Mag-log inจากเพื่อนสนิทที่ข้ามเส้นกลายเป็นสามีในชั่วข้ามคืน แบบเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ คนหนึ่งปิดตายหัวใจ ส่วนอีกคนใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อให้เธอรัก ทั้งคู่ต้องฝ่าฝันบททดสอบมากมาย และความดีและการดูแลที่ไร้เงื่อนไขของเขา กลับค่อยๆ เปลี่ยนหัวใจที่ปิดตายของเธอให้กลายเป็นรักแท้
view moreเสียงกึกกักที่ดังอย่างสม่ำเสมอของเครื่องจักรทอผ้าภายในโรงงานทอผ้าที่ 3 แห่งของมณฑลจิ่งเหอ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ของรัฐวิสาหกิจในปี1985 ยุคสมัยที่เข็มนาฬิกาของประเทศกำลังหมุนไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ซูชิงหญิงสาววัยสะพรั่งกำลังตั้งอกตั้งใจเก็บของใช้ใส่กระเป๋าสะพายเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน วันนี้เธอสวมชุดคนงานสีน้ำเงินเข้มที่แม้จะผ่านการซักจนสีซีดจางมาแล้วหลายครั้งแต่ยังดูสะอาดเรียบร้อยดี ใบหน้าเรียวรูปไข่มีหยดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามไรผม หน้าตาของเธอดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่อาจบดบังความงามของเธอได้เลยแม้แต่น้อย
ซูชิงเป็นสาวชนบท ปีนี้อายุสิบเจ็ดแล้ว หนุ่มๆ ในโรงงานเดียวกันมักจะชอบมาพูดจาเกี้ยวพาราสีเธออยู่เป็นประจำ ทว่าในหัวใจของซูชิงกลับมีเพียงชายหนุ่มที่ชื่อหลินอวี้คนเดียวเท่านั้นที่ได้กุมหัวใจของเธอ
หลินอวี้เพิ่งเข้ามาทำงานในฝ่ายบริหารเมื่อไม่นานมานี้ หน้าตาของชายหนุ่มหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ทุกๆ วันเขามักจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูสะอาดสะอ้านไร้รอยยับ อีกทั้งยังสวมแว่นตากรอบหนาขับเน้นให้บุคลิกของเขาดูเหมือนชายหนุ่มผู้มีการศึกษาแตกต่างจากชายฉกรรจ์ในโรงงานที่เนื้อตัวเปื้อนคราบน้ำมันของเครื่องจักร เพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าหลินและยังดูดีมาก จึงมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามาชอบพอในตัวเขา ซูชิงมักจะแอบนำเงินที่มีเพียงน้อยนิดของตนเองไปซื้อขนมปังห่อเล็กๆ มามอบให้กับเขา แล้วยังใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ปักผ้าเช็ดหน้าเพื่อมอบให้กับเขาอีกด้วย
หลินอวี้เองก็มอบรอยยิ้มที่อบอุ่นดั่งแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิให้แก่เธออยู่เสมอ และยังดีกับเธอมากเหลือเกิน เขาบอกว่าเขาชอบเธอและจะต้องแต่งงานกับเธออย่างแน่นอน ซูชิงดีใจมาก ถึงขนาดวาดฝันว่าอีกไม่นานตนเองจะได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันกับเขา
วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ซูชิงได้มาพบกับหลินอวี้ตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ หญิงสาวเดินมาที่ด้านหลังโรงงานซึ่งมีต้นไม้ขึ้นรายล้อมและยังมีโรงเก็บผ้าเก่าของโรงงานตั้งตระหง่านบดบังทัศนวิสัยจากโดยรอบ ค่อนข้างปราศจากผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อมาถึงเธอก็พบว่าหลินอวี้กำลังยืนรอเธออยู่พอดี
“พี่หลินอวี้”
ซูชิงส่งเสียงเรียกเขาอย่างอ่อนโยน หลินอวี้หันมามองก่อนจะส่งยิ้มที่แสนอบอุ่นให้กับเธอเหมือนเช่นทุกวัน
“มาแล้วเหรอ”
“พี่รอนานไหม ฉันเพิ่งเลิกงานน่ะ เลยออกมาช้า ขอโทษด้วยนะ”
หลินอวี้ได้ฟังก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยิ้มให้ซูชิง ซูชิงที่เห็นว่าหลินอวี้ไม่โกรธก็พอจะเบาใจลงไปได้บ้าง ก่อนที่เธอจะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้กับเขา
“ฉันนั่งปักทั้งคืนเลยนะ เห็นพี่บอกว่าทำผ้าผืนเก่าหาย ฉันเลยตั้งใจปักผืนใหม่มาให้พี่”
“ขอบใจมากนะ”
หลินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วจึงจ้องมองซูชิงด้วยแววตาที่หลงใหล หญิงสาวตรงหน้าเขาผู้นี้หน้าตาสะสวยมากจริงๆ ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบใบหน้าของซูชิง ทำเอาเธอหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย
“วันนี้เธอสวยมาก”
“พี่พูดอะไรน่ะ ฉันเพิ่งเลิกงาน มอมแมมขนาดนี้จะเอาอะไรมาสวยกันเล่า”
เธอเฉไฉตอบอย่างขัดเขิน ทว่าในใจกลับลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก หลินอวี้ค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาหมายจะจูบหน้าผากของซูชิง แต่อยู่ๆ กลับได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ชิงชิง แม่เธอบอกว่าให้ฉันมารับเธอกลับบ้าน เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
เมื่อซูชิงหันไปมองก็พบว่าเป็น เฉินเฮ่อ เพื่อนรักของเธอนั่นเอง เฉินเฮ่อนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซูชิงและยังสนิทกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
หลินอวี้และซูชิงรีบผละออกจากกันทันที เขาบอกเธอว่าขอตัวกลับไปสะสางงานที่เหลือก่อน จากนั้นก็เดินจากไปทันที ก่อนไปยังปรายตามองเฉินเฮ่อแวบหนึ่ง
“นายรีบมาทำไมตอนนี้ ยังไม่หกโมงเย็นเลยนะ!”
เมื่อหลินอวี้จากไปแล้ว ซูชิงจึงหันมาเอ่ยกับเฉินเฮ่ออย่างไม่พอใจเท่าใดนัก เฉินเฮ่อคือเพื่อนรักของเธอ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรอยู่ในโรงงานเดียวกันกับเธอ คนทั้งสองสนิทกันมากเพราะบ้านอยู่ใกล้กันและยังเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ
ทางด้านเฉินเฮ่อที่ถูกซูชิงชักสีหน้าใส่กลับไม่ได้รู้สึกโกธรเลยแม้แต่น้อย
“ก็แม่เธอให้มาตาม ชิงชิง หากแม่เธอรู้ว่าเธอนัดพบผู้ชายหลังโรงงาน เธอโดนตีแน่ๆ”
“นายก็อย่าไปบอกสิ สัญญาแล้วนะ”
“ทำผ้าเช็ดหน้ามาให้ฉันผืนหนึ่งสิ ค่าปิดปาก”
ซูชิงได้ยินก็ถลึงตาใส่เฉินเฮ่อ ก่อนจะรับปากอย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ เฉินเฮ่อฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะบอกให้ซูชิงรีบมาซ้อนท้ายจักรยานของเขา จากนั้นคนทั้งสองก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับบ้านไปพร้อมกัน
เวลานี้เพิ่งจะเป็นยามเย็น แสงอาทิตย์บนท้องฟ้าส่องแสงอาบย้อมต้นหญ้าสองข้างทางจนเกิดประกายวูบไหว มองดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามและเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน ซูชิงที่ซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่อ สอดส่ายสายตามองสองข้างทางไปโดยรอบเหมือนเช่นทุกวัน บนถนนตอนนี้มีรถจักรยานของคนในโรงงานขี่ผ่านไปผ่านมาเป็นระยะๆ บ้างก็เอ่ยทักทายกันตามประสาเพื่อนร่วมงาน
บ้านของเธอและเฉินเฮ่ออยู่ในตรอกเล็กๆ ไม่ไกลจากโรงงานมากเท่าไหร่ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว เฉินเฮ่อจอดจักรยานที่หน้าบ้านของซูชิง แล้วจึงพูดกำชับกับเธอ
“อย่าลืมนะ ผ้าเช็ดหน้า ค่าปิดปาก”
“รู้แล้วน่า นายก็ห้ามปากโป้งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว”
“รู้แล้วๆ รีบๆ เข้าบ้านไปเถอะ”
ซูชิงพยักหน้ารับคำ แล้วรีบกลับเข้าไปในบ้านทันที เมื่อเข้ามาในบ้านก็พบว่าตอนนี้พ่อกับแม่กำลังนั่งรอเธอกินมื้อเย็นอยู่ ซูชิงไม่รอช้า รีบนำเต้าหู้ผัดซอสที่ได้มาจากโรงอาหารของโรงงานมาให้พ่อกับแม่ได้กิน ครอบครัวของเธอค่อนข้างยากจน และเธอก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้าน ชีวิตในแต่ละวันค่อนข้างผ่านไปอย่างยากลำบากไม่น้อยเลย ซูชิงต้องกินใช้อย่างประหยัด และมักจะนำอาหารจากโรงงานติดไม้ติดมือมาฝากพ่อกับแม่ของตนเองอยู่บ่อยครั้ง
“ชิงชิง อาเฮ่อมาส่งลูกอีกแล้วเหรอ
แม่สอบถามเธอด้วยความสนใจ ซูชิงพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อหันไปเห็นว่าพ่อและแม่กำลังส่งยิ้มแปลกๆ มาให้เธอก็รีบส่ายหน้าทันที
“พ่อกับแม่หยุดคิดเรื่องน่ากลัวเสียที หนูกับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นแน่นอนค่ะ”
“แต่แม่ว่าเขานิสัยดีมากเลยนะ ทั้งขยัน เอาการเอางาน อีกอย่างฐานะก็เหมาะสมกับพวกเรา”
“หนูหิวข้าวแล้ว”
ซูชิงพูดตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เธอก็มานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง
ซูชิงมีความฝันอย่างหนึ่งคือเธออยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็เปิดร้านตัดเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร และไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่อย่างไงมันก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝัน เพราะครอบครัวของเธอนั้นยากจนถึงเพียงนี้ จะเอาเงินที่ไหนมาส่งเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกัน
หญิงสาวตัดใจไม่คิดเรื่องไร้สาระอีก จึงนั่งอ่านหนังสือต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปที่โรงงานแต่เช้าตรู่ ก่อนนอนเธอยังล้วงหยิบลูกอมกระต่ายขาวที่หลินอวี้มอบให้ขึ้นมาดูก่อนนอน เขามอบให้เธอเมื่อไม่กี่วันแล้ว แต่เธอกลับตัดใจกินไม่ลงเสียที ทำได้เพียงเอามาวางไว้ใต้หมอน หวังว่าจะได้นอนฝันถึงเขาทุกคืน
วันเวลาสี่ปีผันผ่านไปอย่างรวดเร็วประดุจสายน้ำที่ไหลริน ในที่สุดเฉินเฮ่อและซูชิง ก็สำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยและหวนคืนสู่โรงงานได้กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง ทว่าการกลับมาครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยเกียรติยศและตำแหน่งที่สูงขึ้น เฉินเฮ่อผู้มีความปราดเปรื่องและผลการเรียนเป็นเลิศ ได้รับการบรรจุเป็นวิศวกรเครื่องจักรประจำโรงงานทอผ้าแห่งที่สามของเมืองจิ่งเหอในทันที ในขณะที่ซูชิงผู้ยึดมั่นในสัจจะและความกตัญญู ได้กลับมาทำงานเพื่อตอบแทนโรงงานที่เคยเกื้อหนุนเงินเดือนให้กับเธอ เธอตั้งปณิธานว่าจะอุทิศแรงกายแรงใจให้กับโรงงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังพยายามเก็บหอมรอมริบเงินทุนสำหรับสานฝันในการเปิดห้องเสื้อของตนเองในอนาคตอีกด้วยด้วยสถานะวิศวกรผู้มากประสบการณ์และวุฒิการศึกษาที่การันตีฝีมือ เงินเดือนรวมค่าครองชีพของเฉินเฮ่อจึงก้าวกระโดดสู่หลัก100-120หยวนต่อเดือน ทันทีที่ได้เงินเดือนเดือนแรกเขาก็เอาไปซื้อรองเท้าผ้าใบให้ซูชิงตามที่เคยสัญญากับเธอเอาไว้ และในปี1987 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิรูปโรงงาน แผนกวิศวกรของเขาสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรจนยอดการผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เขาได้รับเงินโบ
ทางด้านกู้เฉิงเมื่อทราบเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจึงรีบมุ่งหน้ากลับมาที่บ้านทันที ข่าวเรื่องที่แม่ของเขาออกไปประชันฝีปากกับแม่ใหญ่กลางตลาดกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วชุมชนเพียงชั่วข้ามคืน ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจคือเหล่าชาวบ้านต่างพากันเข้าข้างลั่วเหมย พร้อมกับช่วยกันขับไล่คนพวกนั้นออกไป อีกทั้งยังเอ่ยปลอบประโลมเธอว่าอย่าได้เก็บเรื่องอดีตมาใส่ใจ ถือเสียว่าครั้งนี้ได้สะสางบัญชีแค้นให้จบสิ้นกันไปก็พอ ส่วนเฉินเฮ่อก็ดีใจมากที่สุดท้ายแล้วแม่ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นและกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเสียทีแต่แล้วความสงบก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อคนจากตระกูลกู้รุดมาแจ้งข่าวร้ายว่ากู้เฉียนประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสและกำลังเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมือง แม้กู้เฉิงจะมีความขุ่นเคืองต่อแม่ใหญ่เพียงใด แต่สำหรับกู้เฉียนผู้เป็นน้องชาย เขากลับมีความผูกพันและรักใคร่อย่างจริงใจ ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลพร้อมกับเฉินเฮ่อโดยไม่รั้งรอเมื่อไปถึงกู้เฉิงก็ได้พบว่าตอนนี้พ่อและแม่ใหญ่กำลังนั่งประคองกอดกันและร้องไห้ออกมาอย่างหมดสภาพ ใบหน้าของทั้งคู่บวมช้ำและดูทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งถึงวันที่ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยใจระทึก วันที่ป้ายประกาศหน้าโรงงานจะปรากฏรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ซูชิงและเฉินเฮ่อต่างตื่นเต้นจนแทบนั่งไม่ติด และผลก็เป็นไปตามคาดเมื่อชื่อของคนทั้งสองปรากฏเด่นหราอยู่บนป้ายประกาศ ทั้งคู่สวมกอดกันกลมพร้อมกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด นับจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ หากเรียนจบกลับมา ย่อมหมายถึงการเลื่อนตำแหน่งและหน้าที่การงานที่มั่นคงประดุจได้ชามข้าวทองคำมาไว้ในมือเมื่อจัดการเรื่องเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ต้องเตรียมตัวไปพักในหอพักของมหาวิทยาลัยทันที และจะต้องลาออกจากงานเพื่อไปทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มกำลัง แม้จะลาออกแล้วแต่ทางโรงงานยังคงจ่ายเงินเดือนขั้นพื้นฐานให้เพื่อเป็นค่าเลี้ยงชีพทุกๆ เดือน แม้จะไม่เต็มจำนวนแต่ก็นับว่าเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรนำความรู้กลับมาพัฒนาโรงงานในตำแหน่งบริหารที่สูงขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้าอีกด้วยเมื่อกู้เฉิงทราบข่าวว่าน้องชายและน้องสะใภ้สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้ว ก็ดีใจมากอีกทั้งยังกล
เมื่อได้ยินถ้อยคำเด็ดเดี่ยวจากปากของผู้เป็นแม่ เฉินเฮ่อก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งเคียงข้างแม่ของตนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าอบอุ่น"แม่ทำถูกแล้วครับ เราจะหนีความจริงไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก ผมดีใจเหลือเกินที่เห็นแม่กล้าเผชิญหน้ากับมันเสียที คนเราย่อมมีวันที่ก้าวพลาดกันได้ทั้งนั้น"ลั่วเหมยทอดสายตามองลูกชายคนเล็กด้วยความรู้สึกท่วมท้น นิสัยของเขาช่างถอดแบบมาจากบิดาผู้ล่วงลับไม่มีผิดเพี้ยน สามีของเธอคนนั้นเป็นคนอ่อนโยนและใจเย็นเสมอมา เมื่อได้เห็นเฉินเฮ่อเติบโตมาเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นและเข้าใจโลกเช่นนี้ มันจึงกลายเป็นความสบายใจเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของเธอเมื่อเห็นว่าแม่เข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วชายหนุ่มจึงคลายความกังวลใจลงไปได้มาก เฉินเฮ่อขอตัวไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้างานกะบ่าย หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงมุ่งหน้าไปยังโรงงานทันที ก่อนไปยังไม่ลืมกำชับกู้หยางว่าห้ามซนเด็ดขาด เด็กน้อยเองก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังทันทีที่มาถึงหน้าโรงงาน เขาก็พบเข้ากับซูชิงที่เพิ่งเลิกงานกะเช้าพอดี หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานให้สามีก่อนจะเดินเข้ามาหาด
แม่ของเฉินเฮ่อชะงักตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อได้ยินกู้เฉิงเรียกตนเองว่าแม่ เธอจ้องมองหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ก่อนจะเห็นภาพของเด็กชายวัยหกขวบคนหนึ่งซ้อนทับอยู่บนตัวของเขาบรรยากาศภายในบ้านพลันเงียบสงบลงอย่างทันตาเห็น ไป๋ม่านและกู้หยางหันมามองกู้เฉิงเป็นตาเดียว ส่วนเฉินเฮ่อและซูชิ
เสียงหวูดรถไฟเหมือนเสียงมีดที่กรีดลึกลงกลางใจของไป๋ม่าน เธอกระชับกระเป๋าในมือแน่น ในขณะที่กำลังจะตัดสินใจก้าวขึ้นรถไฟนั้น กลับมีเสียงร้องเรียกของใครบางคนดังขึ้นมาเสียก่อน"ม่านม่าน""พี่ม่านม่าน"หญิงสาวชะงักฝีเท้าก่อนจะรีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอถึงกับอึ้งงัน ไม่อยากจะเชื
ไป๋ม่านพยายามสะกดข่มความขมขื่นในใจเอาไว้ เธอคว้าหยิบจดหมายขึ้นมาพับเก็บเอาไว้และทำงานบ้านต่อเงียบๆ เมื่อทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ปั่นจักรยานไปหากู้เฉิงและกู้หยางทันที อีกทั้งยังทำอาหารมาร่วมด้วยอีกสองสามอย่าง เมื่อมาถึงก็พบกับกู้เฉิงที่กำลังลงมือทำอาหารพอดี เธออาสาจะเข้าไปช่วยเขาแต่ชายหน
ทางด้านเฉินเฮ่อนั้น วันเวลาที่ผันผ่านไปในแต่ละวันช่างยากลำบากไม่น้อย ด้วยสภาพอากาศที่นี่แปรปรวนสุดหยั่งคาด พายุฝนกระหน่ำซ้ำเติมดุจฟ้าพิโรธแทบทุกวันทำให้การช่วยเหลือคนและการซ่อมแซมเครื่องจักรดำเนินไปได้อย่างยากลำบาก แม้บางครั้งท้องฟ้าจะเปิดรับแสงตะวันให้ได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ทว่าไม่นานนักเมฆดำก็กลับตั





