Share

ตอนที่10 ฝัน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

รอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝัน

เด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา "

"อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจ

หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด

"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา

"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนดีขึ้นได้" หลินมองใบหน้าของหล่อนอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเอ่ยเสียงหม่น

"แต่...อาม่าคะหนูรู้สึกว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย" ใบหน้าของเธอเศร้าลงทันตา

"ช่วยได้สิ อาหมวยลื้อทำได้อยู่แล้ว จงเชื่อมั่นในตัวเองหน่อย" หญิงวัยกลางคนปลอบเสียงอ่อน

"จริงหรือคะ! ถ้าอย่างนั้นหนูจะเชื่ออาม่าและก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ" เด็กหญิงพูดออกมาด้วยความฮึกเหิมหลังได้รับความเชื่อใจอย่างไร้ข้อกังขา

"ดีมาก อาหมวยทุกอย่างมีเหตุผลของมันนะ มีบางสิ่งที่อาหมวยต้องมาเรียนรู้ หรือบางที... อาจจะต้องมาสะสางแก้ไขให้มันถูกต้อง" ท่านพูดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบศีรษะหลินอย่างอ่อนโยน

"อดีต... ปัจจุบัน... อนาคต... บางครั้งมันก็เชื่อมโยงกันอย่างที่เราคาดไม่ถึง"

หลินยังคงสับสน แต่คำพูดของอาม่าก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนพอจะมองเห็นแสงสว่างรำไรขึ้นมาบ้าง แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม

"จำไว้นะอาหมวย..." เสียงของอาม่าเริ่มแผ่วลง ร่างของท่านเริ่มจางหายไปพร้อมกับทิวทัศน์รอบกาย

"จงเข้มแข็ง ใช้สติปัญญา สังเกตและเรียนรู้... แล้วหลานจะเข้าใจทุกอย่างเองรวมถึงสิ่งนั้นที่อาม่าให้ไว้ หลานจงใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุดล่ะ" มือของหญิงวัยกลางคนจับไปที่ถุงแดงปักลวดลายตัวอักษรสีทองมงคลที่ให้หลินห้อยคอเอาไว้ก่อนหน้า

ภาพสุดท้ายคือรอยยิ้มอันอ่อนโยนของอาม่า ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง หลินสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเสื่อผืนเดิม เหงื่อซึมหน้าผาก หัวใจเต้นแรง ความรู้สึกจากความฝันยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นจริง

มือของเธอเผลอจับถุงผ้าสีแดงขนาดเล็กเท่าฝ่ามือของตนพลางครุ่นคิดถึงคำพูดของอาม่าคนนั้น คนที่เธอเคยเห็นแต่ในความฝันทว่าเธอรู้ดีว่าหญิงวัยกลางคนมีความรักและเอ็นดูตัวเองอย่างแท้จริง

"หากถุงนี้เป็นเหมือนกระเป๋าของโดราเอมอนก็ดีนะสิ" หลินคิดอย่างเหลวไหลทว่าด้วยความอยากลองระคนอยากรู้อยากเห็นหลินจึงได้เอามือของตนเปิดปากถุงออก

"ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" ในถุงนั้นว่างเปล่าอีกทั้งดูเหมือนว่าจะค่อนข้างลึกเพราะเธอมองไปไม่เห็นก้นถุงด้านล่าง ทว่าหลินก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างเคี้ยงอาม่าในยุคนี้ต่อไป

หลินยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงฝัน จนกระทั่งเสียงบางอย่างดังมาจากด้านล่างปลุกเธอให้เริ่มสึกตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงดาวริบหรี่กับเงาของดวงจันทร์ที่กำลังจะเริ่มลาลับเพียงเท่านั้น อากาศยามเช้ามืดยังคงเย็นยะเยือก กลิ่นดินชื้น ๆ และกลิ่นควันไฟจาง ๆ ลอยเข้ามาแตะจมูก

กุกกัก... กุกกัก... เสียงเหมือนคนกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างดังมาจากใต้ถุนเรือน ตามมาด้วยเสียงไก่ขันเป็นระยะ จากเล้าที่อยู่ไม่ไกลและเสียงตักน้ำดังจ๋อมแจ๋มสลับกับเสียงใครบางคนไอค่อกแค่ก

นี่มัน... กี่โมงกันนะ? หลินขยับตัวอย่างงัวเงีย รู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อยจากการนอนบนเสื่อบนพื้นกระดานแข็ง ๆ เป็นคืนแรก เธอมองไปด้านข้างก็ไม่พบอาม่าที่ควรจะนอนอยู่

"หรือเสียงที่ได้ยินจะเป็นเสียงของอาม่า" เจ้าตัวคิดก่อนจะค่อย ๆ เลิกชายมุ้งขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วมุดออกมาอย่างเงียบเชียบที่สุด สายตาเหลือบมองไปยังมุ้งหลังติดกันซึ่งยังคงมีเสียงกรนแผ่วเบาดังออกมาสม่ำเสมอ

"ต้องเป็นเสียงของป๊าแน่ ๆ เลย ยังไม่ตื่นอีก" หลินพึมพำกับตัวเองพลางยิ้มขำเล็กน้อย

เมื่อแน่ใจว่าอาม่าคงลงไปข้างล่างแล้ว และด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็กระตุ้นให้เด็กหญิงตัดสินใจตามลงไปดู เธอ  ค่อย ๆ ย่องไปที่บันไดไม้เก่าที่ทอดลงสู่ใต้ถุนบ้านพยายามไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนคนที่ยังหลับอยู่

บันไดค่อนข้างชันและมืด หลินต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการก้าวลงไปทีละขั้น กลิ่นควันไฟที่คุ้นเคยจากเมื่อครู่ลอยอบอวลชัดเจนขึ้นพร้อมกับเสียงกุกกักและเสียงสับอะไรบางอย่างดังใกล้เข้ามา

เมื่อลงมายืนบนพื้นดินใต้ถุนบ้านได้สำเร็จ ภาพที่เห็นก็ชัดเจนขึ้นกว่าตอนที่แอบมองจากข้างบน แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กให้ความสว่างเพียงริบหรี่แต่ก็พอทำให้เห็นร่างของอากงกำลังนั่งลับคมมีดพร้าอยู่กับหินลับก้อนใหญ่

เสียงเหล็กเสียดสีกับหินดังครืดคราดเป็นจังหวะ ส่วนเฮียชัยกำลังง่วนอยู่กับการมัดฟืนที่สับเตรียมไว้เป็นมัด ๆ ด้วยเชือกป่านเส้นหนา

และที่เตาอั้งโล่ขนาดเล็กมุมหนึ่งเคี้ยงก็กำลังนั่งเป่าลมให้ไฟในเตาลุกโชนขึ้น ควันสีขาวลอยคละคลุ้งขึ้นไปในอากาศ นางกำลังเตรียมจะหุงข้าวต้มสำหรับเป็นมื้อเช้า

ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ในความสลัวของยามเช้ามืด มันเป็นภาพของความขยันขันแข็งและการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดูเป็นปกติธรรมดาของครอบครัวนี้ หลินยืนมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งไม่กล้าส่งเสียงรบกวน จนกระทั่งอาม่าเป็นฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอเข้าพอดี

"อ้าว! อาหมวย" อาม่าร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ "ตื่นแล้วเหรอลูก ทำไมตื่นเช้าอย่างนี้ล่ะ จะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะ" น้ำเสียงของหล่อนยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้มีเรื่องร้ายใดเกิดขึ้น

อากงกับชัยชะงักมือเล็กน้อยหันมามองหลินแวบหนึ่ง อากงเพียงพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะก้มลงลับมีดต่อ ส่วนชัยเพียงปรายตามองแล้วหันกลับไปสนใจมัดฟืนของตัวเองเช่นเดิมโดยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ

"หนูได้ยินเสียงข้างล่างค่ะม่า เลยตื่น" หลินตอบเสียงเบา เดินเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งอยู่หน้าเตา

"มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ"

เคี้ยงยิ้มเอื้อมมือมาลูบหัวหลานสาว "ไม่มีหรอกลูก หนูไปนั่งรอตรงแคร่นู่นไป เดี๋ยวพอฟ้าสว่างกว่านี้ค่อยไปล้างหน้าล้างตากันนะ" หล่อนบอกพลางชี้ไปที่แคร่ไม้ตัวเดิมที่ชัยเคยนั่งเมื่อตอนเย็นของเมื่อวาน

