Mag-log inเรื่องของฉันฉาวโฉ่จนถึงหูของคนในคณะ ความจริงแล้วมันกระฉ่อนไปทั่วประเทศเลยต่างหาก สมัยนี้เพียงโพสต์ลงโซเชี่ยลมีเดีย คนกดไลค์กดแชร์ มันก็สามารถกระจายไปทั่วไม่ต่างจากเชื้อไวรัสได้ง่ายๆ
แย่ไปกว่านั้นคือความสนุกของพวกเกรียนคีย์บอร์ด ใช่ช่องทางคอมเม้นต์เป็นสนามอารมณ์
และตอนนี้ฉันก็ไม่ต่างจากส้วมที่มีคนไม่รู้จักมาทิ้งบอมบ์แบบสาดเสียเทเสีย บางข้อความก็เกินจะรับไหว
แน่นอนว่ามันลอยไปเข้าตาพ่อกับแม่ตั้งแต่วันที่สองที่ข่าวกระฉ่อน ฉันทำได้เพียงอธิบายความจริง พวกท่านไม่ได้ด่าทอ ท่านรู้ว่าฉันไม่ใช่คนขี้โกหก และสอนให้ฉันอดทน
แต่ฉันจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!!!
ตุบๆๆ ฝ่าเท้ามีรองเท้าผ้าใบสีขาวห่อหุ้มกระทืบลงบนแผ่นกระดาษที่มีใบหน้าของไอ้ต้นติดอยู่ มาหยาลงทุนปริ้นซ์หน้ามันมาให้ฉันระบายอารมณ์ อีกแผ่นเป็นพี่นิริณที่กำลังใช้ปากกาเจาะหน้าของมันจนเป็นรูอยู่บนโต๊ะหินอ่อนประจำตำแหน่งของแก๊งเธอ
"ไอ้สารเลว แกมาทำศักดิ์ศรีน้องฉันป่นปี้หมด"
"ให้พี่โอบไปจัดการให้ไหม พี่โอบมีปืนนะ"
เท้าฉันชะงักตวัดสายตามองพี่ปันปัน หรือเธอจะติดเชื้อแฟนหนุ่มมาแล้ว
"แฟนพี่ก็แบ็คดี แค่บอกมาเท่านั้นว่าอยากให้พวกมันสองผัวเมียเป็นแบบไหน จะได้ตามสั่งเลย"
ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พี่ชูครีมก็น่ากลัวแหะ
"หรือให้พี่เจไดจัดการไหม ในคลิปเป็นเขานี่นะที่มาช่วยแก ดูอีป้ามันก็เกรงๆ เขาอยู่นะ"
คราวนี้ฉันเดินกลับไปกดปิดคลิปวีดีโอในมือถือของมาหยา ส่ายหน้าพรืดจนผมสะบัด
"ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พวกพี่ด้วยนะคะ ไม่ต้องไปบอกแฟนๆ พวกพี่นะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ สิ้นชื่ออีไอริณของจริงแน่"
"งั้นแกก็ต้องอดทนนะ เรื่องพวกนี้เดี๋ยวก็ซาแล้วต่อไปก็ต้องมีสติกว่านี้ โอเค๊!"
พี่ปันปันลุกจากเก้าอี้มาวางมือบนศีรษะ ความนุ่มนิ่มผสมความห่วงใยพาฉันน้ำตาซึมปากยื่นพยักหน้าหงึกๆ
ตั้งแต่เกิดมามีไม่กี่เรื่องที่สร้างความเจ็บปวดให้ฉันชนิดที่ว่าข้าวกินไม่ลง นอนไม่หลับและไม่อยากลุกจากเตียงนอน
อย่างเรื่องนี้ก็พาฉันกินข้าวไม่ลงมาสามวันแล้ว
มื้อเย็นวันนี้พี่ๆ เลยพาฉันมากินชาบูที่ร้านแถวๆ มหาวิทยาลัย นั่งกินไปได้สักพักก็มีสมาชิกมาเพิ่มสองคนนั่งข้างพี่ปันปันกับชูครีม
องศาดีด้วยนะ..
พี่โอบดันนั่งตรงข้ามฉัน จากที่กินอร่อยอยู่ครึ่งชั่วโมงกลับตัวเกร็งก้มหน้ามองแต่ถ้วยของตัวเอง
เข้าใจประโยคที่ว่าถ้าเขาจะรักยืนเฉยๆ เขาก็รักแล้วล่ะ
เพราะคนนี้..ถ้าเขาจะโหด นั่งเฉยๆ เขาก็ดูโหด
"ไอ แกนั่งตัวเกร็งทำไม"
คำถามของพี่ปันปันทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ
"แฟนพี่ปันน่ากลัวอ่า"
แกร๊ก! พี่โอบวางช้อนในมือลงกระทบจานเบาๆ แต่ฉันกลับขนลุกซู่และรู้สึกว่าบรรยากาศเงียบฉี่วังเวงอย่างกับในหนังมาเฟีย
จังหวะหนึ่งฉันเผลอสบตาเขา...
