LOGINจากเพื่อนสนิทที่ข้ามเส้นกลายเป็นสามีในชั่วข้ามคืน แบบเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ คนหนึ่งปิดตายหัวใจ ส่วนอีกคนใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อให้เธอรัก ทั้งคู่ต้องฝ่าฝันบททดสอบมากมาย และความดีและการดูแลที่ไร้เงื่อนไขของเขา กลับค่อยๆ เปลี่ยนหัวใจที่ปิดตายของเธอให้กลายเป็นรักแท้
View Moreเสียงกึกกักที่ดังอย่างสม่ำเสมอของเครื่องจักรทอผ้าภายใน โรงงานทอผ้าที่ 3 แห่งมณฑลจิ่งเหอ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ของรัฐวิสาหกิจในปี 1985 ยุคสมัยที่เข็มนาฬิกาของประเทศกำลังหมุนไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ซูชิง หญิงสาววัยสะพรั่งกำลังตั้งอกตั้งใจเก็บของใช้ใส่กระเป๋าสะพายเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน วันนี้เธอสวมชุดคนงานสีน้ำเงินเข้มที่แม้จะผ่านการซักจนสีซีดจางมาแล้วหลายครั้งแต่ยังดูสะอาดเรียบร้อยดี ใบหน้าเรียวรูปไข่มีหยดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามไรผม หน้าตาของเธอดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่อาจบดบังความงามของเธอได้เลยแม้แต่น้อย
ซูชิงเป็นสาวชนบท ปีนี้อายุสิบเจ็ดแล้ว หนุ่มๆ ในโรงงานเดียวกันมักจะชอบมาพูดจาเกี้ยวพาราสีเธออยู่เป็นประจำ ทว่าในหัวใจของซูชิงกลับมีเพียงชายหนุ่มที่ชื่อ หลินอวี้คนเดียวเท่านั้นที่ได้กุมหัวใจของเธอ
หลินอวี้เพิ่งเข้ามาทำงานในฝ่ายบริหารเมื่อไม่นานมานี้ หน้าตาของชายหนุ่มหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ทุกๆ วันเขามักจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูสะอาดสะอ้านไร้รอยยับ อีกทั้งยังสวมแว่นตากรอบหนาขับเน้นให้บุคลิกของเขาดูเหมือนชายหนุ่มผู้มีการศึกษาแตกต่างจากชายฉกรรจ์ในโรงงานที่เนื้อตัวเปื้อนคราบน้ำมันของเครื่องจักร เขาเป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าโรงงาน จึงมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามาชอบพอในตัวเขา ซูชิงมักจะแอบนำเงินที่มีเพียงน้อยนิดของตนเองไปซื้อขนมปังห่อเล็กๆ มามอบให้กับเขา แล้วยังใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ปักผ้าเช็ดหน้าเพื่อมอบให้กับเขาอีกด้วย
หลินอวี้เองก็มอบรอยยิ้มที่อบอุ่นดั่งแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิให้แก่เธอเสมอ และยังดีกับเธอมากเหลือเกิน เขาบอกว่าเขาชอบเธอและจะต้องแต่งงานกับเธออย่างแน่นอน ซูชิงดีใจมาก ถึงขนาดวาดฝันว่าอีกไม่นานตนเองจะได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันกับเขา
วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ซูชิงได้มาพบกับหลินอวี้ตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ หญิงสาวเดินมาที่ด้านหลังโรงงานซึ่งมีต้นไม้ขึ้นรายล้อมและยังมีโรงเก็บผ้าเก่าของโรงงานตั้งตระหง่านบดบังทัศนวิสัยจากโดยรอบ ค่อนข้างปราศจากผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อมาถึงเธอก็พบว่าหลินอวี้กำลังยืนรอเธออยู่พอดี
“พี่หลินอวี้”
ซูชิงส่งเสียงเรียกเขาอย่างอ่อนโยน หลินอวี้หันมามองก่อนจะส่งยิ้มที่แสนอบอุ่นให้กับเธอเหมือนเช่นทุกวัน
“มาแล้วเหรอ”
“พี่รอนานไหม ฉันเพิ่งเลิกงานน่ะ เลยออกมาช้า ขอโทษด้วยนะ”
หลินอวี้ได้ฟังก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยิ้มให้ซูชิง ซูชิงที่เห็นว่าหลินอวี้ไม่โกรธก็พอจะเบาใจลงไปได้บ้าง ก่อนที่เธอจะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้กับเขา
“ฉันนั่งปักทั้งคืนเลยนะ เห็นพี่บอกว่าทำผ้าผืนเก่าหาย ฉันเลยตั้งใจปักผืนใหม่มาให้พี่”
“ขอบใจมากนะ”
หลินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วจึงจ้องมองซูชิงด้วยแววตาที่หลงใหล หญิงสาวตรงหน้าเขาผู้นี้หน้าตาสะสวยมากจริงๆ ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบใบหน้าของซูชิง ทำเอาเธอหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย
“วันนี้เธอสวยมาก”
“พี่พูดอะไรน่ะ ฉันเพิ่งเลิกงาน มอมแมมขนาดนี้จะเอาอะไรมาสวยกันเล่า”
เธอเฉไฉตอบอย่างขัดเขิน ทว่าในใจกลับลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก หลินอวี้ค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาหมายจะจูบหน้าผากของซูชิง แต่อยู่ๆ กลับได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ชิงชิง แม่เธอบอกว่าให้ฉันมารับเธอกลับบ้าน เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
เมื่อซูชิงหันไปมองก็พบว่าเป็น เฉินเฮ่อ เพื่อนรักของเธอนั่นเอง เฉินเฮ่อนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซูชิงและยังสนิทกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
หลินอวี้และซูชิงรีบผละออกจากกันทันที เขาบอกเธอว่าขอตัวกลับไปสะสางงานที่เหลือก่อน จากนั้นก็เดินจากไปทันที ก่อนไปยังปรายตามองเฉินเฮ่อแวบหนึ่ง
“นายรีบมาทำไมตอนนี้ ยังไม่หกโมงเย็นเลยนะ!”
เมื่อหลินอวี้จากไปแล้ว ซูชิงจึงหันมาเอ่ยกับเฉินเฮ่ออย่างไม่พอใจเท่าใดนัก เฉินเฮ่อคือเพื่อนรักของเธอ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรอยู่ในโรงงานเดียวกันกับเธอ คนทั้งสองสนิทกันมากเพราะบ้านอยู่ใกล้กันและยังเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ
ทางด้านเฉินเฮ่อที่ถูกซูชิงชักสีหน้าใส่กลับไม่ได้รู้สึกโกธรเลยแม้แต่น้อย
“ก็แม่เธอให้มาตาม ชิงชิง หากแม่เธอรู้ว่าเธอนัดพบผู้ชายหลังโรงงาน เธอโดนตีแน่ๆ”
“นายก็อย่าไปบอกสิ สัญญาแล้วนะ”
“ทำผ้าเช็ดหน้ามาให้ฉันผืนหนึ่งสิ ค่าปิดปาก”
ซูชิงได้ยินก็ถลึงตาใส่เฉินเฮ่อ ก่อนจะรับปากอย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ เฉินเฮ่อฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะบอกให้ซูชิงรีบมาซ้อนท้ายจักรยานของเขา จากนั้นคนทั้งสองก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับบ้านไปพร้อมกัน
เวลานี้เพิ่งจะเป็นยามเย็น แสงอาทิตย์บนท้องฟ้าส่องแสงอาบย้อมต้นหญ้าสองข้างทางจนเกิดประกายวูบไหว มองดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามและเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน ซูชิงที่ซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่อ สอดส่ายสายตามองสองข้างทางไปโดยรอบเหมือนเช่นทุกวัน บนถนนตอนนี้มีรถจักรยานของคนในโรงงานขี่ผ่านไปผ่านมาเป็นระยะๆ บ้างก็เอ่ยทักทายกันตามประสาเพื่อนร่วมงาน
บ้านของเธอและเฉินเฮ่ออยู่ในตรอกเล็กๆ ไม่ไกลจากโรงงานมากเท่าไหร่ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว เฉินเฮ่อจอดจักรยานที่หน้าบ้านของซูชิง แล้วจึงพูดกำชับกับเธอ
“อย่าลืมนะ ผ้าเช็ดหน้า ค่าปิดปาก”
“รู้แล้วน่า นายก็ห้ามปากโป้งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว”
“รู้แล้วๆ รีบๆ เข้าบ้านไปเถอะ”
ซูชิงพยักหน้ารับคำ แล้วรีบกลับเข้าไปในบ้านทันที เมื่อเข้ามาในบ้านก็พบว่าตอนนี้พ่อกับแม่กำลังนั่งรอเธอกินมื้อเย็นอยู่ ซูชิงไม่รอช้า รีบนำเต้าหู้ผัดซอสที่ได้มาจากโรงอาหารของโรงงานมาให้พ่อกับแม่ได้กิน ครอบครัวของเธอค่อนข้างยากจน และเธอก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้าน ชีวิตในแต่ละวันค่อนข้างผ่านไปอย่างยากลำบากไม่น้อยเลย ซูชิงต้องกินใช้อย่างประหยัด และมักจะนำอาหารจากโรงงานติดไม้ติดมือมาฝากพ่อกับแม่ของตนเองอยู่บ่อยครั้ง
“ชิงชิง อาเฮ่อมาส่งลูกอีกแล้วเหรอ
แม่สอบถามเธอด้วยความสนใจ ซูชิงพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อหันไปเห็นว่าพ่อและแม่กำลังส่งยิ้มแปลกๆ มาให้เธอก็รีบส่ายหน้าทันที
“พ่อกับแม่หยุดคิดเรื่องน่ากลัวเสียที หนูกับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นแน่นอนค่ะ”
“แต่แม่ว่าเขานิสัยดีมากเลยนะ ทั้งขยัน เอาการเอางาน อีกอย่างฐานะก็เหมาะสมกับพวกเรา”
“หนูหิวข้าวแล้ว”
ซูชิงพูดตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เธอก็มานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง
ซูชิงมีความฝันอย่างหนึ่งคือเธออยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็เปิดร้านตัดเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร และไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่อย่างไงมันก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝัน เพราะครอบครัวของเธอนั้นยากจนถึงเพียงนี้ จะเอาเงินที่ไหนมาส่งเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกัน
หญิงสาวตัดใจไม่คิดเรื่องไร้สาระอีก จึงนั่งอ่านหนังสือต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปที่โรงงานแต่เช้าตรู่ ก่อนนอนเธอยังล้วงหยิบลูกอมกระต่ายขาวที่หลินอวี้มอบให้ขึ้นมาดูก่อนนอน เขามอบให้เธอเมื่อไม่กี่วันแล้ว แต่เธอกลับตัดใจกินไม่ลงเสียที ทำได้เพียงเอามาวางไว้ใต้หมอน หวังว่าจะได้นอนฝันถึงเขาทุกคืน
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมาจวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดีซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลยแต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอนวันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่า และไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จ
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”“หนูไปส่งค่ะแม่”แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมากซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”“จ้ะ”เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวก
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่