เมียใครวะเนี่ย“เข้าเหอะ เลิกก็เลิก”“...”“อย่างอนดิ”นิ้งหันมามองหน้าผม เธอทำสีหน้าเหมือนผมขี้โกง แล้วหอมแก้มผมกลับเดี๋ยวนี้เธอชอบอ้อนงี้บ่อย ผมเลยโงหัวไม่ขึ้น ไปไหนไม่เคยรอด“... ไม่ได้งอนนะ” เธอพูดเสียงอ้อมแอ้ม แล้วมองหน้าผมด้วยสีหน้าอ้อนๆ “เราเป็นห่วงก็เลยให้ฉลามกินลูกอมแค่นั้นเอง”“...”“เราอยากให้ฉลามเข้าใจว่าเราเป็นห่วงอ่ะ เลยต้องบังคับฉลาม”“...”“... ฉลามโกรธเรารึเปล่า”ผมจ้องหน้าเธอนิ่ง ไม่ชอบวิธีที่เธอใช้ เพราะแม่งโคตรน่ารัก แม่งโคตรขี้อ้อน แค่พูดไรนิดๆ หน่อยๆ ผมก็อ่อนให้เธอง่ายๆ นิ้งก็เหมือนรู้ไง เธอเลยใช้วิธีนี้บ่อยๆ ทำ
[SALAMDU : SIDE]เดี๋ยวนี้เหมือนนิ้งคุมผมอยู่เลยว่ะ คิดงั้นปะ“ฉลามมารับเราช้าอีกแล้วนะวันนี้” ผมทำหน้าเซ็งตอนที่มารับเธอแล้วโดนเมียเหวี่ยงใส่ หลังๆ ตั้งแต่ที่อ้อนผมได้แล้วผมแพ้ทาง นิ้งก็ชอบทำตัวเป็นมนุษย์เมียกับผม ขี้บ่น โคตรขี้บ่น พอบ่นเสร็จก็ถึงมาอ้อนผมก็สู้ไม่ได้ดิ ใครจะกล้า“ก็รถแม่งติด” ผมอ้างว่างั้น แต่จริงๆ แวะดูดบุหรี่สองมวนก่อนมา เลยช้า“ไม่เชื่อหรอก... สูบบุหรี่อีกแล้วใช่มั้ย” เธอพูดแล้วตีปากผมเบาๆ รู้ได้ไงวะ โคตรเก่งอ่ะ “นิสัยไม่ดี เราบอกให้ลดลงตั้งนานแล้วก็ไม่ยอมลด”“เฮ้ย นิ้ง เจ็บเนี่ย” ผมพูดแล้วดึงมือเธอออกเพราะนิ้งเล่นตีปากผมไม่หยุด เมนส์มาเหรอวะ แต่รู้สึกว่าเพิ่งจะหมดไปไม่ใช่ไง “ตีอยู่ได้”“เราจะโกรธแล้วนะ” เธอทำหน้ามุ่ยใส่ผม แล้วฟาดไหล่ผมเบาๆ อีกที “เรารออยู่ตั้งนาน มารับก็ช้า ยังจะโกหกอีก น่าตีๆ”“นิ้ง ตีอีกทีจะไม่ทนแล้วนะเว้ย” ผมพูดอย่างหงุดหงิด ช่วงนี้ชอบลงมือกับผมจังวะ เอะอะไรไม่พอใจก็ตี ตีแม่งเข้าไป คนนะเว้ยไม่ใช่ควาย จะเฆี่ยนไรทุกวัน“นะ... นิสัย” เธอว่าผม แล้วกอดอกอย่างน่ารัก“ขึ้นรถมา แล้วเลิกบ่น” ผมพูดแล้วพยักหน้าส่งไปทางเบาะหลัง ถ้าเล่นตัวไม่ยอมขึ้นอีกผมจะ
สุดท้าย...ฉันก็ยอมออกมากับฉลามจนได้ เพราะเขาอ้อนเก่งขึ้นมากเลย อ้อนจนฉันใจอ่อนเลยอ่ะ... ฉันแพ้ให้ฉลามทุกทีเลย“เดี๋ยวโกนหนวดแล้วเราโคตรหล่อ เชื่อดิ” เขาพูดอย่างเข้าข้างตัวเองตอนที่เข็นรถเข็นดูกับข้าวในห้างสรรพสินค้าไปพร้อมๆ กับฉัน แต่ก็เหมือนจะแกล้งกันด้วย “สาวรุมแน่”“...”“นิ้งต้องหึงเรา เชื่อปะ”“... เราก็จะหาแฟนใหม่เลยอ่ะ” ฉันแกล้งเขากลับไปบ้าง เพราะตั้งแต่ทะเลาะกันครั้งนั้นฉันก็ได้เรียนรู้แล้วว่าถ้าจะควบคุมฉลามให้เป็นเด็กดี ฉันก็ต้องกล้าที่จะต่อกรกับเขาบ้างฉลามชะงักไปทันที เขาหยุดเข็นรถกะทันหัน“ว่าไงนะ”“ก็ฉลามพูดเหมือนจะนอกใจเรานี่นา” ฉันหันกลับไปทำหน้าบูดใส่เขา “เราไม่ยอมให้ฉลามทำอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ”“...”“... เราจะมีแฟนใหม่ที่หล่อกว่าฉลามเลยด้วย”“เธอกล้าก็ลองมีดิ” เขาท้าฉัน สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กดื้อกลายเป็นคนชอบพาลแบบก่อนหน้านี้ทันทีเลย “เราจะได้ต่อยมันให้”“หึงเราเหรอ” ฉันถามด้วยรอยยิ้ม แล้วฉลามก็เดาะลิ้น เขาท้าวแขนกับรถเข็นแล้วหันหน้าหนี“เฉยๆ อ่ะ”“... งั้นเราไปคุยกับแจ๊คอีกดีมั้ยนะ”“นิ้ง” ร่างสูงดันรถเข็นมาชนขาฉันเบาๆ ทันที เหมือนเขาไม่พอใจที่ฉันแกล้งเขาแบบนี





