Share

ตอนที่2 ม่า!!

           เสียงสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นทำให้เด็กชายวัยทโมนทั้งหลายกรูกันออกจากห้องเรียน

           “พวกเธอจะทำตัวให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือยังไง โต ๆ กันแล้วยังทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง” เสียงบ่นของอาจารย์ปรีดาดูเหมือนว่าจะได้ผลทว่าก็แค่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

            พอเขาหันหลังกลับเด็กนักเรียนชายพวกนี้ก็รีบวิ่งแข่งกันลงบันได ไม่ใช่ว่าครูวัยสามสิบกว่าคนนี้จะไม่รู้เพียงแต่เขามีเรื่องด่วนมากกว่านั่นเองต่างหาก สองเท้าจึงมุ่งไปยังห้องของนักเรียนที่จัดว่าบ๊วยที่สุดของระดับชั้น

            “เด็กชายไท่หยุน หยุดก่อน” เท้าของเจ้าของชื่อหยุดลงทันทีทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวพยายามทำตัวลีบเล็กอีกทั้งยังก้มหน้าก้มตามองแต่พื้นไม้ของอาคาร

“ครับ” เขาจำต้องขานรับด้วยสีหน้าเหยเก

            “ฉันไม่ใช่ยักษ์ใช่มาร ทำหน้าให้ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ” ครูสูงวัยกว่าอดที่จะกล่าวตำหนิไม่ได้พูดพลางจับขาแว่นของตนยกขึ้น

            “หน้าผมก็ปกตินะครับ แหะ ๆ” เขาเอ่ยพลางหัวเราะแห้ง

            “ช่างแก้ตัวเก่งเสียจริง เธอตามครูมาก่อน” ครูปรีดาคร้านจะใส่ใจเด็กชายจอมกะล่อนเอ่ยเสียงเรียบ

            ห้องพยาบาล ป้ายไม้หน้าห้องทำให้ใช้หรือไท่หยุนมองแผ่นหลังของครูด้วยความงุนงง

            “ครูครับ ผมสบายดี” คำพูดของเขาหาได้หยุดฝีเท้าของครูผู้เดินนำหน้าแต่อย่างใด

            “ที่ครูพาเธอมาเป็นเรื่องของเด็กคนนั้นต่างหาก” ครูหนุ่มพยักปลายคางไปทางเด็กหญิงผู้มีใบหน้ากลมที่กำลังส่งยิ้มมาทางตน

            “ป๊า!”

            สองหนุ่มต่างวัยพากันหันซ้ายแลขวาด้วยความสงสัยว่าเจ้าตัวเล็กเรียกใคร

            “หนูน้อยป๊าของหนูอยู่ไหนลูก” ครูปรีดาถามอย่างเอ็นดูเมื่อเขาไม่พบบุคคลอื่น

            สีหน้าของหลินก็หม่นลง เฮ้อ! ฉันควรทำยังไงดี เจ้าตัวคิดโดยที่ไม่รู้เลยว่าอารมณ์เศร้าของตนนั้นทำให้น้ำตาเม็ดโตร่วงสู่ตักของตัวเองราวทำนบแตก

            “เอ๊ะ! ครูปรีคะ เกิดอะไรขึ้นเจ้าตัวเล็กร้องไห้ทำไม” ครูผกาผู้เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถามด้วยความตกใจพลางรีบสาวเท้าไปปลอบเด็กหญิงที่กำลังกอดเข่าซุกตัวเองเอาไว้แน่น

            แม้ว่าเนื้อแท้ของหลินจะเป็นผู้ใหญ่ทว่าพอมาอยู่ในร่างของเด็กห้าขวบกับสถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ที่มองไปทางไหนก็ไม่รู้จักใครคนอื่น

อีกทั้งผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสี่ดังนั้นเธอจึงรู้สึกอ่อนแอ หวาดกลัว ความรู้สึกมากมายถาโถมปนเป ราวกับน้ำหลากจนทำให้เธอไม่อาจทนรับได้

            เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น จนทำให้คนทั้งสามเกิดความรู้สึกเวทนาระคนสงสาร

            “ครูครับ ผมพาเธอกลับบ้านไปด้วยได้ไหมให้เธอมาเป็นน้องสาวของผมก็ได้” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจทำให้ใช้กล่าวออกไปแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ครอบครัวของเขาเองก็ลำบากไม่น้อย

