로그인“ เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร เดี๋ยวหนูไปถามให้นะคะ ” เด็กสาวรีบเดินกลับไปยังห้องครัวใหญ่โดยที่มีเจ้านายชายหนุ่มลูกเสี้ยวเดินตามหลังมา
ใบบัวหายเข้าไปในครัวครู่ใหญ่ก่อนเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ ไม่มีใครเห็นเลยค่ะ เอ่อ เดี๋ยวหนูไปหาให้ คุณเลโอไปทานข้าวก่อนเถอะค่ะ สำรับอาหารยกขึ้นไปบนตึกใหญ่แล้ว ”
“ ช่างเถอะ ไว้ค่อยหาดูอีกทีก็ได้ ” เลโอถอนหายใจออกมาเบาๆ มองปิ่นโตเล็กในมือของเด็กสาวครู่หนึ่งก่อนเดินกลับไปที่ตึกใหญ่
ใบบัวรู้สึกกินข้าวไม่อร่อยเลยสักนิด ใจนึกพะวงแต่หนังสือเล่มนั้น คล้อยหลังจากวัลย์ลีกับโอภาสกลับมาแล้วก็แอบย่องออกจากบ้านพักไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่บัดนี้เงียบสนิท แสงไฟที่เปิดไว้รอบบริเวณยิ่งสร้างบรรยากาศวังเวงราวกับคฤหาสน์ผีสิง ทำเอาเด็กสาวอดขนลุกซู่ไม่ได้
แสงไฟในห้องนั่งเล่นถูกเปิดสว่างจ้าขณะใบบัวเดินตามหาหนังสือเล่มนั้นไปทั่วทุกซอกทุกมุมห้อง แต่ก็หามันไม่เจอ
“ ไม่มี ” ริมฝีปากพึมพำออกมาอย่างสิ้นหวัง ฝ่ามือปาดเหงื่อเม็ดเล็กออกจากกรอบหน้าลวกๆ
เธอจะไปหาหนังสือจากที่ไหนมาคืนเขา ถึงจำภาพหน้าปกแต่ก็ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อหนังสือ
พลันในหัวก็นึกขึ้นได้ ถ้าเธอถามเขาแล้วซื้อหนังสือเล่มนั้นมาคืนให้ ผู้ชายคนนั้นก็คงไม่ว่าอะไร
ริมฝีปากแย้มยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อคิดวิธีแก้ปัญหาได้ ใบบัวรีบเดินไปปิดไฟแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากห้องนั่งเล่นก็ถูกใครบางคนดึงตัวเอาไว้เสียก่อน ร่างเล็กสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจแต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องอะไรออกมานอกจากดวงตากลมที่เบิกโพลง ร่างกายที่แข็งทื่อด้วยความตื่นกลัวสุดขีดเท่านั้น
“ เธอเป็นแบบนี้ตลอดเลยหรือไง ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกหงุดหงิด
“ คุณเลโอ ” ใบบัวปัดมือหนาที่ปิดปากตัวเองออก หันกลับไปเผชิญหน้าร่างสูงที่ยืนทะมึนท่ามกลางความมืดสลัว
ยัยเด็กนี่ ถ้าถูกรังแกหรือถูกทำมิดีมิร้ายอีกก็คงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แน่ นอกจากยืนตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออกแล้วก็คงทำได้แค่ร้องไห้ออกมา อ่อนแอ ขลาดเขลาสิ้นดี
“ มาทำอะไรดึกดื่นแบบนี้ ”สองเท้าก้าวเข้าไปยืนประชิด มือข้างหนึ่งถือวิสาสะจับเอวบางไว้เมื่ออีกฝ่ายถอยร่นไปจนเกือบชนชั้นวางของที่อยู่ด้านหลัง
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“ หนูมาหาหนังสือ แต่หาไม่เจอ เอ่อ หนูมาคิดๆ ดูแล้ว ถ้าหาหนังสือมาคืนคุณไม่ได้จริงๆ หนูซื้อเล่มใหม่ให้แทนได้ไหมคะ ”
“ หนังสือเล่มนี้ไม่มีขายในไทยหรอก ช่างเถอะ พรุ่งนี้ลองถามคนในบ้านดูอีกทีอาจจะมีใครเก็บไปวางไว้ที่อื่นก็ได้ ”
“ งะงั้นหนูขอตัวก่อน ”
ในห้องค่อนข้างมืดสลัว นอกจากดวงตาคมวาววับที่มองมาใบบัวก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ายังไง ร่างเล็กพยายามเบี่ยงตัวออกห่างแต่ดูเหมือนร่างสูงที่ยืนประชิดอยู่จะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ
“ คุณเลโอ” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นมองดูคนที่โน้มใบหน้าลงมาหา ใบบัวเอี้ยวตัวหลบวูบ หัวใจเต้นแรงโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากอก
“ ทำไมตอนนั้นถึงไม่ขัดขืน รู้ตัวก็ยังปล่อยให้ฉันทำแบบนั้น ชอบที่ถูกทำหรือไง ”
“ มะไม่ใช่ ”
“ ร่างกายเธอชอบเวลาถูกฉันสัมผัสแบบนี้ ”
เลโอขยับมือลงไปหาบั้นท้ายกลมกลึงพร้อมทั้งออกแรงบีบเคล้นคลึงเบาๆ ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อฝ่ามือหนาเลื่อนมาตรงกึ่งกลางกาย
“ คุณทำตัวไม่ต่างจากคุณศิลาเลย ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้เหรอคะ ”
“ งั้นก็ลองหัดสู้คนดูบ้าง ทำตัวอ่อนแออยู่แบบนี้ก็ถูกเอาเปรียบตลอด ตอนที่ถูกฉันทำแบบนี้ก็เห็นเธอไม่ได้รังเกียจอะไร ไม่ใช่เหรอ ” เลโอขยับลงนั่งย่องๆ โดยที่ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับตรงนั้นของเธอ
“ คุณจะทำอะไร ” ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนเข้ามาหาจุดกึ่งกลางกายสาว ฝ่ามือหนารูดขอบกางเกงขาสั้นพร้อมกับชั้นในลงมาถึงข้อเท้าเล็กอย่างรวดเร็ว
“ ทำเหมือนกับตอนนั้นไง ” เลโอหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะอุ้มยกคนตัวเล็กให้นั่งลงบนโต๊ะ จัดการกวาดข้าวของบนชั้นวางไปอีกฟากหนึ่ง
“ อย่า ไม่นะ คุณลีโอ!! ” มือเล็กผลักร่างสูงใหญ่ให้ออกห่างขณะที่มือแข็งกำลังจับเรียวขาทั้งสองให้แยกกว้างออกจากกัน
ใบบัวนั่งนิ่ง มือที่วางอยู่บนตักเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว คำพูดของเขาเหมือนกำลังปกป้องเธออยู่ก็จริง แต่พอได้ยินคำพูดของข้าวหอมก็ทำให้เธออดนึกสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ขึ้นมาไม่ได้หัวใจเธอเเต้นแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ทั้งอุ่นวาบและหนาวลึกในเวลาเดียวกันเลโอไม่ได้พูดแก้ตัวหรืออธิบายอะไร ใบบัวเองก็ไม่ได้เอ่ยถามออกมาแม้แต่คำเดียว ทั้งสองคนรับประทานอาหารของตัวเองเงียบๆ แต่ความเงียบระหว่างพวกเขากลับไม่ใช่ความสบายใจ มันหนักอึ้งและอึดอัด เสียงช้อนกระทบจานเบาๆ ดังขึ้นเป็นระยะ กลายเป็นเสียงเดียวที่คั่นอยู่ระหว่างคำถามมากมายที่ไม่มีใครเลือกจะพูดออกมา หลังกลับจากร้านอาหารชายหนุ่มก็พาเธอไปที่เพนท์เฮ้าส์ ความนิ่งเงียบของใบบัวทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาอึมครึมขึ้นกว่าเดิม เลโอระบายลมหายใจออกมาเบาๆ มองตามร่างบางที่เดินเข้าห้องน้ำไปอย่างใช้ความคิด ไม่นานนัก ใบบัวก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เธอพบว่าเขาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว พวกเขาสบตากันอึดใจหนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ “ ไม่พอใจเรื่องข้าวหอมใช่ไหม ”“ เปล่าค่ะ ”“ สงสัยอะไรก็ถาม ไม่ใช่เงียบไปแบบนี้ ”“ แค่แกล้งแสดงละค
“ใช่”คำตอบสั้นๆ แต่กลับทำให้ใบบัวรู้สึกหนาววูบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“ตอนที่คุณโทรมา บัวตั้งใจพูดให้วาได้ยิน แล้ววาก็เดินตามบัวออกมาจริงๆ ”เลโอพยักหน้ารับเล็กน้อย ราวกับทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดไว้“แบบนี้ยิ่งชัด”ใบบัวเม้มปาก ก่อนจะพูดต่อช้าๆ“วาบอกว่าเห็นรถคุณมารับบัวที่หอวันนั้น… บัวคิดว่าที่วาขับรถตามก็เพราะเริ่มสงสัย เพราะบัวเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเขา อาจมองว่าบัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาถูกทำร้ายก็ได้”เลโอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบๆ“เธอไม่คิดบ้างเหรอ ว่าพวกเขาอาจสมรู้ร่วมคิดกัน”ใบบัวส่ายหน้าแทบจะทันที“ไม่ค่ะ บัวคิดว่าวาคงไม่รู้เรื่องที่เขาวางยา แล้วก็เรื่องที่พาบัวเข้าโรงแรมแน่นอน ”“เธอรู้จักเพื่อนคนนี้มานานแค่ไหนกัน ถึงได้มั่นใจขนาดนั้น” “...”“อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป คนเรารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ” เลโอหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ“ คุณพูดเหมือนกับรู้อะไรมาอย่างนั้น ” ใบบัวขมวดคิ้วแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สมองคิดตามคำพูดของเขาเลโอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบๆ“ฉันกำลังให้คนตามสืบเรื่องของพวกเขาอยู่ อีกไม่นานก็คงได้รู้ความจริง ”ความเงียบเข้ามาแทน
มหาวิทยาลัย การหลีกเลี่ยงแวววาแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับใบบัว เพราะพวกเธอต้องเจอกันทุกวันที่มหาวิทยาลัยหลังเลิกเรียนแวววามักแวะไปหารุ่นพี่หนุ่มที่โรงพยาบาล โชคดีที่เธอไม่เคยลากใบบัวไปด้วยใบบัวบล็อกเซทท์ทุกช่องทาง ทั้งเบอร์โทรและแอปพลิเคชั่นที่เคยใช้ติดต่อกัน เธอไม่อยากเจอไม่อยากเห็นเขาอีก แค่นึกถึงเรื่องในวันนั้นความรู้สึกแย่ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นดึงใบบัวให้หลุดจากห้วงความคิด เธอรีบล้วงหยิบขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นใคร ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ “ เรียนเสร็จแล้วใช่ไหม ”“ ค่ะ ”“ เดี๋ยวไปรับ ”“บัวรอที่หน้ามหาลัยนะคะ ”“ โอเค ” เขารับคำสั้นๆ ก่อนวางสายไปใบบัวค่อยๆ เก็บของลงในกระเป๋าสะพายอย่างไม่รีบร้อน แสร้งทำเป็นไม่สนใจสายตาของแวววาที่มองมาทั้งที่รับรู้ได้ตลอด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ บอกลาเพื่อน แล้วลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะอย่างไม่เร่งรีบ ทิ้งจังหวะราวกับเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตัดสินใจตามมาใบบัวไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของใครต่อใคร เลือกไปรอเขาตรงหน้าถนนด้านข้างมหาลัยที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เสียงเรียกของแวววาที่ดังตามหลังมา ทำให้เท้าที่กำลังก้าวชะงักลงเล็กน้
ใบบัวชะงักไปเล็กน้อย “เปล่าค่ะ”“ ไม่ต้องสนใจคนอื่น สนใจแค่ฉันก็พอ ” น้ำเสียงยังคงเรียบแต่กลับทำให้หัวใจคนฟังเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวใบบัวพยักหน้าเล็กน้อย ความอึดอัดก่อนหน้าค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่ในความเงียบระหว่างพวกเขา“ไม่อร่อยเหรอ ”เลโอถามเสียงเรียบ แต่แววตาดูเหมือนกำลังจับสังเกตเธออย่างจริงจัง“อร่อยค่ะ แค่…เมื่อกี้บัวเพิ่งกินข้าวเย็นไป เลยไม่ค่อยหิว” เธอตอบพลางวางตะเกียบลง แต่แล้วก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง สายตาของเขาไม่ได้มองอาหารแต่มองเธอ ชัดเจนว่าอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ“ ปวดแผลไหม ”“ ไม่ค่ะ ดีขึ้นเยอะแล้ว” เลโอเลื่อนสายตากลับมาที่ริมฝีปากเธอราวกับกำลังเช็กให้แน่ใจ รอยบวมยุบไปแล้วเหลือเพียงรอยไหมเล็ก ๆ ที่สะดุดตา “ อืม ”หลังจากนั้นบทสนทนาก็เบาบางลง เหลือเพียงเสียงตะเกียบที่กระทบจานเบา ๆ เลโอชำระเงินเสร็จก็พาใบบัวเดินออกจากร้าน อากาศด้านนอกเย็นลงเล็กน้อย เขารอจนเธอขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้วจึงสตาร์ตรถขับออกไปรถแล่นเข้ามาจอดหน้าหอพัก ใบบัวปลดเข็มขัดนิรภัยออกก่อนหันไปมองเขา “ ขอบคุณค่ะ ”เลโอพยักหน้ารับ สายตายังคงมองเธออยู่ ม
“ พี่ศิลากำลังใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ถ้าโครงการมันดีจริงก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่สนับสนุน ผมก็แค่รักษาผลประโยชน์ของบริษัท ถ้าพี่ใช้สมองคิดไต่ตรองดูดีๆก็คงไม่พูดแบบนี้ออกมา”“ ไอ้เลโอ! มึงด่ากูเหรอ อยากมีเรื่องกับกูนักใช่ไหม ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะสักวันจะกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครให้ความสำคัญไม่มีใครสนใจ ”“ อ้าว ผมด่าพี่เหรอครับ ตรงไหนที่เรียกว่าด่ากัน อ่อ ตรงที่บอกให้ใช้สมองเหรอครับ” เลโอยิ้มยียวนยักไหล่นิดๆอย่างไม่ยี่หระ ดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างน่ากลัวขณะประสานสบตาอีกฝ่าย“ ไอ้เลโอ!!” ศิลาขบกรามแน่น แววตาลุกวาวด้วยแรงโทสะราวกับพร้อมจะพุ่งเข้าใส่“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว ” เลโอเอ่ยบอกเสียงเรียบ เท้าก้าวยาวไปยังประตูห้องประชุม โดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนที่ยืนจ้องเขาด้วยสายตาโกรธเกลียดราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ“ไม่มีใครคุ้มกะลาหัวแกได้ตลอดไปหรอก ฮึ่ย! ” ศิลาสบถลอดไรฟัน ดวงตาแข็งกร้าวจ้องตามแผ่นหลังกว้างนั้นwทันทีที่ลีโอเปิดประตูออกมาจากห้องประชุมเล็กปราชญ์ที่ยืนรออยู่ก็ปรี่เข้าไปหาทันที “ คุณศิลาคงไม่ได้ทำอะไรคุณลีโอใช่ไหม ”“ เปล่าครับ แค่ไม่พอใจเรื่องเดิมๆ ” ลีโอเดินเข้าไปในลิฟต์
“ถ้าเป็นโครงการเล็ก ผมอาจเห็นด้วย” เลโอตัดบททันที“แต่โครงการระดับนี้ ใช้เงินระดับนี้ แล้วคุณยังเลือกจะไม่ใส่รายละเอียดสำคัญลงไปเอง มันแสดงถึงความไม่รอบคอบ” เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะเบา ๆ แต่เสียงกลับดังกว่าที่คิดศิลาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ปลายนิ้วกดลึกลงบนฝ่ามือ พยายามกดโทสะที่กำลังปะทุไม่ให้หลุดออกมา“หรือจริง ๆ แล้ว นายแค่ไม่เชื่อว่าฉันทำได้”“ผมไม่ได้ตัดสินว่าคุณทำได้หรือไม่ได้” เลโอตอบทันที“ผมพิจารณาจากเอกสารที่คุณยื่นมา และในตอนนี้.. มันยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากพอว่าบริษัทควรนำเงินไปลงทุนกับโครงการนี้”บรรยากาศในห้องประชุมเงียบจนได้ยินเสียงพลิกกระดาษของใครบางคน ปิยวดีวางปากกาลงช้า ๆ“ฉันเห็นด้วยกับเลโอ”คำพูดนั้นทำให้สายตาหลายคู่หันไปมองศิลา“ศิลาก็ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผ่านงานโครงการใหญ่แบบนี้มาก่อน รายละเอียดของแผนงานที่นำเสนอควรรู้ดีว่าต้องจัดทำอย่างไร เอากลับไปแก้ไขให้เรียบร้อย แล้วค่อยเสนอในที่ประชุมอีกครั้งแล้วกัน”ศิลานิ่งไปเล็กน้อย เขาส่งยิ้มเย็นกลับไป แม้สีหน้าจะไม่แสดงความไม่พอใจออกมาแต่แววตากลับแข็งกร้าวตามอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายใน “ครับ ผมจะนำไปแก้ไขใหม่”







