ยี่สิบสองปีที่แล้ว
รถยนต์คันหรูสีดำขับมาจอดยังหน้ามูลนิธิภายใต้การดูแลของตระกูลสิทธิเกรียงไกร สองสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งลงจากรถด้วยความเร่งรีบ ก่อนจะเดินเข้ามาด้านในอาคารสีขาวฟ้าที่มีลักษณะกึ่งสำนักงานและบ้านพัก โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงสามคนยืนคอยอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
พนักงานทั้งสามรีบยกมือไหว้แสดงความเคารพ ก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาถึงสาเหตุการติดต่อให้เจ้าของมูลนิธิมาจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง
“คุณวิรัช คุณโสภา เด็กคนนี้ค่ะ”
มลฑณา ผู้ช่วยหัวหน้าสถานสงเคราะห์เด็กแห่งนี้เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ พร้อมกับเบี่ยงตัวเผยให้เห็นทารกเพศหญิงในอ้อมอกเจ้าหน้าที่อีกคน
“ตายจริง น่าสงสารจังเลยค่ะ อายุน่าจะพอๆ กับยัยหนูของเราด้วย” โสภาพูดกับสามีพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอบริเวณขอบตา
มือเรียวยกขึ้นระดับอกเป็นสัญญาณว่าตนจะขออุ้มทารกคนนั้น มลฑณาพยักหน้ายอมส่งให้แต่โดยดี เมื่อคุณผู้หญิงของตระกูลรับเด็กเข้ามาสู่อ้อมอก ก็รู้สึกตื้นตันไม่ต่างจากการได้อุ้มบุตรสาวที่บ้านตนเอง เด็กน้อยในอกเมื่อสัมผัสถึงความนุ่มนิ่มในอ้อมกอด ก็ควานหาเต้านมเพื่อประทังความหิวตามสัญชาตญาณ
“คุณคะ เหมือนเด็กจะหิว คุณมลฑณาให้ตัวเล็กทานอะไรหรือยังคะ”
“ยังเลยค่ะ เพิ่งรับกลับจากโรงพยาบาลเมื่อเช้าตรู่นี้เอง”มลฑณารีบบอก
“พี่มล แล้วเราจะเอาอะไรให้น้องกินล่ะพี่”วิภา คนดูแลมูลนิธิอีกคนพูดขึ้น
“นั่นสิ มูลนิธิเราไม่เคยรับเด็กอ่อนมาเลี้ยงด้วย เลยไม่มีนมผงเก็บไว้”
โสภาเม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ก่อนจะหันไปพูดกับสามีที่ยืนฟังการสนทนาอยู่
“คุณวิรัชจะว่าอะไรไหมคะ ถ้าภาจะแบ่งน้ำนมให้ตัวเล็กดื่มไปก่อน ระหว่างที่รอนมผง”
วิรัชพยักหน้าเห็นด้วย ทำให้เกิดรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหญิงสาวที่เป็นภรรยาออกมา เธอดีใจที่สามีของเธอไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย
มลฑณาที่ได้ยินดังนั้น จึงทำหน้าที่เดินนำนายหญิงเพื่อไปที่ห้องส่วนตัว ซึ่งสะดวกต่อการให้นมทารกในอกเป็นอย่างดี
ระหว่างที่วิรัชรอภรรยาให้นมเด็กหญิงตัวน้อย นักธุรกิจหนุ่มก็หันมาคุยกับเจ้าหน้าที่วัยกลางคนอีกคนที่ทำหน้าที่ดูแลและเป็นเสมือนหัวหน้าของที่นี่
หญิงวัยกลางคนเดินนำคุณผู้ชายมายังห้องทำงานของมูลนิธิ ก่อนจะยื่นเอกสารใบบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ และเอกสารโรงพยาบาลให้ดู
ร่างสูงใช้เวลากวาดสายตาอ่านบันทึกประจำวันชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ชาวบ้านละแวกนี้เห็นกะละมังลอยน้ำมาติดกอผักตบ เลยให้คนเอาเรือออกไปดูงั้นเหรอ”เสียงเข้มเอ่ยถามอีกครั้ง