            “เรื่องนี้เธอตัดสินใจเองไม่ได้หรอก จะต้องถามกับผู้ปกครองของเธอดูก่อน” ครูปรีดาพูดพลางถอนหายใจ

            “ฉันจะเลี้ยงอาหนูน้อยคนนั้นเองจ้ะครู” น้ำเสียงฟังไม่ชัดนักของคนพูดทำให้ทุกคนหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน

            “ม๊า!/ม่า!” เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงหยุดลงพร้อมกับตะโกนเรียกผู้หญิงวัยสามสิบเศษพร้อมกันกับบิดาของตน

            “เอ๋!” คำเรียกขานของเด็กหญิงนำพาความฉงนมาให้กับครูทั้งสองรวมถึงหนึ่งเด็กชายที่กำลังเกาศีรษะมองใบหน้าของแม่สลับกับใบหน้าเล็กจ้อยบนเตียง

            “ม๊า รู้จักเด็กคนนี้เหรอ” เคี้ยงมองบุตรชายคนรองก่อนจะสาวเท้าเดินมาตรงหน้าของเด็กหญิงพร้อมรอยยิ้ม

            “ลำบากลื้อแล้วนะอาหมวยของม่า” หล่อนพูดพร้อมกับดึงร่างเล็กที่ผกาได้ปล่อยมือที่กำลังโอบกอดคนตัวเล็กเอาไว้ออกเข้ามากอดด้วยความรักพร้อมกันนั้นมือของเธอก็ลูบหัวเล็ก ๆ ของเด็กหญิงอย่างปลอบประโลม

            แม้ว่าหลินจะยังคงรู้สึกมึนงงอยู่บ้างกระนั้นด้วยความที่เป็นสายเลือดเดียวกันมือเล็กก็กระชับอ้อมกอดร่างผอมบางของย่าที่ตนเคยเห็นใบหน้านี้ผ่านกรอบรูปขาวดำเอาไว้แน่น

            หลินจำได้ว่าพอหลังจากเธอเกิดออกมาได้จนกระทั่งอายุหกขวบม่าเคี้ยงก็ป่วยหนักในช่วงสุดท้ายหญิงชรายังได้ช่วยชีวิตเล็ก ๆ ของตนจากการโดนไฟดูดด้วยความซน

ก่อนที่อีกสองวันต่อมาย่าจะขาดใจตายต่อหน้าของเธอ นี่คือคำบอกเล่าจากมารดาเพราะเธอจำช่วงเวลานั้นไม่ได้

            “เอ่อ...ขอโทษเถอะครับ เรื่องนี้มันมีความเป็นมายังไงกันแน่” เสียงของครูปรีดาดังขึ้นขัดความซาบซึ้งระหว่างย่ากับหลาน

            เคี้ยงจึงผละออกจากร่างกายนุ่มนิ่มของหลานสาวตัวน้อยผู้ซึ่งที่หล่อนเพิ่งรู้ความเป็นมาผ่านความฝันจากพี่สาวสายเลือดด้วยกันเมื่อคืนก่อน ในตอนนั้นหล่อนยังไม่เชื่อจนกระทั่งมีเด็กนักเรียนไปตามเธอมาที่นี่นั่นแหละ

            และในระหว่างทางที่มาโรงเรียนหล่อนก็คิดหาเหตุผลอันน่าเชื่อถือเพื่อจะทำให้ทุกคนเห็นพ้องกับตน

            “ฉันกำลังจะไปรับเธอจากจดหมายที่แจ้งมาจากน้องสาวเครือญาติกันจ้ะครู ทว่าฉันไปช้าก็เลยไม่เจอกับหลานพอรู้ข่าวจากนักเรียนที่ครูให้ไปบอกที่บ้านฉันก็รีบมาโรงเรียนนี่แหละ” หญิงสาวผู้มาจากแผ่นดินใหญ่กล่าวเนิบช้าแม้สำเนียงของเธอจะแปร่งไปบ้างกระนั้นคนในห้องก็ยังฟังพอเข้าใจ

            “อ๋อ! ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าแม่หนูคนนี้คือหลานของแม่นายใช้ ว่าแต่ทำไม” ครูปรีดาปรายตามองเด็กชายร่างผอมผิวขาวใบหน้าค่อนข้างตี๋อย่างกังขา