แต่ก็ต้องรีบก้มหน้ามองผักบุ้งในถ้วย
น่ากลัวๆ พี่ปันปันสบตาแล้วหัวใจเต้นได้ไงเนี่ย
ปึก! พลันตรงหน้าก็มีก็มีตะเกียบคู่หนึ่งคีบลูกชิ้นเต้าหู้หน้าแมวเหมียวมาใส่ในชาม ตะเกียบนั้นอยู่ในมือพี่โอบ ฉันเงยหน้ายิ้มเจื่อน.. ที่แท้ก็เป็นคนใจดีหรอกเหรอ
พรึบ! แต่แล้วตะเกียบอันนั้นก็ทิ่มเข้ากลางใบหน้าแมว แทงอยู่แบบนั้นสามครั้งอย่างเลือดเย็น
ฉันสะดุ้งทั้งตกใจทั้งกลัวแล้วขยับไปกอดมาหยา ซุกใบหน้ากับหัวไหล่ของเพื่อนท่ามกลางเสียงหัวเราะของพี่ๆ
"ฮือ! คนโหด"
"น้องรหัสปันนะคะ พี่โอบอย่าแกล้งน้องปันสิ"
พี่ปันปันดุแฟนเธอแล้วลุกจากเก้าอี้มาลูบหัวไหล่มนปลอบประโลม พอได้สัมผัสจากพี่รหัสทีไรฉันเบาลงได้ทุกอารมณ์จริงๆ แต่ไม่กล้าหันไปสบตาแฟนเธอ สัมผัสได้ว่าเขาดูสนุกกับการแกล้งฉันมาก
"เดี๋ยวพี่กลับไปจัดการให้ ลุกขึ้นมานั่งกินดีๆ "
เธอพยุงให้ฉันกลับมานั่งตรงแล้วมองไปยังหน้าร้าน
"พี่เจไดมาแล้ว เดี๋ยวให้มานั่งตรงข้างไอริณเลย จะได้ช่วยปันปรามพี่โอบ"
ใครมานะ!
เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นดึงทุกสายตา
มีผู้ชายสวมใส่ชุดนักศึกษากำลังเดินตรงมาที่โต๊ะพวกเรา เขาส่งยิ้มจางๆ มาแต่ไกล ยิ้มที่ทำหัวใจของฉันสั่นระรัว
ไอ้บ้าเอ๊ย! จะมาทำไม
มีแค่พี่โอบกับพี่สิงห์ไม่ได้เหรอ ทำไมพวกเขาต้องเอาสัมภเวสีมาด้วย
"สวัสดีครับเฮีย ผมมัวแต่ปริ้นซ์งานอยู่เลยออกมาช้า"
"งั้นก็รีบหาที่นั่ง"
พี่เจไดทักทายพี่สิงห์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เดินผ่านมาตบบ่าพี่โอบแล้วนั่งลงข้างฉัน เขาเหล่ตามองฉันแวบหนึ่งแล้วหันไปสนใจสั่งอาหารเพิ่ม
"เขาก็ดูไม่น่าจะเกเรอย่างแกว่า" มาหยาโยกตัวมากระซิบ
"พวกนี้รู้หน้าไม่รู้ใจหรอก"
ฉันกระซิบกลับแล้วก้มหน้าก้มตากินเฉพาะของที่ตัวเองตักมาใส่ถ้วย วางหูเอาไว้ฟังรุ่นพี่คุยกันเท่านั้น
"พี่เจไดช่วยปรามพี่โอบด้วยนะคะ อย่าให้เขาแกล้งน้องรหัสปัน น้องปันขี้กลัว"
"คนนี้เหรอ"
ตะเกียบที่น่าจะคีบอะไรใส่ปากไปแล้วถูกชี้มาที่ฉัน
"คนนี้แหละค่ะที่พี่เจไดไปเจอที่ห้างแล้วช่วยชีวิตออกมา น้องชื่อไอริณค่ะ"
พี่นิริณเป็นคนตอบ
"แต่ดูจะไม่สำนึกบุญคุณพี่เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าโกรธที่พี่ไปพรากเขาออกมาจากแฟนหรือเปล่า"
"ไม่ใช่แฟนค่ะ" ฉันรีบค้าน "ก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอคะว่าไอเป็นเหยื่อแล้วไอก็ขอบคุณพี่ไปแล้ว"
"อืม สงสัยจะลืม"
พูดจบเขาก็หันไปคีบลูกชิ้นเข้าปากหน้าตาเฉย
กวน! เห็นไหมล่ะว่าเขาน่ะนิสัยไม่ดี
หนึ่งปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง มีโฮมเตย์ที่ฉันวาดฝันเอาไว้ก่อกำเนิดขึ้นทั้งหมดสิบห้อง มีฤกษ์เปิดให้บริการหลังแต่งงาน มีบ้านสไตล์มินิมอลชั้นเดียวที่สร้างเสร็จพร้อมกัน นั่นคือเรือนหอของฉันกับพี่เจได วิศวกรหนุ่มเขาจะมาเป็นหนุ่มอยุธยาและเราก็แต่งงานกันหลังจากวันนั้นหนึ่งปี..ฉันเป็นภรรยาของพี่เจไดโดยสมบูรณ์ หน้าที่หลักๆ คือดูแลเสื้อผ้า อาหารเช้าและนอนกอดคนขับรถเก่งทุกคืนมันค่อนข้างน่าเป็นห่วงมากที่เขาขับรถไปกลับกรุงเทพฯ อยุธยาทุกวัน แม้เขาจะอ้างเหตุผลว่าขับรถในกรุงเทพฯ ใช้เวลานานกว่านี้เยอะ แต่ฉันก็ไม่ได้วางใจ และพอเส้นทางชีวิตเปลี่ยน แผนการทำงานบางอย่างก็เปลี่ยนไปตามนั้นพี่เจไดไม่ได้เข้าผับทุกคืน ถ้าไม่นับพี่สิงห์ แก๊งของเขามีอยู่สี่คน ในหนึ่งสัปดาห์วางตารางงานสลับวันกันเข้าไปดูแล วันไหนไม่ต้องเข้าผับ เขาก็จะกลับมาหาฉันตั้งแต่หกโมงเย็น มาช่วยดูแลแขกที่มาเข้าพักแม้ลูกค้าจะไม่ได้เยอะทุกวัน แต่ก็สร้างรายได้ให้ฉันไม่น้อย ไหนจะร้านขายของฝากแก้วใจที่คุณแม่จ่ายเงินเดือนให้ฉันเดือนละแสน เงินที่สามีก็เปย์ให้หลักแสน แต่ฉันไม่ได้ใช้หรอกเพราะเกรงใจพี่เจไดมาก เก็บเอาไว้ให้ลูกที่วางแ
พี่เจไดของฉันเป็นวิศวกรเต็มตัวตั้งแต่เรียนจบ ทำงานให้บริษัท KS กรุ๊ป ที่ขยายใหญ่โตขึ้นทุกวัน การโตเป็นผู้ใหญ่ของเขาไม่ง่าย ยิ่งมีงานทั้งกลางวันกลางคืนพรากพลังงานในแต่ละวันของเขาไม่น้อยดูจากการกลับมาก็หลับปุ๋ยทันทีที่หัวถึงหมอน ฉันในฐานะแฟนก็เป็นห่วง แต่พี่เขาบอกว่ายังบาลานซ์เวลาได้ไม่ดี เดี๋ยวอีกสักพักคงปรับตัวได้เพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ทั้งแก๊งวิศวะลูกเทพทำงานหนักเหมือนกันทุกคนหน้าที่ของฉันคือการดูแลให้กำลังใจ เป็นเซฟโซนให้พี่เจไดสบายใจ เป็นความน่ารักให้เขายิ้มได้ตลอดที่เราอยู่ด้วยกันเชื่อไหม..เราสองคนไม่เคยทะเลาะกันเลย มีงอนบ้างเวลาฉันถูกแย่งของกิน แต่ไม่ถึงนาทีก็หายงอนโดยเขาไม่ต้องง้อด้วยซ้ำ เราไม่มีเคล็ดลับใดๆ ในการประคองความสัมพันธ์มีแต่ความรักความเข้าใจ เวลาอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขสำหรับฉัน.. พี่เจไดคือใช่เลยสำหรับเขา.. ฉันก็คงเป็นคนที่ใช่นั่นแหละ"พี่เจขา"เช้าวันหนึ่งฉันวิ่งออกมาจากห้องนอนพร้อมกับเสื้อเชิ้ตสองตัว มายื่นให้ผู้ชายที่กำลังออกกำลังกายอยู่ในห้องฟิตเนสเลือก"ครับน้อง"พี่เจไดกดหยุดลู่วิ่งพลางเลิกคิ้วขึ้นสงสัย"วันนี้วันจันทร์ ใส่สีเหลืองดีไหมคะหรือพี่ชอบสีกรม
สามวันถัดมาพี่เจไดถึงหิ้วขนมกลับบ้านโดยหิ้วฉันมาด้วย ฉันไม่ถึงกับออกอาการประหม่า อย่างน้อยก็รู้จักจิมมี่อยู่แล้ว แต่ฉันแอบกังวลว่าตอนที่พ่อกับแม่ของเขาเจอหน้าฉันอีกครั้งในรอบสี่ปีจะเป็นอย่างไรพี่เจไดแวะดูความเรียบร้อยที่ผับจนถึงหนึ่งทุ่มเราก็เดินทางไปย่านราชพฤกษ์ อู่ต่อรถสิบล้อขนาดใหญ่เวลานี้ยังไม่ปิดทำการ แต่ปิดให้บริการแล้ว ในความหมายก็คือไม่รับลูกค้าที่เข้ามาติดต่อ แต่งานภายในที่ยังคั่งค้างยังคงทำต่อเขาขับรถผ่านอู่มายังบ้านที่อยู่ด้านหลัง พอรถเลี้ยวเข้ามาจอดความทรงจำที่ฉันเคยมานั่งเล่นอยู่ตรงชิงช้าหน้าบ้านก็ย้อนกลับมา"จิมมี่มันทำหัก พ่อเลยยกไปทิ้ง"คงจะรู้ว่าฉันมองตรงตำแหน่งนั้นแล้วคิดอะไรอยู่ พี่เจไดจึงเฉลย"ก็น่าหักอยู่ จิมตัวอย่างกับยักษ์""แต่มันไม่ยักษ์เท่าพี่หรอก เกิดทีหลังจะมาใหญ่กว่าได้ไง จริงป่ะ" เขายิ้มซุกซน"ก็ไม่เคยเห็นของจิมตอบไม่ได้หรอกค่ะ เห็นก่อนถึงจะเฟิร์มได้นะ""เดี๋ยวเถอะ"พี่เจไดเขกมะเหงกฉันแล้วลงจากรถด้วยสีหน้าบูดบึ้งก็พูดไปแนวนั้นเอง น้องผิดอะไรล่ะคะประตูรถฝั่งฉันเปิดออก พี่เจไดก้มลงมาปลดเข็มขัดนิรภัยให้ มองฉันคาดโทษอีกหนแล้วโอบประคองให้ลุกขึ้นยืนก็เป็นเ
บ่ายสามโมงสิบห้าของอีกวันฉันกับรุ่นพี่นั่งถือลอตเตอรี่คนละใบอยู่ข้างตึกคณะ ตรงกลางโต๊ะมีมือถือที่เปิดถ่ายทอดสดการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดนี้พวกเราเฝ้ารออย่างตื่นเต้น อยากจะรู้เหลือเกินว่าเลขมงคลของเหล่าแฟนหนุ่มจะเด็ดแค่ไหน"ล้ำลึกมาก ลุ้นไปด้วยเลย"พี่บัวเกาะอยู่บนหลังพี่ทานตะวันลุ้นอยู่ด้วยกันมาหยาเกาะอยู่บนหลังของฉัน รายนี้ก็ลุ้นจนเหยี่ยวเหนียว แต่คงไม่เหนียวเท่าเจ้าของแผ่นกระดาษเล็กๆ พวกนี้หรอก"เงียบๆ ก่อน" พี่โรสออกคำสั่งเพราะถึงช่วงพีคแล้ว'รางวัลเลขท้ายสองตัวประจำงวดวันที่ 2 มกราคม ปี 2567 เลขที่ออก 5 6 ฟังอีกครั้ง เลขที่ออก 5 6'พวกเราเบิกตาโตมองหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มตามด้วยหัวเราะลั่น มีฉันที่ลุกขึ้นยืนกระโดดดีใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าซื้อลอตเตอรี่ครั้งแรกก็จะดวงดี"บันทึกไว้เป็นสิ่งมหัศจัรรย์ของโลกได้เลยนะ"พี่นิริณแซว"ก็ของมันดีอ่ะนะ"ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่โรส ของดีจริงๆ พี่ทานตะวัน พี่ปันปันกับพี่ชูครีมโทรหาแฟนหนุ่มแล้ว ฉันโทรบ้างดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก"พี่เจ น้องถูกหวย"[ว่าล่ะ เห็นแฟนไอ้พวกนี้โทรมากันใหญ่]"เลขอะไรรู้ไหมคะ"[อยากรู้จนตัวสั่น]"5 6 เลขมงคลของพี่
"คิดถึงน้องมากเลย"พี่เจไดแย่งขวดน้ำจากในมือไปวางลงบนโต๊ะ จับใบหน้าฉันแหงนเงยรับจูบที่หลอมรวมความคิดถึงฉันก็คิดถึง มันเป็นความทรมานที่อธิบายไม่ถูกจนฉันเผลอคิดว่าหากเราตัวติดกันตลอดเวลาคงจะดี"คิดถึงพี่ไหมครับ""คิดถึงค่ะ""ตรงนี้หรือในห้องดี""น้องชอบที่ที่เรากอดกันได้แน่นๆ"ร่างฉันลอยหวือขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง เราจูบกันตลอดการก้าวเดินจนเข้ามาถึงในห้องพี่เจไดคิดถึงฉันมากถึงขนาดสวมใส่กางเกงชั้นในออกไปตัวเดียว เราจึงไม่ต้องเสียเวลาไปกับการถอดเสื้อผ้านานชุดมินิเดรสสีขาวถูกรูดออกทางศีรษะ ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบวินาทีฉันก็เปลือยเปล่า ร่างกายร้อนผ่าวดั่งไฟแผดเผายามริมฝีปากหนารูดผ่านผิวเนื้อทุกจุด เขาดูดนมฉัน ท่อนล่างใช้นิ้วสอดลึกเข้ามาหยอกล้อให้ร่างกายดีดดิ้นทรมาน"เสียวค่ะ""ชอบไหม""ชะ ชอบ"ฟันแหลมคมงับด้วยความมันเขี้ยวจนไปถึงข้างล่าง เข้ากลืนกินฉันอย่างไม่รังเกียจ ดูดเลียใช้ลิ้นสอดลึกมาจบด้วยการขยี้ฉันด้วยลิ้นแรงๆ ฉันกรีดร้องยกสะโพก ทั้งเสียวทั้งมันส์เพียงเล้าโลม ไม่นานก็แตกพร่าให้เขาเก็บเกี่ยวฉกชิมน้ำหวาน"น้องอยากกินพี่บ้าง" ฉันเว้าวอนเสียงหวาน พี่เจไดก็เอามาเสิร์ฟให้ฉันถึงที่ ความใหญ
ฉันยังไม่ได้ตอบคุณแม่ แต่มองไปทางประตูร้าน นานเกินห้านาทีที่เฝ้ารอใครบางคนเดินมา ตั้งใจว่าอีกหนึ่งนาทีฉันจะเดินไปตามแล้วนะแต่พี่เจไดก็ผลักประตูกระจกเข้ามาเสียก่อน ลูกค้าหล่อเหลาแต่งตัวอย่างกับนายแบบเดินมาหยุดกลางร้าน เรียกเสียงฮือฮาของลูกค้าคนอื่นๆ บางคนบอกว่าเขาเป็นดาราแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใครหนูรู้ค่ะป้า เขาเป็นแฟนหนูเองฉันเดินตรงเข้าไปหาพี่เจได ดึงแขนเขาให้เดินมายังเคาน์เตอร์ พบเจอคุณแม่อย่างจังสองมือใหญ่ก็พนมไหว้"สวัสดีครับ"น้ำเสียงหนักแน่น ช่างขัดกับสีหน้าและท่าทางประหม่า เขากำมือแน่นกลัดเกร็ง อาจจะกลั้นหายใจอยู่ก็ได้ยิ่งเห็นคุณแม่เอียงคอทำท่าครุ่นคิด พี่เจไดเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ที่อาการเขาเป็นแบบนี้เพราะตอนนั้นเรื่องที่เขาทำรู้ถึงหูคุณพ่อคุณแม่ด้วยไง แต่พวกท่านไม่ได้ไปเอาเรื่องอะไรแล้วเลือกที่จะรักษาอาการทางใจของฉัน"ผม..""เจได..ใช่ไหม"คุณแม่คิดออกเอ่ยชื่อได้ตรงเป๊ะ พี่เจไดยิ่งลนลานถูมือกับกางเกงยีนส์ใหญ่เลย น่าสงสารจัง"ครับ ผมเองครับ""มาเที่ยวอยุธยาเหรอ"น้ำเสียงคุณแม่ถามไถ่ปกติ ท่านยิ้มแย้มด้วยนะ แฟนฉันเลยผ่อนคลายลงมาได้นิดหน่อย แต่พอคุณพ่อเดินมา เขาก็ออกอาการเดิม"คุณ







