LOGINเมื่อชายหนุ่มยุคปัจจุบันทะลุมิติไปในหนังสือนิยายแฟนตาซีดันเจี้ยน แบบนี้จะทำอย่างไร?
View MoreEULÁLIA
“Licaon foi o primeiro lobisomem da história, segundo as lendas gregas. Ele ousou cozinhar a carne de um escravo para oferecê-la a Zeus e, como punição, o deus o amaldiçoou. Desde então, ser um lobisomem sempre foi visto como uma maldição.” “Agora somos sinônimos de poder.” Aquela seria a noite em que minha vida mudaria, não que eu soubesse se seria uma mudança boa ou ruim. — Estão invadindo… — foi tudo muito rápido. O novo Beta da matilha Sangue Azul me puxou pela mão para longe de toda a confusão. A princípio, acreditei que seria pela posição de Luna que meu namorado havia prometido. — Por aqui. — Ele me levou rumo à floresta. — Mas eu posso ajudar as mães e crianças desamparadas se estiver lutando junto com todos. — Sua segurança é mais importante. E são ordens diretas. — De Ciro? — perguntei, seguindo-o. Ele ainda me puxava com pressa. — Sim. Meu sorriso ampliou. Por dentro, estava muito feliz por ele não estar mais estranho como antes. “Ele está me protegendo.” Acompanhei o Beta até a clareira, no meio da floresta. Lá, ele me deixou. — E o que faço aqui? — perguntei, confusa, enquanto ele deu as costas. — O Alfa virá em breve. — Disse ele, partindo em seguida. Levantei o rosto, olhando a lua cheia no centro. Suspirei, sonhadora. “Ele vai me pedir para ser sua Luna agora.” Não demorou muito, e o barulho de alguém se aproximando me fez ficar em alerta, pois esse ser carregava algo que arrastava no chão com força. “Quem será? Um dos inimigos?” Eu não pude ver o rosto de ninguém que ousou invadir nossa alcateia na noite de posse de Ciro, o filho do antigo Alfa. — Quem está aí? — perguntei para as árvores escuras e sombrias. — Sou eu. — Ouvi a voz do meu namorado e novo Alfa saindo das sombras. Ele trazia o corpo de alguém, que puxava consigo. Seu rosto estava banhado em lágrimas, e sua respiração, ofegante. Ele soltou o corpo perto de mim e me agarrou pelas mãos, pondo-se de joelhos. — O que houve? Quem é esse? — perguntei, sem olhar para o rosto da vítima. — Meu pai, Eulália. — Seu modo de me chamar me fez pensar que ele sofria tanto que não havia espaço para mais nada. Nem para nosso relacionamento. — Minha nossa! — Pus-me de joelhos junto com ele, vendo seu pai morto atrás de Ciro. — Eu sinto muito! — desejei com pesar. Eu também gostava muito do nosso líder anterior e, mesmo que ele não soubesse do meu relacionamento com Ciro, ele me tratava muito bem. — Eu também. Eu sinto tanto! — Ele agarrou meu rosto com as mãos sujas do sangue do próprio pai. Eu não me importei. Ele estava com dor, e eu sentia isso. O abracei enquanto ele desabava em mim. Então, quando tudo parecia calmo, até mesmo seu choro persistente, ele se ergueu junto comigo e se afastou, limpando o rosto. — Eu agradeço por tudo, Eulália. Por ter me colocado no posto do meu pai, por ter me consolado agora. E, por isso, você está livre. — disse ele, seus cabelos loiros brilhando à luz do luar, assim como seus olhos verdes. — Eu… — A última frase era uma completa confusão para mim. Ele se afastou ainda mais, deixando-me ali com o corpo de seu pai. — Eu estou livre? Do que está falando? Ninguém nunca me prendeu aqui, ainda mais agora, que você é o Alfa. Eu continuarei cuidando de você e de todos. — Não, Eulália, ele não precisa mais de você. — Ouvi a voz de uma mulher. Rosalina Rubens, a médica da alcateia, apareceu atrás de Ciro, colocando as mãos nos ombros dele. Ele já estava completamente diferente agora; seu rosto parecia indiferente. — Do que você está falando? O que significa isso? — Os encarei. — Significa que a traidora da nossa matilha tem que ser morta. — Disse Ciro, enquanto olhava para o corpo de seu pai. — Quem o matou? — Não compreendi nada. — Você não vê? Você é a traidora. Você matou o Alfa Michel. — Disse Rosalina, com um sorriso sinistro no rosto. Um arrepio subiu pela minha espinha, e o alerta interior ativou-se imediatamente. “Ciro nunca pensou em me tornar Luna.” Um nó se formou na minha garganta. A dor foi imediata, mas tudo estava claro. "Ele me traiu." As palavras dele da última semana voltaram à minha mente. “Você terá uma maravilhosa surpresa quando eu for Alfa…” Essa era a surpresa? Antes que pudesse reagir, uma sombra avançou na minha direção. Dentes afiados brilharam à luz da lua. O lobo de pelagem amarelada e grande de Ciro me derrubou com força no chão. — O que está fazendo? Sou eu! — tentei fazê-lo me ver como antes. Ele rosnou e arranhou meu braço com suas garras, fazendo-me gritar, ferindo meus sentimentos e meu corpo. — Pare! — Tentei somente me defender. Tudo aquilo devia ser um pesadelo. “Tudo porque ele me traiu?”“ผู้สมัครคนต่อไป... กงหยางเหวิน แห่งเมืองชิงเย่!”ณ มุมหนึ่งหลังเสาหิน ร่างที่พยายามทำตัวลีบเล็กที่สุดสะดุ้งเฮือก กงหยางเหวินหลับตาปี๋ ก่นด่าโชคชะตาในใจเป็นรอบที่ล้าน แต่แล้วเขาก็ลืมตาขึ้น‘เดี๋ยวนะ ข้าจะกลัวอะไร?’ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นในสมองที่กำลังตื่นตระหนก เขานึกย้อนไปถึงวันที่เขาตื่นขึ้นมาในกระท่อมผุพัง วันที่เขาได้เห็นหน้าต่างสถานะของตัวเองเป็นครั้งแรก‘พละกำลัง 5 ความว่องไว 6 สติปัญญา 7 ความทนทาน 4 โชค 1’ ใช่แล้ว นี่มันค่าสถานะของสไลม์เลเวลหนึ่งชัด ๆ เขามันคือตัวประกอบที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์ใด ๆในสถานการณ์อื่น นี่อาจจะเป็นเรื่องที่น่าสิ้นหวังที่สุด แต่สำหรับวินาทีนี้มันคือใบเบิกทางสู่อิสรภาพ มันคือตั๋วเที่ยวเดียวที่จะพาเขาหลุดพ้นจากพันธนาการของเจิ้งเฟิงเยวี่ย“ฮ่า ๆๆ” เขาแทบจะหัวเราะออกมา “สวรรค์มีตา! เจิ้งเฟิงเยวี่ยสอบผ่านเพราะเขาเก่งกาจ แต่ข้า! ข้าจะสอบตกเพราะข้ามันกาก!”นี่คือแผนการที่สมบูรณ์แบบที่สุด ‘แผนการสอบตก’ เขาไม่ต้องแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เพราะเขาอ่อนแอจริง ๆกงหยางเหวินสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก้าวเท้าออกจากที่ซ่อนด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นด้วยความหวัง เขาเดินไปยังกลางลานป
กงหยางเหวินรู้สึกเหมือนตนเองเป็นไก่ป่าหลงฝูงหงส์อย่างแท้จริงเขาถูกเจิ้งเฟิงเยวี่ยลากมาลงทะเบียนด้วยจนได้ และบัดนี้กำลังยืนตัวลีบซ่อนอยู่หลังเสาหินต้นหนึ่ง พยายามทำตัวให้ไร้ตัวตนที่สุด ขณะที่ผู้สมัครคนอื่น ๆ สวมใส่อาภรณ์ตระกูลที่ปักเย็บอย่างวิจิตร บ้างก็สวมเกราะหนังชั้นดี เขากลับอยู่ในชุดผ้าป่านธรรมดาที่เพิ่งซื้อมาจากเมืองชิงเย่ ดูไม่ต่างอะไรจากคนรับใช้ที่ติดตามคุณชายมาสอบ“กลุ่มต่อไป!” เสียงอาจารย์ผู้คุมสอบดังขึ้นอย่างเฉียบขาด “เจิ้งเฟิงเยวี่ย แห่งเมืองชิงเย่ ก้าวเข้าสู่ลานประลอง!”ทุกสายตาพลันจับจ้องไปที่ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเข้ม เจิ้งเฟิงเยวี่ยไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าออกจากกลุ่มผู้สมัครอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามราวนกกระเรียนที่เยื้องย่าง แผ่นหลังตั้งตรงดุจกระบี่ที่ยังไม่ถูกชักออกจากฝัก รัศมีเยียบเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา แผ่ออกมาจาง ๆ ทำให้เสียงซุบซิบโดยรอบเงียบลงไปหลายส่วน“นั่นใครน่ะ? หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แต่มาจากเมืองชิงเย่ เมืองบ้านนอกนั่นมีคนแบบนี้ด้วยรึ?”“ดูท่าทางสงบนิ่งนั่นสิ ไม่เหมือนคนที่กำลังจะเข้าทดสอบเลย เหมือนมาเดินเล่นในสวนหลังบ้านเสียมากกว่า”
เมื่อม่านหมอกยามเช้าจางลง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็กทำให้กงหยางเหวินถึงกับลืมหายใจเบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงเมืองมหึมาที่ทอดกายยาวสุดลูกหูลูกตาราวกับมังกรหินที่กำลังหลับใหล มันสูงตระหง่านเสียดฟ้า หอคอยสังเกตการณ์ตั้งตระหง่านเป็นระยะ ๆ ธงทิวโบกสะบัดอย่างองอาจ นี่ไม่ใช่กำแพงไม้ผุพังที่เขาเคยลอบมุดหนีออกมาทันทีที่ผ่านประตูเมือง กลิ่นอายของความเจริญก็ปะทะเข้าหน้าอย่างจัง คลื่นมนุษย์ที่สวมใส่อาภรณ์หลากสีสันเดินกันขวักไขว่ เสียงจอแจดังเซ็งแซ่จนแทบไม่ได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง โรงเตี๊ยมและร้านค้าไม่ได้เป็นเพียงกระท่อมไม้ชั้นเดียวอีกต่อไป แต่กลับเป็นอาคารสูงสามชั้น สี่ชั้น ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรงดงาม กลิ่นหอมของเครื่องเทศราคาแพงและอาหารเลิศรสลอยตลบอบอวลกงหยางเหวินตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง เขารู้สึกไม่ต่างอะไรกับหลิวเหล่าเหล่าเข้าสวนทัศนา[1] นี่คือเมืองหลวงซีหยางที่เขาเคยจินตนาการไว้ในหน้ากระดาษ แต่ของจริงกลับยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวากว่าจินตนาการของเขานับร้อยเท่าทว่าบุรุษที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขากลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไปเจิ้งเฟิงเยวี่ยยังคงสงบนิ่งดุจหินผา แม้จะอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย แววตาของเขากล
เจิ้งเฟิงเยวี่ยกระตุกบังเหียนม้าอย่างแรงจนมันร้องฮี้ สองตาของเขาที่เคยสงบนิ่งกลับทอประกายเจิดจ้าจับจ้องไปยังป่าทึบทางซ้ายมือ ราวกับเพิ่งมองทะลุกลลวงของโลกทั้งใบได้สำเร็จ‘ผู้สร้าง!’ นี่คือความคิดเดียวในหัวของเจิ้งเฟิงเยวี่ย ‘เขาพูดอีกแล้ว! เขาใช้คำว่าคนเขียน!’คำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่การตัดพ้อต่อโชคชะตา แต่มันคือการประกาศิต มันคือการชี้แนะจากผู้สร้างที่ทนเห็นหุ่นเชิดเช่นเขาเดินทางผิดพลาดบนเส้นทางที่เขียนไว้ไม่ดีอีกต่อไปไม่ได้“ท่านหยางเหวิน!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหันขวับมา สีหน้าของเขาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ทางลัดมันอยู่ในป่านี้ใช่หรือไม่?”กงหยางเหวินที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำลายกฎแห่งความเงียบของตัวเองไปเสียแล้ว ถึงกับแข็งทื่อเป็นหิน‘ฉิบหาย ข้าพูดอะไรออกไป!!’“เอ่อ... ข้า...” กงหยางเหวินอ้าปากพะงาบ ๆ พยายามจะแก้ตัว “ข้าแค่พูดไปเรื่อยเปื่อย อากาศมันร้อนน่ะ ท่านอย่า...”“ข้าเข้าใจแล้ว” เจิ้งเฟิงเยวี่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขากระแทกส้นเท้าเข้ากับสีข้างม้า “ในเมื่อท่านชี้แนะแล้ว ข้าจะลังเลได้อย่างไร!”สิ้นเสียงนั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พุ่งทะยานออกจากถนนหลวง เปลี่ยนทิศทางบุกฝ่าพงหนามและ
‘โอกาสมาแล้ว!’เขากลั้นใจ เงยหน้าขึ้นสบตากับเจิ้งเฟิงเยวี่ยที่กำลังเคี้ยวขนมปังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะฉีกยิ้มครั้งที่สองออกไปรอยยิ้มครั้งนี้ดูพัฒนากว่าครั้งแรกเล็กน้อย กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่กระตุกรุนแรงเท่าเดิม แต่มันก็ยังคงดูผิดธรร
ขณะที่สงครามภายในของเขากำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดนั่นเอง...[ติ๊ง!]เสียงสวรรค์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว พร้อมกับหน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย[ท่านได้รับภารกิจใหม่: ภารกิจกระชับมิตร (ฉบับจำใจ)]
และมันก็ได้ผล แสงสีเขียวเรืองรองปรากฏขึ้นจาง ๆ บริเวณบาดแผล เลือดที่เคยไหลซึมหยุดลงในบัดดล ปากแผลเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างช้า ๆ แม้จะไม่หายสนิท แต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว ลมหายใจของอีกฝ่ายก็เริ่มสม่ำเสมอขึ้น“เฮ้อ... รอดไปที” หยางเหวินถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ปัญหายังไ
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา...แทนที่จะฝังเขี้ยวลงบนลำคอของกงหยางเหวิน ร่างของหมาป่าเขี้ยวเหล็กกลับชะงักกึกกลางอากาศอย่างรุนแรงแผละ!ก้อนหินที่ดูไม่มีพิษสงอะไรเลย พุ่งเข้ากระทบเป้าหมายอย่างแม่นยำราวจับวาง เบ้าตาข้าง





