เข้าสู่ระบบจากเพื่อนสนิทที่ข้ามเส้นกลายเป็นสามีในชั่วข้ามคืน แบบเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ คนหนึ่งปิดตายหัวใจ ส่วนอีกคนใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อให้เธอรัก ทั้งคู่ต้องฝ่าฝันบททดสอบมากมาย และความดีและการดูแลที่ไร้เงื่อนไขของเขา กลับค่อยๆ เปลี่ยนหัวใจที่ปิดตายของเธอให้กลายเป็นรักแท้
ดูเพิ่มเติมวันเวลาสี่ปีผันผ่านไปอย่างรวดเร็วประดุจสายน้ำที่ไหลริน ในที่สุดเฉินเฮ่อและซูชิง ก็สำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยและหวนคืนสู่โรงงานได้กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง ทว่าการกลับมาครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยเกียรติยศและตำแหน่งที่สูงขึ้น เฉินเฮ่อผู้มีความปราดเปรื่องและผลการเรียนเป็นเลิศ ได้รับการบรรจุเป็นวิศวกรเครื่องจักรประจำโรงงานทอผ้าแห่งที่สามของเมืองจิ่งเหอในทันที ในขณะที่ซูชิงผู้ยึดมั่นในสัจจะและความกตัญญู ได้กลับมาทำงานเพื่อตอบแทนโรงงานที่เคยเกื้อหนุนเงินเดือนให้กับเธอ เธอตั้งปณิธานว่าจะอุทิศแรงกายแรงใจให้กับโรงงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังพยายามเก็บหอมรอมริบเงินทุนสำหรับสานฝันในการเปิดห้องเสื้อของตนเองในอนาคตอีกด้วยด้วยสถานะวิศวกรผู้มากประสบการณ์และวุฒิการศึกษาที่การันตีฝีมือ เงินเดือนรวมค่าครองชีพของเฉินเฮ่อจึงก้าวกระโดดสู่หลัก100-120หยวนต่อเดือน ทันทีที่ได้เงินเดือนเดือนแรกเขาก็เอาไปซื้อรองเท้าผ้าใบให้ซูชิงตามที่เคยสัญญากับเธอเอาไว้ และในปี1987 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิรูปโรงงาน แผนกวิศวกรของเขาสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรจนยอดการผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เขาได้รับเงินโบ
ทางด้านกู้เฉิงเมื่อทราบเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจึงรีบมุ่งหน้ากลับมาที่บ้านทันที ข่าวเรื่องที่แม่ของเขาออกไปประชันฝีปากกับแม่ใหญ่กลางตลาดกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วชุมชนเพียงชั่วข้ามคืน ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจคือเหล่าชาวบ้านต่างพากันเข้าข้างลั่วเหมย พร้อมกับช่วยกันขับไล่คนพวกนั้นออกไป อีกทั้งยังเอ่ยปลอบประโลมเธอว่าอย่าได้เก็บเรื่องอดีตมาใส่ใจ ถือเสียว่าครั้งนี้ได้สะสางบัญชีแค้นให้จบสิ้นกันไปก็พอ ส่วนเฉินเฮ่อก็ดีใจมากที่สุดท้ายแล้วแม่ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นและกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเสียทีแต่แล้วความสงบก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อคนจากตระกูลกู้รุดมาแจ้งข่าวร้ายว่ากู้เฉียนประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสและกำลังเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมือง แม้กู้เฉิงจะมีความขุ่นเคืองต่อแม่ใหญ่เพียงใด แต่สำหรับกู้เฉียนผู้เป็นน้องชาย เขากลับมีความผูกพันและรักใคร่อย่างจริงใจ ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลพร้อมกับเฉินเฮ่อโดยไม่รั้งรอเมื่อไปถึงกู้เฉิงก็ได้พบว่าตอนนี้พ่อและแม่ใหญ่กำลังนั่งประคองกอดกันและร้องไห้ออกมาอย่างหมดสภาพ ใบหน้าของทั้งคู่บวมช้ำและดูทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งถึงวันที่ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยใจระทึก วันที่ป้ายประกาศหน้าโรงงานจะปรากฏรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ซูชิงและเฉินเฮ่อต่างตื่นเต้นจนแทบนั่งไม่ติด และผลก็เป็นไปตามคาดเมื่อชื่อของคนทั้งสองปรากฏเด่นหราอยู่บนป้ายประกาศ ทั้งคู่สวมกอดกันกลมพร้อมกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด นับจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ หากเรียนจบกลับมา