LOGINกลางวัน... เธอคืออตีญาเลขาสาวผู้เพียบพร้อม เยือกเย็น และจัดการตารางชีวิตให้ประธานหรัญแห่งวิสุทธิสาสน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เส้นกั้นบางๆ ระหว่างเจ้านายและลูกจ้างถูกขีดเอาไว้อย่างชัดเจนภายใต้ชุดสูทสีทึบและแววตาที่สงบนิ่ง แต่เมื่อสิ้นแสงตะวัน... หน้ากากถูกปลดออก สถานะถูกลดทอนลงเหลือเพียง นางบำเรอขัดดอกร่างกายถูกประเมินค่าเป็นตัวเงินเพื่อแลกกับการต่อลมหายใจให้บิดา เธอต้องทอดร่างรองรับอารมณ์เร่าร้อน ป่าเถื่อน และเอาแต่ใจของผู้ชายที่เธอ ‘แอบรัก’ สำหรับหรัญ... เขาคือมัจจุราชหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง คิดเสมอว่าเงินและอำนาจ สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง เขายัดเยียดสัญญาอัปยศให้เธอเพียงเพราะทิฐิและความหึงหวงที่ไม่อาจยอมรับความจริงได้ว่า เขาหลงรักเลขา ปากบอกว่าเธอเป็นเพียงสินค้าที่ซื้อมาด้วยเงิน เป็นผู้หญิงที่ต้องเจียมตัว แต่การกระทำกลับกักขังและหวงแหนเธอราวกับสมบัติล้ำค่าที่ห้ามใครหน้าไหนมาแตะต้อง เมื่อรักแรกของเขากลับมาทวงคืน พร้อมกับข่าวการจัดงานหมั้นหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น อตีญาจึงตระหนักว่า... นิทานหลอกเด็กไม่มีวันเป็นจริง เธอเป็นได้แค่เงาในความมืดที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอรู้ตัวว่ากำลังอุ้มท้อง ‘สายเลือด’ ของเขาเอาไว้ในครรภ์!
View Moreแสงแดดยามเช้า สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงเทพมหานคร เผยให้เห็นทัศนียภาพของตึกระฟ้าและแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาว ทว่าความงดงามของวิวหลักร้อยล้านนี้กลับไม่ได้ดึงดูดความสนใจของหญิงสาวในชุดสูททำงานสีครีมเรียบหรูที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
‘อตีญา’ หญิงสาววัยยี่สิบหกปี รวบผมตึงเป็นมวยต่ำอย่างเรียบร้อย สวมรองเท้าส้นสูงสีดำที่ขัดจนเงาวับ เธอคือเลขาธิการส่วนตัวของ ‘ประธานหรัญ’ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ หญิงสาวกวาดสายตามองความเรียบร้อยของห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเมื่อพบว่าทุกอย่างยังคงเงียบสงบ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา ทั้งที่วันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้นในเวลาเก้าโมงเช้า
ร่างบางก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างคุ้นเคย ห้าปีแล้วที่เธอทำงานกับเขา ห้าปีตั้งแต่เธอเป็นเพียงเด็กจบใหม่วัยยี่สิบเอ็ดปีที่ยังเงอะงะและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่เพราะได้รับโอกาสและความเมตตา (ที่บางครั้งก็มาในรูปแบบของความเข้มงวด) จากเขา อตีญาจึงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น ‘เลขาคู่ใจ’ ที่รู้ใจประธานหรัญไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่ซับซ้อน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวที่จุกจิกที่สุด
รหัสผ่านห้องของเขา... เธอรู้ กาแฟที่เขาดื่มในแต่ละวัน... เธอรู้ อุณหภูมิห้องที่เขาชอบ... เธอรู้ รวมถึงความจริงที่ว่า... อีกไม่นาน เขาจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่มีฐานะทางสังคมทัดเทียมกัน... เธอก็รู้ดีที่สุด
อตีญาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนมาสเตอร์เบดรูม มือเรียวยกขึ้นแตะคีย์การ์ดสำรองที่เธอเป็นคนเดียวที่มีสิทธิถือครอง เสียงปลดล็อกดังขึ้นเบาๆ เธอผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องยังคงมืดสลัวเพราะผ้าม่านทึบแสงถูกปิดสนิท เครื่องปรับอากาศเย็นเฉียบจนเธอต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ
บนเตียงคิงไซส์กลางห้อง ร่างสูงใหญ่ของประธานหรัญนอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเขาดูผ่อนคลายไร้ซึ่งความเคร่งเครียดเฉกเช่นเวลาที่อยู่ปั้นหน้าในห้องประชุม เรือนผมสีเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อย อตีญายืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แววตาที่มักจะเรียบเฉยและเป็นมืออาชีพอยู่เสมออ่อนแสงลง เผยให้เห็นความรู้สึกเบื้องลึกที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
เธอแอบรักเขา... รักมาเนิ่นนาน ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ อาจจะตั้งแต่ปีแรกที่เขาสอนงานเธอด้วยความอดทน หรืออาจจะปีที่สองที่เขาออกรับหน้าแทนเธอเมื่อถูกลูกค้าต่อว่า ไม่ว่าจะเริ่มต้นเมื่อใด ความรู้สึกนั้นก็หยั่งรากลึกลงในใจของเธอจนยากจะถอน ทว่าอตีญาเป็นคนมีสติและเจียมตัว เธอรู้สถานะของตัวเองดี เธอเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน เป็นลูกจ้าง ส่วนเขาคือเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้าน เส้นขนานสองเส้นนี้ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ในโลกของความเป็นจริง
เพื่อปกป้องหัวใจของตัวเอง อตีญาจึงสร้างกำแพงแห่งความเป็นมืออาชีพขึ้นมาขวางกั้น เธอไม่เคยแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างญาเหมือนที่เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเรียก เธอใช้คำว่าดิฉันในทุกประโยคที่สนทนากับเขา เพื่อย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า ยืนอยู่ตรงจุดไหน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ดึงสีหน้ากลับมาเรียบเฉย ก่อนจะเดินไปกดรีโมตเปิดผ้าม่านอัตโนมัติ แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องทันที
"ท่านประธานคะ... เจ็ดโมงเช้าแล้วค่ะ" น้ำเสียงหวานทว่าราบเรียบและเป็นทางการดังขึ้น
ร่างบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน หรัญยกแขนขึ้นพาดดวงตาเพื่อบังแสงแดดที่แยงตา เสียงทุ้มแหบพร่าดังลอดออกมาจากลำคอ
"อืม... ขออีกห้านาที"
"ไม่ได้ค่ะท่านประธาน วันนี้ท่านมีประชุมบอร์ดบริหารตอนเก้าโมงตรง และดิฉันได้เตรียมเอกสารทั้งหมดไว้ที่โต๊ะทำงานของท่านแล้ว หากท่านไม่ลุกตอนนี้ เราจะเดินทางไปถึงบริษัทล่าช้ากว่ากำหนดการสิบห้านาที ซึ่งจะทำให้ท่านไม่มีเวลาอ่านทบทวนสรุปวาระการประชุมค่ะ" อตีญาร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความลังเล
หรัญถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมลดแขนลงและลืมตาขึ้นมองเลขาหน้าห้องที่มายืนปลุกเขาถึงเตียงนอน เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าเรียบเนียนที่ถูกแต่งแต้มอย่างพอดิบพอดีของเธอ
"คุณนี่มันจริงๆ เลยนะ... เข้มงวดกับผมยิ่งกว่าแม่เสียอีก" เขาลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เสยผมที่ปรกหน้าขึ้น "ถ้าไม่มีคุณ ผมคงตื่นไปประชุมไม่ทันแน่ๆ"