“ค่ะ ทีแรกชาวบ้านคิดว่าเป็นลูกหมาลูกแมวที่โดนเอาปล่อย พอขับเรือเข้าไปใกล้ถึงเห็นว่าเป็นเด็ก”
“เด็กไม่ร้องเหรอ ตั้งแต่ฉันมาก็ไม่ได้ยินเสียงร้องเลย”เขาถามอย่างเป็นห่วง
บางทีเด็กอาจจะพูดไม่ได้
“ตอนเจอในกะละมังเด็กหลับอยู่ค่ะ น่าจะเพลียแดด เมื่อเช้าตอนไปรับจากโรงพยาบาลก็ร้องไห้ไปรอบหนึ่งค่ะ เพิ่งสงบก่อนที่คุณจะมาไม่นาน”
ร่างสูงพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเอ่ยกับหัวหน้ามูลนิธิด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจทั้งเจ้าหน้าที่และทารกเคราะห์ร้าย
“ผมฝากคุณไปแจ้งเกิดขอใบสูติบัตรให้เด็กด้วยนะ จะได้ไม่เป็นปัญหาในอนาคต ถ้าติดอะไรโทรหาเลขาผมโดยตรงได้เลย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายของเด็กคนนี้ผมจะรับผิดชอบเป็นเงินส่วนตัวเอง เลี้ยงให้ดี ติดอะไรบอกผมเลย อย่าเกรงใจ”
มือหนาพูดขึ้น ก่อนจะยื่นเช็คสีขาวระบุเงินจำนวนหนึ่งให้หญิงวัยกลางคนสำหรับเป็นค่าเลี้ยงดูเด็ก
“ขอบคุณค่ะ เอ่อ แล้วชื่อจะให้ตั้งว่ายังไงดีคะ”เธอถามเขาด้วยความนอบน้อม เพราะนอกจากเขาจะเป็นเจ้าของมูลนิธิ และยังเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กทั้งหมดอีก
“ให้ภรรยาผมเป็นคนตั้งก็แล้วกัน”
หลังจากที่โสภาให้นมเด็กเรียบร้อย ก็ออกจากห้องมานั่งข้างสามี ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุไม่กี่วันก็เกิดอาการน้ำตาคลอออกมาด้วยความสงสารขึ้นมาอีกระลอก มือเรียวลูบศีรษะมนของทารกในมือด้วยความเอ็นดู พลางพยายามนึกชื่อที่เหมาะสมให้
“ตาไทม์ชื่อพลบค่ำ ยัยหนูเวลาก็ชื่อรุ่งอรุณ งั้น...ชื่อวาลีดีไหมคะ เวลา...วาลี เด็กคนนี้อายุน่าจะพอๆ กับลูกสาวเราด้วย”
พูดจบก็หันไปถามความเห็นของสามี วิรัชที่นั่งฟังอยู่ก็พยักหน้าอย่างตามใจภรรยา เพราะสำหรับเขาจะชื่ออะไรก็เป็นแค่ชื่อเรียกเท่านั้น มันสำคัญที่การประพฤติตัวเสียมากกว่า
“งั้นเด็กคนนี้ให้ชื่อว่าวาลีนะคะ ฝากเลือกนามสกุลของมูลนิธิที่เหมาะสมกับชื่อด้วย”
ภรรยาเจ้าของมูลนิธิพูดจบก็หยิบกระดาษมาเขียนชื่อทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษให้จันทร์จิรา หัวหน้ามูลนิธิ
จันทร์จิรายื่นมือออกไปรับกระดาษใบนั้นมาถือ จากนั้นจึงเดินไปเปิดเอกสารนามสกุลมูลนิธิ ปาดสายตาหาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้นามสกุลที่จะให้ทารกน้อย
“นามสกุลนี้ก็แล้วกันนะคะ สิทธิเมตตา...วาลี สิทธิเมตตา ชื่อเล่นก็เรียกว่าวา หรือวาลีก็น่ารักดี”
โสภาที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะอุ้มกล่อมเด็กน้อยด้วยความรัก เธอขอให้เด็กเติบโตมาอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นที่รักของทุกคน
•────✦❅✦────•