LOGINแลก?
สิ่งเดียวที่อาจจะมีค่าพอที่จะ 'แลก' กับชีวิตของตัวเอง ก็มีแค่ร่างกาย...
ร่างบางกอดขาของธนาทัศไว้แน่น อยากจะอ้าปากตอบแต่กลับไร้ซึ่งเสียงออกมา
ความเงียบในตรอกหนักอึ้ง มีเพียงเสียงครวญครางแผ่วเบาของพวกอันธพาล และเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของลลิล
ธนาทัศก้มลงมอง มือเล็กๆ ที่เปื้อนเลือดและน้ำครำ เกาะกุมกางเกงสแลคราคาแพงจนเป็นรอยยับ ถึงแม้โคลนจะเปื้อนเต็มใบหน้า แต่ก็ยังปิดบังความสวยของหญิงสาวไม่ได้
ร่างสูงไม่พูดอะไรเพียงพยักหน้าสั้นๆ ให้กับลูกน้อง เดชที่ได้รับคำสั่งก้าวเข้ามามือหยาบกร้านคว้าเข้าที่ต้นแขนของลลิล
"โอ๊ย!"
"ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ก็เงียบซะ" เสียงเย็นชาของเดชกระซิบขู่ ลลิลจึงได้แต่กัดริมฝีปากแน่น กลั้นเสียงสะอื้นที่เหลือ
ประตูหลังเปิดออก ร่างบางถูก 'โยน' เข้าไปที่เบาะหลังเหมือนกระสอบข้าวสาร ศีรษะฟาดเข้ากับขอบประตูอย่างจัง เสียงดัง 'อั่ก' ดวงตาทั้งสองพร่าเลือน เห็นดาวระยิบระยับอยู่ชั่วขณะ
ยังไม่ทันได้รวบรวมสติ แสงไฟจากตรอกก็ถูกบดบังด้วยเงาร่างสูง ธนาทัศไม่ได้กลับไปที่รถเบนท์ลีย์คันหรู แต่กลับก้าวตามขึ้นมา นั่งลงบนเบาะหลัง...ข้างๆ ลลิล
พื้นที่แคบๆ ในรถ เต็มไปด้วยกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพง และรังสีคุกคามจากร่างสูงที่นั่งนิ่งสงบอยู่ข้างกาย ลลิลตัวแข็งทื่อ พยายามขดตัวหลบไปให้ชิดประตูอีกฝั่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
รถเริ่มเคลื่อนตัวความเงียบที่หนักอึ้งบีบคั้น ความกลัวระลอกใหม่จู่โจม นี่คือการยอมรับข้อตกลง หรือแค่การย้ายสถานที่ฆ่าเพื่อปิดปาก?
ความสิ้นหวังผลักดันให้ลลิลย้ำเตือนข้อเสนอ
"ฉัน…ฉันทำได้ทุกอย่าง" เสียงสั่นเครือเล็ดลอดออกมา แหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน "เป็นผู้หญิงของคุณ…ฉัน..."
คำพูดขาดหาย ธนาทัศไม่แม้แต่จะหันมามอง ร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ เพียงยกมือขึ้น แตะหูฟังไร้สายขนาดเล็ก แล้วเริ่มออกคำสั่งด้วยเสียงเรียบ
"การเจรจาเรียบร้อย"
"จัดการเส้นทางที่เหลือ"
"ห้ามมีข้อผิดพลาด"
เสียงทุ้มนั้นกำลังพูดเรื่องธุรกิจ เรื่อง 'การส่งของ' ที่ลลิลบังเอิญไปรู้เห็น ราวกับไม่มี 'สิ่งมีชีวิต' ที่กำลังเสนอขายร่างกาย หญิงสาวนั่งสั่โนเทาอยู่ข้างๆ โดยที่เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ว่าชะตากรรมของตนเองต่อไปจะเป็นเช่นไร…
เพนต์เฮาส์หรู
ลลิลอยู่ที่นี่คนเดียวมาสองวันแล้ว ตลอดสองวันที่ผ่านมา ความเงียบเกือบจะทำให้หญิงสาวเป็นบ้า เธอไม่รู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร ผู้ชายคนนั้นจะจัดการกับเธอยังไง และทำไมคน ๆ นั้นถึงยอมไว้ชีวิตเธอไว้
คลิก
เสียงปลดล็อกดิจิทัลดังขึ้น ร่างบางที่ขดตัวอยู่มุมห้องแข็งทื่อ หัวใจกระตุกแรง
ประตูบานหนักเปิดออก ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามา ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดสูทเต็มยศเหมือนตอนอยู่ตรอก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบน แขนเสื้อพับขึ้นอย่างลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนที่แข็งแรง
ชายหนุ่มไม่มองลลิลด้วยซ้ำ ราวกับร่างบางเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในห้อง ร่างนั้นเดินตรงไปที่มินิบาร์ หยิบขวดแก้วเจียระไนขึ้นมา เตรียมจะรินเหล้าเพิ่ม
ร่างบางฝืนร่างกายที่เกร็งแข็ง ก้าวออกจากมุมมืด มือที่สั่นจนควบคุมไม่ได้ยื่นออกไป พยายามจะจับขวดเหล้าจากมือหนา
"ฉันรินให้ค่ะ"
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย เหลือบมอง 'สิ่งของ' ที่ขยับได้เป็นครั้งแรก แววตาเย็นชา แล้วปล่อยมือจากขวด ปล่อยให้ทำ
ลลิลมือสั่นจนน้ำสีอำพันกระฉอกหกเล็กน้อย หยดลงบนพื้นหินอ่อน ร่างบางสะดุ้ง กลัวจะถูกลงโทษ กลัวจะโดนฆ่าทิ้ง
ร่างสูงใหญ่จ้องมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่เอ่ยคำใด แล้วรับแก้วไวน์ไปถือไว้ในมือ นัยน์ตาคมลึกคู่นั้นเย็นชาดุจธารน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย เขามองเห็นความยุ่งเหยิงของเธอจนหมดสิ้น—เส้นผมที่ยุ่งเหยิง ใบหน้าที่ซีดขาว และความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในแววตาซึ่งไม่จางหายไป
“ดูเหมือนว่าสองวันนี้เธอจะไม่ได้แย่เกินไปนัก” ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังขนาดใหญ่ เหยียดขาข้างหนึ่งทับอีกข้าง “คำถามที่ฉันถามไปวันนั้น... คิดได้หรือยัง?”
ลลิลตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าเขาหมายถึงคำถามที่ว่า “จะเอาอะไรมาแลกชีวิตของเธอ” ใบหน้าของเธอแดงก่ำในฉับพลัน ก่อนที่เลือดจะฝาดจางหายไปอย่างรวดเร็ว จนกลับกลายเป็นซีดเผือด เธอใช้เวลาคิดมาสองวันแล้วจริงๆ สิ่งเดียวที่พอจะนำออกมาได้ ก็คือเรือนร่างที่ยังเยาว์วัยนี้
แต่พอจะต้องพูดออกมาจริงๆ ศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ เธอเม้มริมฝีปากล่างแน่น น้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตา แต่ก็ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมให้มันร่วงหล่นลงมา เสียงของเธอแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน: “ฉัน... ฉันไม่มีอะไรจะให้คุณเลย... นอกจากตัวฉันเอง ฉันเป็นคนรับใช้คอยปรนนิบัติคุณได้...”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาของธนาทัศ ทำได้เพียงจ้องมองที่ปลายรองเท้าผ้าใบสีขาวซีดที่สึกหรอของตัวเอง รอคอยคำตัดสินจากเขา อากาศดูเหมือนจะหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงหายใจของคนทั้งสองที่ดังสลับกันไปมา ลลิลถึงกับได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง เหมือนมันจะกระโดดออกมาจากหน้าอก
“หึ” เสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ทำลายความเงียบลง “คนรับใช้?”
ลลิลชะงักงันทันที ปลายนิ้วของเธอกำแน่นขึ้นไปอีก
“คนอย่างฉันไม่เคยขาดแคลนคนรับใช้...”
คำพูดของเขาเหมือนมีดทื่อๆ ที่ค่อยๆ กรีดเฉือนความหวังสุดท้ายของลลิล เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ แต่ก็ยังดื้อดึงไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา: “แต่ฉัน... ฉันไม่มีอย่างอื่นให้แลกจริงๆ ค่ะ ...”
“ฉันปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่ได้สองวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เธอมาคิดหาเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่ไร้สาระแบบนี้”
ธนาทัศขัดคำพูดของเธอ แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคม เขาก้มตัวลง โน้มเข้าใกล้ลลิลเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนน่ากลัว ความเย็นชาจากตัวเขาเกือบจะทำให้เธอตัวแข็งทื่อ
“เธอรู้รื่องที่ไม่ควรจะรู้” เสียงของเขากดต่ำลง แฝงไว้ด้วยความอันตราย “ทางเลือกเดียวคือ เธอต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าเธอยังมี คุณค่าพอที่จะอยู่ต่อ ทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอมีประโยชน์กว่าพวกคนรับใช้ที่ไร้ค่าพวกนั้น หรือไม่ก็...”
แดดร่มลมตก แสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมายังสนามหญ้าหลังบ้านที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นปาร์ตี้วันเกิดสุดแฟนตาซี ซุ้มลูกโป่งหน้างานแบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งซ้ายเป็นสีชมพูประดับด้วยมงกุฎเจ้าหญิงและคทาวิเศษ ส่วนฝั่งขวาเป็นสีน้ำเงินแดงประดับด้วยโล่กัปตันอเมริกาและหน้ากากสไปเดอร์แมน เป็นการผสมผสานธีมที่ดูขัดแย้งแต่ลงตัวในแบบฉบับของบ้านอันธการกุล"กะทิ! หยุดเดี๋ยวนี้! เอาหน้ากากคืนมา!" เสียงตะโกนของตะวันในวัยหกขวบดังลั่น เด็กชายวิ่งไล่กวดหมาไทยหลังอานสีขาวขนฟูที่คาบหน้ากากพลาสติกวิ่งหนีไปรอบสนาม"อาทิตย์! ช่วยจับกะทิหน่อย! มันจะเอาไปฝังดิน!"อาทิตย์ละสายตาจากจานไก่ทอด วิ่งเข้าไปสมทบ สองแฝดวิ่งต้อนเจ้ากะทิที่วิ่งซิกแซกหลบเด็กสองคนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวิ่งไปหลบหลังพี่ใหญ่ของบ้าน"หยุดวิ่งกันได้แล้ว! ฝุ่นตลบหมดแล้วเนี่ย!" จันทร์เจ้าในวัยแปดขวบยืนเท้าเอว สั่งเสียงนิ่ง "กะทิ... คายของน้องออกมา เดี๋ยวนี้"เจ้ากะทิยอมคายหน้ากากเปื้อนน้ำลายใส่มือเจเจ้แต่โดยดี แล้วนั่งลงกระดิกหางทำหน้าซื่อตาใส"ตะวัน อาทิตย์ ไปล้างหน้ากาก แล้วก็ล้างมือด้วย จะเป่าเค้กแล้ว"สองแฝดรับคำเสียงอ่อย ยอมเดินไปที่ก
กลิ่นเนยไหม้ฉุนกึกผสมกับกลิ่นแป้งแพนเค้กหอมหวานลอยคลุ้งไปทั่วห้องครัวสไตล์โมเดิร์นที่กว้างขวาง ธนาทัศยืนหน้าเครียดอยู่หน้าเตา สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววของลูกสาว มือขวาถือตะหลิวไม้ มือซ้ายจับด้ามกระทะเกร็งแน่น"กลับด้าน... ฮึบ!" ข้อมือหนาสะบัดกระทะอย่างแรงแผ่นแป้งแพนเค้กสีน้ำตาลเข้มลอยละลิ่วขึ้นสู่อากาศ หมุนคว้างสามตลบ ก่อนจะตกลงมา... แปะ! บนหัวของเดชที่เพิ่งเดินถือลังน้ำส้มเข้ามาพอดี"เฮ้ย! นาย!" เดชสะดุ้งโหยง แพนเค้กร้อนๆ แปะอยู่กลางกระหม่อม น้ำเชื่อมเมเปิ้ลไหลย้อยลงมาตามหน้าผาก"โทษทีว่ะ... กะแรงผิดไปหน่อย" ธนาทัศตอบหน้าตาย รีบหันไปเทแป้งชุดใหม่ลงกระทะ"เสียงดังอะไรกันคะเนี่ย" ลลิลเดินเข้ามาในครัว เธอหยุดยืนมองสภาพความวินาศสันตะโรตรงหน้า "พี่ทัศ... จะเผาครัวฉลองวันเกิดลูกเหรอคะ""กำลังทำ 'สเปเชียล เบรกฟาสต์' ให้สองแสบ" ธนาทัศแก้ตัว พยายามแซะขอบแป้งที่เริ่มไหม้"ปาป๊า! หอมจัง!" เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังลงมาจากบันได ตะวันและอาทิตย์ในชุดนอนลายซูเปอร์ฮีโร่วิ่งแข่งกันเข้ามาในครัว"สุขสันต์วันเกิดครับลูกชาย!" ธนาทัศอ้าแขนกว้างรับแรงกระแทกจากลูกชายสองคน"ของขวัญ! เห็นของขวัญแล้ว! ขอ
นาฬิกาดิจิทัลบนผนังโถงทางเดินบอกเวลาห้าทุ่มสี่สิบห้าความเงียบสงัดปกคลุมชั้นสองของคฤหาสน์อันธการกุล ธนาทัศเดินเขย่งปลายเท้า มือสองข้างโอบอุ้มกล่องของขวัญขนาดใหญ่สองกล่องที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำเงินและสีแดงอย่างทุลักทุเล ลลิลเดินตามหลังมาติดๆ ในมือถือกล่องของขวัญขนาดเล็กกว่า"เบาๆ ค่ะพี่ทัศ... เดี๋ยวลูกตื่น""มองไม่เห็นทาง... กล่องมันบัง" ธนาทัศกัดฟันเกร็งแขนประคองกล่องไม่ให้ร่วงลลิลเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตูห้องนอนลูกชายฝาแฝด แสงไฟจากโคมไฟรูปจรวดที่หัวเตียงส่องสว่างสลัวๆบนเตียงกว้างขนาดคิงไซส์ ตะวันและอาทิตย์นอนหลับใหลอยู่ในท่วงท่าที่เรียกได้ว่า 'กระจัดกระจาย' ตะวันนอนคว่ำหน้า ขาข้างหนึ่งพาดไปอยู่บนพุงของอาทิตย์ ส่วนอาทิตย์นอนหงายอ้าปากหวอธนาทัศย่องเข้าไปวางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะเขียนหนังสือปลายเตียงอย่างระมัดระวัง "เฮ้อ..." ชายหนุ่มเป่าปาก ยืดหลังที่งอคุ้มมาตลอดทางเดิน เดินเข้าไปที่ข้างเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอกให้ลูกชายทั้งสองคน"นอนท่าพิสดารกันจริงๆ ดูสิ... น้ำลายยืดใส่หมอนอีกแล้ว""ของขวัญถูกใจไหมเนี่ย... หุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ด... พ่อต้องให้เดชไปแย่งประมูลมาเลยนะ""ลูกต้องชอบอยู่แล้ว
ลมทะเลพัดเอากลิ่นไอเค็มและเสียงคลื่นซัดสาดชายหาดดังซู่ซ่าเข้ามาปะทะใบหน้า แสงแดดยามเย็นทอประกายสีทองฉาบไล้ไปทั่วผืนทรายขาวละเอียดหน้าบ้านพักตากอากาศส่วนตัวที่หัวหินธนาทัศในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวพับแขน ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าซุ้มดอกไม้ที่ทำจากกิ่งไม้แห้งและดอกกล้วยไม้ป่า เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมตามไรผม"ตะวัน! อย่าเอามือไปจับปู! เดี๋ยวมันหนีบ! อาทิตย์! นั่นดอกไม้แม่! ห้ามเด็ด!" ชายหนุ่มตะโกนลั่น"ปาป๊า... ทรายเข้าตา" จันทร์เจ้าในชุดกระโปรงสีขาวฟูฟ่องยืนขยี้ตา"โอ๊ย... จะบ้าตาย" ธนาทัศรีบวิ่งไปดูจันทร์เจ้าก่อน "อย่าขยี้ลูก... มา พ่อเป่าให้... หายยัง""หายแล้ว... แสบนิดนึง""เก่งมาก... ไปยืนรอตรงโน้น คุมน้องให้พ่อหน่อย บอกไอ้ลิงสองตัวนั่นว่าถ้าซนอีก พ่อจะจับโยนทะเล""เดช... กล้องพร้อมไหม""พร้อมครับนาย... แสงกำลังสวยเลยครับ"ธนาทัศจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ สูดหายใจลึก หันไปมองทางตัวบ้านลลิลเดินลงมาจากบันไดระเบียง หญิงสาวสวมชุดเดรสยาวสีขาวพลิ้วไหวเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับหรูหรา มีเพียงมงกุฎดอกไม้เล็กๆ บนศีรษะ เท้าเปล่าเหยียบย่ำลงบนผืนทรายนุ่ม ภาพตรงหน้าทำให้ธนาทัศลืมความวุ่นวายของลูกๆ ไปจนหม
เสียงเข็มนาฬิกาบนผนังห้องประชุมบอร์ดบริหารเดินดัง ติ๊ก... ติ๊ก... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แข่งกับเสียงบรรยายกราฟผลประกอบการ ตัวเลขสีเขียวพุ่งทยานขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์บ่งบอกถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบทศวรรษธนาทัศนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ที่หัวโต๊ะ สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือทุกๆ สองนาที บ่ายสามโมงสิบห้า... โรงเรียนเลิกแล้ว... ป่านนี้จันทร์เจ้าคงกำลังยืนชะเง้อรอรถ"ท่านประธานครับ... เรื่องการขยายโรงงานที่นิคมฯ สอง ทางบอร์ดอยากขออนุมัติงบเพิ่มอีกห้าร้อยล้าน ท่านมีความเห็นว่ายังไงครับ"ธนาทัศวางปากกาลงบนแฟ้มเอกสารเสียงดัง กริ๊ก"อนุมัติ"คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ทำเอาบอร์ดบริหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "เอ่อ... ท่านจะไม่ดูรายละเอียดหน่อยเหรอครับ""ผมจ้างพวกคุณมาทำไม" ธนาทัศถามกลับเสียงเรียบ "ผมจ้างพวกคุณมาเพื่อให้ใช้สมองคิดและตัดสินใจแทนผม ไม่ใช่จ้างมาเพื่อให้อ่านตัวเลขให้ผมฟังแล้วรอผมพยักหน้า"ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ "นับจากวันนี้ไป... ผมขอมอบอำนาจให้คุณวิชัย ซีอีโอคนใหม่ จัดการได้เลย ไม่ต้องรอผม ผมจะเข้าบริษัทน้อยลง""แต่ท่านครับ! บริษัทเรากำลังเติบโต ถ้าท่านวางมือ
ความเงียบผิดปกติปกคลุมคฤหาสน์อันธการกุลทันทีที่ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเปิดออก ธนาทัศชะงักเท้า มือขวาเลื่อนไปแตะที่เอวสอบโดยอัตโนมัติ แม้จะเลิกพกปืนในบ้านไปนานแล้ว แต่ความระแวงของอดีตมาเฟียยังคงทำงานขายาวก้าวเดินเงียบกริบไปทางห้องนั่งเล่น ว่างเปล่า... กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมาแตะจมูก ธนาทัศตาโต รีบสาวเท้าเร็วขึ้น มุ่งหน้าไปที่ต้นตอของกลิ่น... ห้องครัว"เร็วๆ สิอาทิตย์! ปาป๊ามาแล้ว!" เสียงกระซิบกระซาบดังลอดออกมาธนาทัศถอนหายใจยาว แกล้งเดินลงส้นเท้าให้เกิดเสียงดัง ตึก ตึก ตึก"มีใครอยู่ไหม..." ธนาทัศแกล้งตะโกนถาม ผลักประตูห้องครัวเปิดออก"เซอร์ไพรส์!!!!!"เสียงตะโกนประสานเสียงดังลั่นพร้อมกับพลุกระดาษที่ถูกดึงจนสายรุ้งพุ่งกระจายเต็มหน้า ห้องครัวขนาดใหญ่ที่เคยสะอาดเอี่ยมอ่อง บัดนี้สภาพเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบ แป้งทำขนมสีขาวฟุ้งกระจายเต็มพื้นตรงกลางห้อง มีวัตถุประหลาดก้อนสีดำๆ รูปทรงบิดเบี้ยววางอยู่บนจาน"สุขสันต์วันพ่อครับ/ค่ะ!"จันทร์เจ้า ตะวัน และอาทิตย์ ยืนเรียงหน้ากระดาน ยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันขาวตัดกับหน้าที่เลอะช็อกโกแลต ลลิลยืนอยู่ข้างหลัง ยิ้มแห้งๆ สภาพมอมแมมไม่ต่างกัน"นี่มัน... สงครามแป้