"มันเป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะท่านประธาน" เธอก้มศีรษะรับคำชมอย่างนอบน้อม "ดิฉันจะไปเตรียมชุดและอาหารเช้าให้ รบกวนท่านประธานจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จภายในยี่สิบนาทีด้วยนะคะ"
พูดจบ อตีญาก็หันหลังเดินตรงไปยังห้องแต่งตัวแบบวอล์คอินคลอเซ็ตที่กว้างขวางพอๆ กับห้องนอนของคอนโดทั่วไป เธอเลือกสูทสีเทาเข้มสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี จับคู่กับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา และเนกไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่มีลวดลายเรียบหรู ซึ่งเหมาะกับการประชุมที่เป็นทางการในวันนี้ จากนั้นจึงเดินไปเลือกนาฬิกา Patek Philippe เรือนโปรดของเขามาวางเตรียมไว้บนโต๊ะกระจกอย่างเป็นระเบียบ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง
เมื่อจัดการเรื่องเสื้อผ้าเสร็จ อตีญาจึงย้ายตัวเองไปที่ห้องครัวสไตล์โมเดิร์น เธอเปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบออกมาเตรียมอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว กาแฟอเมริกาโน่คั่วกลาง ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม เสิร์ฟพร้อมกับแซนด์วิชทูน่าขนมปังโฮลวีตที่ตัดขอบออกจนหมดตามความชอบของเขา กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดลอยอบอวลไปทั่วห้อง
ไม่นานนัก หรัญก็เดินออกมาจากห้องนอนในชุดที่เธอเตรียมไว้ให้ ชายหนุ่มดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง และใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการทำให้เขากลายเป็นที่หมายปองของหญิงสาวค่อนประเทศ เขาเดินมานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ในครัว หยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจ
"เพอร์เฟกต์..." หรัญลืมตาขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล "กาแฟของคุณอร่อยกว่าบาริสต้าที่ร้านประจำผมอีก ผมบอกแล้วไงว่าคุณควรจะชงกาแฟให้ผมทุกเช้า"
"ดิฉันดีใจที่ท่านประธานถูกใจค่ะ" อตีญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แต่ดิฉันเป็นเลขาค่ะ ไม่ใช่บาริสต้าหรือแม่บ้าน การที่ดิฉันมาที่นี่เพื่อปลุกและเตรียมอาหารให้ท่านในวันนี้ เป็นเพราะสถานการณ์ฉุกเฉินที่ท่านประธานทำงานหนักจนดึก และเกรงว่าจะตื่นไม่ทันประชุมสำคัญเท่านั้นค่ะ"
หรัญหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางแก้วกาแฟลงแล้วสบตากับเธอตรงๆ
"คุณนี่มันดื้อเงียบจริงๆ ผมรู้หรอกน่าว่าคุณพยายามจะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน แต่คุณทำงานกับผมมาห้าปีแล้วนะ คุณรู้ใจผมไปซะทุกอย่าง รู้ยิ่งกว่าตัวผมเองด้วยซ้ำ ชุดที่คุณเลือกก็ถูกใจผม อาหารที่คุณทำก็เป็นสิ่งที่ผมอยากกินพอดี ผมไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีคุณ ผมจะจัดการชีวิตที่วุ่นวายนี้ยังไง"
“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ คุณธามไท” หรัญเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “และผม... ต้องขอโทษสำหรับเรื่องบาดหมางในอดีต รวมไปถึงเรื่องที่ไซต์งานวันนั้นด้วย... ตอนนั้นผมมันหน้ามืดตามัวเพราะความหึงหวง หวังว่าคุณจะอโหสิกรรมให้ความใจร้อนของผมนะครับ”ธามไทมองมือที่ยื่นมา ก่อนจะยื่นมือไปจับตอบอย่างหนักแน่นและเขย่าเบาๆ“ผมอโหสิกรรมให้ตั้งนานแล้วครับคุณหรัญ... เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็โกรธคุณมากนะ โกรธที่คุณทำให้ญาต้องเสียน้ำตา