หกปีต่อมา
ร่างเล็กนุ่มนิ่มในชุดกระโปรงลายสก็อตสีขาวแดงกำลังวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกันอย่างสนุกสนาน โดยมีเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ คอยดูแลไม่ให้เกิดอันตรายอยู่ห่างๆ
เสียงรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่หน้ามูลนิธิทำให้เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่หันไปสนใจ ก่อนจะพากันกรูเข้าไปหาบุคคลที่เพิ่งลงมาจากรถ ชายหญิงคู่สามีภรรยาลงจากรถตามด้วยเด็กหนุ่มวัยสิบหกในชุดนักเรียนเอกชนชื่อดังย่านนั้น
มูลนิธิเป็นทางผ่านไปโรงเรียนเขา พ่อกับแม่เลยแวะเอาของมาให้คนที่นี่ก่อน
“วาลี มาหาแม่มา” โสภานั่งยองๆ กางแขนเป็นสัญญาณให้เด็กน้อยวิ่งโผเข้าสู่อ้อมกอด
ขาเล็กป้อมวิ่งเข้าหาเจ้าของมูลนิธิด้วยความคิดถึงจนเรียกรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่รอบข้าง เจ้าของทั้งสองมักจะมาหาวาลีที่มูลนิธิบ่อยๆ อย่างน้อยก็ทุกเทศกาลสำคัญ
“คุงโสภา”ร่างน้อยกอดซุกไออุ่นจากผู้มีพระคุณ ก่อนจะเรียกออกมาเบาๆ ด้วยเสียงไม่ชัดถ้อยชัดคำ เนื่องจากฟันหน้ากับฟันกรามน้ำนมหลุด
มือเรียวชูหมวกปีกไหมพรมสีเหลืองที่ตนเองถักออกมา ก่อนจะสวมให้เด็กหญิงได้อย่างพอดี ก่อนจะยื่นถุงขนมที่นำมาด้วย ซึ่งวาลีก็ประกบสองมือเล็กของตนเองไหว้ขอบคุณ จากนั้นก็ดึงช็อกโกแลตออกมาจากถุงชอปปิงเพียงหนึ่งชิ้น
วาลีเดินเตาะแตะไปหาเพื่อนวัยเดียวกันที่ยืนหน้าสลอนอยู่ไม่ไกล มือน้อยยื่นถุงทั้งหมดให้เพื่อนไปแบ่งกันกิน และวิ่งกลับมาหาโสภาที่นั่งดูการกระทำน่าเอ็นดูในท่านั่งยอง
นายหญิงของตระกูลยิ้มด้วยความพึงพอใจที่เด็กน้อยรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้คนอื่น ช้อนร่างเล็กของเด็กหญิงขึ้นอุ้มเข้าเอว วาลีซึ่งเพิ่งจะอยู่ในมุมสูงก็สอดส่ายสายตามองบรรยากาศโดยรอบได้กว้างขึ้น พลันตากลมโตหันไปสบตากับร่างสูงวัยสิบหกที่ยืนอยู่ข้างๆ มารดา
ตากลมจ้องเขาอยู่เช่นนั้นไม่ยอมเปลี่ยนไปมองที่อื่น จนคนถูกมองรู้สึกอึดอัดรำคาญ
“เธอมองฉันทำไม” เขาถามด้วยความหงุดหงิด
เขาไม่ชอบเด็กเล็ก เพราะเด็กชอบร้องไห้ น้องสาวเขาที่บ้านก็อายุเท่านี้ วันๆ เอาแต่ร้องไห้เวลาไม่ได้ดั่งใจ
“ยักษ์...” เด็กตัวเล็กพึมพำออกมาจนคนอุ้มและคนรอบข้างได้ยิน
นิ้วเล็กชี้ไปที่คนยืนตีหน้ายักษ์อยู่ ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มออกสีแดง ก่อนที่ปากเล็กจะเริ่มคว่ำลงแล้วก็...
“แงะแง้....ยักษ์จะกินหนู...ยักษ์...จัวยักษ์”
วาลีร้องไห้จ้ารีบซุกหน้าหนีเข้าอกคนอุ้มเพื่อซ่อนความกลัว เธอเคยเห็นในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยามเช้า ยักษ์จะไม่ยิ้ม ตาดุและก็ชอบกินเด็ก ทุกคนในมูลนิธิยิ้มแย้ม สองผู้มีพระคุณก็ยิ้มแย้ม มีแต่คนนี้ที่ไม่ยิ้ม
คนที่ไม่ยิ้มคือยักษ์...
“วาลี!” หัวหน้ามูลนิธิเรียกเด็กเสียงเข้ม
เพราะยักษ์ที่หนูน้อยพูดถึง คือลูกชายคนโตของเจ้าของมูลนิธิ
“แง้!!!!” เมื่อโดนเรียกเสียงดุ หนูน้อยเลยยิ่งร้องไห้เสียงดัง จนคนไม่ชอบเด็กยกมือขึ้นมาปิดหู
“ไทม์ เข้าไปรอแม่ที่รถไปลูก” โสภารู้ว่าลูกชายไม่ชอบเสียงเด็กร้อง เลยบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อตัดปัญหา
“ครับ”
ร่างสูงเดินกลับไปรอที่รถอย่างไม่ต่อต้าน แต่ก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งในรถก็มิวายหันมามองเด็กที่กล้ามาเรียกเขาว่ายักษ์ด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
เด็กน้อยซึ่งหันศีรษะมองตามยักษ์ตัวโตที่กำลังเดินเข้ารถตาแป๋ว พลันเห็นสายตาดุดันของไทม์อีกครั้งก็ร้องไห้เสียงดังยิ่งกว่าเดิม จนหนุ่มวัยสิบหกจิ๊ปากหนีกลับเข้ารถแทบไม่ทัน
•────✦❅✦────•
เวลาผ่านไปจวบจนเด็กน้อยเติบโตเข้าสู่วัยแรกรุ่น ร่างเล็กเด็กสาววัยสิบห้า หลังจากกลับจากโรงเรียนก็เดินเข้ามาที่ห้องทำงานของมูลนิธิ เธอได้ยินจากน้ามลฑณาว่าคนจากบ้านสิทธิเกรียงไกรมาหา
วาลีคิดว่าคือคุณโสภาที่เธอเคารพรัก ก็รีบเอากระเป๋าไปเก็บ ก่อนจะรีบตรงไปหาผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเข้าไปถึงห้องทำงานมูลนิธิก็พบว่าคนที่มาไม่ใช่ทั้งคุณโสภาและคุณวิรัช
“คุณไทม์”
คนตัวเล็กทำหน้าตกใจเพราะปกติเขาจะไม่มาที่นี่ หากไม่ได้มาพร้อมครอบครัว
“แม่ฉันฝากมาให้เธอ”
มือหนายื่นถุงเสื้อผ้าให้เด็กสาวตรงหน้า มือน้อยยกมือไหว้ขอบคุณและรับถุงมาถือไว้ในมือ
“ขอบคุณค่ะ”
เขาพยักหน้ารับ หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว วาลีก้าวเท้าถอยหลังออกไปเล็กน้อยเมื่อเห็นความสูงเต็มตัวของคนตรงหน้า
เธอกลัวเขาตั้งแต่เด็กและตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่
อาจจะเพราะว่าเขาไม่ค่อยยิ้มเวลามาที่นี่ คนตัวเล็กเคยแอบเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของลูกชายเจ้าของมูลนิธิก็เห็นว่าเขายิ้มแย้มเฮฮากับเพื่อนปกติ ยกเว้นเวลามาที่นี่
เขาอาจจะไม่ชอบที่นี่ หรือไม่...ก็อาจจะไม่ชอบเธอ
“ฉันกลับก่อน”
ไทม์พูดเพียงแค่นั้นก็เดินผ่านเธอไป
•────✦❅✦────•