Share

Episode - 2

last update Tanggal publikasi: 2024-11-11 15:20:37

การเดินทางอันยาวนานถึง 10 ชั่วโมงได้สิ้นสุดลงแล้ว เครื่องบินส่วนตัวของทายาทคาร์ลอฟกำลังลงจอดบนสนามบินส่วนตัวของตระกูลคาร์ลอฟที่อยู่ติดกับสนามบินใหญ่อิงเกรเซียน มาเวอริคลงจากเครื่องทันทีที่จอดสนิทและอิวานต้องทำหน้าที่แทนฟินน์ที่ลาออกไป ตั้งแต่นำเอกสารเดินทางไปที่สนามบินใหญ่เพื่อจัดการเรื่องเข้าออกประเทศของผู้เป็นนาย จนถึงดูแลเรื่องกระเป๋าเดินทาง

‘ลาออกเพื่อลำบากฉันแท้ ๆ เลย’ อิวานขมวดคิ้วขณะนึกถึงฟินน์และงานที่เขาต้องทำแทน แต่หากกลับถึงคฤหาสน์คาร์ลอฟเมื่อไหร่ หน้าที่ของเขาก็จะสิ้นสุดลง ดังนั้น ทนอีกหน่อยแล้วกันเพื่อเงิน เพื่ออิสระ

“ยินดีต้อนรับกลับครับท่านมาเวอริค!” ชายชุดดำที่หน้าอกของสูทปักสัญลักษณ์ตระกูลเอ่ยทักทายเสียงดังฟังชัดพร้อมค้อมศีรษะเก้าสิบองศา มาเวอริคพยักหน้ารับแล้วก้าวขึ้นไปบนรถทันทีที่ประตูถูกเปิด เขามาถึงอิงเกรเซียนในช่วง 2 A.M. แต่ประเทศแห่งนี้ก็ยังไม่หลับใหลเหมือนอย่างเคย มาเวอริคเท้าศอกลงกับขอบประตูขณะมือค้ำแก้มทอดสายตาออกไปนอกรถ

“นายรู้เรื่องที่คนสนิทฉันลาออกใช่ไหม?” มาเวอริคเอ่ยถามเสียงแข็งพร้อมใช้คำว่าคนสนิทแทนที่จะเอ่ยชื่อฟินน์ออกไป

“รู้ครับ” คนขับรถพยักหน้าพร้อมให้คำตอบ เนื่องจากคนขับรถเป็นคนเก่าคนแก่ของเอดิสัน ท่าทางที่มีต่อมาเวอริคเลยเป็นเพียงความเฉยชา ซึ่งแตกต่างจากอีกคนที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ

“แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน ทำอะไรอยู่”

“ไม่ทราบครับ” สีหน้ามาเวอริคมืดลงทันทีที่ได้ยินคำตอบ น้ำเสียงแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง? บรรยากาศภายในรถค่อย ๆ หนักอึ้งเพราะอารมณ์ของทายาทคาร์ลอฟตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับภูเขาไฟที่เตรียมปะทุ เขาควรจะได้รับรู้สิว่าคนของเขามันยังอยู่ที่ขอบกรงหรือบินออกไปแล้ว แต่ความรู้สึกลึก ๆ ในใจมันร้องบอกเขาว่าฟินน์ไปแล้ว

“ประเทศไหน” มาเวอริคเปลี่ยนคำถาม

“...”

“ฉันถามว่าประเทศไหน!” ตวาดเสียงกร้าวทันทีในเมื่อเมื่อถามดี ๆ แล้วไม่ได้รับคำตอบ

“ผมบอกไม่ได้ครับเพราะนายท่านสั่งห้ามเอาไว้” รู้จริง ๆ สินะแต่คำตอบแรกกลับบอกไม่ทราบ...

“เวรจริง ๆ !” ยกเท้าถีบเข้าที่เบาะคนขับเต็มแรงอย่างหัวเสีย มือหนากำเข้าหากันแน่นก่อนจะหลับตาแล้วคิดถึงหน้าน้องชายสุดที่รัก ความหัวเสียเมื่อครู่ค่อย ๆ ถูกบรรเทาลงจนกระทั่งเขากลับมาสุขุมอีกครั้ง มาเวอริคเคาะบุหรี่ออกมาสูบแล้วนั่งเงียบจนรถเบนซ์ราคาแพงเลี้ยวเข้าเขตคฤหาสน์คาร์ลอฟ นัยน์ตาสีน้ำเงินครามปรายมองตัวคฤหาสน์ที่ยังเปิดไฟทุกดวงไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ไม่ยอมหลับไหลนี้

อิวานรีบลงจากรถอีกคันแล้วเปิดประตูให้กับผู้เป็นนายก่อนค้อมศีรษะรอจนมาเวอริคก้าวลงจากรถแล้วเดินผ่านตัวเขาเข้าไปด้านใน มาเวอริคไม่ได้จะไปทักทายใครเพราะเท้าของเขาก้าวตรงไปยังห้องนอนทันที ห้องนอนของมาเวอริคอยู่ที่ชั้นสามของคฤหาสน์ ชั้นสามแห่งความลับเพื่อกีดกันเขากับเมอร์ลิน บนชั้นสามนอกจากห้องนอนแล้วยังมีห้องสำหรับวอร์มร่างกายก่อนลงลิฟต์ไปยังห้องใต้ดินเพื่อฝึกซ้อมกับอเล็กซานเดอร์ นอกจากนั้นยังมีห้องเรียนสมัยที่ยังเยาว์วัยแยกตามประเภทไป

ปัง!

ประตูห้องนอนเปิดออกและปิดลงอย่างแรงก่อนตัวเขาจะก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อที่สวมใส่ถูกถอดทิ้งลงบนพื้นห้อง กายกำยำที่แน่นด้วยมัดกล้ามขยับไปซ้ายทีขวาทีก่อนยืนแขนยืดขาเพื่อคลายความเหนื่อยล้า จากนั้นมาเวอริคถึงเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ภายใต้ฝักบัวที่กำลังรินรดสายน้ำเย็น ๆ ลงบนใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาสีน้ำเงินครามค่อย ๆ ลืมขึ้นแล้วมองผ่านหยดน้ำเหล่านั้นไปที่เพดานห้องน้ำ

“ออกจากกรงได้คงสนุกน่าดู” เอ่ยขึ้นมาเสียงแผ่วเบาแต่แม้เสียงจะเบา ทว่า ในน้ำเสียงกลับแข็งกร้าวกว่าครั้งไหน มาเวอริคก้มหน้าลงแล้วพลับตาพร้อมเอื้อมมือปิดฝักบัว เขาจะต้องรีบเตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศที่ฟินน์ไป แต่ก่อนหน้านั้นเขาจะต้องเอาคำตอบที่ว่าฟินน์ไปประเทศไหนมาจากพ่อของเขาให้ได้ก่อน มาเวอริคสวมเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วเดินออกมาพร้อมกับกดอินเตอร์คอมให้สาวใช้นำไวน์ขึ้นมาให้

เวลาในตอนนี้คือ 2:50 A.M. แต่สาวใช้ในครัวยังไม่หยุดพัก ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นสาวใช้ชุดใหม่ที่ต้องคอยปรนนิบัติเจ้านายในช่วงกลางคืน อย่างที่บอกว่าคฤหาสน์คาร์ลอฟไม่เคยหลับใหลเหมือนกับอิงเกรเซียน แม้นายเหนือหัวจะหลับไปแล้วแต่เหล่าคนรับใช้จำต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา รอไม่ถึงห้านาทีไวน์ชั้นดีก็มาเสิร์ฟเขาถึงห้อง มาเวอริคเปิดไวน์รินใส่แก้วทรงสูงแล้วเริ่มจิบมัน

สายตาคู่คมที่ทอดมองไปตรงหน้าเริ่มรู้สึกว่าทำไมวันนี้... ทั้งที่เขาเพิ่งกลับมาแต่คฤหาสน์หลังนี้กลับสงบยังไงชอบกล...