และผมก็เคยคิดอยากจะแย่งเธอมาจากคุณด้วย”คำพูดตรงไปตรงมาของธามไททำเอาอตีญาหน้าเสียเล็กน้อย แต่หรัญกลับยิ้มรับอย่างเข้าใจ“แต่พอผมได้เห็นแววตาของญา...” ธามไทหันไปมองอตีญาด้วยรอยยิ้มละมุน “ผมก็รู้ว่าหัวใจของเธอไม่มีที่ว่างให้ผมเลย เธอรักคุณมาก รักมาตลอด... และวันนี้ เมื่อผมได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดของเธอ ได้เห็นครอบครัวที่อบอุ่นของคุณ ผมก็รู้แล้วว่าผมคิดผิด ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อคู่กับคุณครับ คุณหรัญ”ธามไทหันกลับมาสบตาหรัญ แววตาของเขาจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความเป็นลูกผู้ชาย“ดูแลญาและหลานๆ ของผมให้ดีที่สุดนะครับ... ถ้าวันไหนคุณทำให้เธอเสียน้ำตาอีก ผมจะไม่ยอมถอยให้แบบนี้อีกแล้วนะ ผ
แม้ในทางนิตินัย พวกเขาจะจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่อตีญายอมตกลงปลงใจ และมีพยานรักถึงสองคน แต่ในทางพฤตินัย หรัญต้องการประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือหัวใจและนายหญิงเพียงคนเดียวของวิสุทธิสาสน์ เขาแอบซุ่มเตรียมการจัดงานแต่งงานอย่างลับๆ มานานนับเดือน โดยได้รับความร่วมมือจากคุณมลฤดี หิรัญ นายอนุวัตร น้าโชติรส และน้าพิรุณ ทุกคนรวมหัวกันปิดบังนายหญิงของไร่อย่างมิดชิดจนกระทั่งเย็นวันศุกร์วันหนึ่ง...อตีญาถูกโชติรสและคุณหญิงมลฤดี อ้างว่าพาไปทำสปาและลองชุดผ้าไหมที่ร้านในตัวเมือง แต่เมื่อกลับมาถึงไร่อมรินทร์ในช่วงพลบค่ำ รถตู้กลับไม่ได้ขับไปที่บ้านพัก แต่กลับเลี้ยวไปตามเส้นทางที่ทอดยาวสู่เนินเขาทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่หรัญเคยคุกเข่าสารภาพรักกับเธอ“คุณแม่คะ... น้าโชติรส... เรามาทำอะไรที่นี่คะ แขกวีไอพีมาขอชมไร่ตอนกลางคืนเหรอคะ” อตีญาถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นแสงไฟสว่างไสวเรืองรองอยู่เบื้องหน้าคุณหญิงมลฤดีหันมายิ้มกว้าง ลูบแก้มลูกสะใภ้เบาๆ “ลงไปดูเองสิลูก... วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของหนูนะ”ทันทีที่ประตูรถเปิดออก อตีญาก้าวลงมายืนบนพื้นหญ้า และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เธอเบ
อตีญาหัวเราะร่วนจนน้ำตาเล็ด ยกมือขึ้นลูบผมสามีขี้งอนอย่างเอ็นดู ใครจะไปเชื่อว่ามัจจุราชหนุ่มที่เคยเย็นชาและป่าเถื่อน จะกลายสภาพเป็นลูกหมาตัวโตที่ติดภรรยาแจขนาดนี้"ไม่ได้หรอกค่ะ ท่านประธาน..." อตีญาเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ สรรพนามท่านประธาน ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อหยอกล้อ "ถ้าคุณไม่ทำงานหาเงิน แล้วใครจะซื้อนม ซื้อผ้าอ้อมให้ลูกล่ะคะ... กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะนะคะ คนเก่งของญา"คำว่า 'คนเก่งของญา' พร้อมกับรอยจูบแผ่วเบาที่ประทับลงบนหน้าผาก ทำเอาอาการน้อยใจของหรัญมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง สวมกอดเอวหนาของภรรยาไว้หลวมๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่หน้าท้องนูนๆ ของเธอ"ได้ยินไหมครับตัวเล็ก... แม่เราเขาไล่พ่อกลับไปหาเงินแล้วนะ... หนูต้องเป็นเด็กดี อย่าดื้ออย่าซนรังแกแม่ตอนที่พ่อไม่อยู่นะลูก... รอพ่อหน้านะครับ พ่อจะรีบเคลียร์งานแล้วบินมาหาหนูกับแม่ทุกอาทิตย์เลย พ่อรักหนูกับแม่ที่สุดในโลกเลยนะ"ภาพความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่ดังประสานกันของครอบครัวใหญ่ ดังกังวานไปทั่วไร่องุ่นอมรินทร์ ความเจ็บปวด ความเข้าใจผิด และรอยน้ำตาในอดีต ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักที่บริสุทธิ
ข้อเสนอของอตีญาทำให้หรัญนิ่งอึ้งไป เขาเป็นนักธุรกิจที่เสพติดการทำงานและชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต การที่จะต้องแยกกันอยู่กับภรรยาและลูกที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจกันได้ มันเป็นเรื่องที่ขัดใจเขาอย่างรุนแรง เขาอยากตื่นมาเห็นหน้าเธอทุกเช้า อยากลูบท้องเธอทุกคืนก่อนนอนแต่เมื่อเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นความสุขและความสงบที่เปล่งประกายออกมาเมื่อเธอพูดถึงที่นี่ เขาก็รู้ทันทีว่าเขาไม่มีสิทธิ์พรากความสุขนี้ไปจากเธออีกแล้ว เขาทำร้ายเธอมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องเป็นฝ่าย 'เสียสละ' และ 'ปรับตัว' เพื่อเธอและลูกบ้าง"ได้สิญา..." หรัญถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มกว้างและดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง "ถ้าที่นี่คือความสุขของคุณ คือที่ที่คุณและลูกจะปลอดภัยและแข็งแรงที่สุด... ผมก็ยินดีครับ คุณอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป ผมก็จะสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ที่นี่ให้คุณ จะจ้างทีมแพทย์มาสแตนด์บายที่นี่... ผมยอมคุณทุกอย่างแล้วทูนหัว""ขอบคุณนะคะ คุณหรัญ" อตีญากอดตอบเขาด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาแห่งความสุขไหลรินอีกครั้ง"แต่มีข้อแม้นะ" หรัญผละออกเล็กน้อย แกล้งทำเสียงขรึม "ผมจะบินมาหาคุณทุกวันศุกร์ตอนเย็น และกลับกรุงเทพฯ เช้าวันจันทร์
การเตรียมงานหมั้นที่งดงามที่สุด การจัดการงานในบริษัทที่ไร้รอยต่อ และเช็คเงินสดก้อนนี้... คือของขวัญก่อนจาก ที่เลขาอตีญา ขอมอบให้แด่ประธานหรัญ ผู้ชายที่เป็นทั้งรักแรก รักเดียว และฝันร้ายที่กรีดลึกที่สุดในชีวิตของเธอเสียงปลดล็อกประตูดังขึ้นในเวลาเกือบเที่ยงคืน หรัญกลับมาถึงเพนต์เฮาส์ด้วยความเหนื่อยล
ณ คฤหาสน์ตระกูลวิสุทธิสาสน์อันโอ่อ่า บรรยากาศในห้องรับแขกสไตล์ยุโรปอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ร่างระหงของรินลดาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างามและอ่อนหวาน เธอนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนโซฟาบุหลุยส์ เบื้องหน้าคือเจ้าสัวหิรัญและคุณหญิงมลฤดี บิดามารดาของหร
ริมฝีปากหยักลึกบดขยี้ลงมาอย่างดุดัน ป่าเถื่อน และเต็มไปด้วยการลงทัณฑ์ หรัญไม่สนใจว่าที่นี่คือไซต์งาน ไม่สนใจว่าใครจะเดินเข้ามาเห็น เขาต้องการเพียงแค่ตีตราจองและตอกย้ำให้ผู้หญิงใจแข็งคนนี้รู้ว่า เธอเป็นของเขา... และเขาจะไม่มีวันยอมปล่อยเธอไปให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น!รสจูบที่เต็มไปด้วยความคุกคามและป่าเถ
คำพูดที่ตัดพ้อและเจียมตัวขั้นสุดนั้น เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟแห่งความรู้สึกของหรัญ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ความรู้สึกหวงแหนและปรารถนาที่จะครอบครองเธออย่างสมบูรณ์แบบปะทุขึ้นจนไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป"บ้าฉิบ!"หรัญสบถในลำคอ ก่อนจะก้มลงจูบซับน้ำตาที่หางตาให้เธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน