Se connecter“รบกวนครูมุกด้วยนะครับ พอดีที่โฮมสเตย์ที่คุณเกวพักเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้วถ้าจะหาที่พักใหม่ก็ลำบาก”
ลีรภัทรเอ่ยขอมุกดาเพื่อให้เกวลินได้มีที่พักสักคืน ในช่วงเวลาเช่นนี้ถ้าหาที่พักใหม่ก็คงมีแต่ต้องขับรถไปไกลอีกหลายกิโลเพื่อเข้าไปพักในตัวเมือง
“ได้ค่ะ เข้ามาสิคะคุณเกวเดี๋ยวฉันจัดที่นอนให้” หญิงสาวตอบรับ ก่อนจะหันไปแจ้งเกวลินให้เข้าไปในบ้านพักของเธอ
“ครูมุกเข้าไปก่อนเถอะค่ะพอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณลีสักหน่อย”
“ค่ะ งั้นฉันรออยู่ในบ้านนะคะ” มุกดาพยักหน้ายิ้มรับก่อนจะเหลือบมองและยิ้มมาที่ลีรภัทร แล้วเดินเข้าบ้านไป
“มีอะไรจะพูดกับผมเหรอ”
“ฉันไม่พักที่นี่ได้มั้ย ให้ฉันไปพักที่บ้านป้าคุณก็ได้ ฉันพึ่งเจอคุณมุกวันนี้เองนะเราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นมานอนค้างคืนด้วยได้สักหน่อย”
“ผมกับป้าก็ไม่ได้สนิทกับคุณเหมือนกัน อย่าเรื่องมากเลยคุณแค่คืนเดียวเอง อีกอย่างที่ผมไม่ให้คุณไปนอนที่บ้านป้าเพราะผมขี้เกียจตอบคำถามน่ะ เดี๋ยวป้าก็ต้องถามอีกว่าเกิดเรื่องอะไร คุณว่าจริงมั้ยล่ะ”
“มันก็จริงของคุณ”
“คุณมีอะไรอีกเหรอเปล่า ถ้าไม่มีผมจะได้กลับบ้านสักที”
“ไม่มี คุณกลับไปเถอะ”
แต่ไม่ทันที่ลีรภัทรจะได้ก้าวขาเดินจากออกไป หญิงสาวก็เอ่ยทักชายหนุ่มเอาไว้ จนทำให้ชายหนุ่มเองก็ขุ่นข้องต่อเธออยู่เล็กน้อย
“อะไรของคุณอีก”
“ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ช่วยฉัน ขอบคุณที่หาที่พักให้ฉันด้วย”
สีหน้าที่ดุดันของลีรภัทรเมื่อสักครู่ก็โอนอ่อนลงทันทีเมื่อได้ยินคำขอบคุณจากเกวลิน ชายหนุ่มมองไปที่ดวงตาที่จริงใจของหญิงสาวก่อนจะเผยยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้หญิงสาวมากล่าวขอบคุณอะไรด้วยซ้ำ
“อืม คุณรีบไปพักผ่อนเถอะ”
“คุณลี จริงๆ คุณพูดดีๆ กับฉันแบบนี้ก็ได้นะ ไม่ใช่พอเจอหน้าเอาแต่ดุใส่ฉันอย่างเดียว ท่าทางและน้ำเสียงของคุณตอนที่อยู่โฮมสเตย์มันอบอุ่นมาก อย่างน้อยฉันก็อยากให้เราเริ่มต้นมิตรภาพที่ดีต่อกัน ฉันเองก็พอดูคนออกบ้าง คุณน่ะไม่ใช่คนไม่ดีอะไร บางทีเราอาจจะเป็นเพื่อนกันได้นะ”
“ใครเขาอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณ” ลีรภัทรแสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับเดินจากออกไป คำพูดของเกวลินเมื่อสักครู่เหมือนจะทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายอยู่ไม่น้อย
หลังจากที่ลีรภัทกลับออกไปแล้วเกวลินก็เดินขึ้นมายังชั้นสองของบ้านพัก พอมาถึงก็เห็นมุกดากำลังจัดเตรียมที่นอนให้เธออยู่พอดี
“เดี๋ยวคุณเกวนอนเตียงนะคะฉันนอนพื้นเอง”
“จะดีเหรอคะ คุณเป็นเจ้าของบ้านนะ”
“ก็เป็นเจ้าของบ้านนี่แหละค่ะถึงต้องดูแลแขกเป็นอย่างดี แต่ห้องนอนเล็กๆ แบบนี้ไม่รู้คุณเกวจะนอนได้หรือเปล่า”
“ก็เล็กอย่างที่ครูว่าแหละค่ะ บ้านนี้ทั้งหลังยังเล็กกว่าเรือนคนใช้ที่บ้านฉันเลย เอ่อ…ฉันไม่ได้จะดูถูกนะคะ คือฉัน…”
“ไม่เป็นไรค่ะฉันเข้าใจ”
“ครูมุกอย่าโกรธฉันเลยนะคะ ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีจริงๆ ” เกวลินรีบเดินเข้าหามุกดาเพื่ออธิบายที่เธอพูดอะไรไม่ทันได้คิดออกไป ยิ่งเห็นหน้าเจื่อนๆ ของมุกดาก็ยิ่งรู้สึกผิดหนักกว่าเดิม
“ฉันไม่โกรธหรอกค่ะ ที่คุณเกวพูดมาก็ถูกแล้ว”
“อย่าพูดอย่างนี้สิคะ งั้นฉันให้ครูมุกว่าฉันคืนก็ได้ ครูจะว่าหรือจะด่าฉันยังไงฉันยอมหมด” น้ำเสียงที่จริงจังของเกวลินทำให้มุกดาหลุดขำออกมา ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดถากถางเธอจริงๆ เห็นท่าทีของเกวลินในตอนนี้จะให้เธอโกรธลงได้ยังไง
“พอได้แล้วค่ะ ฉันไม่ได้โกรธคุณ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
“พูดจริงใช่มั้ย ฉันเองก็นึกว่าจะทำให้ครูมุกไม่ประทับใจตั้งแต่แรกที่เจอซะแล้ว ถ้าต่อไปฉันพูดอะไรไม่ดีอีก ครูมุกดุฉันได้เลยนะคะ ว่าแต่…ครูมุกกับคุณลีไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ เหรอคะ” คำถามไม่มีที่มาที่ไปของเกวลินทำให้มุกดาชะงักงันในทันที หญิงสาวไม่คาดมาก่อนว่าเกวลินจะถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้กับเธอ
“อะไรทำให้คุณเกวคิดแบบนั้นคะ”
“ก็พวกคุณสองคนดูสนิทกันมาก ดูเข้าใจกันและก็เกรงใจกันด้วย ตอนที่คุณลีบอกว่าไม่ได้เป็นแฟนกับคุณฉันไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว งั้นฉันถามครูมุกอีกทีก็แล้วกัน ตกลงครูมุกกับคุณลีไม่ใช่แฟนกันจริงๆ เหรอคะ”
“ไม่ใช่ค่ะ จริงๆ ฉันเองก็พึ่งย้ายมาสอนที่นี่ได้เดือนกว่าเอง ก็พึ่งรู้จักกับคุณลีได้ไม่นาน อาจจะเป็นเพราะคุณลีนิสัยดีมั้งคะ ก็เลยทำให้ฉันสนิทกับเขาได้ง่าย”
“ครั้งแรกที่เขาเจอครูมุกเขาทำหน้ายังไงคะ หน้าแบบนี้เหรอเปล่า” เกวลินยืนกอดอกทำจมูกย่นคิ้วขมวดแทบจะชนกัน หญิงสาวอยากอธิบายลักษณะตอนที่เห็นลีรภัทรครั้งแรกให้มุกดาได้เข้าใจ แต่ท่าทางของเธอดูจะพิลึกไปสักหน่อยจนครูสาวต้องหลุดขำออกมาอีกครั้ง
“ทำไมเหรอคะ ตอนคุณเกวเจอคุณลีครั้งแรก เขาทำหน้าแบบนี้เหรอคะ”
“ก็ใช่สิคะ ก็เดือนที่แล้วฉันไปที่บ้านเขา ไม่ทันได้ทำอะไรเขาก็ทำหน้ายักษ์ใส่ฉัน”
“เดือนที่แล้ว? ไหนว่าคุณเกวเป็นรุ่นน้องเขาไม่ใช่เหรอคะ แล้วพึ่งเจอเขาเดือนที่แล้วได้ยังไง”
มุกดาเริ่มสับสน ดูเหมือนคำตอบของเกวลินจะสวนทางกับข้อมูลที่บอกกับป้าน้อยก่อนหน้านี้นัก เกวลินเองเมื่อถูกถามกลับถึงได้รู้ตัวว่าได้พูดพลาดบางอย่างไป
“อ่อ…ฉันหมายถึงเจอกันครั้งล่าสุดค่ะ คือตั้งแต่เขาเรียนจบเราก็ไม่ได้ติดต่อกัน ฉันเองก็จำตอนครั้งแรกที่เจอกับเขาไม่ได้ด้วยสิ ก็เลยเล่าถึงครั้งล่าสุดที่เจอกับเขาแทนค่ะ” เกวลินรีบอธิบาย เธอหวังว่ามุกดาจะไม่ติดใจถามไถ่เธอต่อก็พอ
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับ
“ห้องน้ำอยู่ไหนคะ เหนียวตัวมาทั้งวันฉันอยากอาบน้ำแล้ว” เกวลินรีบเปลี่ยนเรื่อง ขืนยังอยู่สนทนาต่อคงได้หลุดพูดเรื่องไม่ควรพูดออกไปแน่
เช้าวันต่อมา
ลีรภัทรตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเข้าสวนดอกไม้ วันนี้ชายหนุ่มยังมีดอกไม้อีกหลากหลายพันธุ์ที่ต้องจัดการลงแปลงดินที่ได้เตรียมเอาไว้ แต่เมื่อเปิดประตูบ้านออกมาก็เห็นเกวลินกำลังเดินไปมาอยู่หน้าบริเวณประตู เขาเองก็นึกว่าหญิงสาวจะกลับไปแล้วเสียอีก
“นี่คุณยังอยู่อีกเหรอ”
“คุณลืมแล้วเหรอว่าฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ แล้วทำไมคุณตื่นสายขนาดนี้เนี่ย ฉันมายืนรอคุณตั้งนานแล้วนะ”
“มีเบอร์ผมแล้วนี่ทำไมไม่โทรมาบอกก่อนว่าจะมาแต่เช้าแบบนี้ล่ะ ช่างเถอะ…คุยธุระของคุณมาดีกว่า แต่ถ้าเรื่องขายบ้านกับสวนผมไม่คุยด้วยหรอกนะ เพราะยังไงผมก็ไม่ขาย”
“เปล่า ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นอีก”
“ยังไง?”
“ฉันจะชวนคุณทำธุรกิจด้วยกัน”
“ไม่ทำ!” ลีรภัทรปฏิเสธทันควัน
“คุณอย่าพึ่งไม่สิ ฟังฉันอธิบายก่อนได้มั้ย คุณคิดดูนะ คุณเองก็มีสวนดอกไม้ที่นี่แล้ว ฉันก็แค่เปิดคาเฟ่เพิ่มเข้ามา ลูกค้าที่มาใช้บริการก็จะได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของดอกไม้ นั่งจิบกาแฟไปชมดอกไม้ไปมีความสุขจะตาย”
“ไม่เอาผมไม่ชอบความวุ่นวาย ผมแค่อยากมีสวนดอกไม้เล็กๆ ไว้ส่งขายให้ลูกค้าแค่นั้น”
“อ้าว…คุณไม่ได้จะเปิดเป็นสวนดอกไม้ให้คนเข้ามาชมหรอกเหรอ”
“ก็ไม่นะสิ ผมแค่จะขายดอกไม้ ทีนี้คุณเข้าใจหรือยัง”
“ฉันว่าคุณลองคิดดูใหม่ดีกว่า สวนดอกไม้ของคุณมันต่อยอดธุรกิจคุณได้นะ เงินน่ะ…คุณไม่อยากได้มันหรือไง”
“ผมอยากได้ความสงบมากกว่า ที่มีอยู่ตอนนี้ผมก็โอเคแล้วไม่เห็นต้องอยากได้อะไรเยอะแยะเลย แต่ถ้าให้เดา คุณคงเป็นลูกคุณหนูติดดินไม่เป็นสินะ ทุกเรื่องที่คุณคิดก็คือเงิน คือธุรกิจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าความสุขของผมกับความสุขของคุณมันต่างกัน คุณแบบพวกคุณไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นหรอก”
“แล้วคุณเป็นใครถึงมาตัดสินความรู้สึกของฉัน คุณก็เหมือนกันแหละ…ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นหรอก” เกวลินตวาดกลับไปที่ลีรภัทรด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง หญิงสาวจ้องไปที่นัยน์ตาคมเข้มนั้นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองชายหนุ่มอีก
ลีรภัทรมองตามหลังเกวลินด้วยความหวั่นใจ ทั้งที่สามารถทำให้หญิงสาวเลิกเซ้าซี้เขาได้แล้วแต่ทำไมกลับไม่ได้รู้สึกพอใจเลยสักนิด ภายในใจกลับว้าวุ่นและกังวลเสียมากกว่า
“ลืมไปเลยเรา ยังไม่ได้คืนเงินเลยนี่ ช่างเถอะ…ไว้ค่อยโทรหาใหม่ก็แล้วกัน”
ลีรภัทรส่ายหน้าสลัดความคิดเรื่องของเกวลินออก ดูท่าทางของหญิงสาวแล้วน่าจะโกรธให้เขาอยู่ไม่น้อย บางทีอาจจะทำให้เธอถอดใจและคงไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเขาเองก็ไม่ได้ต้องการให้เกวลินมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน
เวลาผ่านพ้นไปสักพักใหญ่ๆ ลีรภัทรยังคงทำงานอยู่ที่สวนดอกไม้เช่นเดิมอย่างตั้งใจ หวังว่าเหล่าดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ของเขาจะเติบโตมาอย่างดี ให้สมกับที่เขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดลงไป
ช่วงค่ำของวัน
“จะกลับแล้วเหรอลี งั้นเอาขนมที่ป้าทำไปกินที่บ้านด้วยสิ” ป้าน้อยเดินมาพร้อมกับถุงขนมเพื่อยื่นไปให้หลานชายที่กำลังจะเดินพ้นออกจากประตูบ้าน ลีรภัทรเองถ้ามีเวลาก็จะแวะมาที่บ้านของผู้เป็นป้าเสมอ
“ครับ เอ่อ…ป้าครับ วันนี้คุณเกวได้แวะมาหาป้าบ้างหรือเปล่า”
“ไม่นะ อ่อ…เห็นลุงบอกว่ามาแต่เช้าตรู่น่าจะมาเอารถน่ะ ตอนนั้นป้าไปบ้านป้ากบก็เลยไม่ได้เห็นหนูเกว มีอะไรหรือเปล่าลี”
“ไม่มีอะไรครับพอดีคุณเกวเขาลืมของไว้ งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
ลีรภัทรพอออกมาจากบ้านผู้เป็นป้าก็ขับรถกระบะคันโปรดมุ่งหน้าขึ้นเนินเขาเพื่อกลับบ้านตัวเอง พอมาถึงก็เห็นรถบ้านคันสีขาวจอดอยู่หน้าบริเวณทางเข้าสวนดอกไม้ จึงรีบจอดรถแล้วเดินตรงมาที่รถบ้านอย่างไม่รีรอ ชายหนุ่มเดินสำรวจรอบๆ รถบ้านด้วยความข้องใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีรถบ้านเช่นนี้มาจอดเอาไว้สักครั้ง จะว่าเป็นรถของกลุ่มนักท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะใช่ แต่พอเห็นเกวลินเปิดประตูลงจากรถมาก็ยิ่งแปลกใจหนักกว่าเดิม
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“ก็คุณไม่ยอมให้ฉันเช่าบ้านฉันก็เลยเช่ารถบ้านมาแทน คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะในรถมีที่นอน มีห้องน้ำครบ ฉันไม่รบกวนคุณแน่นอน อีกอย่าง…ฉันก็ไม่ได้เข้าไปในเขตพื้นที่ของคุณด้วย เพราะฉะนั้นคุณจะไล่ฉันไปไม่ได้” เกวลินผายมือยักไหล่เย้ยหยัน เธอเองก็ดูจะพอใจกับการกระทำของตัวเองนัก
“คุณนี่มันบ้าของแท้เลย ถ้าอยากอยู่ก็อยู่ไปเลย แต่บอกคุณไว้ก่อนนะว่าที่นี่ตอนกลางคืนชอบมีพวกสัตว์ป่าเข้ามา ถ้าคุณได้ยินเสียงอะไรก็เงียบๆ ไว้ละกัน อีกอย่างตรงนี้ก็ห่างไกลผู้คน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณคงไม่มีใครช่วยได้หรอกนะ”
“คุณโกหก! คุณแค่อยากทำให้ฉันกลัวฉันรู้หรอกน่า ฉันไม่เชื่อหรอก” หญิงสาวโต้กลับ ถึงแม้จะรู้สึกหวั่นกับคำพูดของลีรภัทรแต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ ไม่งั้นชายหนุ่มคงได้หัวเราะเยาะเธอแน่
ทันใดนั้นลีรภัทรเองก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าใกล้เกวลินให้มากขึ้น สายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวอย่างไม่ลดละจนคนที่ถูกจ้องเริ่มหวาดระแวงขึ้นมา ระหว่างที่ชายหนุ่มเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หญิงสาวเองก็เดินถอยหลังห่างออกไปเช่นกัน
ไม่นานนักเกวลินก็ถูกลีรภัทรเดินดันจนหลังชนกับตัวรถ ตอนนี้ไร้สิ้นหนทางถอยได้อีกแล้ว ลีรภัทรแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ มือทั้งสองข้างยกขึ้นยันตัวรถเพื่อล้อมตัวหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้าใกล้ให้มากขึ้นกว่าเดิมจนทั้งคู่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกัน
เกวลินหลับตาพริ้มเมื่อใบหน้าของลีรภัทรแนบชิดใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวพร้อมตั้งรับไม่ว่าชายหนุ่มจะจู่โจมมาในรูปแบบไหน ลีรภัทรเองก็เอาแต่จ้องไปที่ปากเล็กๆ ของเกวลินอย่างว้าวุ่นใจ ถ้าตอนนี้เขากับเธอตกลงปลงใจคบกันแล้วคงจุมพิตเธออย่างไม่ลังเล“หวังอะไรถึงได้หลับตาปี๋แบบนี้” ชายหนุ่มเป่าลมปากไปที่ดวงตาของเกวลินที่ปิดอยู่ ก่อนจะร่นถอยห่างออกมา“อีตาบ้า นี่คุณแกล้งฉันจริงๆ ด้วย” เกวลินรู้สึกอับอายนัก หญิงสาวปรี่เข้าไปผลักอกลีรภัทรอย่างเต็มแรง ตอนที่เธอหลับตาเขาคงหัวเราะเยาะเธอเป็นแน่ คงมองว่าเธอใจง่ายที่เขาอยากจะทำอะไรเธอก็ยอม“คุณจะมาโกรธผมทำไม หรือคุณอยากให้ผมจูบ….”“หยุด! ห้ามพูดคำนั้นเด็ดขาด”“ที่บอกว่าชอบคุณผมพูดจริงๆ นะ คุณไม่สังเกตเห็นเลยเหรอว่าท่าทีของผมที่มีต่อคุณมันเปลี่ยนไป หลังจากคืนที่พายุเข้าผมก็เริ่มแน่ใจว่ารู้สึกกับคุณไม่เหมือนเดิม”“ชอบที่ฉันยอมตากฝนเพื่อขนย้ายดอกไม้พวกนั้นให้คุณจนเป็นไข้เนี่ยนะ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคุณก็ชอบคนง่ายเกินไปแล้ว”“ถ้าทำดีกับผมแค่นั้นแล้วทำให้ผมชอบได้ง่ายๆ งั้นผมก็คงชอบครูมุกไปแล้วล่ะสิ ถ้าเทียบกันครูมุกทำอะไรดีๆ ให้ผมเยอะกว่าคุ
“คุณจะบอกว่าไม่มาอยู่ที่นี่แล้วใช่มั้ย”“ไม่ใช่สักหน่อย อย่าบอกนะว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่แล้ว” เกวลินขมวดคิ้วใส่ลีรภัทร เห็นสายตาและท่าทีเฉยเมยของชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้“อ้าว! ที่จะคุยกับผมไม่ใช่เรื่องนี้หรอกเหรอ” ชายหนุ่มโล่งใจ“ก็ไม่ใช่นะสิ คิดอะไรของคุณอยู่นี่”“ใครจะไปรู้ล่ะ ก็คุณหน้าตึงดูจริงจังซะขนาดนั้น ก็นึกว่าจะมายกเลิกสัญญาเช่า”“เป็นคุณมั้งที่หน้าตึง ทำซะฉันตกอกตกใจหมดนึกว่าคุณจะเปลี่ยนใจแล้วซะอีก” หญิงสาวลูบอกตัวเองเบาๆ ตอนนี้ค่อยโล่งใจขึ้นมาได้หน่อยลีรภัทรหลุดขำออกมา ชายหนุ่มเองที่คิดมากจนเกินไป ก็เพราะท่าทีของหญิงสาวเมื่อคืนชวนให้ชายหนุ่มอดกังวลไม่ได้ ยิ่งเห็นหญิงสาวมาแต่เช้าตรู่แบบนี้ก็นึกว่าจะมาบอกเรื่องเปลี่ยนใจไม่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านสวนแล้วเสียอีก“คุณยิ้มทำไม”“ผมแค่ดีใจน่ะ เอาเป็นว่าคุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม”“คืออย่างนี้นะ ฉันเองก็มาอยู่ที่แล้ว งั้นถ้าฉันจะให้ช่างมาต่อเติมคาเฟ่ที่สวนคุณเลยได้มั้ย ค่อยๆ ทำค่อยๆ ปรับไป ชอบไม่ชอบตรงไหนฉันจะได้เปลี่ยนใจได้ ฉันอยากให้คาเฟ่เล็กๆ ของฉันรับกับสวนดอกไม้ของคุณได้น่ะ”“ก็เอาสิ ผมเองก็จะบอกคุณเรื่องนี้เหมือนกัน ระย
“คุณลี คุณเลิกแกล้งฉันได้แล้ว”เกวลินพยายามยื้อยุดปลีกตัวออกจากอ้อมแขนของลีรภัทร หญิงสาวไม่ตอบในสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยถาม และเริ่มไม่ชอบใจแล้วที่เขาเอาแต่เย้าหยอกเธอเช่นนี้ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรก็ควรเว้นระยะห่างจากเธอไว้หน่อยไม่ใช่เหรอ“คุณเป็นคนเริ่มก่อนเองนะ พอผมถามกลับ…กลายเป็นผมผิดซะงั้น”“ก็ได้ ฉันจะไม่ถามไม่สงสัยอะไรในตัวคุณอีกแล้ว เอาเป็นว่าต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่ พอใจหรือยัง”ท่าทีแง่งอนของเกวลินทำให้ลีรภัทรเอ็นดูนัก ชายหนุ่มเอาแต่ยิ้มมองไปที่หญิงสาวอย่างชอบใจ ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่มุมที่หญิงสาวเด็ดเดี่ยวมั่นใจในตัวเอง แต่พอยิ่งใกล้ชิดเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงที่อ่อนไหวใสซื่อ เหมือนเด็กสาวทั่วไปก็เท่านั้นลีรภัทรคลายมือที่โอบเกวลินออกเมื่อได้ยินเสียงคนส่งเฟอร์นิเจอร์ตะโกนเรียก เกวลินเองทันทีที่ชายหนุ่มคลายอ้อมกอดออกก็รีบเดินจากห้องหนีไปอย่างไม่รีรอ ท่าทางของเธอยิ่งทำให้ชายหนุ่มเอ็นดูมากขึ้นกว่าเดิมช่วงเย็นของวัน“มากันแล้วเหรอ” ป้าน้อยยิ้มทักทายเมื่อเห็นเกวลินเดินเคียงมากับลีรภัทร วันนี้เธอให้ผู้เป็นหลายเอ่ยชวนหญิงสาวมาทานมื้อเย็นด้วยกัน“เดี๋ยวเกวช่วยทำกับข้าวนะคะ”“ไม่ต้องหรอกหนูเกว ค
“ทำดีกับคุณ หมายถึงทำอะไรให้บ้างล่ะ ผมว่าสิ่งที่ผมทำก็มีเหตุและผลของมันนะ” ลีรภัทรให้คำตอบกับหญิงสาว เพราะสิ่งที่เขาทำให้เธอไม่ได้ดูเกินความจำเป็นเลยสักนิด“คุณเคยเห็นตัวเองเมื่อก่อนตอนที่อยู่กับฉันมั้ยคะว่ามันต่างจากตอนนี้มากแค่ไหน ในชั่วข้ามคืนคุณก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าฉันขออะไร…คุณก็โอเคทุกอย่าง อยู่ดีๆ คุณก็มาดีกับฉัน ฉันก็อดสงสัยไม่ได้สิว่าปกติคุณเป็นของคุณแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่า”“ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ก่อนหน้านี้เราแค่ยังไม่รู้จักกันมากพอ คุณก็เลยไม่เห็นตัวตนจริงๆ ของผม หรือคุณคิดว่าการที่ผมทำดีกับคุณก็เพื่อหวังอะไรในตัวคุณ”“ไม่ได้คิด ฉันแค่จะบอกว่าบางทีการที่เราทำดีกับคนคนหนึ่งมากๆ มันอาจทำให้คนคนนั้นเข้าใจเจตนาเราผิดได้”“เช่นอะไรล่ะ”“ก็…ก็…”“ก็จะทำให้เข้าใจว่าผมชอบเขางั้นเหรอ” ลีรภัทรตอบแทนเมื่อเห็นหญิงสาวเอาแต่อ้ำอึ้ง“ก็ประมาณนั้น”“แล้วคุณล่ะคิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า ถ้าผมทำดีกับคุณแบบนี้ไปเรื่อยๆ …คุณจะคิดว่าผมชอบคุณมั้ย”คำถามตรงไปตรงมาของลีรภัทรทำให้เกวลินนิ่งเงียบในทันที เหตุใดชายหนุ่มถึงได้พูดถึงเรื่องนี้อย่างสบายใจได้ ไหนจะสายตาหยาดเยิ้มมองมาที่เธออีก คงไม่ใช่ว่าเขาชอบเธอเ
“เงียบแบบนี้ลังเลเหรอ”ปานวาดเอ่ยถามผู้เป็นลูกสาวอีกครั้ง เธอเองก็อยากรู้ว่าในใจของเกวลินยังรักชายหนุ่มดังกล่าวอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่จบความสัมพันธ์กันไปก็ไม่เคยได้ยินพูดถึงหรือติดต่ออีกเลย“ที่หนูเงียบเพราะกำลังคิดหาทางหนีเขาต่างหาก แม่คะ…งั้นเกวกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลยได้มั้ย เกวไม่อยากเจอน้ำน่ะ”“แล้วคิดจะหนีหน้าไม่เจอน้ำแบบนี้ไปตลอดหรือไง ครอบครัวเขากับครอบครัวเราก็รู้จักกัน ยังไงต้องติดต่อกันอยู่ดี มีอะไรทำไมไม่คุยกันให้เข้าใจล่ะ”“เกวพูดไม่รู้จะพูดยังไงแล้วค่ะ เราสองคนไม่เหมาะที่จะเป็นแฟนกันเลยสักนิดเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่า และน้ำเองที่เป็นคนบอกเลิกเกวก่อน แล้วตอนนี้จะมาง้อขอคืนดีนี่นะ”“แต่เกวก็จะบอกเลิกน้ำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แค่น้ำชิ่งบอกเกวก่อนแค่นั้น”“ตกลงใครเป็นลูกแม่กันแน่คะ” เกวลินค้อนไปที่ผู้เป็นแม่จนเธอต้องหลุดขำออกมา“แม่ไม่คุยด้วยแล้ว เกวขึ้นไปเอายามาให้แม่ดีกว่า อีกอย่างพรุ่งนี้ห้ามหนีกลับเชียงใหม่ล่ะ สัญญาว่าจะอยู่บ้านอาทิตย์หนึ่งก็ต้องอยู่ให้ครบ เข้าใจมั้ย”“เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวหน้ามุ่ย ดูเหมือนแม่ของเธอจะรู้ทันเธอเสียแล้ววันต่อมา ช่วงสายของวันเกวลิน
วันต่อมา“เดี๋ยวผมจะให้คนงานเข้ามาเก็บกวาดห้องให้ ส่วนเรื่องแต่งห้องยังไงก็รอคุณมาจัดการเองแล้วกัน แล้วคุณจะกลับบ้านกี่วันล่ะ”“น่าจะอาทิตย์หนึ่ง กลับแป๊บเดียวเดี๋ยวพ่อกับแม่ก็บ่นให้ ต้นไม้ตรงนั้นดูโล่งไปนะ ถ้ามีชิงช้าสักหน่อยน่าจะดี” เกวลินชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องที่เธอจะมาอาศัยอยู่นัก“เป็นเด็กเหรอถึงชอบนั่งชิงช้า”“ก็ใช่นะสิ ใครจะไปแก่เหมือนคุณล่ะ ฉันมีเรื่องจะถามคุณหน่อยสงสัยมาตั้งนานแล้ว ทำไมคุณถึงตั้งชื่อว่าสวนดอกไม้คุณชายลีล่ะ เวลาฟังไม่จักจี้หูบ้างเหรอที่ได้ยินคนมาเรียกคุณชาย…คุณชายแบบนี้"“ทีแรกผมก็เขินอยู่เหมือนกัน ชื่อนี้ย่าผมเป็นคนตั้งน่ะ ตอนเด็กผมก็งอแงอยากให้ย่าเปลี่ยนชื่อใหม่เหมือนกัน แต่มันเป็นความสุขของย่า…ผมก็เลยปล่อยผ่าน คิดแค่ว่าเดี๋ยวรอผมโตค่อยเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่พอท่านเสียผมกลับทำใจเปลี่ยนมันไม่ได้ ชื่อที่ย่าตั้งด้วยความรักที่มีให้ผม ผมก็ควรรักษาและทะนุถนอมให้ดีไม่ใช่เหรอ อีกอย่างทุกคนก็คุ้นชินกับชื่อนี้กันหมดแล้วด้วย”“คุณทำถูกแล้วค่ะ ย่าคุณคงจะภูมิใจในตัวคุณมาก แล้วปู่คุณละคะ ฉันไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงปู่คุณเลย”“ผมไม่ค่อยมีความทรงจำเรื่องปู่เท่าไหร่







