Share

ตอนที่1 อั๊วเพิ่งอายุ14

           เสียงอึกทึกครึกโครมทำให้หลินที่กำลังยืนงงด้วยความจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะจู่ ๆ หลังจากเธอลืมตาขึ้นมาจากแสงสว่างเจิดจ้าสถานที่รอบตัวก็เปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันนั่นเองได้มีเด็กนักเรียนชายหัวเกรียนกลุ่มหนึ่งวิ่งใกล้เข้ามาทางด้านหลัง

            “เฮ้ย! ไอ้ใช้เอ็งอย่าหนีนะ” เสียงตะโกนทำให้หลินที่ยังไม่รู้สถานการณ์หันหน้าไปมองและเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นกำลังตั้งท่าโกยหน้าตั้งวิ่งหนีคนที่ชี้นิ้วเรียกตัวเองหลินก็รู้สึกทนไม่ได้ที่คนมากรังแกคนน้อย

“ไอ้เด็กพวกนี้” เธอกัดฟันกรอดก่อนที่จะพุ่งสวนทางไปทางเด็กวัยมัธยมกางเกงขาสั้นสี่ห้าคนโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกาย

            “เป็นเด็กเป็นเล็กไม่รู้จักไปโรงเรียนมาไล่ตีกัน แม่จะฟาดเสียให้เข็ด” คนพูดหันซ้ายแลขวาเพื่อหาอาวุธ

            เมื่อดวงตากลมของเธอปะทะเข้ากับไม้ท่อนหนึ่ง เจ้าตัวก็วิ่งไปทางไม้ท่อนนั้นทันที

“แหมกำลังเหมาะมือทีเดียว” หล่อนพูดโดยที่ไม่ได้สังเกตสิ่งใด

            หลินถือไม้ท่อนนั้นมาทางนักเรียนสี่คนที่กำลังวิ่งไล่ชี้มือมาทางเด็กชายผมเกรียนอีกคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย

            เฟี้ยว! “เฮ้ย!” “เชี่ย!” ไม้ท่อนนั้นปลิวหวือมาตรงหน้าของมันสี่คนแบบพอดิบพอดี “ไม้? มาจากไหนวะ” พวกมันหยุดฝีเท้ากะทันหันจึงทำให้ร่างกายซวนเซ

            ส่วนคนที่กำลังยืนปัดมือของตนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กำลังผงะเมื่อในตอนนี้มองเห็นมือของตนทั้งสองข้าง

(เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมมือถึงได้หดเล็กเหลือแค่นี้) และในขณะที่หลินกำลังตกอยู่ในอาการสับสน

“ไอ้ใช้ มึงลอบกัดพวกกู” หนึ่งในสี่คนชี้นิ้วโวยวายพร้อมกับตั้งท่าจะวิ่งมาต่อยตีคนที่หยุดฝีเท้าลงเหมือนกัน

            (ใช้เหรอ?) หลินละจากมือของตัวเองหันไปตามต้นเสียงและเมื่อสองตามองเห็นเด็กชายคนหนึ่งอย่างชัดเจนร่างกายของเธอก็ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต

เด็กเจ้าของชื่อคนนั้นกำลังยกมือโบกไปมาสีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน “กูเปล่า” เขารีบปฏิเสธส่ายหัวไปมาพลางกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหาคนก่อเรื่อง

            ซึ่งเด็กหญิงก็กำลังมองเขาอยู่ด้วยความตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน ก่อนที่เจ้าตัวจะโผมาทางเด็กชายหน้าขาวคนนี้

            “ป๊า!” เจ้าตัวน้อยตะโกนเสียงดังพร้อมกับฝีเท้าของเธอก็วิ่งเข้ามาทางเด็กชายที่กำลังหันซ้ายมองขวา

            ลูกกระสุนเล็ก ๆ ก้อนนั้นปะทะเข้ากับร่างผอมบางของเด็กชายจนก้นกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง

“โอ้ย! เจ็บ” เขาเอามือยันพื้นร้องโอดโอยท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของพวกคู่ปรับ

            “เฮ้ย! นั่นอะไรวะ” หนึ่งในสี่ชี้นิ้วพูดเสียงดัง

            “ไอ้ใช้ เมื่อตะกี้กูได้ยินว่าเด็กคนนั้นเรียกมึงว่าป๊า เชี่ย! มึงเป็นพ่อคนตอนไหนวะ” พวกมันพากันหัวเราะอย่างขบขัน

            เด็กชายเจ้าของชื่อใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอาย (แม่งเอ๊ย! อั๊วเพิ่งสิบสี่) เขาสบถในใจ

            “ไอ้เปี๊ยก ลุกได้หรือยังอั๊วเจ็บ” มือของเขาพยายามดันร่างเล็กจ้อยที่ทับขาของตนออก

            แต่แล้ว “ฮือ ๆ ๆ ” เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยทำให้มือของเขาชะงักค้าง ส่วนเด็กชายอีกสี่คนที่เมื่อสักครู่ยังวิ่งไล่ล่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตายก็มีใบหน้าไม่ชวนมองเหมือนกัน

            “ไอ้ใช้! มึงรังแกเด็กทำไมวะ” หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวหน้าของเด็กอีกสามรีบสาวเท้าเข้ามาทางเด็กน้อยตวาดเจ้าของชื่อเสียงดัง

            “ไอ้เชี่ยทูน มึงช่วยเอาตาดูให้ดี ๆ ได้ไหมกูยังไม่ได้ทำอะไรเลย” ผู้ถูกกล่าวหาเอ่ยแก้ต่างให้ตัวเอง

            “ไม่ทำแล้วเด็กจะร้องได้ยังไงวะ แม้พวกเราจะเป็นนักเลงแต่เด็กกับผู้หญิงคนแก่ห้ามรังแกนะโว๊ย” เด็กชื่อทูนพูดอย่างโมโหโดยที่มือของเขาได้เอื้อมไปยกตัวของเด็กน้อยขึ้นจากพื้น

            ทว่า... มือของเด็กน้อยยังคงเกาะขาของคนเป็นพ่อไม่ยอมปล่อย

(เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเราแล้วทำไมป๊าถึงกลายมาเป็นนักเรียน โอ้ย! แล้วทำไมต้องร้องไห้ด้วย) หลินกำลังอยู่ในอารมณ์สับสนจึงไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำให้เด็กวัยซนห้าคนนี้กำลังตกอยู่ในภาวะลำบาก

“หนูน้อยปล่อยขาไอ้ใช้มันก่อนนะ เดี๋ยวพี่พาไปกินหนม” ทูนพูดหลอกล่อ

“ลูกพี่ ผมคิดว่าคำพูดแบบนี้ฟังดูแม่ง ๆ นะ” เด็กชายผมเกรียนสวมแว่นตาที่ไม่น่าจะเข้ามารวมกลุ่มท้วง

            “เชี่ย! แล้วกล่อมเด็กต้องพูดแบบไหนวะ ไม่งั้นมึงลองดูดิ” ถึงเจ้าตัวจะพูดแบบนั้นก็ยังไม่ได้ปล่อยมือจากเด็กน้อยด้วยกลัวเจ้าตัวเล็กจะหน้าคะมำ

            “หนูน้อยบอกพี่มาว่าบ้านอยู่ไหนพวกเราจะพาไปส่งดีไหมครับ” คนใส่แว่นตาดูท่าทางเรียบร้อยถามอย่างนุ่มนวล

            หยาดน้ำตาของเด็กหญิงยังคงคลอหน่วยยามเมื่อเงยหน้าสบตากับเหล่าเด็กชายวัยทโมน

พวกมันพากันเกิดความเอ็นดูเจ้าตัวน้อยขึ้นมาทันที “ฉันไม่ใช่เด็ก” เสียงน้ำนมทำให้เจ้าตัวนิ่งงันอีกคำรบ

            ความรู้สึกน่ากลัวผุดขึ้นในจิตใจและยิ่งเมื่อเธอมองมือเล็กป้อมอันสกปรกมอมแมม ปากก็เบะออกก่อนตามมาด้วยน้ำตาเม็ดโต

            “ไม่จริง!! แง ๆ ๆ” เจ้าตัวเล็กยกมือปิดหน้าร้องไห้ทั้งที่ความจริงเธอไม่ได้อยากจะหลั่งน้ำตาแต่คล้ายกับว่าในตอนนี้หลินไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป

(มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันแล้วทำไมจะต้องร้องไห้ด้วย)

            “เชี่ยไอ้กิ่งมึงทำเด็กร้องไห้” เด็กผมเกรียนเจ้าของชื่อใบหน้าเหลอหลา “กูเปล่า น้องร้องเองต่างหาก” เขาปล่อยมือจากเด็กหญิงทำให้ร่างน้อยกำลังจะล้มลงกับพื้น

            “แม่งมึงระวังหน่อยสิวะ” มือของใช้เอื้อมไปจับร่างเล็กนั้นเอาไว้ได้ทัน ในตอนนี้เจ้าตัวหาได้กลัวเด็กรุ่นเดียวกันทั้งสี่อีกต่อไป

            ในระหว่างที่หลินกำลังควบคุมอารมณ์ของตนไม่ได้อยู่นั้นเสียงเป่านกหวีดจากใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างอันอวบอ้วนของเขา

            “พวกมึงนี่นะให้เรียนไม่เรียน ไปเลยกลับไปรับโทษ  แล้วนั่นเด็กที่ไหนร้องไห้อย่าบอกนะว่าพวกมึงรังแกเด็ก” ใบหน้าอวบอูมของคนพูดแดงก่ำ เขาไล่เรียงชี้หน้าเด็กหัวเกรียนลูกศิษย์ทีละคนอย่างคาดโทษ

            “พวกผมเปล่ารังแกนะครับครู จู่ ๆ เด็กคนนี้ก็โผล่มาจากนั้นก็เอาแต่ร้องไห้” ใช้อธิบาย

            “มึงหยุดเลย เอ็งนั่นแหละตัวดีเพิ่งจะอยู่ม.ศ.2 ก็ไม่รักเรียนทำให้ม๊ามึงร้องไห้ไม่หยุดไม่หย่อนยังจะแก้ตัวอีก” ชายคนนั้นชี้หน้าเจ้าของชื่อด้วยความเดือดดาล

            ในบัดนี้เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงเบาบางลงไปมากแล้วทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวค่อนข้างตระหนกเมื่อได้ยินคำกล่าวของคนร่างอ้วน

            (ม.ศ.2 นี่มันเรื่องบ้าอะไร อย่าบอกนะว่าเรื่องนาฬิกานั่นเป็นจริง) ปิ่งป่อง! เด็กน้อยเธอเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว เมื่อได้กลับมาจงใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าล่ะ เสียงนั้นดังขึ้นในหัวเพียงเสี้ยววิก่อนจะหายไป

            ใบหน้าของหลินเต็มไปด้วยเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากร่างกายของเธอเริ่มโอนเอนก่อนที่ทุกอย่างตรงหน้าจะดับลง

            “เฮ้ย!” ทั้งลูกศิษย์และครูต่างพากันร้องเสียงหลง

            ในความฝันของหลินเจ้าตัวได้พบกับหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งใบหน้าของหล่อนแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มชวนมอง

            “อาหลินลื้อมาแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดแม้จะฟังไม่ชัดแต่เธอก็ฟังเข้าใจ

            “อาม่าหรือคะ” เธอย้อนถามอย่างไม่แน่ใจเนื่องจากภาพของหญิงสูงวัยในความทรงจำนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร

            “จะว่าใช่ก็ได้จะว่าไม่ก็ได้ อั๊วเป็นเจี่ยเจี่ยของอาม่าลื้อ” คนผู้นั้นเฉลย “เอ๋! ไม่ใช่ว่า..” เธอหยุดคำพูดของตน

            “ใช่อั๊วตายไปนานแล้ว” ใบหน้านั้นยังคงยิ้ม

            “ถ้าอย่างนั้นหนูตายแล้วหรือคะ” น้ำเสียงของคนพูดฟังดูหมองหม่น หญิงชราหัวเราะ

“ยัง อั๊วแค่อยากให้ลื้อได้ทำตามคำพูดของตนก่อนหน้าก็เลยพามาที่นี่” น้ำเสียงเจือแววเอ็นดูของคนพูดทำให้หลินเงยหน้ามองด้วยสีหน้ามึนงงแฝงความสับสน

            “เอาเถอะ เอาไว้ลื้อก็เจอคำตอบเองนั่นแหละ เดินมานี่อั๊วมีอะไรจะให้” หญิงวัยกลางคนกวักมือก่อนจะนำถุงสีแดงปักด้วยด้ายสีทองมีเชือกแดงเส้นยาวคล้องคอให้เด็กหญิงที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

            “นี่คืออะไรหรือคะ” หลินจับถุงใบนั้นถามด้วยความอยากรู้ระคนสงสัย

            “เงิน ถือว่าเป็นของขวัญมีอยู่ไม่มากจงใช้ให้เกิดประโยชน์เล่า ถึงเวลาที่ลื้อต้องไปแล้วอย่าลืมแก้ไขพฤติกรรมของป๊าลื้อให้ดีนะ”

            สิ้นสุดคำพูดนี้เด็กหญิงผู้กำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลก็ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาก่อนจะเปิดขึ้นทั้งหมด

            “ฟื้นแล้ว!” น้ำเสียงนี้นำพาความยินดีมาให้กับครูผู้ชายรูปร่างท้วมไม่น้อย

“ครูปรีดาคะ ใจเย็น ๆ ค่ะเดี๋ยวเด็กก็ตกใจจนเป็นลมไปอีกหรอก” น้ำเสียงกึ่งหยอกเย้าของครูประจำห้องพยาบาลทำให้เจ้าของชื่อรู้สึกกระดากอาย

            “แหะ ๆ ผมลืมตัวไปหน่อยครับ”

            โครก!! เสียงท้องร้องทำให้ครูทั้งสองในห้องพากันมองมาทางคนตัวเล็กพร้อมกัน “คือ...หนู” หลินรู้สึกอายเป็นอย่างมาก

            “หิวใช่ไหมจ๊ะ หนูรอครูสักครู่นะ ครูจะไปหาของกินมาให้” น้ำเสียงอันอ่อนโยนทำให้หลินตอบรับอย่างว่าง่าย “ค่ะ”

            เมื่อครูผู้หญิงเดินออกไปเธอก็มองเห็นครูร่างท้วมที่จำได้ว่าเป็นครูที่ตวาดใส่กลุ่มของเด็กหัวเกรียนเจ้าตัวจึงได้เผลอยิ้มออกมายามเมื่อเห็นท่าทางของเด็กพวกนั้น

            ดวงตากลมโตของเธอกวาดมองไปทั่วห้องจนกระทั่งเจอเข้ากับตู้กระจก ครูปรีดารู้สึกเป็นห่วงเด็กน้อยยามเมื่อเห็นว่าเธอนั่งนิ่งผิดปกติ

            “หนู! เกิดอะไรขึ้นเหรอลูกหรือว่าเจ็บตรงไหน” น้ำเสียงของเขาผิดกลับที่พูดกับเด็กจอมซนทั้งห้าลิบลับ

            แม้หลินจะเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนหน้าว่าในตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่โลกเดิม เพียงแต่รูปลักษณ์ที่เธอเห็นในตอนนี้ทำให้เธอช็อกไปแล้ว (แม่เจ้าฉันตัวเล็กแค่นี้แล้วจะไปจัดการกับปะป๊าจอมแสบได้ยังไง)

            เธอคิดเพียงแค่นี้น้ำตากับเสียงที่เจ้าตัวพยายามควบคุมก็ดังลั่นห้องพยาบาล (ฉันไม่ได้อยากจะร้องไห้สักหน่อย) ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหล

            ครูปรีดาผู้ปราบเด็กเกเรมามากมายถึงกับมีอาการแตกตื่นยามเมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์เฉกเช่นในตอนนี้

            “ครูปรีดาคะ เด็กเป็นอะไร” เสียงอันอ่อนโยนทำให้หลินเริ่มสงบอาการของตนลง

            “โอ๋ ๆ นะคะลูก ไม่ร้องแล้วนะหิวมากเลยหรือคะ ดูสิครูเอาอะไรมาให้หนูกิน” คุณครูประจำห้องพยาบาลรีบสาวเท้าเดินเข้าไปทั้งกอดและปลอบโยกตัวเด็กน้อยไปมา

            (ครูคนนี้ใจดีเหลือเกิน) หลินคิดพลางเงียบเสียงของตนลงคงเหลือเพียงเสียงสะอื้นบางเบา

            “เด็กท่าจะหิว” ครูปรีดาพูดยามเมื่อมองเด็กน้อยที่มือหนึ่งถือกล่องนมส่วนมืออีกข้างถือขนมปังก้อน

            “นั่นสิคะ ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าใคร ครูปรีได้แจ้งตำรวจหรือยังคะ” คุณครูสาวบ่ายหน้าไปถามครูวัยเดียวกัน

            “แจ้งแล้วครับแต่เขาบอกว่าในเมื่อไม่มีเบาะแสก็ขอฝากพวกเราเอาไว้ก่อน หากว่าไม่มีใครมาแจ้งว่าเด็กหายเห็นทีว่าคงต้องส่งเด็กเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า” ครูวัยสามสิบกลางถอนหายใจหลังจากพูดตามที่เจ้าหน้าที่บอก

            ส่วนหลินในคราบของเด็กน้อยแม้จะได้ยินแต่เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเคี้ยวขนมปังในมือจนแก้มป่อง

            “แกน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ใครกันหนอทิ้งได้ลงคอ”

            ผกาผู้มีหลานสาวในวัยเดียวกันกับเด็กหญิงเอ่ยด้วยความสงสาร “บางทีอาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายนักก็ได้ครับ ผมขอฝากเด็กเอาไว้ก่อนนะครับ เจ้าตัวเล็กเดี๋ยวครูกลับมานะอยู่กับครูผกาอย่าดื้อล่ะ” คนพูดบอกเพื่อนร่วมงานก่อนเอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยกับเด็กหญิงผู้ที่กำลังส่งยิ้มตาปิดมาให้ตน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่9 ความอึดอัด

    เมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายแต่ปัญหายังคงอยู่ หลินจึงขยับเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งหน้าเศร้าด้วยความเห็นใจ "อา ม่าคะ..." เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา"หนูขอถามตามตรงได้ไหมคะ ที่บ้านเราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างรึเปล่าคะ หนูรู้มาว่าอากงกับอาม่าก็ขยันทำงาน เฮียชัยเองก็ช่วยทำงานมาตลอด ก็น่าจะพอมีเก็บอยู่บ้างใช่ไหมคะ"เคี้ยงมองหน้าหลานสาวอย่างชั่งใจครู่หนึ่งแม้จะกังขากับคำว่าพอรู้มาบ้างของเธอ กระนั้นด้วยไม่มีอารมณ์ซักถามให้มากความเธอจึงได้ปล่อยผ่าน ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ"มีสิลูก..." นางตอบเสียงแผ่ว "ตั้งแต่กงกับม่าอพยพมาจากเมืองจีน เราก็ทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอด ตอนนี้... ก็พอมีอยู่ประมาณสองพันบาท"หลินตาโตเนื่องจากต้องรู้ว่ายุคนี้เงินสองพันนั้นถือว่าไม่น้อยเลยพวกเขาต้องประหยัดกันมากขนาดไหนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้"แล้วก็มี... ทองคำกับหยกที่ติดตัวมาจากเมืองจีนอยู่นิดหน่อย ม่าเก็บซ่อนไว้อย่างดี" อาม่าพูดต่อ "เงินกับของพวกนี้ทั้งหมดน่ะ ม่ากับกงตั้งใจเก็บเอาไว้ซื้อที่ดินผืนเล็กสักผืนเพื่อทำสวน ปลูกบ้านดี ๆ ของเราเอง จะได้ไม่ต้องอาศัยบ้านเถ้าแก่เม้งอยู่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่7 ขอแยกบ้าน

    ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิงม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัวในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อยมันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่10 ฝัน

    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งรอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝันเด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา ""อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจหญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเป

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่6 ปรับตัว

    ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามากแผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัดเมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกั

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่8 ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนได้ทั้งหมด

    "ใช่เสียงของจำปีหรือเปล่า" เคี้ยงพูดออกมาโดยไม่เจาะจงว่าหล่อนถามใคร"ใช่ครับ อั๊วขอไปดูก่อน" ชัยตอบพลางลุกจากพื้นชายหนุ่มเดินเร็ว ๆ ออกไปยังชานตรงบันไดเรือน ที่นั่น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นสีเดียวกันยืนรออยู่จริงด้วยท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแสงสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของจำปีไม่ถนัดนัก แต่พอชัยเดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนรักนั้นซีดเผือด ดวงตาฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่ตรงหน้าตัก"จำปี... มีอะไรรึ มาถึงนี่" ชัยถามเสียงเบาพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหลังจากเพิ่งมีปากเสียงกับพ่อเรื่องของหล่อนไปหมาด ๆจำปีเงยหน้าขึ้นสบตาของเขา แววตาของหล่อนสั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนคนรักให้เดินลงบันไดไปสองสามขั้น เพื่อให้พ้นจากสายตาของคนที่อยู่ในตัวเรือนซึ่งอาจจะมองออกมา"เฮีย..." จำปีเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด "ฉัน... ฉัน..." หล่อนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาปี๋แล้วโพล่งออกมา "ฉันท้อง!"คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจของชัย เขายืนนิ่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่5 อากงกับแปะ

    ใช้จูงมือหลินโดยมียุ่งเดินตามลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในสวนที่มีทั้งมะพร้าวและส้มโอ ในขณะที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบไม้เหล่านั้นลงมาเป็นจุด ๆ อากาศในตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มเย็นทว่าก็ค่อนข้างอบอ้าว โชคดีที่ยังพอมีลมพัดเอื่อยให้คลายร้อนได้บ้าง"ป๊า! ในนี้จะมีร้านขายหวานเย็นด้วยเหรอ" หลินเงยหน้าถามเจ้าของมือใหญ่กว่าตน พลางกวาดตามองไปรอบสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และร่องน้ำเล็กที่มีผักตบชวาลอยอยู่ประปราย เธอไม่เห็นวี่แววของร้านค้าเลยด้วยซ้ำ"เปี๊ยก ลื้อเรียกอั๊วว่าเฮียดีไหม แม้แต่แฟนอั๊วยังไม่มีจะมีลูกตัวโตขนาดลื้อได้ยังไง" ใช้พูดเสียงห้วนด้วยความไม่ชอบใจต่อคำเรียกขานของเจ้าตัวเล็กเฮ้อ...!! หลินระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของป๊าในตอนนี้ดูสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดหมดจด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาเรียวเล็กที่ฉายแววขี้เล่นอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่ทุกอย่างกลับดูแปลกตาเมื่ออยู่บนร่างกายของเด็กหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า(นี่คือป๊าในวัยสิบสี่...) ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วในอก มันทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่จนเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status