ログインก็คนมันชอบ ก็ไอ้ฉลามดุหัวโจกเเห่งอาชีวะคนนี้มันชอบเธอ จะให้ทำยังไง
もっと見る“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“เอ้ะ น่ากลัวอ่ะ” ฉันทำสีหน้าหวาดหวั่นเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมคณะที่มักจะเดินกลับด้วยกันบ่อยๆ โพล่งขึ้นมาในระหว่างที่เก็บกระเป๋าจากม้านั่ง เธอชื่อส้มหวาน เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถึงแม้ว่าเธอจะชอบทำตัวเหมือนผู้ชายไม่เข้ากับชื่อหวานๆ นั่นก็ตาม “แต่ปกติเราก็กลับบ้านกันปลอดภัยดีนะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง” พูดแล้วก็หยิกแก้มฉันแรงๆ อย่างกลั่นแกล้งจนฉันต้องร้องเสียงอ่อยอย่างเจ็บปวด
แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น ฉันจะขอแนะนำตัวเองก่อนสักเล็กน้อยนะคะ
ฉันชื่อ ‘คะนิ้ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 2 คณะอักษรศาสตร์ เป็นคนเรียบร้อยและสดใส แล้วก็มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คนในที่นี่ ซึ่งในกลุ่มเพื่อนๆ เหล่านั้นก็มีแค่ส้มหวานเท่านั้นล่ะที่ฉันไว้ใจที่สุด
ประวัติของฉันไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอกค่ะ ฉันอยู่หอนอกกับส้มหวาน เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไป
ใช่ค่ะ ฉันคือผู้หญิงปกติ
แต่... แต่ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกไม่ปกติเท่าไหร่แล้ว
“เธอชื่ออะไรวะ”
ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็ปะทะเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนขวางอยู่เกือบหน้าประตูของมหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้ชายตัวสูงหน้าตาดุดัน ทำผมสีทองสว่าง ใส่เสื้อกล้ามสีดำและมีรอยสักเต็มทั้งสองแขน ท่าทางกร่างๆ เหมือนพวกอันธพาลหรืออะไรทำนองนั้นไม่มีผิดเลย
ให้ตายสิ
ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับบ้าน แต่ดันมาเจอกับอะไรก็ไม่รู้
“เขาพูดกับใครอ่ะนิ้ง” ส้มหวานเอนตัวมากระซิบกระซาบกับฉัน ส่วนฉันก็สั่นหน้าหวือ ฉันไม่รู้อ่ะ เห็นเขามองหน้าฉันอยู่ แต่อาจมองเลยไปหาคนอื่นก็ได้
“อย่าไปสนใจเลย กลับบ้านกันเถอะส้ม” ฉันกระซิบกลับ แล้วตัดสินใจจูงมือส้มหวานเดินผ่านเขาไปโดยเว้นระยะห่างไว้ สงสัยเขาจะเรียกคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ อาจจะมารับแฟนก็ได้ แต่ดูท่าทางกับลุคแบบนี้ผู้หญิงเขาน่าจะกลัวมากกว่านะเนี่ย
หมับ
แต่ทว่า
ฉันยังเดินไปไหนไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำ จู่ๆ ข้อมือก็ถูกคว้าและโดนกระชากอย่างแรง ฉันเซและหลุดมือจากส้มหวานไป แล้วหน้าก็ชนเข้ากับแผ่นอกของใครบางคนเต็มๆ
“จะ... เจ็บ” ฉันพึมพำแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วก็เห็นว่าเป็นผู้ชายคนนั้น คือเขากระชากฉันเข้ามาหา แถมยังใช้มืออีกข้างรั้งข้อมือฉันเอาไว้ด้วย นี่เราไม่เคยรู้จักกันเลยนะ เขามาทำแบบนี้กับคนที่ไม่รู้จักกันได้ยังไง “ปะ... ปล่อยนะ”
หากแต่เขาไม่ยอมฟังเสียงร้องของฉันเลย จู่ๆ ก็ดึงทึ้งฉันให้เดินตามไปหน้าตาเฉย ฉันมองส้มหวานที่ยืนอึ้งอยู่ พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่พอข้อมือถูกกำแน่นขึ้นก็เลยไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก
นะ... นี่เรากำลังถูกหาเรื่องเหรอ ฉันกำลังจะถูกเขาพาไปซ้อมเหมือนในข่าวสินะ
“ขึ้นมา”
ฉันเงยหน้ามองรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า อะไรเนี่ย จะถูกซ้อมไม่พอยังถูกลักพาตัวอีกเหรอ
“นะ... หนูจะกลับบ้าน”
“จะขึ้นมาดีๆ หรือจะให้ต้องใช้กำลัง!” ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เขาก็ตะคอกใส่หน้า ตัวสั่นไปหมดในขณะที่ค่อยๆ นั่งลงบนเบาะหลัง แต่ยังไม่ทันได้หย่อนตัวลงร่างสูงก็ออกรถไปด้านหน้าอย่างแรงจนฉันร้องกรี๊ดแล้วกอดเอวเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ
อะ... อะไรเนี่ย น่ากลัวมากเลย เริ่มจะกลัวแล้วนะ
ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังขับไปที่ไหน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดลงอย่างกะทันหัน ฉันได้กลิ่นบุหรี่และเสียงเซ็งแซ่ของกลุ่มคน พอลืมตาขึ้นอีกทีก็พบกับซอยที่คุ้นตา
เดี๋ยวนะ นี่มันซอยข้างมหาวิทยาลัยของฉันนี่
“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”
“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง”
จู่ๆ คำพูดของส้มหวานก็ดังก้องขึ้นในสมอง
อีกซอย... เด็กอาชีวะ
งั้นก็แปลว่าเขา...!
หมับ
ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังคิดไม่ทันจบดีจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้มแล้วยกสูงขึ้นจากเบาะรถมอเตอร์ไซค์ ฉันเห็นว่าคนอุ้มเป็นคนที่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนคนเมื่อกี้ หรือว่าเขาจะจับฉันทุ่มลงพื้นกันนะ?
กลัวจังเลย
“ตัวเบาว่ะ” ฉันได้ยินเสียงเขาพึมพำในลำคอ ในขณะที่ร่างสูงจะวางฉันลงอย่างเบามือ แต่เดี๋ยวนะ... เบามือเหรอ ไม่ทุ่มลงพื้นอย่างที่คิดด้วย “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจัดการไรเสร็จเราจะพาเธอไปส่งบ้าน”
จัดการอะไรเสร็จ พาไปส่งบ้านด้วย?
นะ... น่ากลัว!
“ไม่นะคะ หนูไม่ได้ทำอะไรให้คุณสักหน่อย” ฉันพูดเสียงสั่นแล้วถอยหลังไปอีกก้าว แต่ต่อมาก็ชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ คราวนี้เลยเห็นพวกกลุ่มผู้ชายที่นั่งอยู่อีกทางหันมองมาทางนี้ มันเหมือนบ้านคูหาติดกันของคนไทยเชื้อสายจีนหรืออะไรสักอย่าง แถมชุดของพวกเขาก็ดูเหมือนชุดเด็กอาชีวะด้วย พวกเขาพูดอะไรกับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันไม่รับรู้แล้ว ฉันกลัวจนหูอื้อล่ะ “ปะ... ปล่อยหนูไปเถอะนะ หนูไม่เคยหาเรื่องใครก่อนเลย แล้วหนูก็มั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกับคุณด้วย”
“หาเรื่อง?” เขาหันมาให้ความสนใจกับฉันพร้อมกับทวนคำพูดของฉันอย่างงงๆ “พูดไร”
“หนูอยากกลับบ้าน พาหนูกลับเถอะ หนูสัญญาว่าจะไม่แจ้งตำรวจ นะ... อุ้บ” ฉันเบิกตากว้างเมื่อยังพูดไม่ทันจบก็โดนผู้ชายตรงหน้าเอามือมาปิดปากไว้ราวกับจะตัดรำคาญ ก่อนที่คนตัวสูงที่มีสีหน้าหงุดหงิดจะเริ่มง้างหมัด
ขะ... เขาจะต่อยฉันนี่ ใช่มั้ย?
ฮะ ฮือ พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย หนูต้องตาบวมไม่ก็ฟันหักไปมหาลัยพรุ่งนี้แน่ๆ หรือไม่หนูอาจจะต้องเขาโรงพยาบาลเพราะพวกของเขาเยอะเหลือเกิน หนูต้องตายแน่ๆ เลย ขอให้บุญที่เคยทำมาตั้งแต่ชาติที่แล้วรักษาและคุ้มครองหนูด้วย...
ปุบ
“เอาไป”
แต่แล้ว... ความคิดของฉันก็ถูกชะงักลงไปทั้งหมดเมื่อเห็นว่าทันทีหมัดของเขามาจ่ออยู่ตรงหน้า อะไรบางอย่างก็หล่นลงมาจากมือนั้นจนฉันรีบรับมันแทบไม่ทัน
แล้วมันก็คือ... โทรศัพท์?
โทรศัพท์ที่ไม่ได้ปิดหน้าจอ แถมยังมีเบอร์โทรแปะหราอยู่ด้วย
นี่มันอะไรกันเหรอ
“เบอร์เราเอง” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ อะไรเนี่ย เขาไม่ต่อยฉันเหรอ? ก็เขาทำท่าเหมือนจะต่อยฉันนี่ “ดีจัง นึกว่าเธอจะปล่อยมันตกแตกซะแล้วว่ะ”
“คะ... คุณ” ฉันอึกอักนิดหน่อย “ไม่ต่อยหนูเหรอ”
“เฮ้ย ต่อยไม? เราไม่ได้จะหาเรื่องเธอ” เขาทำสีหน้าตกใจแล้วเริ่มเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ แล้วฉันก็แปลกใจกับท่าทีนั้นมาก แต่... เดี๋ยวนะ เขาไม่ได้คิดที่จะหาเรื่องฉัน แต่เขาทำท่าจะต่อยฉันนะ แต่สรุปคือเขาไม่ได้จะต่อยเหรอ แต่เขาแค่จะให้โทรศัพท์ฉันไว้ให้ยืนจ้องเบอร์โทรแค่นี้ใช่มั้ย?
เอ่อ... ฉันงงนะ สรุปนี่มันยังไงกันแน่เนี่ย
“แล้ว... แล้วถ้าคุณไม่ได้จะหาเรื่อง แล้วคุณ...”
“ไม่รู้เหรอ เรากำลังจีบเธออยู่ไง”
“...!”
“คือเธอแม่งโคตรน่ารัก” ฉันเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดตรงๆ ออกมาพร้อมกับคว้าต้นแขนของฉันเอาไว้ข้างหนึ่งเพื่อกันไม่ให้ฉันเดินหนีไปไหน ก่อนที่ประโยคต่อมาของเขาจะทำให้ฉันเหวอ “เราชอบเธอว่ะ อยากได้เธอเป็นเมีย”
“อะ... อะไรนะ”
“ขี้เกียจพูดซ้ำ เอาเบอร์เธอมาดิ ไม่ให้ดีๆ เราต่อยด้วยปากนะเว้ย” แค่พูดไม่พอ เขาเริ่มเดินต้อนฉันจนติดกับรถมอเตอร์ไซค์ พอฉันเอนตัวหนีเขาก็เอนตาม จนหน้าของเขาใกล้ฉันมาก ฉันเห็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนรอยยิ้มของคนไม่ดีอยู่ในระยะใกล้ พอเขาเอนตัวลงมาอีกนิดฉันเอาเอามือที่ถือโทรศัพท์มาดันไว้ทันที
“อะ... ออกไปก่อนได้มั้ย” ฉันอ้อนวอนเมื่อเริ่มเมื่อยตัว แล้วเซไปเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายผละออกอย่างว่าง่าย แต่ก็ถูกร่างสูงกว่าช้อนเอวไว้ได้ ก่อนที่เขาจะดึงทั้งตัวฉันให้ถลาไปชนกับอกของเขาอย่างจัง
“ตัวเล็กจัง” ฉันได้ยินเขาพึมพำในขณะที่จะกอดฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเริ่มบีบบังคับ “จะกดเบอร์ได้ยัง”
“ปะ... ปล่อยก่อนสิ”
“ไม่ เดี๋ยวเธอหนีเราไปทำไง”
“ไม่หนีหรอก”
“แต่เราอยากกอดเธอไง อย่าหวงดิ” ฉันมองหน้าเขาด้วยสีหน้าจนปัญญา ที่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเขาดี พอจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาจู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกอุ้ม แล้วร่างสูงก็เอนตัวลงนั่งที่เบาะมอเตอร์ไซค์ ละ... แล้วจับฉันเอนทับเบาะที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาด้วย “กดเบอร์ตรงนี้ จะดู”
อะ... อะไรของเขาเนี่ย ฉันอายนะ พวกของเขาตรงนั้นก็มองมาทางนี้เหมือนกัน แถมไม่รู้จักกันด้วย เขามากอดฉันได้ยังไง
“คือ... ฉันจำเบอร์ตัวเองไม่ได้” และเพราะว่ากลัวมากนั่นแหละ ฉันก็เลยตัดสินใจที่จะโกหก
“นิสัยไม่ดี ขี้โกหก” แต่เขาดันรู้อ่ะ “บอกแล้วไงว่าไม่ให้ดีๆ จะต่อยด้วยปาก...”
“โอเค โอเคค่ะ แค่ให้เบอร์ใช่มั้ยล่ะ” ฉันรีบโพล่งตัดบทเขาอย่างลนลานเมื่อเห็นว่าเขาจะพูดประโยคน่าอายนั่นออกมาอีกแล้ว ก่อนที่จะรีบกดเบอร์โทรศัพท์ลงอย่างร้อนรน พอเขาเริ่มหัวเราะในลำคอ ฉันก็รีบหันกลับไปส่งโทรศัพท์ให้เขาทันที “พอใจแล้วนะ”
“อืม” เขาคว้าโทรศัพท์กลับมา แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยฉัน ร่างสูงยังคงกอดเอวฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กดโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ตัวฉันนี่เอง
มะ... เหมือนโดนกอดจากข้างหลังเลย น่ากลัวสุดๆ
“ปะ... ปล่อยสิ”
“ชื่อคะนิ้งใช่มั้ย?” แต่เขาไม่สนใจที่ฉันพูดเลย ร่างสูงโพล่งถามขึ้นมา แต่... เดี๋ยวนะ เขารู้จักชื่อฉันได้ยังไง “เราหาไลน์เธอจากเบอร์โทรศัพท์อ่ะ ชื่อน่ารักว่ะ”
อะ นี่เขา
“เอ่อ...”
“เรียกนิ้งนะ” เขาพูดแทรกขึ้นทันทีอย่างไม่คิดที่จะฟัง แล้วเอนหน้ามาซบที่ไหล่ของฉันพอฉันเอี้ยวตัวกลับมามอง เราสบตากันในระยะใกล้ แล้วฉันก็เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็โดนผู้ชายรุกใส่ได้รุนแรงขนาดนี้ “เราชื่อฉลามดุ เรียกพี่หลามก็ได้”
“...”
“หรือจะเรียกพี่คะพี่ขาเราก็ไม่ว่าหรอก”
อะไรของเขาเนี่ย!
ปีกว่าแล้วที่ผมอยู่แต่บ้านไม่ทำเหี้ยอะไรเวลาว่างๆ ผมก็ไปตามสืบว่าน้องขาวสวยหมวยน่ารักคนนั้นว่าชื่ออะไร เริ่มจากมาที่โรงพยาบาลทุกวัน (ทำทีเป็นเจ็บแผลทั้งที่หายดีแล้ว) แล้วก็ตามสืบดู ดูเหมือนว่าน้องจะเป็นลูกสาวของพยาบาลที่นี่น้องอยู่บ้านใกล้ๆ ผม เชื่อปะว่าผมตามไปถึงหน้าบ้านโดยที่น้องไม่รู้มาก่อน แล้วก็ได้รู้ว่าเราอยู่ซอยเดียวกันทำไมอยู่ใกล้กันขนาดนี้ผมถึงไม่เคยสนใจ?ผมนึกถึงรอยยิ้มแสนหวานบนใบหน้าเล็กจิ้มลิ้ม แล้วหยิบหมอนมาปิดหน้าตีส้นตีนเขินอยู่คนเดียวน่ารักขนาดนี้ ไอ้เข้ไม่ทนแล้วนะเว้ย“มึงจะไปไหนไอ้เข้”พ่อเบรกผมไว้ในวันต่อมาที่ผมจะไปหาน้อง ผมหันไปมองหน้าพ่ออย่างเซ็งๆ แล้วยักไหล่“เที่ยว”“มึงเที่ยวหลายวันล่ะ มานี่ มาดูที่ลงเรียนกับพ่อ” พ่อกวักมือเรียกผมให้เดินเข้ามาหา ผมกลอกตา ก่อนที่จะล้วงกระเป๋าแล้วเดินมาหาพ่ออย่างเหม็นเบื่อ “เรียนอาชีวะมั้ย พ่อก็เคยเรียน”“ไม่” ผมตอบอย่างจริงจัง “ไม่เรียนอะไรทั้งนั้นแหละ”“มึงนี่เหมือนใครวะ ไม่เรียน ไม่ไปทำงาน แล้วจะทำห่าไรกิน”“ก็ให้เมียเลี้ยงดิ” ผมเสนอแนวทาง“มึงต้องหัดดูแลเพศแม่มากกว่าให้เพศแม่มาดูแล อย่าดูถูกผู้หญิง ถ้าดูถูกผู้หญิงสักวันจะ
เป็นอย่างที่พ่อพูดไว้ เหมือนฟ้าสั่งมาผมทำงานโรงงานไม่ถึงเดือนจริงๆ เพราะพอทำตามเพื่อน ผมมันก็ไอ้ตัวอู้งาน โดดงานไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ ไม่มีวุฒิภาวะตามอายุที่โตขึ้น แต่พอดีเพื่อนมันได้บรรจุแล้ว แต่ผมเป็นพนักงานใหม่ผมเลยถูกไล่ออกผมมายืนอยู่ต่อหน้าพ่ออีกครั้งในวันนี้ เห็นพ่อมองมาด้วยแววตาเหมือนรู้ว่าแม่งจะจบแบบนี้ เหมือนรู้ดีอยู่แล้ว“มึงโดดงาน” พ่อพิพากษาผมเสียงเข้ม “เลยถูกเด้ง?”“เพื่อนผมก็โดดนะพ่อ” ผมแก้ตัวพัลวัน แต่เหมือนแก้ให้มันแย่กว่าเดิมมากกว่า“มึงรู้ใช่ไหม เราตกลงอะไรกันไว้”“ก็รู้”“...”“แต่ผมไม่อยากเรียน เรียนไปแล้วได้อะไรอะ ไม่เห็นได้ไรเลย” ผมย้อนถามพ่อ จริงปะ ผมเห็นไอ้พวกเรียนสูงๆ จบไปตกงานก็เยอะแยะ “ทีพ่อยังไม่เรียนเลย”ใช่ พ่อก็เรียนไม่จบอาชีวะเหมือนกัน แถมได้ข่าวว่าตอนนั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากผมเลย“แล้วมึงทำงานได้ไหม ถามหน่อย”“...”“อย่าเอากูไปเทียบกับมึง กูผ่านอะไรมามาก กูทำงานตั้งแต่อายุสิบห้านะ” พ่อย้อนกลับมาอีก ผมเลยสะอึกแล้วพูดอะไรไม่ออก เพราะมันก็จริงของพ่อ “ถ้ามึงไม่ไปเรียนก็ต้องอยู่บ้าน”“...”“มึงอยู่ได้เหรอ วันๆ ไม่ทำอะไร”อยู่ได้ดิวะผมคิดในใจ ใครมันจะอยู่ไ
“พ่อว่าไงมั่งวะ”ไอ้กระทิงถามผมระหว่างที่กำลังซ้อนรถกลับบ้าน มันบอกน้องพลอยร้องไห้หนักมากหลังจากมันบอกเลิกไป แต่มันเจอคนใหม่แล้ว รอฟันอยู่เลยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่หน้าหล่อไม่พอดันเหี้ยด้วย น้องผม“พ่อบอกกลับไปมึงเละเป็นขี้แน่”“เชี่ย”“กูล้อเล่น”“ไอ้เข้!” ไอ้กระทิงตะคอกใส่หูผม “กูกลัวนะเว้ย มึงอย่ามาล้อเล่นตอนนี้ดิ๊”“มึงจะกลัวพ่อทำไม พ่อแม่งไม่เห็นมีไรเลย”“มึงไม่เคยเห็นตอนพ่อโกรธ” ไอ้ทิงพูดกับผม มันมีท่าทางขนลุกขนพองสยองเกล้า “โคตรน่ากลัว กูจำได้เลยตอนตบหน้าพี่เพลง”“กูจำไม่เห็นได้” ผมพูดว่างั้น ที่มันบอกคือมันจำได้ตอนมันเจ็ดขวบไรสักอย่าง แต่ตอนนั้นผมแม่งลืมหมดล่ะว่าเคยมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รู้แค่พ่อเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ พี่สาวผมต่อต้านพ่อหนักมากแต่มาดูตอนนี้ดิ ย้ายไปอยู่กับผัว กลับมาทีไรพ่อแม่รักยังกะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านรำคาญชิบ“พ่อไม่เคยตีเรา มึงจะกลัวไปทำเหี้ยอะไร”“แล้วถ้าพ่อตีอ่ะ” ผมนิ่งไป หันไปมองข้างหน้า แล้วฉีกยิ้มกว้าง“ก็เผาบุหรี่พ่อดิวะ เหมือนที่พ่อทำกับกูไง!”พ่อหลอกผม!“มึงนั่งเลยทั้งคู่” ทันทีที่ถึงบ้าน แทนที่พ่อจะเทศนาไอ้กระทิงแล้วปล่อยผมไปจอยตี้มหาวงศ์ต่อกับเพื่อนๆ แ
[พาร์ท : ตะเข้]“พ่อมึงจับได้ว่ามึงแอบดูดบุหรี่อีกแล้วดิ”เพื่อนผมทักผมหลังจากที่ผมมาเรียนตั้งแต่เช้าอย่างสุดเซ็ง แสดงอาการไม่พอใจกระแทกกระเป๋านักเรียนแบบแบนที่ไม่มีหนังสือเรียนอยู่ในนั้นนอกจากซองบุหรี่ที่ว่างเปล่าลงกับเก้าอี้อย่างแรง“เออดิ” ผมชูซองบุหรี่ที่โดนพ่อเผาทิ้งพร้อมขยะเมื่อเช้าให้พวกมันดูเป็นขวัญตา “ซองที่ห้า”“มึงสิบสี่แล้วนะเว้ย อย่าให้พ่อมาคุมชีวิตมึงได้” เพื่อนผมหัสวเราะกันร่วน อาจเพราะบ้านของพวกมันพ่อแม่แทบไม่มีเวลามานั่งห้ามอบายมุขพวกนี้ ผมเคยรู้สึกแย่กับบ้านแบบนั้น แต่ตอนนี้ชักเริ่มอยากมีพ่อแม่ที่ไม่ค่อยว่างมานั่งจับผิดผมแบบนี้บ้าง “แค่บุหรี่เอง ใครๆ ก็ดูดกัน”“เออ พ่อกูก็ดูด” ผมกระแทกตีนบนโต๊ะ เซ็งๆ เพราะวันนี้น้องชายฝาแฝดของตัวเองไม่มาโรงเรียนเพราะโดดเรียนไปอยู่กับเด็กที่บ้านของน้องคนนั้น (เห็นเปรยๆ ว่าผู้หญิงโทรมายั่วยวนบอกว่าพ่อแม่ไม่อยู่ทั้งวัน) ส่วนผมดิไม่มีเด็กอะไรทั้งนั้น“หรือมึงจะไปไถจากพวก ม.4 - ม.5 ละ ไอ้พวกนั้นก็ดูดกันไม่ต่าง เผลอๆ จะได้ LM ซองแดงมาดูดปุ๋ยๆ ขำๆ” เพื่อนผมกระซิบ “พวกนั้นมันกลัวเราจนขี้แทบแหก”“ไม่ถูกกับบุหรี่ลูกคุณหนูเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ขัดข้
สุดท้ายก็โดนเมียไล่ออกจากห้องเพราะเสือกทะลึ่งเกินหน้าผมนั่งแดกเหล้ากับไอ้เล้งอยู่ข้างล่าง แก้เฮิร์ท เพิ่งเห็นว่าซอยสองเกือบจะข้างๆ หอนิ้งแม่งมีร้านเหล้าโคตรใหญ่ ดีที่นิ้งไม่ผ่านแถวนี้ไม่งั้นในอนาคตผมคงโดนยำเละเพราะกะจะมาสิงที่นี่แทนแถวบ้านอย่างเป็นทางการแต่เหล้าโคตรถูกเลยว่ะ ดูดบุหรี่ในร้านได้ เอ
ผมกลายเป็นพวกดูดกัญชา อยู่ไปวันๆ มีชีวิตเหลวแหลกผมคบกับไอ้พวกเด็กแว๊น เด็กติดยา สักเพิ่ม ทำตัวเป็นพวกเหี้ยๆ แบบเต็มตัวผมยังทำงานอยู่ แต่ทำแค่พอส่งให้แม่ให้น้องได้ ตอนนั้นมีเมียผมเลยหลงคิดว่าจะมีฝันร่วมกับเธอ แต่ที่ไหนได้ ฝันแม่งพังตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มด้วยซ้ำฝันของผมที่มีตอนนี้คืออยู่ไงก็ได้ให้พ
ไอ้เหี้ยแม่งเหี้ยไปหมดทุกอย่างเลยว่ะวันนี้“เอาเนื้อมาดูดดิ๊” ผมแม่งเหมือนเป็นบ้า พอเห็นเมียนั่งรถกับผู้ชายคนอื่น ปกติแม่งจะตาม แต่วันนี้แม่งท้อว่ะ เหนื่อยไงไม่รู้ เลยขับแวะมาดูดเนื้อต่อติดยาก็ช่างดิ ชีวิตแม่งไม่มีค่า“ซี๊ดหนักๆ เพื่อน เอาให้อ้วกแตก” มันพูดแล้วหัวเราะกัน ผมแม่งหัวเราะตามเฉยเลย ขำ
“ใช่เรื่องปะ” ผมคว้าข้อมือเธอได้แถวๆ หาดแล้วเอาเรื่อง ฝรั่งเพียบ แล้วนิ้งก็หันมามองหน้าผม เธอทำหน้าโคตรบูดใส่ แล้วแกะมือผมออก“ก็เราไม่หิวอ่ะ” เธอย้อน แล้วผมก็ยิ่งฉุน“เอาแต่ใจไปมั้ยนิ้งเดี๋ยวนี้ เป็นเมนส์เหรอวะ เอะอะไรไม่พอใจก็ทำงี้” ผมเริ่มใส่อารมณ์ เพราะเริ่มเซ็งที่เธอทำงี้กับผม ตามใจมากไปผมทำเม