ย่อมหมายถึงการเลื่อนตำแหน่งและหน้าที่การงานที่มั่นคงประดุจได้ชามข้าวทองคำมาไว้ในมือเมื่อจัดการเรื่องเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ต้องเตรียมตัวไปพักในหอพักของมหาวิทยาลัยทันที และจะต้องลาออกจากงานเพื่อไปทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มกำลัง แม้จะลาออกแล้วแต่ทางโรงงานยังคงจ่ายเงินเดือนขั้นพื้นฐานให้เพื่อเป็นค่าเลี้ยงชีพทุกๆ เดือน แม้จะไม่เต็มจำนวนแต่ก็นับว่าเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรนำความรู้กลับมาพัฒนาโรงงานในตำแหน่งบริหารที่สูงขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้าอีกด้วยเมื่อกู้เฉิงทราบข่าวว่าน้องชายและน้องสะใภ้สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้ว ก็ดีใจมากอีกทั้งยังกล
เมื่อได้ยินถ้อยคำเด็ดเดี่ยวจากปากของผู้เป็นแม่ เฉินเฮ่อก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งเคียงข้างแม่ของตนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าอบอุ่น"แม่ทำถูกแล้วครับ เราจะหนีความจริงไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก ผมดีใจเหลือเกินที่เห็นแม่กล้าเผชิญหน้ากับมันเสียที คนเราย่อมมีวันที่ก้าวพลาดกันได้ทั้งนั้น"ลั่วเหมยทอดสายตามองลูกชายคนเล็กด้วยความรู้สึกท่วมท้น นิสัยของเขาช่างถอดแบบมาจากบิดาผู้ล่วงลับไม่มีผิดเพี้ยน สามีของเธอคนนั้นเป็นคนอ่อนโยนและใจเย็นเสมอมา เมื่อได้เห็นเฉินเฮ่อเติบโตมาเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นและเข้าใจโลกเช่นนี้ มันจึงกลายเป็นความสบายใจเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของเธอเมื่อเห็นว่าแม่เข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วชายหนุ่มจึงคลายความกังวลใจลงไปได้มาก เฉินเฮ่อขอตัวไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้างานกะบ่าย หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงมุ่งหน้าไปยังโรงงานทันที ก่อนไปยังไม่ลืมกำชับกู้หยางว่าห้ามซนเด็ดขาด เด็กน้อยเองก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังทันทีที่มาถึงหน้าโรงงาน เขาก็พบเข้ากับซูชิงที่เพิ่งเลิกงานกะเช้าพอดี หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานให้สามีก่อนจะเดินเข้ามาหาด
แม่ของเฉินเฮ่อชะงักตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อได้ยินกู้เฉิงเรียกตนเองว่าแม่ เธอจ้องมองหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ก่อนจะเห็นภาพของเด็กชายวัยหกขวบคนหนึ่งซ้อนทับอยู่บนตัวของเขาบรรยากาศภายในบ้านพลันเงียบสงบลงอย่างทันตาเห็น ไป๋ม่านและกู้หยางหันมามองกู้เฉิงเป็นตาเดียว ส่วนเฉินเฮ่อและซูชิ
เสียงหวูดรถไฟเหมือนเสียงมีดที่กรีดลึกลงกลางใจของไป๋ม่าน เธอกระชับกระเป๋าในมือแน่น ในขณะที่กำลังจะตัดสินใจก้าวขึ้นรถไฟนั้น กลับมีเสียงร้องเรียกของใครบางคนดังขึ้นมาเสียก่อน"ม่านม่าน""พี่ม่านม่าน"หญิงสาวชะงักฝีเท้าก่อนจะรีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอถึงกับอึ้งงัน ไม่อยากจะเชื
ไป๋ม่านพยายามสะกดข่มความขมขื่นในใจเอาไว้ เธอคว้าหยิบจดหมายขึ้นมาพับเก็บเอาไว้และทำงานบ้านต่อเงียบๆ เมื่อทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ปั่นจักรยานไปหากู้เฉิงและกู้หยางทันที อีกทั้งยังทำอาหารมาร่วมด้วยอีกสองสามอย่าง เมื่อมาถึงก็พบกับกู้เฉิงที่กำลังลงมือทำอาหารพอดี เธออาสาจะเข้าไปช่วยเขาแต่ชายหน
ทางด้านเฉินเฮ่อนั้น วันเวลาที่ผันผ่านไปในแต่ละวันช่างยากลำบากไม่น้อย ด้วยสภาพอากาศที่นี่แปรปรวนสุดหยั่งคาด พายุฝนกระหน่ำซ้ำเติมดุจฟ้าพิโรธแทบทุกวันทำให้การช่วยเหลือคนและการซ่อมแซมเครื่องจักรดำเนินไปได้อย่างยากลำบาก แม้บางครั้งท้องฟ้าจะเปิดรับแสงตะวันให้ได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ทว่าไม่นานนักเมฆดำก็กลับตั











