ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิง
ม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัว
ในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อย
มันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น
“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยน
หลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล่นไล่จากเท้าขึ้นมาถึงแผ่นหลังทำเอาสะดุ้งเล็กน้อย แต่แล้วความสดชื่นก็เข้ามาแทนที่จนเธอหลุดยิ้มออกมา
“มานี่ มาใกล้ ๆ ม่า” อาม่าดึงมือหลานสาวให้มายืนเคียงข้าง ให้น้ำในคลองตรงขั้นบันไดลึกถึงอกของเด็กหญิงพอดี “ค่อย ๆ ตักน้ำราดตัวนะ ทำแบบนี้” เสียงนุ่ม ๆ ของอาม่าพร้อมการสาธิตตักน้ำราดลงไหล่อย่างแช่มช้า
หลินรับขันมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วลองตักน้ำราดบ่าตัวเองดูบ้าง แม้จะรู้ว่าน้ำคลองไม่สะอาดเท่าน้ำประปาแต่มันกลับให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติอย่างบอกไม่ถูก มีกลิ่นดินกลิ่นไม้ผสมผสานกับความเย็นยามลมพัด
ในขณะที่เธอกำลังตั้งใจอาบน้ำอยู่นั้น เสียงน้ำกระจายตูมใหญ่จากฝั่งตรงข้ามทำให้หลินเงยหน้าขึ้นทันที ภาพเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันกับเธอบ้างตัวเปล่าเปลือย บ้างสวมกางเกงขาสั้นตัวเก่าวิ่งกระโดดจากท่าน้ำไม้สูง ๆ ลงคลอง แข่งกันดำผุดดำว่ายในน้ำที่เริ่มมืดลงด้วยแสงตะวันสุดท้ายก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักดังไปทั่ว
สายตาหลินติดอยู่ที่ภาพนั้นอย่างลืมตัว สำหรับเธอการอาบน้ำในคลองร่วมกับคนทั้งชุมชนอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นและได้ทำมาก่อน แต่ที่นี่... มันคือเรื่องธรรมดาในวิถีชีวิตของผู้คน
ไม่นานความเขินอายที่เคยมีเริ่มละลายไปกับสายน้ำ อาม่ายังคงช่วยเธออาบน้ำอย่างใจเย็นไม่ใส่ใจเสียงโหวกเหวกจากอีกฝั่งคลอง หลินจึงได้แต่ยืนให้ม่าช่วยถูสบู่และราดน้ำให้ เธอรู้สึกทั้งอบอุ่นและปลอดภัยในคราวเดียว
เสียงจ๋อมแจ๋มของน้ำที่เธอตักเล่นผสมกับเสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำที่เริ่มร้องรับแสงดาวเป็นบรรยากาศที่ทั้งเรียบง่ายและงดงามในแบบที่หลินไม่เคยสัมผัส
หลังจากอาบน้ำจนสะอาดสะอ้านอาม่าก็จูงหลานสาวขึ้นจากน้ำมายังท่าน้ำด้านบน ลมเย็นปะทะตัวเปียก ๆ ของหลินจนขนลุกชัน
“เอาละ รีบเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน เดี๋ยวจะไม่สบาย” อาม่าพูดพลางส่งผ้าขนหนูเก่าแต่หอมแดดให้หลิน เธอรับมาพันรอบตัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ชินกับการเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงที่โล่งแจ้งแบบนี้
อาม่าเปลี่ยนชุดอย่างคล่องแคล่ว หลินมองแล้วก็พยายามเลียนแบบแต่ก็ไม่วายเก้ ๆ กัง ๆ จนอาม่าต้องเข้ามาช่วยจัดการให้ เสื้อคอกลมผ้าป่านตัวบางกับกางเกงขาสั้นซึ่งหลินคิดว่าน่าจะเป็นกางเกงตัวเก่าของป๊าตัวเองให้ความรู้สึกสบายตัวอย่างประหลาด
เมื่อแต่งตัวเสร็จลมเย็นที่เคยหนาวก็กลายเป็นสายลมอุ่น ที่พัดเอาความเหนื่อยล้าออกไป หลินเดินตามอาม่ากลับขึ้นบ้านที่มีแสงไฟสีส้มสลัวส่องลอดบานหน้าต่างออกมาดูอบอุ่นราวตักของใครบางคน
ภายในบ้าน เฮียชัยกับใช้อาบน้ำเสร็จแล้ว ทั้งสองนั่งเป่าลมไล่ยุงอยู่ข้างอากงที่กำลังสูบยาเส้นกลิ่นฉุนจางอยู่เงียบ ๆ ในเวลานั้นเองเสียงท้องของหลินร้องดังขึ้นท่ามกลางความสงบ เธอสะดุ้งรีบยกมือกุมท้องใบหน้าเห่อร้อนด้วยความอายอย่างช่วยไม่ได้ อาม่าหันขวับมามองก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“อ้าว ท้องร้องเสียงดังเชียว หิวแล้วล่ะสิเรา”
แต่เจ้าตัวแสบอย่างใช้กลับหัวเราะลั่น “โห เปี๊ยก! ท้องลื้อร้องอย่างกับกบแน่ะ กินหวานเย็นไปตั้งเยอะยังไม่อิ่มอีกเหรอ!”
“อาตี๋!” อาม่าปรามลูกชายเสียงเรียบแต่อ่อนโยน ก่อนจะลูบหัวหลานสาวเบา ๆ อย่างปลอบใจ
“หิวก็ไม่เป็นไรลูก ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มากินข้าวกันเถอะ ว่าแต่เฮียจะไม่ไปอาบน้ำก่อนเหรอ?” อาม่าหันไปถามอากงที่เพิ่งโยนมวนยาเส้นลงข้างบ้านโดยมีหลินมองตามพลางคิดว่ามันจะไม่ไปไหม้อะไรใช่ไหม
“กินก่อนก็ได้ เดี๋ยวอั๊วค่อยไปอาบ อาบดึกหน่อยจะได้นอนสบาย” อากงตอบเนิบช้าพร้อมลมหายใจที่พ่นออกมาโดยยังมีกลิ่นควันของยาเส้นติดอยู่
พออากงว่าอย่างนั้นใช้ก็รีบยกถาดกับข้าวมาวางกลางบ้าน ชัยลุกไปยกหม้อข้าวต้ม ส่วนหลินก็มองซ้ายขวา มือไม้พันกันเพราะไม่รู้ควรช่วยอะไร
“อาหมวยลื้อมาช่วยยกถ้วยกับม่าเถอะลูก” เสียงอาม่าเรียกทำให้หลินรีบพยักหน้าก่อนจะเดินตรงไปหาอย่างเต็มใจ
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบถาดกับข้าวที่วางอยู่บนเสื่อกลางพื้นบ้าน มีข้าวต้มร้อน ๆ ในชามของแต่ละคน กับข้าวมีเพียงไข่เจียวที่เพิ่งทอดเมื่อตอนเย็นกับผัดผักกวางตุ้งง่าย ๆ แม้จะเป็นมื้ออาหารที่แสนธรรมดาแต่การได้นั่งกินพร้อมหน้ากันก็ทำให้หลินรู้สึกอบอุ่น เสียงช้อนสังกะสีกระทบกับชามกระเบื้องกอปรกับเสียงเคี้ยวข้าวแผ่วเบาทำให้หลินรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ก็ไม่เลว
หลินตักข้าวต้มคำเล็ก ๆ เข้าปากมองดูทุกคนสลับกันไปมา อากงกินข้าวต้มโดยใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปาก ส่วนอาม่าคอยตักกับข้าวให้ทุกคน
ทางด้านใช้ก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะความหิวหรืออาจจะเพราะไม่อยากอยู่ในความเงียบ เฮียชัยเองก็กินน้อยลงดูเหมือนมีเรื่องให้ครุ่นคิดตลอดเวลา
และแล้วในจังหวะที่หลายคนกำลังตักข้าวต้มคำต่อไปนั่นเอง ชัยก็วางช้อนลงข้างชาม เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อและแม่สลับกันก่อนจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"ป๊า ม๊า... เรื่องที่อั๊วบอกเมื่อสองวันก่อน ป๊าม๊าจะว่ายังไงทางนั้นกำลังรอคำตอบอยู่" คำพูดนี้ทำให้ทุกคนในวงข้าวมองเขาเป็นทางเดียว
เสียงช้อนกระทบชามเงียบกริบลงทันทีเช่นกัน ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก อากงเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้มดวงตาที่เคยเรียบเฉยเมื่อครู่ฉายแววขุ่นมัวขึ้น
ด้านอาม่าเคี้ยงมือที่กำลังจะตักกับข้าวให้หลินก็ชะงักค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ส่วนใช้ทำตาโตมองพี่ชายสลับกับพ่อเหมือนรอว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป
หลินเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไปกลายเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและน่าอึดอัด เด็กหญิงกลืนข้าวต้มในปากลงคออย่างยากลำบากไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน เจ้าตัวเล็กคิดพลางมองทุกคนสลับกันไปมา
"ป๊าก็รู้ว่าเพราะอะไร" ชัยพูดต่อเสียงเบาลงเล็กน้อย แต่ยังคงหนักแน่นถึงการตัดสินใจของตน
"พ่อของจำปี... เขาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เขาอยากให้อั๊วไปช่วยงานที่บ้าน... หลังแต่งงาน อั๊วเองก็ไม่มีทางเลือกป๊าก็รู้อั๊วกับจำปีรักกัน อีกอย่างนี่ก็เป็นโชคดีของอั๊วแล้วที่อียอมแต่งด้วย"
คำพูดต่อมาของชัยจึงทำให้หลินรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าแปะกำลังจะขอแยกออกไปอยู่ที่อื่น ซึ่งแปะคงยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพ่อของอึ้มนั้นไม่ได้เป็นผู้รับเหมาแต่ว่าเป็นแค่คนงานก่อสร้างธรรมดา และที่ต้องการเอาแปะไปอยู่ด้วยก็เพื่อต้องการแรงงานฟรี เราจะบอกเรื่องนี้ออกไปดีไหมนะ ท่าทางครุ่นคิดของเด็กหญิงหาได้รอดพ้นสายตาของป๊าในร่างของเด็กอายุสิบสี่
"เปี๊ยกลื้อกำลังคิดอะไร" ใช้กระซิบถามเสียงเบาอย่างระมัดระวัง
ทว่าหลินยังไม่ทันได้ตอบชานบันไดหน้าเรือนก็มีเสียงหวานใสของคนผู้หนึ่งดังขึ้นเสียก่อน
"พี่ชัย อยู่ไหมจ๊ะ"
เมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายแต่ปัญหายังคงอยู่ หลินจึงขยับเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งหน้าเศร้าด้วยความเห็นใจ "อา ม่าคะ..." เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา"หนูขอถามตามตรงได้ไหมคะ ที่บ้านเราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างรึเปล่าคะ หนูรู้มาว่าอากงกับอาม่าก็ขยันทำงาน เฮียชัยเองก็ช่วยทำงานมาตลอด ก็น่าจะพอมีเก็บอยู่บ้างใช่ไหมคะ"เคี้ยงมองหน้าหลานสาวอย่างชั่งใจครู่หนึ่งแม้จะกังขากับคำว่าพอรู้มาบ้างของเธอ กระนั้นด้วยไม่มีอารมณ์ซักถามให้มากความเธอจึงได้ปล่อยผ่าน ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ"มีสิลูก..." นางตอบเสียงแผ่ว "ตั้งแต่กงกับม่าอพยพมาจากเมืองจีน เราก็ทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอด ตอนนี้... ก็พอมีอยู่ประมาณสองพันบาท"หลินตาโตเนื่องจากต้องรู้ว่ายุคนี้เงินสองพันนั้นถือว่าไม่น้อยเลยพวกเขาต้องประหยัดกันมากขนาดไหนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้"แล้วก็มี... ทองคำกับหยกที่ติดตัวมาจากเมืองจีนอยู่นิดหน่อย ม่าเก็บซ่อนไว้อย่างดี" อาม่าพูดต่อ "เงินกับของพวกนี้ทั้งหมดน่ะ ม่ากับกงตั้งใจเก็บเอาไว้ซื้อที่ดินผืนเล็กสักผืนเพื่อทำสวน ปลูกบ้านดี ๆ ของเราเอง จะได้ไม่ต้องอาศัยบ้านเถ้าแก่เม้งอยู่
ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิงม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัวในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อยมันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งรอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝันเด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา ""อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจหญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเป
ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามากแผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัดเมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกั
"ใช่เสียงของจำปีหรือเปล่า" เคี้ยงพูดออกมาโดยไม่เจาะจงว่าหล่อนถามใคร"ใช่ครับ อั๊วขอไปดูก่อน" ชัยตอบพลางลุกจากพื้นชายหนุ่มเดินเร็ว ๆ ออกไปยังชานตรงบันไดเรือน ที่นั่น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นสีเดียวกันยืนรออยู่จริงด้วยท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแสงสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของจำปีไม่ถนัดนัก แต่พอชัยเดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนรักนั้นซีดเผือด ดวงตาฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่ตรงหน้าตัก"จำปี... มีอะไรรึ มาถึงนี่" ชัยถามเสียงเบาพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหลังจากเพิ่งมีปากเสียงกับพ่อเรื่องของหล่อนไปหมาด ๆจำปีเงยหน้าขึ้นสบตาของเขา แววตาของหล่อนสั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนคนรักให้เดินลงบันไดไปสองสามขั้น เพื่อให้พ้นจากสายตาของคนที่อยู่ในตัวเรือนซึ่งอาจจะมองออกมา"เฮีย..." จำปีเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด "ฉัน... ฉัน..." หล่อนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาปี๋แล้วโพล่งออกมา "ฉันท้อง!"คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจของชัย เขายืนนิ่
ใช้จูงมือหลินโดยมียุ่งเดินตามลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในสวนที่มีทั้งมะพร้าวและส้มโอ ในขณะที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบไม้เหล่านั้นลงมาเป็นจุด ๆ อากาศในตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มเย็นทว่าก็ค่อนข้างอบอ้าว โชคดีที่ยังพอมีลมพัดเอื่อยให้คลายร้อนได้บ้าง"ป๊า! ในนี้จะมีร้านขายหวานเย็นด้วยเหรอ" หลินเงยหน้าถามเจ้าของมือใหญ่กว่าตน พลางกวาดตามองไปรอบสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และร่องน้ำเล็กที่มีผักตบชวาลอยอยู่ประปราย เธอไม่เห็นวี่แววของร้านค้าเลยด้วยซ้ำ"เปี๊ยก ลื้อเรียกอั๊วว่าเฮียดีไหม แม้แต่แฟนอั๊วยังไม่มีจะมีลูกตัวโตขนาดลื้อได้ยังไง" ใช้พูดเสียงห้วนด้วยความไม่ชอบใจต่อคำเรียกขานของเจ้าตัวเล็กเฮ้อ...!! หลินระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของป๊าในตอนนี้ดูสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดหมดจด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาเรียวเล็กที่ฉายแววขี้เล่นอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่ทุกอย่างกลับดูแปลกตาเมื่ออยู่บนร่างกายของเด็กหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า(นี่คือป๊าในวัยสิบสี่...) ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วในอก มันทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่จนเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกข