LOGIN[JDai Part]
"ปากดี น่ากัดให้ปากขาด"
ผมบ่นตามหลังยัยตัวเล็กผมหยิกเป็นเส้นมาม่าแล้วเดินกลับเข้ามานั่งข่มอารมณ์มันเขี้ยวอยู่ในรถ
เคลียร์เรื่องรถของสาวมนุษยศาสตร์ที่โชนตามจีบอยู่ในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อยก็ไปเรียนต่อ วันนี้ผมอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บาสก็แข่งแพ้เด็กสถาปัตย์ โปรเจคต์จบก็สุมหัว เพื่อนแม่งก็ไข้ใจกันเป็นแถบๆ หนักสุดก็ไอ้เวรแทนคุณที่ตอนนี้วิญญาณน่าจะไปอยู่แถวๆ ตึกมนุษย์โน้น เหลือแต่กายหยาบนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวข้างบาทาผม ผมเลยใช้ตีนสะกิดขามัน
"ทนไม่ไหวก็ไปหาเขา เอาแต่ทำหน้าเป็นหมาหงอยกูรำคาญ"
แทนคุณใช้เท้ายันเท้าผมออก พลิกตัวตะแคงข้างหันตูดให้เฉย
เออดี! ขอให้แม่งง้อเขาไม่สำเร็จ
ผมหันไปสนใจโอบ ยังดีที่มันรักกับน้องปันปันดี เลยยังเหลือตัวช่วยทำโปรเจคต์กลุ่มที่จะต้องส่งอาจารย์ในอีกสองสัปดาห์ แต่เห็นมันจิ้มๆ หน้าจอมือถืออีกแล้ว ไม่พ้นคงสั่งอาหารไปกินที่ตึกโน้นอีกเหมือนเคย
"ครั้งนี้แดกไรวะ"
"น้องอยากกินบะหมี่ไข่" มันตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอมือถือขึ้นมาคุย
"วันนี้?"
"พรุ่งนี้ มึงไปด้วยกันไหม"
"กูจะไปทำห่าอะไร กูไม่ได้มีเด็กอยู่ตึกนั้นเหมือนพวกมึง"
โอบเงยหน้ามองผม.. "แต่ครั้งก่อนมึงพูดแปลกๆ เหมือนเคยมีแผลกับเด็กมนุษย์ ชัวร์ว่าไม่มี"
"กูแค่บอกว่าตกเด็กมนุษย์จนเบื่อ แต่ไม่ได้บอกว่ามีซัมธิงกับเด็กมนุษย์นี่หว่า"
มันจ้องตาผมนิ่ง แต่ผมรู้ดีว่ามันกำลังเค้นหาความจริงที่มีเพียงแค่...ผมเคยรู้จักเด็กมนุษย์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น
คืนหนึ่งที่เราเจอกันโดยบังเอิญที่ผับ เธอทำเมิน ไม่มองหน้าผม ทั้งที่เรารู้จักกันมาก่อนและผมก็ได้รู้จากปากแทนคุณว่าเธอเรียนคณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเดียวกัน
นั่นแหละ.. คือเหตุผลที่วันหนึ่งผมยอมไปกินข้าวคนเดียวแล้วปล่อยให้เพื่อนอีกสามคนไปจีบสาวที่ตึกมนุษยศาสตร์
แต่บางอย่างก็เกินการควบคุม ถึงเราจะไม่ได้วิ่งหนีสิ่งนั้น ทำเพียงอยู่เฉยๆ สิ่งนั้นมักถูกพัดให้เข้ามาใกล้ ไม่แค่นั้นยังบังคับให้ผมต้องยื่นมือไปแตะต้อง
ทั้งหมดที่ผมพูดมาคือไอริณ
เราเคยรู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว
ผมไม่รู้เลยว่าเธอเรียนที่นี่ ไม่เคยเจอหน้า ไม่มีใครเคยบอก คืนนั้นในผับเธอเดินมากับเด็กเก่าแทนคุณ ผมแอบตกใจ ถึงจะนานเกินสี่ปีที่ไม่เจอหน้า แต่เพียงสบตาหนึ่งวินาทีผมก็จดจำได้..
ยัยเด็กตาโตแก้มป่องที่ยิ้มแล้วดวงตาหยีอย่างกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว..
ตอนเด็กก็น่ารักนุ่มนิ่มดี ไม่คิดว่าโตขึ้นมาแล้วปากจะแจ๋วขนาดนั้น
หรือไม่ก็คงเก่งกับผมคนเดียว เมื่อวานเห็นปล่อยให้คนอื่นทั้งจิกทั้งตบ ถ้าผมไม่บังเอิญไปเจอ สภาพคงไม่ต่างจากผักถูกโยนลงในหม้อสุกี้ที่น้ำกำลังเดือด
แล้วดูน้องมันทำกิริยาใส่..
แม่งโคตรเสียดายขนมโดนัทที่กำลังจะซื้อไปให้แม่ แต่ต้องสละมาช่วยคน
นึกถึงแล้วก็โคตรเซ็ง เรียนเสร็จผมขับรถมายัง K Night ผับ ระหว่างเดินเข้ามาภายในตัวอาคารก็โทรคุยกับแม่ไปด้วย
"ขายดีคร้าบแม่ เดี๋ยวสิ้นเดือนโอนเงินไปให้นะ"
[แม่ไม่ได้มาขอเงินเจ แม่แค่ถามไถ่ว่ากิจการมันเป็นยังไง อู่ต่อรถสิบล้อของเราก็ทำเงินได้ไม่น้อยหน้าผับของลูกหรอกหน่า]
ผมยิ้มให้กับเสียงเล็กแหลมของแม่ เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงหลงแม่นัก ขนาดลูกฟังแล้วหัวใจยังยวบยาบ
[เจอย่าดื่มหนักสูบหนักนะลูกนะ เจ้าจิมมันก็เริ่มล่ะ แม่ล่ะห่วงทั้งคู่จริ๊งจริง]
"ครับผม แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ผมคุยธุระกับเฮียสิงห์เขาก่อน"
ร่ำลากันอีกสองสามประโยคก็วางสายแล้วเดินไปเกาะขอบประตูห้องทำงานของเฮียสิงห์ มองจนแน่ใจว่าเขาอยู่ในห้องคนเดียวผมก็สไลด์รองเท้าเข้ามานั่งบนโซฟาอย่างรวดเร็ว
"สวัสดีครับเฮีย"
เฮียสิงห์น่าจะเพิ่งมาถึง และเขาก็มองผ่านผมไปด้านหลัง
"เมียกูล่ะ"
"น้องชูครีมมากับไอ้โอบกับน้องปันปันครับ มีพวกผมอยู่เฮียไม่ต้องห่วงเลยครับ"
"ยังเอาตัวกันแทบไม่รอด กล้าพูด"
"ไม่ใช่ผมสักหน่อย" ผมบ่นงุบงิบ
"พูดธุระที่ทำให้มึงลากตีนมาบนนี้"
"เพ้นท์เฮ้าส์สุดหรูหรา"
"ว่างก็เข้าไปทำสัญญาได้เลย จะเอาอะไรก็บอกลูกน้องกู สำคัญเลยอย่าลืมจ่ายเงินกู"
"ขอบคุณคร้าบ รักเฮียที่สุดเลย"
ผมลุกจากโซฟาวิ่งไปหาเฮียสิงห์รุ่นพี่ที่เรียนวิศวะมาด้วยกันพ่วงเจ้าของผับที่พวกผมเป็นหุ้นส่วน แถมยังเป็นคนเนรมิตที่อยู่อาศัยที่ผมต้องการได้ด้วย
แต่ก่อนที่ผมจะได้เข้าใกล้เขา ฝ่าเท้าใหญ่สวมใส่รองเท้าหนังสีดำขลับก็ยกขึ้นตัดหน้า ผมเบรคล้อฟรียกสองมือขึ้นทำท่ายินยอม
"ก็แค่จะกอด หวงตัวไปได้"
"ตัวกูสงวนสิทธิ์ให้เมียกูคนเดียว"
เหอะ! สองมือนั้นยกพนมไหว้แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้อง
กลางวันมันเขี้ยวเด็กผมเส้นมาม่า
ตกเย็นหมั่นไส้รุ่นพี่
ชีวิตผมจะหาความสุขจากไหนมิทราบ!!
[JDai End]
[JDai Part]"ปากดี น่ากัดให้ปากขาด"ผมบ่นตามหลังยัยตัวเล็กผมหยิกเป็นเส้นมาม่าแล้วเดินกลับเข้ามานั่งข่มอารมณ์มันเขี้ยวอยู่ในรถเคลียร์เรื่องรถของสาวมนุษยศาสตร์ที่โชนตามจีบอยู่ในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อยก็ไปเรียนต่อ วันนี้ผมอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บาสก็แข่งแพ้เด็กสถาปัตย์ โปรเจคต์จบก็สุมหัว เพื่อนแม่งก็ไข้ใจกันเป็นแถบๆ หนักสุดก็ไอ้เวรแทนคุณที่ตอนนี้วิญญาณน่าจะไปอยู่แถวๆ ตึกมนุษย์โน้น เหลือแต่กายหยาบนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวข้างบาทาผม ผมเลยใช้ตีนสะกิดขามัน"ทนไม่ไหวก็ไปหาเขา เอาแต่ทำหน้าเป็นหมาหงอยกูรำคาญ"แทนคุณใช้เท้ายันเท้าผมออก พลิกตัวตะแคงข้างหันตูดให้เฉยเออดี! ขอให้แม่งง้อเขาไม่สำเร็จผมหันไปสนใจโอบ ยังดีที่มันรักกับน้องปันปันดี เลยยังเหลือตัวช่วยทำโปรเจคต์กลุ่มที่จะต้องส่งอาจารย์ในอีกสองสัปดาห์ แต่เห็นมันจิ้มๆ หน้าจอมือถืออีกแล้ว ไม่พ้นคงสั่งอาหารไปกินที่ตึกโน้นอีกเหมือนเคย"ครั้งนี้แดกไรวะ""น้องอยากกินบะหมี่ไข่" มันตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอมือถือขึ้นมาคุย"วันนี้?""พรุ่งนี้ มึงไปด้วยกันไหม""กูจะไปทำห่าอะไร กูไม่ได้มีเด็กอยู่ตึกนั้นเหมือนพวกมึง"โอบเงยหน้ามองผม.. "แต่ครั้งก่อนม
"แวะทำแผลที่โรงพยาบาลไหม"รถเลี้ยวออกจากห้างสรรพสินค้าก็มีคำถามลอยมา ฉันดึงสายตาออกจากมือใหญ่แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามวางสายตาเอาไว้ที่รถด้านหน้า ใช้เวลาแค่สิบนาทีก็จะถึงคอนโดมิเนียมของฉันแล้วแกต้องอดทน!"ไม่รู้เลยเหรอว่ามันมีเมีย"ฉันส่ายหน้าตอบอีกหนมือสางผมให้เข้าทรงเพราะอาการแสบยุบยิบตรงขมับกระตุ้นให้ฉันนึกได้ว่าสภาพไม่ต่างจากฟัดกับหมามาจริงๆ"ก็ไหนว่าโสดไง""บางคนไม่โสดก็ยังตอแหลว่าโสดได้เลยนี่คะ ไอหมายถึงไอ้ชั่วเมื่อกี้ อีกอย่างแค่คุยไม่ได้คบ ถือว่าโสดก็ถูกแล้ว"พี่เจไดไม่ได้ตอบกลับ ฉันเลยใช้จังหวะนี้ชี้มือไปด้านหน้า"ถึงคอนโดไอแล้วค่ะ พี่จอดได้เลย"เอี๊ยด! รถหรูจอดเทียบหน้าฟุตบาทตรงด้านหน้าป้ายคอนโดมิเนียม พี่เจไดเป็นคนปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยให้เป็นอิสระแล้วฉันก็หันไปพนมมือไหว้ แต่ไม่ได้มองหน้าเขา"ขอบคุณค่ะที่ช่วยแล้วก็ขอบคุณที่มาส่งด้วยค่ะ""ขอบคุณที่เหวี่ยงใส่เหมือนกัน"อีพี่เจได! ฉันถลึงตาดุมองเขา อยากเอาความรู้สึกที่มีทั้งหมดในตอนนี้มาระบายด้วยการตะกุยหน้าเขาที่สุดเขาทำเพียงเหล่ตามองฉัน จิ้มนิ้วลงบนปุ่มอะไรสักอย่างตามมาด้วยเสียงปลดล็อกประตูสุดท้ายก็ได้แค่คิด การอยู่ห่างเข
ปึก! เผละ! สิ้นเสียงเผละความรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ลำคอลามมาถึงปลายนิ้วมือข้างขวาก็มาพานพบฉันตกใจกางแขนข้างนั้นออก มองดูของเหลวสีแดงผสมเกล็ดน้ำแข็งที่หกเลอะเปรอะเปื้อนให้ตายเถอะ! โคตรซวยเลย ชุดนี้ฉันเพิ่งจะใส่ครั้งแรกด้วยนะมันเหมือนจะเป็นน้ำแตงโมปั่นที่ฉันสั่ง ฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกางเกงสีดำที่ยืนประชิดตัว ก่อนจะต้องย่นคิ้วเพราะเธอไม่ใช่พนักงาน แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ทำหน้าตาไม่ต่างจากนางยักษ์ผีเสื้อสมุทร"หน้าตาก็ดี ไม่มีปัญญาหาผัวเองหรือไง"ห๊ะ! ฉันอุทานในใจ ไม่ทันได้หันไปโยนคำถามใส่พี่ต้นว่าใครคือผัวของเธอคนนี้ที่คาดเดาอายุน่าจะเกินสามสิบปี เส้นผมลอนมาม่าที่ฉันนั่งทำอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ถูกดึงทึ้งจิกด้วยมือของอีคนแก่กว่า ออกแรงดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนแล้วลากออกมานอกร้านฉันรู้แล้วว่าสถานการณ์ชักไม่ดี มีกลิ่นตุๆ บางอย่างตั้งแต่น้ำแตงโมลอยมาสาดใส่ลำตัวแต่ฉันดันตั้งตัวไม่ทัน สัญชาตญาณป้องกันตัวตอนนี้คือใช้สองมือจับข้อมือมัน จิกเล็บลงบนผิวเนื้อเหี่ยวๆ อย่างแรง ลำตัวถลาตามการดึงรั้ง ความเจ็บปวดวิ่งพล่านโอบล้อมหนังศีรษะจนอยากกรีดร้องดังๆ และรัศมีสายตามองเห็นรองเท้าหลายสิบคู่ยืนรายล้อมเป็นไทยมุ
ฉันเป็นคนดื่มได้แต่ดื่มไม่เก่ง เลยเลือกดื่มน้อยๆ เพื่อจะได้พามาหยากลับได้ หลังจากเป่าเค้กมินิที่พี่ปันปันซื้อมาเซอร์ไพรส์ นั่งอยู่ต่ออีกหนึ่งชั่วโมงก็แยกย้ายกันกลับเพราะรุ่นพี่ถูกบรรดาแฟนหนุ่มมาตามตอนแรกฉันแกล้งดื้อดึงทำเป็นโอดครวญว่าถูกพี่ๆ ทิ้งในวันเกิด แต่เพียงได้สบตาแฟนพี่ปันปันที่ชื่อว่าพี่โอบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดในแก๊งวิศวะลูกเทพ ขนแขนก็ลุกชันจนต้องแกล้งทำเป็นเมาแล้วควงแขนมาหยาขึ้นรถแท็กซี่กลับแทบไม่ทัน"ไม่น่าเชื่อว่าพี่ปันจะคบกับพี่โอบได้" ฉันชูมือถือที่เปิดรูปคู่ของคู่รักที่กำลังกล่าวถึงให้มาหยาดู"แกจะบอกว่าพวกเขาไม่เหมาะสมกันเหรอ""ไม่ใช่ พี่ปันของเราเรียบร้อยดั่งนางฟ้า แต่ดูพี่โอบสิ..""จริง แต่ใครจะไปรู้ล่ะ เวลาอยู่กันสองคนพี่โอบอาจจะเป็นหมาเชื่องให้พี่ปันลูบหัวก็ได้""เป็นไปได้เพราะตอนเขามองพี่ปันนะ ตาเชื่อมมาก ดูรู้เลยว่าเขารักเธอ.."ไม่ใช่แค่พี่ปันปันหรอก พี่ชูครีมก็ด้วย แฟนของเธอโอบอุ้มในท่าเจ้าหญิงแล้วพาเดินออกไป ตอนนั้นทำฉันกรี๊ดคอแทบแตกวาสนาพวกเธอจริงๆ เฮ้อ! น่าอิจฉาเนอะมาหยายังมีสติมากพอไม่ต้องเป็นภาระใครจึงกลับไปนอนห้องตัวเองเราแยกกันบนรถแท็กซี่ ส่งเพื
พื้นที่สนามบินแน่นขนัดไปด้วยผู้คนนับพันนับหมื่นทั้งนั่งปะปนกับยืนสลับกันไปตามพื้นที่ที่ทางสนามบินจัดเตรียมเอาไว้ให้ 'แฟนคลับ' ของนักร้องเกาหลีที่จะมาแสดงคอนเสิร์ตในวันพรุ่งนี้ความสูงหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าเซนติเมตรเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น เบื้องหน้าตอนนี้มีแต่แผ่นหลังผู้คนมากมาย มองไม่เห็นแม้แต่ทางเดินของศิลปินกรี๊ด! ฉันกรีดร้องในใจแล้วตัดสินใจหันหลังเดินฝ่าฝูงชนมากมายออกมายังจุดโล่งโปร่ง สูดเอาอากาศเข้าปอดลึกๆ มือพัดโบกสร้างความเย็นและลดความหงุดหงิดให้ตัวเองไปด้วยสาบานเลยว่าฉันจะไม่บ้าจี้ตามยัยเบลล์เพื่อนสายติ่งมาอีกเพียงเพราะเบื่อนอนอยู่ที่ห้องเฉยๆ รอบก่อนก็ชวนมาติ่งนักแสดงจีนคนหนึ่งพาฉันกลับถึงห้องพักตั้งเกือบห้าทุ่มแหนะติ๊งๆๆ พอนึกถึงเบลล์ก็ส่งแชทมาทันทีBellza : ไม่อดทนคราวหลังไม่ต้องมาเลยนะBellza : อีบ้า!"แกน่ะสิบ้า!"ฉันไม่ตอบกลับ จัดการบล็อกไลน์ของเบลล์ทันทีแล้วกระโดดขึ้นรถสาธารณะคันใหญ่นั่งกลับเข้ามาในเมืองหนึ่งปีกว่าๆ ที่ฉันกับเบลล์ยังคงติดต่อกันอยู่ทั้งที่เรียนคนละมหาวิทยาลัยก็เพราะความเห็นใจเพื่อน.. ไม่ใช่สิ! อดีตเพื่อนคนนี้หาคนคบยากเพราะนิสัยขี้วีน ตัวอย่างก็เมื่อครู่