            “ผมไม่เคยเห็นเธอ” ใช้โบกมือพลางเอ่ยปฏิเสธพัลวัน

            เคี้ยงจึงต้องปั้นเรื่องออกมาอีกคำรบ “อาตี๋น้อย ไม่เคยเห็นจริงจ้ะครู” คำพูดของคนเป็นแม่ยืนยันได้เป็นอย่างดีจึงทำให้ครูในห้องพากันยินดีที่เด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กกำพร้าตามที่คิด

            เมื่อเรื่องราวที่มาที่ไปของเด็กหญิงได้รับความกระจ่างดังนั้นหลังจากออกจากโรงเรียนครูปรีดาก็ขี่จักรยานไปยังโรงพักเพื่อแจ้งเรื่องของเด็กหญิงก่อนจะมุ่งตรงกลับบ้านของตน

ส่วนหลินในตอนนี้ก็ถูกมือใหญ่ของย่าจับจูงอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เดินออกจากโรงเรียน

ดวงตาของหลินมองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจ ‘โรงเรียนแห่งนี้ไม่นับว่าเล็กแต่น่าเสียดายที่อีกไม่กี่ปีต่อมาต้องปิดตัว’ เด็กหญิงคิดขึ้นในใจโดยที่มือเล็กของเธอนั้นยังอยู่ในอุ้งมือใหญ่ของคนเป็นย่าที่ดูยังไงก็ยังไม่แก่

            ในขณะเดินผ่านร้านของชำห่างจากโรงเรียนมาไม่มากด้วยความที่เคี้ยงเอ็นดูหลานสาวผู้มาไกลจากคำบอกเล่าของพี่สาวถึงต้นสายปลายเหตุที่เด็กคนนี้ต้องมาอยู่ตรงนี้

“อาหมวย ลื้ออยากกินขนมไหมม่าจะซื้อให้” คนเป็นแม่ยังพูดไม่ทันจบประโยคเจ้าตัวก็ถูกเสียงของบุตรชายคนเล็กแทรกขึ้นทันควัน

            “ม๊า มีเงิน” เพี๊ยะ! “โอ้ย! ม๊าตีอั๊วทำไม อั๊วพูดเรื่องจริงนี่ขนาดอั๊วยังได้มาโรงเรียนแค่สลึงเดียวเอง” เด็กชายยกมือกุมต้นแขนที่ถูกฝ่ามือของมารดาฟาด

            “ลื้ออย่ามาสำออย อั๊วตีเบา ๆ เองร้องอย่างกับหมูถูกเชือด วันนี้อั๊วได้ยินมาว่าลื้อโดดเรียนแต่อาครูปรีไปตามเจอใช่ไหม ลื้อบอกมาตามตรงนะอาตี๋”

            ใช้กำลังอ้าปากจะเถียงทว่าเจ้าตัวกลับหุบปากฉับเพราะหากว่าโกหกม๊าผลที่ได้รับย่อมไม่มีดีอีกทั้งยังจะเจ็บตัวเพิ่ม

            “ม๊า หากอั๊วโดนเรียนจะกลับบ้านพร้อมลื้อได้ยังไงจริงไหม หากม๊าไม่เชื่อก็ถามเจ้าตัวเล็กนี่ดูสิ” ปลายคางของเด็กชายพยักพเยิดมาทางเด็กหญิงผู้มีดวงตากลมผิดจากบิดาผู้ให้กำเนิด

            “หนูไม่อยากโกหกแต่ถ้าหนูไม่เจอป๊า ครูปรีดาก็คงตามป๊าไม่ทันแล้ว” คำพูดของคนตัวเล็กทำให้เคี้ยงหันขวับมามองบุตรชายทันที

            “เฮ้ย! เจ้าตัวเล็กเป็นเด็กเป็นเล็กลื้อกล้าโกหกได้ยังไง อีกอย่างอั๊วเพิ่งสิบสี่ยังไม่มีลูก” เด็กชายรู้สึกโมโหจึงได้ขึ้นเสียงใส่เด็กน้อย

            หลินเบะปากน้ำตาคลอหน่วย “ฮือ ๆ ม่า ป๊าไม่รักหนู” เจ้าตัวเอ่ยตัดพ้อ

ร่างนี้อะไรหนักหนาวะ อะไรก็เอาแต่ร้องไห้ สมองทำจากน้ำหรือยังไง ภายในใจของหลินโอดครวญด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม

            ทั้งนี้เป็นเพราะเธอจำได้ว่าร้องไห้ครั้งสุดท้ายนั้นคือตอนแม่ตาย “โอ๋ อาหมวยลื้อไม่ต้องร้องนะ ป๊าไม่ได้ความแบบนี้ลื้อไม่ต้องไปให้ค่าหรอก” คำพูดของมารดาทำให้ใช้เบ้หน้า

            “ม๊าก็เป็นไปกับเจ้าตัวเล็กนี่ด้วย ว่าแต่เด็กคนนี้เป็นญาติทางไหนของเรากัน ไม่ใช่ม๊าบอกว่าตัวเองไม่มีญาติที่อื่นไม่ใช่เหรอ” จบคำพูดของเด็กชายเจ้าตัวก็โดนเท้าเล็ก ๆ ที่ใส่รองเท้าผ้าใบกระทืบลงมาบนรองเท้านักเรียนเต็มรัก

            “ป๊าพูดไม่เพราะ พูดกับม่าต้องลงท้ายด้วยครับสิ” คนตัวเล็กอมลมจนแก้มป่องเอ่ยอย่างไม่พอใจ

            “เจ้าเด็กแสบ แล้วทีลื้อล่ะเรียกอั๊วว่าป๊าแต่ทำกับอั๊วแบบนี้มันถูกเหรอ” เด็กชายชี้นิ้วกล่าวเสียงดัง

            “เหอะ! หากแกเป็นพ่อคนก็คงไม่ได้เรื่อง อาหมวยลื้อทำดีแล้วพ่อไม่ได้เรื่องจำต้องสั่งสอน” เมื่อแม่ของเจ้าตัวให้ท้าย

ใช้จึงได้แต่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองแผ่นหลังของเด็กหญิงที่กำลังหันกลับมาแลบลิ้นปลิ้นตาให้กับตัวเอง

            ถนนหนทางในยุคนี้ไม่ได้ดีเหมือนกับยุคสมัยหลัง อีกทั้งรถราก็ยังมีไม่มากผู้คนจึงสัญจรด้วยการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่

            หลินรู้สึกปวดเท้าของตนเป็นอย่างยิ่งกระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงอดทนเนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เธอจำได้ว่าเดินไกลมากขนาดนี้เป็นตอนสมัยมัธยมต้น

            “ม่าคะ” เด็กหญิงอยากรู้ว่าเหตุใดหญิงสาวคนนี้ถึงรู้สึกสนิทสนมกับตนเป็นอย่างมากต่อให้เธอเป็นหลานตามสายเลือดก็ตามกระนั้นสำหรับในตอนนี้มันก็ยังคงดูแปลกอยู่ดี

หรือว่าม่าจะย้อนเวลามาเหมือนเรา

“ว่ายังไงอาหมวย” เสียงแปร่งหูเอ่ยสำเนียงไม่ชัดขัดความคิดเหลวไหลของหลิน

“ทำไมม่าถึง...” เจ้าตัวเว้นคำพูด

“ทำไมถึงบอกกับครูออกไปอย่างนั้นนะเหรอ” เคี้ยงต่อให้

คนตัวเล็กกว่าพยักหน้ายอมรับ “เฮ้อ! ลิขิตฟ้าลื้อไม่ต้องรู้หรอก ลื้อรู้แค่ว่าอั๊วเป็นม่าของลื้อก็พอ เราย่าหลานหากร่วมมือกันสิ่งที่ลื้อมุ่งหวังเอาไว้ย่อมสำเร็จ”

ดวงตาของหลินเบิกกว้างมองใบหน้าของหญิงสาวผู้สูงวัยกว่าตนเพื่อค้นหาร่องรอยบางอย่าง แต่อนิจจังเธอรู้ดีว่าอาม่าไม่ได้ย้อนเวลามาเฉกเช่นตนเอง

เอาเถอะ เรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลให้มากก็ดีเหมือนกัน เจ้าตัวคิด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่9 ความอึดอัด

    เมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายแต่ปัญหายังคงอยู่ หลินจึงขยับเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งหน้าเศร้าด้วยความเห็นใจ "อา ม่าคะ..." เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา"หนูขอถามตามตรงได้ไหมคะ ที่บ้านเราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างรึเปล่าคะ หนูรู้มาว่าอากงกับอาม่าก็ขยันทำงาน เฮียชัยเองก็ช่วยทำงานมาตลอด ก็น่าจะพอมีเก็บอยู่บ้างใช่ไหมคะ"เคี้ยงมองหน้าหลานสาวอย่างชั่งใจครู่หนึ่งแม้จะกังขากับคำว่าพอรู้มาบ้างของเธอ กระนั้นด้วยไม่มีอารมณ์ซักถามให้มากความเธอจึงได้ปล่อยผ่าน ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ"มีสิลูก..." นางตอบเสียงแผ่ว "ตั้งแต่กงกับม่าอพยพมาจากเมืองจีน เราก็ทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอด ตอนนี้... ก็พอมีอยู่ประมาณสองพันบาท"หลินตาโตเนื่องจากต้องรู้ว่ายุคนี้เงินสองพันนั้นถือว่าไม่น้อยเลยพวกเขาต้องประหยัดกันมากขนาดไหนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้"แล้วก็มี... ทองคำกับหยกที่ติดตัวมาจากเมืองจีนอยู่นิดหน่อย ม่าเก็บซ่อนไว้อย่างดี" อาม่าพูดต่อ "เงินกับของพวกนี้ทั้งหมดน่ะ ม่ากับกงตั้งใจเก็บเอาไว้ซื้อที่ดินผืนเล็กสักผืนเพื่อทำสวน ปลูกบ้านดี ๆ ของเราเอง จะได้ไม่ต้องอาศัยบ้านเถ้าแก่เม้งอยู่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่7 ขอแยกบ้าน

    ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิงม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัวในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อยมันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่10 ฝัน

    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งรอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝันเด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา ""อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจหญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเป

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่6 ปรับตัว

    ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามากแผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัดเมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกั

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่8 ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนได้ทั้งหมด

    "ใช่เสียงของจำปีหรือเปล่า" เคี้ยงพูดออกมาโดยไม่เจาะจงว่าหล่อนถามใคร"ใช่ครับ อั๊วขอไปดูก่อน" ชัยตอบพลางลุกจากพื้นชายหนุ่มเดินเร็ว ๆ ออกไปยังชานตรงบันไดเรือน ที่นั่น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นสีเดียวกันยืนรออยู่จริงด้วยท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแสงสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของจำปีไม่ถนัดนัก แต่พอชัยเดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนรักนั้นซีดเผือด ดวงตาฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่ตรงหน้าตัก"จำปี... มีอะไรรึ มาถึงนี่" ชัยถามเสียงเบาพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหลังจากเพิ่งมีปากเสียงกับพ่อเรื่องของหล่อนไปหมาด ๆจำปีเงยหน้าขึ้นสบตาของเขา แววตาของหล่อนสั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนคนรักให้เดินลงบันไดไปสองสามขั้น เพื่อให้พ้นจากสายตาของคนที่อยู่ในตัวเรือนซึ่งอาจจะมองออกมา"เฮีย..." จำปีเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด "ฉัน... ฉัน..." หล่อนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาปี๋แล้วโพล่งออกมา "ฉันท้อง!"คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจของชัย เขายืนนิ่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่5 อากงกับแปะ

    ใช้จูงมือหลินโดยมียุ่งเดินตามลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในสวนที่มีทั้งมะพร้าวและส้มโอ ในขณะที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบไม้เหล่านั้นลงมาเป็นจุด ๆ อากาศในตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มเย็นทว่าก็ค่อนข้างอบอ้าว โชคดีที่ยังพอมีลมพัดเอื่อยให้คลายร้อนได้บ้าง"ป๊า! ในนี้จะมีร้านขายหวานเย็นด้วยเหรอ" หลินเงยหน้าถามเจ้าของมือใหญ่กว่าตน พลางกวาดตามองไปรอบสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และร่องน้ำเล็กที่มีผักตบชวาลอยอยู่ประปราย เธอไม่เห็นวี่แววของร้านค้าเลยด้วยซ้ำ"เปี๊ยก ลื้อเรียกอั๊วว่าเฮียดีไหม แม้แต่แฟนอั๊วยังไม่มีจะมีลูกตัวโตขนาดลื้อได้ยังไง" ใช้พูดเสียงห้วนด้วยความไม่ชอบใจต่อคำเรียกขานของเจ้าตัวเล็กเฮ้อ...!! หลินระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของป๊าในตอนนี้ดูสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดหมดจด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาเรียวเล็กที่ฉายแววขี้เล่นอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่ทุกอย่างกลับดูแปลกตาเมื่ออยู่บนร่างกายของเด็กหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า(นี่คือป๊าในวัยสิบสี่...) ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วในอก มันทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่จนเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status