ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า
พวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามาก
แผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัด
เมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง
"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น
"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกันซึ่งสูงกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด คนที่ถูกเรียกว่าเฮียมีใบหน้าคมเข้มคล้ายผู้เป็นพ่อทว่าดูเคร่งขรึมกว่า มองน้องชายด้วยแววตาเรียบเฉยแต่ไม่ได้ดูเย็นชาแต่อย่างใด
เสื้อกุยเฮงที่เขาสวมก็มีสภาพไม่ต่างจากของผู้เป็นพ่อ เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่คล้ำแดดเช่นกัน ตอนนั้นเองที่หลินกับยุ่งเดินตามมาทันพอดี ใช้รีบหันมาคว้าข้อมือหลินอีกครั้งดึงเธอให้มายืนด้านข้างอย่างปกป้อง
"ป๊า! เฮีย! นี่หลิน" ใช้แนะนำเสียงดังฟังชัด
หลินเงยหน้าสบตากับชายสองคนตรงหน้าอีกครั้ง หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ชายผู้เป็นอากงมองมาที่เธออย่างพิจารณา สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่แววตานั้นไม่ได้ดุร้ายนักออกจะเอ็นดูด้วยซ้ำ
ส่วนแปะเฮียของป๊าทำเพียงปรายตามองเธอนิ่งก่อนจะหันไปสนใจทางอื่น ทั้งนี้เป็นเพราะแม้ว่าเขาจะรู้มาจากแม่แล้วว่าวันนี้จะมีญาติผู้น้องมาอยู่ด้วยถึงกระนั้นจากสภาพครอบครัวของตนเขาก็ไม่อยากจะรับใครเข้ามา
(เฮ้อ! ดูเหมือนแปะจะไม่ค่อยต้อนรับเราเลยแฮะ) เจ้าตัวเล็กคิดก่อนจะย่อตัวและพนมมือเอ่ยทักคนทั้งคู่อย่างน่ารัก
"สวัสดีค่ะ อากง อาแปะ" คำเรียกของหลินทำให้คิ้วของชายหนุ่มผู้เป็นอาแปะดูจะไม่พอใจเท่าที่ควร
"เรียกเฮียสิ เปี๊ยก" ใช้รีบกระซิบแก้ข้างหูหลินเบา ๆ แต่ก็ดังพอให้ทุกคนได้ยิน ชัยเพียงปรายตามองน้องชายแวบหนึ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเพิ่มเติม
อากงพยักหน้ารับคำทักทายของหลิน "เออ ๆ ดีแล้ว เรียกอั๊วว่าอากงนั่นแหละ ส่วนนี่ก็เฮียชัย พี่ใหญ่ของใช้เขา" อากงช่วยแนะนำซ้ำให้ชัดเจนขึ้น สายตาที่มองหลินยังคงแฝงความเอ็นดู
"ค่ะ เฮียชัย" เด็กหญิงรีบส่งยิ้มเพื่อหวังผูกมิตร
เมื่อเห็นท่าทางนิ่งเฉยของบุตรชายคนโต "เอาละ เข้าบ้านกันเถอะ มืดค่ำแล้ว" อากงก็พูดตัดบทเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กคิดมาก ก่อนจะออกตัวเดินนำ ทุกคนจึงเดินตามกันไปเป็นกลุ่มอยาง เงียบ ๆ
บรรยากาศระหว่างทางดูจะอึดอัดกว่าขามาเล็กน้อย หลินสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดบางอย่างที่มองไม่เห็นลอยอวลอยู่ในอากาศรอบตัว โดยเฉพาะจากชัยที่เดินเงียบขรึมอยู่ข้างอากงคล้ายมีเรื่องในใจ
และก่อนจะถึงบ้านพักของพวกเขาที่เถ้าแก่เม้งยกให้อาศัยอยู่ชั่วคราว ยุ่งก็ปล่อยมือหลินออกอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะวิ่งเข้าไปในเขตบ้านของตนซึ่งประตูบ้านได้เปิดอ้าอยู่
ถัดมาจากบ้านของยุ่งก็คือบ้านไม้ยกพื้นสูงหลังคามุงสังกะสีที่ดูเก่าถึงกระนั้นก็ดูแข็งแรงพอสมควร เมื่อเข้ามาด้านในซึ่งมีแสงไฟจากตะเกียงและหลอดไฟสีส้มนวลให้ความสว่างเพียงสลัว
หลินก็เห็นอาม่าในวัยสาวกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในส่วนที่เป็นเหมือนครัวเปิดโล่งติดกับชานบ้าน กลิ่นหอมของข้าวสวยกับไข่เจียวลอยมาแตะจมูก
"ม่าจ๋า หนูกลับมาแล้วจ้า..." เด็กหญิงวิ่งเข้าไปเกาะแขนอาม่าที่กำลังหั่นผักอยู่บนเขียงไม้เตี้ย ๆ พลางส่งเสียงเจื้อยแจ้ว "ม่าจ๋า...ให้หนูช่วยนะจ๊ะ"
อาม่าในวัยสาวยิ้มกว้างอย่างเอ็นดู มองใบหน้าเล็ก ๆ ที่เงยขึ้นมาสบตาอย่างกระตือรือร้น
"โอ้โห ขยันจังเลยนะเราน่ะ มานั่งนี่แหละไม่ต้องช่วยหรอก เดี๋ยวมีดบาดมือเอาจะลำบาก" เคี้ยงพูดพลางใช้หลังมือลูบแก้มใสของหลินแผ่วเบา แม้เธอจะกล่าวปฏิเสธแต่น้ำเสียงนั้นล้วนเต็มไปด้วยความเมตตา
หลินทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยแต่ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี แล้วก็ได้นั่งจุ้มปุ๊กลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยมองอาม่าทำงานต่อตาแป๋วขณะเดียวกันชัยที่ยืนเงียบอยู่นานก็ขยับตัว เขาไม่ได้มองมาทางหลินหรือใครเป็นพิเศษเพียงแต่พูดขึ้นลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ม๊า อั๋วไปอาบน้ำที่คลองก่อนนะ" ว่าแล้วก็เดินเลี่ยงออกไปทางหลังบ้านที่เป็นทางลงคลองทันทีไม่รอให้ใครตอบ ส่วนใช้ที่ยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลเห็นท่าทางประจบประแจงของหลินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากเล็กน้อย ส่งเสียงจึ๊เบา ๆ อย่างหมั่นไส้ (ทำมาเป็นเด็กดีไปได้ เปี๊ยกเอ๊ย...)
แต่ท่าทางนั้นไม่รอดพ้นสายตาของป๊าที่นั่งมองพลางสูบยาเส้นดูอยู่นานแล้ว ก่อนที่เสียงเข้ม ๆ ดุกว่าตอนคุยกับหลินดังขึ้น
"อาตี๋เล็ก ลื้อยืนทำหน้าเมื่อยอะไรอยู่ตรงนั้น! เย็นป่านนี้แล้วยังไม่ไปเปลี่ยนชุดนักเรียนอีก มัวแต่เถลไถล ดูสิน้องเพิ่งมาถึงยังรู้จักถามไถ่ช่วยงาน แล้วลื้อล่ะ!"
ใช้สะดุ้งเล็กน้อยหันไปมองผู้เป็นพ่อทำหน้ายู่เหมือนจะเถียงแต่ก็ไม่กล้า
"ไปเลย!" อากงชี้มือไปทางหลังบ้าน "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ แล้วลงไปอาบน้ำอาบท่าที่คลองนู่นไป๊!"
"คร้าบ ๆ ๆ" ใช้ลากเสียงยาวอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เดินกระทืบเท้าปึงปังขึ้นบันไดเรือนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะเดินตามหลังพี่ชายไปยังคลองหลังบ้าน ทิ้งให้หลินนั่งยิ้มแป้นอยู่กับอาม่าในครัวเพียงลำพังกับอากงที่กลับไปสนใจยาเส้นในมือต่อ
ส่วนหลินก็มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อไป ซึ่งเธอเองก็เริ่มรู้สึกคันเนื้อคันตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
"อาหมวย ลื้ออยากอาบน้ำหรือลูก" เคี้ยงถามหลานสาวผู้มาจากแดนไกลตามที่เจี่ยเจี่ยพูดให้ฟังในฝัน
"ค่ะม่า ที่นี่มีห้องน้ำไหมคะ" เธอถามพลางมองซ้ายขวา เพื่อหาสิ่งที่ต้องการ
เคี้ยงหัวเราะอย่างเอ็นดูให้กับท่าทางของหลานสาวคนใหม่ นางวางมือจากการหั่นผักชั่วครู่แล้วหันมาตอบด้วยรอยยิ้มใจดี
"ห้องน้ำอย่างในเมืองที่เอาไว้อาบน้ำน่ะที่นี่ไม่มีหรอกอาหมวย" นางพูดพลางส่ายหน้า
หลินทำตาโตเอียงคอเล็กน้อย "แล้ว...แล้วอาบน้ำที่ไหนคะ"
"นู่นไงลูก" เคี้ยงชี้นิ้วไปทางหลังบ้านที่มืดสลัวลงทุกขณะ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ชัยและใช้เพิ่งเดินไป
"เห็นคลองหลังบ้านเราไหม ที่นี่น่ะ ทั้งผู้ใหญ่เด็กผู้ชายผู้หญิง เราก็อาบน้ำซักผ้ากันที่คลองนั่นแหละ เย็นสบายชื่นใจดีออก" น้ำเสียงของเธอบ่งบอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวัน
หลินเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม ภาพการอาบน้ำในคลองเปิดโล่งดูจะเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าประหลาดใจสำหรับเด็กหญิงที่มาจากอีกยุคสมัย
แต่เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติของอาม่าและนึกถึงความรู้สึกเหนียวตัวไม่สบายตัวของตนเอง เธอก็พยักหน้ารับอย่างจำใจ
"อ๋อ...ค่ะ"
"หนูอยากอาบแล้วใช่ไหม" อาม่าถามอย่างรู้ทัน "รอม่าเก็บของในครัวนี่ก่อนนะ เดี๋ยวเตรียมผ้าถุงเตรียมสบู่ แล้วม่าจะพาลงไปอาบที่ท่าน้ำเอง ปล่อยให้ลงไปคนเดียวไม่ได้หรอกเดี๋ยวลื่นตกคลองไปจะยุ่ง" เคี้ยงพูดพลางหันกลับไปจัดการกับข้าวในครัวต่อแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมายิ้มให้หลานสาวอีกครั้ง
หลินมองตามแผ่นหลังของอาม่า ความคิดในหัวตีกันยุ่งการอาบน้ำในคลอง... มันคงจะแตกต่างจากการอาบในห้องน้ำมีฝักบัวที่เธอคุ้นเคยมาก
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยกับประสบการณ์ใหม่ที่กำลังจะมาถึงในโลกใบเก่าใบนี้ที่เธอจะต้องพยายามปรับตัวเข้ากับมันให้ได้
เมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายแต่ปัญหายังคงอยู่ หลินจึงขยับเข้าไปใกล้อาม่าที่นั่งหน้าเศร้าด้วยความเห็นใจ "อา ม่าคะ..." เธอเอ่ยเรียกเสียงเบา"หนูขอถามตามตรงได้ไหมคะ ที่บ้านเราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างรึเปล่าคะ หนูรู้มาว่าอากงกับอาม่าก็ขยันทำงาน เฮียชัยเองก็ช่วยทำงานมาตลอด ก็น่าจะพอมีเก็บอยู่บ้างใช่ไหมคะ"เคี้ยงมองหน้าหลานสาวอย่างชั่งใจครู่หนึ่งแม้จะกังขากับคำว่าพอรู้มาบ้างของเธอ กระนั้นด้วยไม่มีอารมณ์ซักถามให้มากความเธอจึงได้ปล่อยผ่าน ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ"มีสิลูก..." นางตอบเสียงแผ่ว "ตั้งแต่กงกับม่าอพยพมาจากเมืองจีน เราก็ทำงานเก็บหอมรอมริบมาตลอด ตอนนี้... ก็พอมีอยู่ประมาณสองพันบาท"หลินตาโตเนื่องจากต้องรู้ว่ายุคนี้เงินสองพันนั้นถือว่าไม่น้อยเลยพวกเขาต้องประหยัดกันมากขนาดไหนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้"แล้วก็มี... ทองคำกับหยกที่ติดตัวมาจากเมืองจีนอยู่นิดหน่อย ม่าเก็บซ่อนไว้อย่างดี" อาม่าพูดต่อ "เงินกับของพวกนี้ทั้งหมดน่ะ ม่ากับกงตั้งใจเก็บเอาไว้ซื้อที่ดินผืนเล็กสักผืนเพื่อทำสวน ปลูกบ้านดี ๆ ของเราเอง จะได้ไม่ต้องอาศัยบ้านเถ้าแก่เม้งอยู่
ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ โรยตัวลงหลังแนวไม้ไผ่ห่างออกไปไม่ไกลท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงไล่เฉดจนเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ให้สั่นไหวแผ่วเบา เป็นความสบายที่แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิงม่าเคี้ยงเดินนำหลินลงมายังท่าน้ำหลังบ้านริมคลองสายเล็กที่ไหลเอื่อย มีเพียงแผ่นไม้ไม่กี่แผ่นปูต่อกันยื่นออกไปพอให้ยืนเหยียบได้พอดี บันไดไม้เล็ก ๆ นำทางลงสู่ผืนน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นดินเฉพาะตัวในมืออาม่ามีขันอะลูมิเนียมใบเล็กกับสบู่สมุนไพรสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมจาง ๆ แบบไทยแท้โชยออกมา หลินอยู่ในผ้าถุงลายดอกสีซีดกระโจมอกตามแบบฉบับของหญิงสาวยุคก่อนที่อาม่าเป็นคนช่วยนุ่งให้เรียบร้อยมันทั้งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น ความรู้สึกโล่ง ๆ วูบวาบที่เธอไม่เคยชินในชีวิตประจำวันที่ต้องมาอาบน้ำในที่โล่งแจ้งพลันเกิดขึ้น“ลงมาสิอาหมวย น้ำกำลังเย็นสบายเลย” เสียงอาม่าที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำระดับเอวแล้วเอ่ยเรียกพร้อมกับกวักมือส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ย่ำบันไดไม้ลงไปทีละขั้น เมื่อฝ่าเท้าแตะกับผิวน้ำความเย็นวาบแล
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มดึงสติของเด็กหญิงให้เลือนรางลง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดสนิทแต่แทนที่จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งรอบกายของหลินไม่ใช่ห้องไม้สลัว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นสวนกว้างที่ดูคุ้นตาคล้ายกับสวนที่เธอเดินผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน แต่ทว่ามันดูสวยงามและสงบสุขกว่ามาก มีแสงสีทองอ่อนสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้จักลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจริงแต่ก็รู้สึกคล้ายความฝันเด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงก่อนจะสะดุดตากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณสีอ่อนสะอาดตา ""อาม่า..." คำเรียกนั้นหลุดออกจากปากของหลินระคนดีใจหญิงวัยกลางคนส่งยิ้มกว้างให้เธอ "อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างอาหมวยน้อยของอาม่า" น้ำเสียงของท่านทุ้มนุ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด"อาม่าหมายถึงบ้านของป๊าหรือคะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยค่ะ" หลินตอบตามตรงพร้อมกับถอนหายใจออกมา"ม่ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อาหมวย ม่ารู้ว่าหนูจะเป
ยุ่งเองก็หยุดเดินมองตามใช้ไปด้วยแววตาระคนคุ้นเคยฉายชัด เขารู้ดีว่าคนที่ใช้กำลังวิ่งไปหาคือใคร ก่อนที่หลินจะก้าวเดินต่อช้า ๆ เคียงข้างยุ่ง สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก คนหนึ่งดูสูงใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนมีรูปร่างใกล้เคียงกับใช้ในตอนนี้ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขาทั้งคู่สวมเสื้อกุยเฮงแขนยาวถูกพับทบขึ้นมาเกือบถึงข้อศอก เสื้อสีเข้มที่น่าจะเป็นสีกรมท่าหรือสีดำนั้นดูซีดจางและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยด่างจากเหงื่อไคลแตกต่างจากเสื้อนักเรียนของใช้ที่ยังดูสะอาดสะอ้านกว่ามากแผ่นหลังกว้างของทั้งคู่ดูแข็งแรงสมกับเป็นคนทำงานหนัก ผิวบริเวณต้นคอและแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่พับขึ้นนั้นคล้ำแดดจัดเมื่อใช้วิ่งไปถึง ชายร่างสันทัดกว่าที่หลินเดาว่าน่าจะเป็น อากงของเธอก็หันมาพอดี ดวงตาเรียวคมภายใต้คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยมองลูกชายคนที่สอง"อ้าว อาใช้ ลื้อไปไหนมาเย็นป่านนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก" เสียงทุ้มที่ฟังดูอบอุ่นแต่แฝงความเข้มงวดเล็กน้อยดังขึ้น"ไปกินหวานเย็นร้านอาแปะมาป๊า" ใช้ตอบเสียงใสหันไปยิ้มให้พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกั
"ใช่เสียงของจำปีหรือเปล่า" เคี้ยงพูดออกมาโดยไม่เจาะจงว่าหล่อนถามใคร"ใช่ครับ อั๊วขอไปดูก่อน" ชัยตอบพลางลุกจากพื้นชายหนุ่มเดินเร็ว ๆ ออกไปยังชานตรงบันไดเรือน ที่นั่น หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นสีเดียวกันยืนรออยู่จริงด้วยท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแสงสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของจำปีไม่ถนัดนัก แต่พอชัยเดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนรักนั้นซีดเผือด ดวงตาฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นอยู่ตรงหน้าตัก"จำปี... มีอะไรรึ มาถึงนี่" ชัยถามเสียงเบาพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหลังจากเพิ่งมีปากเสียงกับพ่อเรื่องของหล่อนไปหมาด ๆจำปีเงยหน้าขึ้นสบตาของเขา แววตาของหล่อนสั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนคนรักให้เดินลงบันไดไปสองสามขั้น เพื่อให้พ้นจากสายตาของคนที่อยู่ในตัวเรือนซึ่งอาจจะมองออกมา"เฮีย..." จำปีเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด "ฉัน... ฉัน..." หล่อนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาปี๋แล้วโพล่งออกมา "ฉันท้อง!"คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจของชัย เขายืนนิ่
ใช้จูงมือหลินโดยมียุ่งเดินตามลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ในสวนที่มีทั้งมะพร้าวและส้มโอ ในขณะที่แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบไม้เหล่านั้นลงมาเป็นจุด ๆ อากาศในตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มเย็นทว่าก็ค่อนข้างอบอ้าว โชคดีที่ยังพอมีลมพัดเอื่อยให้คลายร้อนได้บ้าง"ป๊า! ในนี้จะมีร้านขายหวานเย็นด้วยเหรอ" หลินเงยหน้าถามเจ้าของมือใหญ่กว่าตน พลางกวาดตามองไปรอบสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และร่องน้ำเล็กที่มีผักตบชวาลอยอยู่ประปราย เธอไม่เห็นวี่แววของร้านค้าเลยด้วยซ้ำ"เปี๊ยก ลื้อเรียกอั๊วว่าเฮียดีไหม แม้แต่แฟนอั๊วยังไม่มีจะมีลูกตัวโตขนาดลื้อได้ยังไง" ใช้พูดเสียงห้วนด้วยความไม่ชอบใจต่อคำเรียกขานของเจ้าตัวเล็กเฮ้อ...!! หลินระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของป๊าในตอนนี้ดูสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดหมดจด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาเรียวเล็กที่ฉายแววขี้เล่นอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่ทุกอย่างกลับดูแปลกตาเมื่ออยู่บนร่างกายของเด็กหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า(นี่คือป๊าในวัยสิบสี่...) ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วในอก มันทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่จนเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกข