LOGINAtarah Klyte Dela Veja is so eager to have a child para mapatunayan sa pamilya niya na naka move on na siya sakaniyang ex- boyfriend na ngayon ay asawa na ng Ate niya. She's really desperate to prove that she's now happy in her life despite of what happened but the thing is she don't want to enter in a relationship anymore. Ayaw niya ng commitment to the point that she asked a stranger to make her pregnant. Ngunit sadya nga namang mapaglaro ang ang tadhana dahil ang lalaki na nakasaluhan niya ng init ng katawan sa kama ay ang siyang first love ng kaniyang Ate. Ano na nga lang ba ang mangyayari kapag nagkaharap pa sila muli?
View Moreอุบัติการณ์หมอกโลหิต
ไพเรนทร์ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเฉยชา เขาเหยียบลงบนขอบดาดฟ้าของหอพักสูงเก้าชั้น ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่อยู่หอ เขาคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากนัก
ชายหนุ่มขึ้นมาข้างบนนี้เพื่อกระโดดลงจากระดับสูงสุดของตึก ใช่แล้ว ไพเรนทร์กำลังจะฆ่าตัวตาย
เขาเลือกการตายด้วยวิธีนี้เพราะได้ยินมาว่าเป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่ทำให้คนล้มเลิกความตั้งใจในวินาทีสุดท้ายมากที่สุด ไพเรนทร์ไม่ได้กลัวความสูง แต่ก็ไม่ได้ไม่กลัวจนไม่รู้สึกรู้สาอะไร เวลาเดินบนสะพานสูงที่แกว่งไปมาก็แอบมีหวั่นใจอยู่เหมือนกัน
ดวงตาสีดำมืดมนมองลงไปเบื้องล่าง จากความสูงระดับนี้ สุนัขจรจัดที่กำลังดมหาเศษอาหารดูตัวเล็กลงจนมีขนาดเท่าแมลงวัน แม้กระทั่งรถยนต์ยังดูเล็กไปถนัดตาอย่างกับของเล่นเด็ก เป็นความสูงที่ท้าทายสัญชาตญาณของมนุษย์ซึ่งต้องยึดเกาะกับพื้นโลกตามหลักของแรงโน้มถ่วงเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ามันกลับไม่ได้ชักจูงให้เขาเปลี่ยนใจเลยสักนิด เขากลับรู้สึก…โล่งใจ
ไพเรนทร์จดจ้องมองพื้นคอนกรีต จุดที่จะกลายเป็นสถานที่ตายของตน เขาพยายามหาร้อยพันเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อก็แล้ว พยายามปลุกความกลัวและสัญชาตญาณในการมีชีวิตรอดก็แล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม ในใจของเขาเพรียกหาแต่จุดจบเพื่อยุติชีวิตอันไร้ความหมายของตนลงเสียที
ปลายเท้าเคลื่อนพ้นขอบดาดฟ้า ที่หางตาเขาเหมือนจะเห็นร่างซีดเซียวเดินไปมาด้วยท่วงท่าไม่เป็นธรรมชาติข้างล่างนั้น ราวกับพวกซอมบี้ในภาพยนตร์ บางทีนี่อาจจะเป็นรูปลักษณ์ของวิญญาณ คนที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดอย่างเขาอาจจะเห็นสภาพของตัวเองในอนาคตก็เป็นได้
ไพเรนทร์ทิ้งตัวลงไป ดำดิ่งสู่จุดจบที่เขาเฝ้าฝัน
ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งไม่ได้ดับมืดไปอย่างที่เขาคิดไว้ หลังความตาย...
มีเพียงสีขาวเท่านั้น
ดวงตาสีนิลลืมขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าขมุกขมัวเหมือนโลกถูกรมด้วยควันสีแดง บรรยากาศหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้ง ไพเรนทร์ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เขาคงจะตายไปแล้ว ตายตามที่เขาต้องการ หากแต่โลกหลังความตายกลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เขาคาดไว้ ชายหนุ่มหลับตาลงไปใหม่ด้วยความผิดหวัง ภาวนาขอให้เขาไม่ต้องลืมตาขึ้นมาอีกตลอดกาล
เสียงกรีดร้องเสียดหูตามมาด้วยเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง กรงเล็บแหลมคมขยุ้มคอเสื้อของไพเรนทร์แล้วกระชากเขาขึ้นจนตัวลอย ไพเรนทร์เบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เขากลับเห็นเพียงกรงเล็บสีดำสนิท แหลมคมดั่งใบมีด เรียวยาวราวกับเคียว กำลังพุ่งตรงเข้ามาสู่ใบหน้าของเขา
ไพเรนทร์หวาดกลัว
การกระโดดตึกไม่สามารถสร้างความกลัวให้กับเขาได้ แต่นี่ไม่เหมือนกัน แม้เขาจะอยากตาย ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยากถูกทรมาน เขายังกลัวความเจ็บปวดอยู่ ชั่วความคิด ไพเรนทร์ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักใครก็ตามที่ขยุ้มคอเขาไว้ก่อนที่เขาจะถูกแทงจนศีรษะพรุน
เสียงแหลมแปร่งหูดังโหยหวน ไพเรนทร์เพิ่งจะได้เห็น สิ่งที่ทำร้ายเขาอยู่คือร่างซีดเผือดซึ่งมีลำคอบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาของมันเหลือกลอยจนเห็นเพียงตาขาว ตามผิวกายปรากฏเส้นเลือดสีคล้ำดั่งรากไม้ชอนไชผืนดิน ปากที่อ้ากว้างเพื่อกรีดร้องเผยให้เห็นคมเขี้ยวยืดยาวดุจพยัคฆ์ร้าย น้ำลายเหนียวเหนอะของมันล้นทะลักจากปากราวกับสุนัขบ้า กรงเล็บสุดสะพรึงหยุดชะงักห่างจากใบหน้าของไพเรนทร์เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร ก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปกลายเป็นไอสีดำทมิฬ
ไพเรนทร์ทรุดลงกับพื้น เขากุมคอตัวเองและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สิ่งนั้นมันคืออะไรกัน มนุษย์? ไม่ใช่ มันคือซากศพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นซากศพที่เดินได้ ขยับได้ราวกับยังมีชีวิต
เขาเพิ่งถูก ‘ซอมบี้’ โจมตี
เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามปลุกให้ไพเรนทร์ฟื้นคืนสติ เขารีบเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางไอหมอกสีชาด รอบด้านเต็มไปด้วยความชุลมุนเสมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์วันสิ้นโลก กลิ่นคาวโลหิตฉุนกึกชวนคลื่นเหียน ซอมบี้สามตัวกำลังวิ่งโซซัดโซเซไล่กวดคนเป็นอยู่ในลานจอดรถ ซากศพนอนเกลื่อนตามทางที่พวกมันเดินผ่าน บางศพก็ลุกขึ้นมาร่วมไล่กัดกินมนุษย์กลายเป็นซอมบี้ไปเสียเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยและประกาศเหตุฉุกเฉินดังระงม ผู้คนแย่งกันตะโกนและวิ่งหนีไปทุกทิศทาง ก่อนที่เสียงดังกัมปนาทกว่าเสียงใดจะระเบิดขึ้น แสงสว่างวาบบาดตาจนไพเรนทร์ต้องหันหน้าหนี แรงกระเทือนทำเอาร่างของเขากระเด็นไปข้างหลัง สะเก็ดระเบิดเจาะทะลุแขนข้างที่ยกขึ้นมากำบังใบหน้า
ไพเรนทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด บาดแผลบนแขนของเขากลับมีไอสีดำทมิฬลอยโชยอย่างกับแก๊สรั่ว สะเก็ดระเบิดถูกดันหลุดออกมาจากเนื้อ แผลฝังลึกที่แขนของเขาปิดสนิทหายดีเป็นปลิดทิ้ง
ได้อย่างไรกัน?
ก่อนที่ไพเรนทร์จะทันได้รวบรวมสติ เขาก็ค้นพบความจริงที่ทำให้เขาสับสนยิ่งกว่าเดิม
เดี๋ยวก่อน เขาเจ็บ… เขารู้สึกเจ็บ แขนเขามีเลือดออก อีกทั้งตอนนี้เขาก็กำลังหอบหายใจถี่รัวจากความกลัว ที่สำคัญ…
…หัวใจของเขายังเต้นอยู่
ไพเรนทร์เพิ่งจะตระหนักได้ว่า เขายังมีชีวิตอยู่
หลังจากอุบัติการณ์หมอกโลหิตปกคลุมชั้นบรรยากาศ ทั่วทั้งโลกก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ผืนแผ่นดินถูกสลับสับเปลี่ยน แผ่นน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้สลับกับโอเอซิสกลางทะเลทราย ตึกเอ็มไพร์สเตตไปโผล่ที่จังหวัดนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น บ้านอุปถัมภ์ในกรุงมอสโกกลับไปตั้งอยู่กลางเกาะเซเชลส์อันแสนห่างไกล เทพีเสรีภาพจมลงใต้มหาสมุทรอินเดีย จากนั้นทุกอย่างก็เละเทะไปหมด ทุกทวีปถูกผสมปนเปจนแผนที่กลายเป็นของไร้ค่า ระบบนำทางจากสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ผู้คนทุกชนชาติถูกพรากจากถิ่น ไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใด ซอมบี้ไล่สังหารมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แพร่พันธุ์รวดเร็วราวกับดอกเห็ด สหประชาชาติจัดการประชุมครั้งใหญ่ เหล่าผู้นำเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ‘การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก’ และได้ออกมาประกาศว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงจนถึงขั้นเปลี่ยนผ่านยุคสมัย
มนุษย์กำลังเผชิญกับยุคโลกาวินาศ หรือเรียกโดยย่อว่า ดี.ดี.[1]
เหล่าผู้นำสหประชาชาติซึ่งภายหลังจัดตั้งเป็นรัฐบาลโลกเชื่อว่า การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลกเป็นผลที่เกิดตามมาจากอุบัติการณ์หมอกโลหิต อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครอธิบายได้ว่า หมอกสีเลือดที่ปกคลุมทั่วทั้งโลกในชั่วพริบตาเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งพลังบางอย่างถูกปลุกขึ้น
พลังสีแดงที่มีลักษณะเหมือนกับหมอกโลหิตปลดปล่อยออกมาจากแทบทุกชีวิตบนโลก เรียกว่า ‘ไอโลหิต’ และพลังชั่วร้ายสีดำมืดมิดซึ่งมีเพียงไม่กี่คนได้ครอบครอง เรียกว่า ‘ไอทมิฬ’
พลังเหนือธรรมชาติอย่างไอโลหิตถูกปลุกขึ้นทั่วทุกมุมโลก แต่ไอทมิฬกลับตื่นขึ้นมาในกลุ่มคนจำพวกที่เลวร้ายที่สุด นักโทษประหารสังหารผู้คุมขังและนักโทษคนอื่นเพื่อแหกคุก ฆาตกรต่อเนื่องที่ยังลอยนวลออกล่าเหยื่อโดยไม่เกรงกลัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้บำบัดสารเสพติดคลุ้มคลั่งฆ่าล้างโรงพยาบาล นอกจากนี้ กลุ่มคนประเภททหารผ่านศึก ตำรวจ หน่วยราชการลับ และเพชฌฆาตก็ปลุกไอทมิฬขึ้นมาเช่นกัน รัฐบาลโลกรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชั้นนำที่ยังคงเหลือรอดจากภัยพิบัติ ร่วมกันวิเคราะห์ที่มาของพลังเหล่านี้ สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง
ผู้ที่มีประสบการณ์สัมผัสกับความตาย หรือก็คือผู้ที่เคย ‘ฆ่า’ จะถูกปลุกพลังแห่งความตายสีดำทมิฬขึ้นมา
และผู้ที่เคยฆ่าผู้อื่นก็คือ ‘ฆาตกร’
ฆาตกรส่วนใหญ่อาศัยพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ฆาตกรมีฝ่ายร้ายก็ย่อมต้องมีฝ่ายดี ส่วนมากคือเหล่าอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ปกป้องประเทศชาติและประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนและเป็นที่รังเกียจในหมู่คนทั่วไปจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘ผู้ปลุกไอทมิฬ’
เหล่าผู้นำตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกรวบรวมผู้รอดชีวิต จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยในระยะยาวได้ สร้างเป็นเขตการปกครองกว่าสามสิบเจ็ดเขต โดยยืมพลังจากผู้ปลุกพลังแห่งความตายฝ่ายดีปกป้องประชาชนจากซอมบี้และฆาตกร
สถานการณ์โดยรวมฟังดูมีความหวัง ทว่ากว่ามนุษยชาติจะตั้งตัวจนสร้างอารยธรรมยุคใหม่ รวมไปถึงลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างเห็นผลเช่นนี้ก็ใช้เวลาเกือบสิบปี ระหว่างนั้นโลกก็เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงจากยุคก่อนแล้ว ผู้รอดชีวิตรวมกันจากทั้งสามสิบเจ็ดเขตการปกครองนับได้เพียงสี่สิบเปอร์เซ็นต์จากประชากรโลกก่อนยุคโลกาวินาศ ภายนอกกำแพงสูงลิบของเขตการปกครองทั้งหลายก็เต็มไปด้วยซอมบี้เร่ร่อนซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ รวมไปถึงซอมบี้ที่พวกฆาตกรนำมาปล่อยทิ้งไว้เพื่อเฝ้าหาโอกาสบุกโจมตี
และนั่นคือพลังที่เลวร้ายที่สุดนับจากการวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก เหยื่อที่ถูกฆาตกรสังหารจะกลายเป็นซากศพผู้จงรักภักดี เป็นซอมบี้ภายใต้อาณัติที่ทำตามคำสั่งของผู้ที่สังหารตัวเอง หรือก็คือ ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างกองทัพซอมบี้ใต้อาณัติได้ หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายก็คงจะเป็น...
ยิ่งฆ่ามาก ยิ่งแข็งแกร่ง
หลังจากวันนั้นที่เขากระโดดลงมา ไพเรนทร์ก็ถูกวาร์ปไปยังต่างแดนพร้อมกับหอพักทั้งหอ เขาถูกตรวจพบว่าเป็นผู้ถือครองไอทมิฬอย่างรวดเร็ว จึงโดนควบคุมตัวในฐานะของฆาตกร ถูกจารึกชื่อในฐานะ ‘No. 113’ ตามลำดับผู้ปลุกไอทมิฬที่ถูกจับกุมโดยรัฐบาลโลก แรกเริ่มรัฐบาลโลกเพียงต้องการควบคุมตัวบรรดาฆาตกรเพื่อความปลอดภัยของผู้รอดชีวิตคนอื่น แต่หลังจากที่ฐานที่มั่นของมนุษย์เริ่มมั่นคง รัฐบาลโลกก็ได้ก่อตั้งองค์กรควบคุมมรณาหรือดีซีโอ[2]ขึ้นมา เพื่อค้นคว้าวิจัยถึงพลังแห่งความตายที่บังเกิดขึ้นมาในยุคโลกาวินาศโดยเฉพาะ
ไพเรนทร์กลายเป็นตัวทดลอง
‘No. 113’ กลับไม่ใช่ตัวทดลองที่สมบูรณ์แบบนัก ไอทมิฬของเขานั้นน้อยนิดจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ ทั้งยังปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตนเป็นฆาตกร ทำให้ที่มาแห่งพลังคลุมเครือ ปล่อยให้เป็นข้อครหาติดตัว แต่เนื่องจากทั้งระดับพลังและอุปนิสัยของ ‘No. 113’ ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในระดับอันตรายต่ำที่สุด เขาจึงถูกย้ายไปวิจัยยังห้องทดลองที่เล็กกว่าเดิมในเขตการปกครองต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวทดลองตัวอย่างฝึกฝนนักวิจัยรุ่นใหม่ จนกระทั่งถูกปล่อยตัวให้ไปอยู่อาศัยในค่ายกักกันไอทมิฬแห่งเขตการปกครองที่สิบเอ็ดในปลายปีดูมส์เดย์ที่สิบเอ็ด
คนไร้ประโยชน์อย่างเขาไปอยู่ที่ใดก็ยังคงไม่มีประโยชน์อยู่อย่างนั้น ไพเรนทร์ผู้อยู่แต่ในห้องทดลองจนสิ้นไร้กำลัง ประโยชน์ในฐานะคนงานยังทำแทบไม่ได้ ไอทมิฬก็น้อยนิดจนเกือบจะหมดสติทุกครั้งที่ถ่ายเทพลังเข้าเครื่องกักเก็บมรณาเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับเขต สุดท้ายจึงโดนโยนให้ไปรับหน้าที่ภารโรงในค่ายกักกัน
เดิมทีไพเรนทร์ก็หมดกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ประเภทที่ว่าถอดใจจะสู้ เป็นตัวประกอบที่ตายเป็นคนแรกในภาพยนตร์สยองขวัญ ยิ่งต้องมาพบกับสภาพของยุคโลกาวินาศ จิตใจของเขาก็ยิ่งดำดิ่ง
ไพเรนทร์ฆ่าตัวตายอีกครั้ง… อีกครั้ง… และอีกครั้ง
แต่ทุกครั้ง เขาจะลืมตาขึ้นมาบนเตียงผู้ป่วยในหน่วยพยาบาลของค่ายกักกัน เห็นสีหน้าเป็นกังวลของคุณหมอโรเบิร์ต
เขาไม่เคยฆ่าตัวตายสำเร็จเลยสักครั้ง
อีกเรื่องหนึ่งที่รบกวนจิตใจของไพเรนทร์คือหลังจากได้ออกมาจากห้องทดลอง ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นตัวได้ไวขึ้นทุกครั้งที่บาดเจ็บ จนถึงขั้นที่ว่า พอไพเรนทร์กรีดข้อมือ บาดแผลก็จะหายจนเหมือนไม่เคยมีอยู่ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำให้การฆ่าตัวตายของเขายากขึ้นทุกที
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาท้อแท้สิ้นหวัง เขาอยากจะหนีเหลือเกิน อยากจะหนีไปจากการต้องมีชีวิตอยู่…
และแล้ว จุดพลิกผันในชีวิตอันน่าสังเวชของเขาก็มาถึง
เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกไปทำภารกิจนอกกำแพงร่วมกับหน่วยพิเศษ แต่ทว่า แท้จริงแล้วเขาถูกใช้เป็นเหยื่อล่อฆาตกรต่อเนื่องอันดับที่สิบเจ็ดของตารางอันดับผู้ปลุกไอทมิฬอย่างเดอะดราวน์
เหยื่อล่อไร้ประโยชน์อย่างเขาถูกฆาตกรสังหารอย่างง่ายดาย แต่เรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
ไพเรนทร์ไม่ตาย
‘อมตะ’ คือพลังที่ผู้ที่อยากตายที่สุดในยุคโลกาวินาศได้รับ
[1] DD ย่อมาจาก Doomsday ในที่นี้ใช้เรียกแทนระบบนับปีศักราชใหม่ของยุคโลกาวินาศ
[2] DCO ย่อมาจาก Death control organization
Rare's POVTHERE are people you just want to keep forever, those whom you want to be in your life for as long as possible.For some, there are a lot but for me there's only one, that person who will be with you for the rest of your life, your special someone, the one you want to proudly be with like you just want to shout to the world or universe that you are in love or that you have found the person that you want to spend forever with.Falling in love with her was like entering a house and finally realizing I'm home. When she smiled at me I feel invisible hands wrapping around me making me feel safe. When her eyes are locked on mine, it's like I can see galaxies instead of just toxic cenery. Having her in my life makes me feel like everything's possible in this world, like I can conq
Atarah's POVNANGINGINIG ang mga tuhod ko habang nakatungo ako sa mga 'to dahil wala akong tigil kaiiyak hanggang sa naramdaman kong may humahaplos haplos sa likuran ko.Inaangat ko ang paningin kong nanlalabo na dahil nahaharangan ng mga luha ang mata ko. "A-aida?" nauutal na saad ko dahil hindi ako makapaniwala na ngayon ay nakikita ko na naman siya."Bakit ka umiiyak? Inaaway ka na nan ng ipaktang Presh na 'yan? Ano gusto mo, resbakan natin? Patulong tayo sa
Atarah's POVGALIT na galit kong sinugod si Presh. Sinakal ko siya na may ngiti sakaniyang labi pero agad din naman akong nilayo ng mga tauhan niya sakaniya."Anong ginawa mo sa anak ko?!" galit na turan ko at pilit na pumupumiglas sa hawak ng mga tauhan niya."Hulaan mo kung paano siya namatay.." mapangasar na saad nito kaya nagsituluan ang luha ko habang nanginig ang mga labi ko dahil sa kawalang hiyaan niya."Papatayin kita!" galit na sigaw ko dahil nagagawa niya pang matuwa na may napatay siya. Umiiyak akon
Atarah's POVMINULAT ko ang mga mata ko nang marinig kong may nagsasalita. Napakagat ako saaking labi dahil sa nakaramdam ako ng matinding lamig at pananakit ng ulo."Atarah! Atarah!" napatingin ako sa katabi ko kung saan nanggagaling ang boses na tumawag na 'yun."Aida?"nagtataka kong sambit lalo na ng makita kong nakatali ang magkaliwang kamay at paa niya sa mismong pader habang maka lingerie siya na kulay red.Nababa rin ang tingin ko sa sarili ko at kagaya niya pareho kami ng sitwasyon. Parang nakaattach kami sa pader. Magkabilang kamay at paa namin ay nakaposas ng isang bakal, naka lingerie rin ako ng kulay black.Kaya pala malamig dahil halos nakahubad na kami. Nilibot ko ag paningin ko sa kwartong 'to.Walang kahit ano akong nakikita bukod sa puro kulay p












Maligayang pagdating sa aming mundo ng katha - Goodnovel. Kung gusto mo ang nobelang ito o ikaw ay isang idealista,nais tuklasin ang isang perpektong mundo, at gusto mo ring maging isang manunulat ng nobela online upang kumita, maaari kang sumali sa aming pamilya upang magbasa o lumikha ng iba't ibang uri ng mga libro, tulad ng romance novel, epic reading, werewolf novel, fantasy novel, history novel at iba pa. Kung ikaw ay isang mambabasa, ang mga magandang nobela ay maaaring mapili dito. Kung ikaw ay isang may-akda, maaari kang makakuha ng higit na inspirasyon mula sa iba para makalikha ng mas makikinang na mga gawa, at higit pa, ang iyong mga gawa sa aming platform ay mas maraming pansin at makakakuha ng higit na paghanga mula sa mga mambabasa.
Ratings
reviewsMore