หลินพยักหน้ารับเดินไปนั่งลงบนแคร่อย่างว่าง่าย สายตายังคงกวาดมองกิจกรรมยามเช้าตรู่ของทุกคนด้วยความสนใจ      นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตในอดีตที่เธอเพิ่งเคยได้สัมผัส บรรยากาศของการเตรียมพร้อมเพื่อออกไปสู้กับวันใหม่อย่างขยันขันแข็ง มันช่างแตกต่างจากตอนเช้าอันเร่งรีบในยุคของเธอเสียจริง

หลินนั่งกอดเข่าอยู่บนแคร่มองดูอากงลับมีดจนคมกริบ เฮียชัยมัดฟืนกองสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย และอาม่าที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟอย่างเงียบ ๆ แต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติราวกับเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำ ๆ มานานแสนนาน ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาอมฟ้าบ่งบอกว่ารุ่งอรุณกำลังจะมาถึงในไม่ช้า

ในขณะที่ข้าวในหม้อดินเริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่น อาม่าก็ละมือจากหน้าเตาชั่วครู่ นางเงยหน้ามองขึ้นไปยังตัวเรือนก่อนจะตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ดังจนน่าตกใจ

"อาใช้! ตี๋เล็ก! ตื่นได้แล้ว! สายแล้วนะลูก เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนไม่ทันหรอก!"

เสียงของอาม่าดังสะท้อนไปในความเงียบแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ ดังลงมาจากข้างบน มีเพียงเสียงไก่ที่ขันรับเป็นระยะ ๆ แทนคนเพียงเท่านั้น

อาม่าส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันไปจัดการกับข้าวในหม้อต่อ แต่มืออีกข้างก็ไม่ได้อยู่ว่าง หล่อนหยิบปิ่นโตเถาเล็กสีเหลืองที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาก่อนเปิดฝาออกแล้วบรรจงตักข้าวสวยร้อน ๆ ควันกรุ่นที่หุงแยกไว้ใส่ลงไปในชั้นล่างสุด

ตามด้วยไข่เจียวสดใหม่ในชั้นถัดมาจัดเรียงอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ นี่คืออาหารที่เธอเตรียมไว้สำหรับใส่บาตรพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านหน้าปากซอยบ้านในตอนเช้า เป็นกิจวัตรที่หล่อนทำเป็นประจำนับตั้งแต่มาปักหลักอยู่ที่เมืองไทยแห่งนี้

หลินมองการกระทำของอาม่าด้วยความสนใจ การเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตอย่างประณีตเพื่อนำไปถวายพระเป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตประจำวันของครอบครัวในอนาคต มันเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ที่ผสมผสานอยู่ในครอบครัวผู้อพยพชาวจีนครอบครัวนี้แม้ว่ากับข้าวจะเป็นเพียงแค่ไข่เจียวก็ตาม

"อาใช้! ได้ยินม๊าเรียกไหม!" อาม่าตะโกนเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังและเข้มขึ้นกว่าเดิม "ถ้ายังไม่ตื่น ม๊าจะเอาน้ำขึ้นไปสาดแล้วนะ!"

เสียงของอาม่าดังพอที่จะทำให้หลินอมยิ้ม ขณะเดียวกันก็รอคอยดูว่าป๊าของเธอในวัยเด็กจะยอมตื่นลงมาเมื่อไหร่ บรรยากาศยามเช้าตรู่ที่เคยเงียบสงบเริ่มมีสีสันของชีวิตชีวาเพิ่มมากขึ้นทีละน้อยพร้อมกับแสงเงินแสงทองที่เริ่มจับขอบฟ้า

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่9 ความอึดอัด

    เมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายแต่ปัญหายังคงอยู่ หลินจึงขยับเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งหน้าเศร้าด้วยความเห็นใจ "อา ม่าคะ..." เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา"หนูขอถามตามตรงได้ไหมคะ ที่บ้านเราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างรึเปล่าคะ หนูรู้มาว่าอากงกับอาม่าก็ขยันทำงาน เฮียชัยเองก็ช่วยทำงานมาตลอด ก็น่าจะพอมีเก็บอยู่บ้างใช่ไหมคะ"เคี้ยงมองหน้าหลานสาวอย่างชั่งใจครู่หนึ่งแม้จะกังขากับคำว่าพอรู้มาบ้างของเธอ กระนั้นด้วยไม่มีอารมณ์ซักถามให้มากความเธอจึงได้ปล่อยผ่าน ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ"มีสิลูก..." นางตอบเสียงแผ่ว "ตั้งแต่กงกับม่าอพยพมาจากเมืองจีน เราก็ทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอด ตอนนี้... ก็พอมีอยู่ประมาณสองพันบาท"หลินตาโตเนื่องจากต้องรู้ว่ายุคนี้เงินสองพันนั้นถือว่าไม่น้อยเลยพวกเขาต้องประหยัดกันมากขนาดไหนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้"แล้วก็มี... ทองคำกับหยกที่ติดตัวมาจากเมืองจีนอยู่นิดหน่อย ม่าเก็บซ่อนไว้อย่างดี" อาม่าพูดต่อ "เงินกับของพวกนี้ทั้งหมดน่ะ ม่ากับกงตั้งใจเก็บเอาไว้ซื้อที่ดินผืนเล็กสักผืนเพื่อทำสวน ปลูกบ้านดี ๆ ของเราเอง จะได้ไม่ต้องอาศัยบ้านเถ้าแก่เม้งอยู่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่7 ขอแยกบ้าน

    ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิงม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัวในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อยมันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่10 ฝัน

    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งรอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝันเด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา ""อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจหญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเป

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่6 ปรับตัว

    ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามากแผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัดเมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกั

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่8 ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนได้ทั้งหมด

    "ใช่เสียงของจำปีหรือเปล่า" เคี้ยงพูดออกมาโดยไม่เจาะจงว่าหล่อนถามใคร"ใช่ครับ อั๊วขอไปดูก่อน" ชัยตอบพลางลุกจากพื้นชายหนุ่มเดินเร็ว ๆ ออกไปยังชานตรงบันไดเรือน ที่นั่น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นสีเดียวกันยืนรออยู่จริงด้วยท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแสงสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของจำปีไม่ถนัดนัก แต่พอชัยเดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนรักนั้นซีดเผือด ดวงตาฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่ตรงหน้าตัก"จำปี... มีอะไรรึ มาถึงนี่" ชัยถามเสียงเบาพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหลังจากเพิ่งมีปากเสียงกับพ่อเรื่องของหล่อนไปหมาด ๆจำปีเงยหน้าขึ้นสบตาของเขา แววตาของหล่อนสั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนคนรักให้เดินลงบันไดไปสองสามขั้น เพื่อให้พ้นจากสายตาของคนที่อยู่ในตัวเรือนซึ่งอาจจะมองออกมา"เฮีย..." จำปีเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด "ฉัน... ฉัน..." หล่อนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาปี๋แล้วโพล่งออกมา "ฉันท้อง!"คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจของชัย เขายืนนิ่

  • OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ14    ตอนที่5 อากงกับแปะ

    ใช้จูงมือหลินโดยมียุ่งเดินตามลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในสวนที่มีทั้งมะพร้าวและส้มโอ ในขณะที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบไม้เหล่านั้นลงมาเป็นจุด ๆ อากาศในตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มเย็นทว่าก็ค่อนข้างอบอ้าว โชคดีที่ยังพอมีลมพัดเอื่อยให้คลายร้อนได้บ้าง"ป๊า! ในนี้จะมีร้านขายหวานเย็นด้วยเหรอ" หลินเงยหน้าถามเจ้าของมือใหญ่กว่าตน พลางกวาดตามองไปรอบสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และร่องน้ำเล็กที่มีผักตบชวาลอยอยู่ประปราย เธอไม่เห็นวี่แววของร้านค้าเลยด้วยซ้ำ"เปี๊ยก ลื้อเรียกอั๊วว่าเฮียดีไหม แม้แต่แฟนอั๊วยังไม่มีจะมีลูกตัวโตขนาดลื้อได้ยังไง" ใช้พูดเสียงห้วนด้วยความไม่ชอบใจต่อคำเรียกขานของเจ้าตัวเล็กเฮ้อ...!! หลินระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของป๊าในตอนนี้ดูสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดหมดจด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาเรียวเล็กที่ฉายแววขี้เล่นอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่ทุกอย่างกลับดูแปลกตาเมื่ออยู่บนร่างกายของเด็กหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า(นี่คือป๊าในวัยสิบสี่...) ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วในอก มันทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่จนเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status