(ก่อนหน้านี้ช่วงที่ฟินน์เริ่มเดินทาง)

เครื่องบินจากอิงเกรเซียนลงจอดที่ประเทศรันเซียหลังเดินทางมาได้ 10 ชั่วโมง ฟินน์เหยียบแผ่นดินรันเซียด้วยหัวใจที่เต้นแรง เขากังวลว่าจะเจอกับคนของคาร์ลอฟและเรื่องมันจะไปถึงหูของคนคนนั้น แต่ฟินน์หลุดออกจากรันเซียได้โดยที่ไม่พบกับคนรู้จักแม้แต่คนเดียว ระหว่างที่นั่งเครื่องจากรันเซียไปประเทศเพียร์ม่า ฟินน์ถอนหายใจด้วยความโล่งอกครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่า ในใจมันดันแอบคาดหวังอีกแล้วน่ะนะ ฟินน์หงุดหงิดตัวเองเป็นที่สุดและอยากจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนที่แอบรักหรือเปล่า?

เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม? ทั้งที่เจ็บจนเกินทน ทั้งที่ความเจ็บปวดสลักลงบนวิญญาณแต่ทำไมเศษเสี้ยวของความรู้สึกมันถึงยังคาดหวังเล็ก ๆ จากสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ทำไมล่ะ? ทำไมถึงได้ดูย้อนแย้งจนน่ารำคาญแบบนี้ ฟินน์หลับตาลงแล้วลบเรื่องน่ารำคาญที่อยู่ในหัวออกไปให้หมด อีกไม่ชั่วโมงเขาจะถึงประเทศเพียร์ม่าและหลังจากนั้นก็ต่อเครื่องจากเพียร์ม่าไปจามิล แต่คงหยุดพักสักวันเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวบ้าง

อีกไม่นานแล้วสิที่เขาจะได้เข้าสู่อ้อมกอดของแม่ แม่ที่เขาคิดถึงมากกว่าใคร

ประเทศเพียร์ม่า

ประเทศขนาดกลางที่เจริญไม่แพ้กับประเทศใหญ่ ๆ ฟินน์ตัดสินใจเปิดโรงแรมสามดาวแล้วพักเป็นเวลาหนึ่งคืน หลังจากเปิดห้องและนำสัมภาระไปไว้แล้วเขาก็ออกมาเดินเที่ยวเล่นเพื่อพักผ่อน ภูมิอากาศของประเทศนี้จัดว่าดีในระดับหนึ่ง ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไปแต่รู้สึกว่ามันพอดีจนน่าทึ่ง ผุ้คนที่นี่มีสีผมเป็นสีน้ำตาลมะฮอกกานีเป็นส่วนใหญ่รวมถึงสีตาสีน้ำตาลประกายทอง ผิวขาวดุจน้ำนมและหน้าที่มีกระเล็กน้อย

“ไฮไฮท่านแขกต่างเมือง” เด็กชายที่ดูแล้วอายุน่าจะไม่เกิน 10 ขวบเข้ามาทักทายฟินน์อย่างเป็นกันเอง ที่แขนมีตะกร้าสานคล้องอยู่และในตะกร้านั้นมีขนมปังรวมถึงดอกไม้จัดเรียงกันอย่างสวยงาม ฟินน์ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกันก่อนยิ้มกว้าง

“รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นแขกต่างเมือง?”

“สีผมที่แตกต่างและสีตาที่เป็นเอกลักษณ์ ท่านแขกต่างเมืองมาจากที่ไหนเหรอ” หนูน้อยไถ่ถามอย่างตื่นเต้น

“ผมมาจากอิงเกรเซียนน่ะ กำลังจะเดินทางไปประเทศจามิลในวันพรุ่งนี้” ฟินน์ให้คำตอบพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู เด็กคนนี้มีหน้าตาที่น่ารักมาก ๆ แต่การแต่งตัวที่ดูเก่าโทรม คงเป็นเด็กกำพร้าที่หาเงินด้วยการขายขนมปังกับดอกไม้สินะ

“ว้าว ท่านมาไกลมาก ๆ เลยนะ หนีใครเหรอ” คำถามนี้ทำฟินน์ชะงัก

“...ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

“ถ้าคนมาเที่ยวมีสีหน้าเศร้าโศกแบบนี้ก็คงจะเป็นคนที่แปลกมาก”

“...”

“ท่านแขกต่างเมืองหนีคนรักมาเหรอ”

“นี่เราเป็นเด็กจริง ๆ ใช่ไหม?” ฟินน์อดไม่ได้ที่จะถามแบบนั้น เด็กน้อยหัวเราะก่อนพยักหน้าหงึก ๆ

“อือ ก็ผมเคยเร่ร่อนมาก่อน เลยได้เห็นว่าคนบนโลกเป็นยังไงแล้วคนอย่างท่านแขกต่างเมือง ในประเทศนี้ก็มีเยอะมากเลย”

“งั้นมาเล่นเกมกันไหม? ถ้าเดาถูกว่าทำไมผมถึงหนี ผมจะเหมาทั้งตะกร้าเลย” ฟินน์พูดบอกพร้อมรอยยิ้มแต่ต่อให้ตอบผิด เขาก็ตั้งใจจะเหมาทั้งตะกร้าอยู่ดี เด็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาลุกวาวอย่างดีใจก่อนแววตานั้นจะค่อย ๆ ทอแสงลงทีละนิด ฟินน์ยิ้มเอ็นดูทันทีเพราะเหมือนเขาได้เห็นฟิลเตอร์หูสุนัขที่ค่อย ๆ ลู่ลง

“แต่ผมเดาไม่ถูกแน่เลย”

“ทำไมล่ะ?”

“เพราะซิสเตอร์บอกว่าแม้มนุษย์จะมีจุดเริ่มต้นของความเศร้าเป็นความรักเหมือนกัน แต่เหตุผลนั้นย่อมแตกต่างกันไป หนึ่งร้อยความรักแต่อาจจะหนึ่งพันเหตุผล เพราะเหตุผลเดียวไม่มากพอให้ความรักมีปัญหา” เด็กน้อยพูดเสียงเจื้อยแจ้วพร้อมขยับมือทำท่าทางประกอบให้ฟินน์ดู และจากที่ซิสเตอร์บอกมา เด็กน้อยเลยไม่รู้ว่าตนต้องเดาจากเหตุผลไหน

“แล้วถ้าหากเหตุผลเดียวแต่มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ล่ะ?”

“ถ้าเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มันก็ต้องนับเป็นหนึ่ง สอง สาม อยู่ดีนี่นา?” เด็กน้อยเอียงคอมองหน้าฟินน์อย่างไม่เข้าใจ ฟินน์เงียบเพราะที่เด็กน้อยพูดมามันไม่มีตรงไหนผิดเลย

“เก่งมากเลยครับ ผมเหมาทั้งตะกร้าเลยนะ”

“เย้! ขอบคุณฮะท่านแขกต่างเมือง” เด็กน้อยดูดีใจมาก ๆ แววตากลับมาเป็นประกายอีกครั้ง ฟินน์จ่ายเงินในจำนวนที่มากเกินราคา เด็กน้อยยิ้มแล้วพูดออกมาด้วยความดีใจ “ขอบคุณจริง ๆ นะฮะท่านแขกต่างเมือง! เงินมากขนาดนี้น่าจะพอให้พวกผมกินได้ทั้งอาทิตย์เลย”

“ไม่ใช่ว่าอยู่โบสถ์หรอกเหรอ?” ฟินน์ขมวดคิ้วทันที

“โบสถ์ที่ผมอยู่เป็นโบสถ์เล็ก ๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนฮะ อืม... ถึงจะเรียกโบสถ์แต่ตอนนี้ไม่ต่างจากบ้านเด็กกำพร้าเลยฮะ ส่วนมากเป็นเด็กที่เร่ร่อนแบบผม”

“งั้นเหรอ.. ให้ผมไปส่งดีไหม? เงินมากขนาดนี้กลัวจะโดนปล้นเอาน่ะ”

“ท่านแขกต่างเมืองใจดีจังเลยฮะ แถมหล่อด้วย คนรักของท่านแขกต่างเมืองไม่มีความคิดแน่เลยถึงได้ทิ้งท่าน” ฝ่ามือเล็กเอื้อมจับมือเขาอย่างเป็นกันเอง ความอบอุ่นจากฝ่ามือน้อย ๆ ช่วยให้ฟินน์รู้สึกดีขึ้นอย่างน่าแปลก เขากระชับฝ่ามือนั้นแล้วเริ่มออกเดิน

“พูดเก่งจังเลยนะเรา”

“ถ้ามัวแต่เขินอาย ผมคงหาเงินไปให้ซิสเตอร์ไม่ได้หรอกฮะ”

“กินขนมปังสักชิ้นสิ เมื่อกี๊เหมือนได้ยินเสียงท้องร้อง” ฟินน์บอกแล้วส่งขนมปังที่เขาซื้อให้ไป เด็กน้อยกล่าวขอบคุณก่อนกินขนมปังอย่างรวดเร็วเพราะความหิว ฟินน์มองพื้นที่รอบ ๆ ที่ดูเจริญหูเจริญตาแล้วก้มมองเด็กที่เขาจับมืออยู่ เป็นกันทุกที่เลยสินะที่ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปแค่ไหนแต่ก็มีผู้คนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับส่วนนั้น

“บอกชื่อกับอายุได้ไหม?”

“ผมไม่มีชื่อฮะแต่ซิสเตอร์จะเรียบผมว่าเท็นเพราะผมเป็นเข้าโบสถ์เป็นคนที่สิบ ส่วนอายุซิสเตอร์บอกว่าผมอายุ 8 ขวบฮะ”

“ใกล้จะถึงหรือยัง”

“อือ เลี้ยวเข้าตรงตรอกนี้ก็ถึงแล้วฮะ” เท็นชี้ไปที่ตรอกเก่า ๆ ตรอกหนึ่ง ฟินน์จึงเลี้ยวเข้าไปก่อนพบว่าโบสถ์ที่เท็นพูดถึงไม่ต่างอะไรกับโบสถ์ล้าง เท็นกล่าวขอบคุณฟินน์ก่อนจะวิ่งเอาเงินไปให้ซิสเตอร์ ฟินน์อยากอยู่คุยแต่เวลานี้เขาควรต้องกลับไปที่โรงแรมได้แล้ว

เขามองเท็นที่ยืนโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกที่จุกในอก อยากจะช่วยแต่คนธรรมดาอย่างเขาจะช่วยอะไรได้? แล้วถ้าจะรับอุปการะก็คงต้องทำเรื่องวุ่นวายน่าดู ฟินน์ยิ้มบางแล้วโบกมือลาเท็นก่อนจะรีบเดินออกมา สักวันหากเขาพร้อมที่จะดูแลใครสักคน เขาจะกลับมาที่นี่แล้วกลับมารับเท็นไปเลี้ยง

อาจจะต้องใช้เวลาแต่หวังว่าวันนั้น เท็นจะยังอยู่ที่เดิม

พอเช้าวันถัดมาฟินน์ก็ต้องเดินทางเพื่อไปประเทศจามิลทันที ทั้งที่ตั้งใจจะไปบอกลาเท็นแต่ด้วยเวลาบินมันกระชั้นชิด ฟินน์จึงต้องตัดใจแล้วลากกระเป๋าไปสนามบินทันที ผิดที่เขาเองที่ไม่ยอมดูเวลาบินแต่แรก ผิดที่เขาคิดว่ามันยังพอมีเวลาให้บอกลาเท็น พอเครื่องบินค่อย ๆ เคลื่อนตัวสู่น่านฟ้า ฟินน์จึงหลับตาลงแล้วทำใจให้สบาย ปล่อยวางทุกอย่างรวมถึงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเท็น

ประเทศจามิล

ในที่สุดการเดินทางอันสาวยาวนานก็ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับสองเท้าของฟินน์เหยียบลงบนแผ่นดินจามิล นัยน์ตาคู่คมกวาดมองไปรอบ ๆ สนามบินอย่างสนใจ แม้จะไม่ใช่สนามบินที่ใหญ่มากหากเทียบกับประเทศอิงเกรเซียน แต่นับว่าเป็นสนามบินที่สวยงามและสะอาดตา ฟินน์เดินไปตามเส้นทางเพื่อรอกระเป๋าที่ต้องโหลด นอกจากนี้แล้วหัวใจของฟินน์ยังเต้นไม่เป็นจังหวะยามคิดว่าในสนามบินแห่งนี้ มีแม่ผู้เป็นที่รักที่ไม่ได้เจอกันนานหลายสิบปีรออยู่

“ตอนนี้แม่จะสวยขึ้นขนาดไหนนะ” พึมพำเบา ๆ กับตัวเองอย่างอารมณ์ดีแล้วพอได้รับกระเป๋ามา ฟินน์ก็เดินตามหลังผู้โดยสารคนอื่น ๆ จนกระทั่งสายตาของฟินน์ประสานเข้ากับนัยน์ตาสีอ่อนที่ยังคงทอความอ่อนโยนอยู่เสมอ ในมือที่เริ่มเกิดการเหี่ยวย่นตามวัยถือป้ายกระดาษธรรมดา ๆ ที่เขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับ ฟินน์ ไอแซค ลูกรักของแม่’ ไว้ ฟินน์ไม่รอช้าที่จะก้าวยาว ๆ แล้วทิ้งกระเป๋าลง

หมับ!

ก่อนสวมกอดมารดาด้วยอ้อมกอดที่อัดแน่นไปด้วยความรัก ความคิดถึง โซเฟียเองก็สวมกอดลูกชายที่ไม่ได้พบหน้ามานานหลายสิบปี เธอไม่อายที่จะร้องไห้ออกมาแล้วหอมหัวลูกอย่างรักใคร่ ตอนที่ได้คุยกันทางโทรศัพท์ก็ว่าคิดถึงลูกแล้ว แต่พอได้พบตัวจริงกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ของเธอที่กักเก็บไว้มานานับแต่หย่าขาดกับพ่อของฟินน์ มันทะลักออกมาจนพาลให้ฟินน์น้ำตาไหลไปด้วย

“แม่ ผมคิดถึงแม่เหลือเกินครับ คิดถึงแม่มาก คิดถึงที่สุด” น้ำเสียงของฟินน์ที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นสั่นเครือ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้ดีแล้วแต่มันก็ยากเหลือเกิน ฟินน์ซุกหน้าเข้าหาไหล่มารดาที่สั่นเทาจากการร้องไห้ เขาสูดกลิ่นหอมของมารดาที่ยังคงเหมือนกับกลิ่นเมื่อครั้งยังอยู่อิงเกรเซียน กลิ่นของความอ่อนโยน กลิ่นของอาหารเพราะแม่ต้องเข้าครัวบ่อย ๆ แต่มาอยู่ที่จามิลแล้ว แม่ก็ยังคงเข้าครัวเหมือนเดิมสินะ

“แม่เองก็คิดถึงลูกเหมือนกันจ้ะ คิดถึงมาก ยิ่งเห็นลูกโตขนาดนี้แม่ก็ยิ่งคิดถึงและเสียดายที่แม่ไม่ได้เห็นลูกเติบโต” โซเฟียลูบหัวลูกชายที่ซบกับไหล่ก่อนหันมาหอมขมับลูกด้วยความรัก จากนั้นฟินน์จึงค่อย ๆ ผละออกแล้วมองหน้าเปื้อนน้ำตาของแม่ พอมาสังเกตดี ๆ ผิวที่เคยขาวสะอาดของแม่ตอนนี้ดูคล้ำขึ้นมาก คงเกิดจากการตากแดดทำงานเป็นแน่

“กลับบ้านกันเถอะจ้ะ แม่จะแนะนำทุกคนให้รู้จัก”

“ครับแม่” ฟินน์ยิ้มแล้วหอมแก้มแม่พลางเช็ดน้ำตาให้แม่อย่างเบามือ แล้วก้มหยิบกระเป๋าของตนเองขึ้นมาก่อนเดินโอบเอวแม่ คอยชวนแม่พูดคุยเพื่อไม่ให้แม่รู้สึกอึดอัดหรือแปลก ๆ กับลูกชายวัยสามสิบคนนี้ ทว่า ระยะห่างของแม่ลูกที่ฟินน์กังวลนั้นกลับไม่เกิดขึ้นเลย

“ฟินน์ คนนี้คือสามีของแม่ อังเดร ลาเนียร์ จ้ะ คุณคะ นี่ไงลูกชายที่ฉันเล่าให้ฟัง” โซเฟียจัดการแนะนำคนรักใหม่และลูกชายให้รู้จักกัน ฟินน์ทักทายและเคารพด้วยการค้อมศีรษะลงเล็กน้อย กล่าวขอบคุณที่คอยดูแลและให้ความรักแก่แม่ อีกทั้งยังบอกว่าขอรบกวรอาศัยที่บ้านแต่จะอยู่ไม่นานแน่นอน

“ไม่นาน? ไม่ได้สิ จะไปเสียเงินหาเช่าบ้านทำไมกัน นายเป็นลูกเมียฉันก็ถือว่านายเองก็เป็นลูกฉันเหมือนกัน อยู่ที่บ้านนั้นได้ตามสบาย ไม่ต้องกังวลอะไรแต่จะขอแรงให้ช่วยทำงานหน่อยแล้วกัน”

“ด้วยความยินดีครับ” ฟินน์รู้สึกขอบคุณที่สามีใหม่ของแม่เป็นคนดี ระหว่างที่นั่งรถกลับจากสนามบิน ฟินน์ก็ได้เห็นว่าแม่ของตนและพ่อใหม่คนนี้รักกันมากแค่ไหน จนลึก ๆ นึกอิจฉาที่คิดว่าตนเองคงไม่มีวันได้มีคนรักดี ๆ หรือความรักดี ๆ แบบนี้เป็นแน่ ฟินน์หันหน้าเข้าหาประตูรถแล้วทอดสายตามองวิวด้านนอก ‘ตอนนี้ผมมาถึงจามิลแล้วนะครับ ชีวิตใหม่ผมกำลังจะเริ่มและผมก็หวังว่าคุณเอง จะถอดนิสัยเสียของคุณออกเพื่อเริ่มต้นใหม่เหมือนกัน’ พูดขึ้นมาในใจแล้วหลับตาลง

ฟินน์ ไอแซค เดินทางถึงประเทศจามิลอย่างเป็นทางการแล้ว

ปัจจุบัน

ประเทศอิงเกรเซียน

คฤหาสน์คาร์ลอฟ

ห้องทำงานของเอดิสันยามนี้กำลังเงียบงันและมีเพียงเสียงพลิกกระดาษไปมาเท่านั้น ด้านหลังของเอดิสันมีอเล็กซานเดอร์ที่ยืนกอดอกมองหน้ามาเวอริคอยู่ มาเวอริคที่ถูกเรียกให้เข้าพบก็มาตามที่เรียกแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากเขายืนมองบิดาทำงานมากว่าห้านาทีแล้ว เอดิสันที่ยิ้มมุมปากน้อย ๆ ได้วางปากการาคาแพงลงก่อนจะเอนกายเข้าหาพนักเก้าอี้ สองมือสอดประสานพลางมองหน้าลูกชายด้วยสายตาที่มาเวอริคคาดเดาไม่ออก

“ไม่มีอะไรจะบอกฉันหน่อยหรือไงลูกชาย?” เอดิสันเอ่ยถามยิ้ม ๆ พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“บอก? บอกเรื่องอะไรครับ” มาเวอริคถามกลับซ้ำยังเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามกับเอดิสัน พ่อลูกจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สายตาประสานกันอย่างแน่วแน่ไร้ซึ่งความกลัว “อยู่ ๆ เรียกมาแล้วให้ผมยืนรอมากกว่าห้านาทีเพื่อถามคำถามไร้สาระนี่หรือไง?”

“ระวังปากของแกด้วย” อเล็กซานเดอร์เอ่ยเสียงแข็งแล้วขยับตัวเล็กน้อย ซึ่งแสดงออกชัดเจนว่าตอนนี้อเล็กซานเดอร์ต้องการจะทำอะไร แต่เอดิสันกลับยกมือห้ามไว้ก่อน อเล็กซานเดอร์จึงถอยกลับไปยืนที่เดิม

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่คิดว่าลูกชายที่ได้ออกจากบ้านจะมีเรื่องสนุก ๆ มาบอกกับคนเป็นพ่ออย่างฉันบ้าง” เอดิสันยิ้มแล้วโบกมือเบา ๆ เป็นการบอกนัย ๆ ว่าให้กลับไปได้ มาเวอริคค้อมศีรษะเล็กน้อยแล้วมองไปยังอเล็กซานเดอร์ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของบิดา ทันทีที่ออกมา สีหน้าของมาเวอริคก็มืดลงพร้อมบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไป

“...” มาเวอริคไม่พูดอะแต่ก้าวเดินไปตามทางเพื่อกลับมาที่ห้องของเขา จากนั้นนั่งคิดวิเคราะห์กับเรื่องที่เกิดขึ้นว่าที่ถามมาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง ในใจมีคำตอบอยู่หนึ่งคำตอบแต่ก็เลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น มาเวอริคผ่อนลมหายใจแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ออกจากห้องพร้อมกับทำตัวปกติแล้วไปยังที่พักของบรรดาลูกน้องใต้ปกครอง

“อิวานอยู่ไหน?” ถามถึงคนสนิทอีกคนและยังเป็นคนที่ใกล้ชิดกับฟินน์มากที่สุด

“ตั้งแต่กลับมาจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นเลยครับ”

“ถ้าเจอมันเมื่อไหร่ให้มันมาหาฉัน แล้วพวกแกห้าคนก็เตรียมตัวเดินทาง ทันทีที่รู้ว่าฟินน์ไปประเทศไหน ฉันจะเดินทางทันที” มาเวอริคเอ่ยบอก

“ครับนาย!” มาเวอริคเดินออกมาทันทีแล้วตอนนั้นเองที่สายตาเขาสบกับบิดา ซึ่งมาเวอริคแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมคนอย่างพ่อเขาถึงมาเดินแถวนี้ แถวพื้นที่ที่คนของเขาพัก

“ไม่มีอะไรจะบอกฉันจริง ๆ หรือไง?” เอดิสันถามคำถามเดิมพร้อมกับสายตาที่คาดเดาไม่ได้เช่นเคย

“พ่อต้องการอะไรจากผมพ่อพูดมันออกมาเลย” มาเวอริคเสียงแข็งใส่ แต่คนเป็นพ่อยังคงยิ้มให้เขาอย่างไม่สะทกสะท้านใด ๆ

“ฉันจะรอจนกว่าแกจะนึกออกมาเวอริค” พูดจบก็เดินจากไปแต่อเล็กซานเดอร์ที่ยืนอยู่ ยังคงใช้สายตาแข็งกร้าวมองมาเวอริคด้วยความเกลียดชัง มาเวอริคเองก็ใช่ว่าจะกลัว หากมองมาด้วยสายตาแบบไหน เขาก็มองกลับไปด้วยสายตาแบบนั้น พออเล็กซานเดอร์เดินตามเอดิสันไปแล้ว มาเวอริคก็กลับเข้ามาในคฤหาสน์ก่อนตรงขึ้นไปยังชั้นสามทันที แม้ระหว่างทางจะเจอเอ็มมานูเอลมากวนประสาท แต่มาเวอริคก็เลือกที่จะเงียบ ทันทีที่เข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่มาเวอริคหยิบคือโน๊ตบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เป็นข้อมูลภายในคาร์ลอฟที่เขารวบรวมมาตั้งแต่อายุสิบห้า

เมื่อเครื่องเปิดพร้อมแล้ว มาเวอริคได้เปิดเอกสารลับขึ้นมาแล้วพิมพ์รายละเอียดต่าง ๆ ลงไป เป็นรายละเอียดสรุปในแต่ละข้อมูลสำคัญที่เขาเรียบเรียงมา มาเวอริคนั่งอยู่หน้าจอเป็นเวลากว่าหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาจะรีบเก็บไฟล์เอกสารลับชิ้นนี้พร้อมปิดเครื่องแล้วเก็บมันให้พ้นสายตา จากนั้นลุกเดินมาเปิดประตูห้องก่อนพบว่าเป็นอิวาน

“ท่านต้องการพบผมเหรอครับ”

“ใช่ เข้ามา” มาเวอริคเบี่ยงตัวเล็กน้อยแล้วพออิวานเข้ามาแล้ว เขาจึงปิดประตูพร้อมยิงคำถาม

“สืบมาได้หรือยังว่าฟินน์เดินทางไปประเทศไหน?” กอดอกมองหน้าอิวานอย่างกดดัน

“ขออภัยครับท่านมาเวอริค ผมพยายามสืบหาแล้วแต่ไม่มีข้อมูลรั่วไหลเลยครับ” อิวานก้มศีรษะลงอย่างรู้สึกผิดต่อผู้เป็นนาย

“แกมั่นใจว่านั่นคือคำตอบ? ไม่ใช่ว่าแกหาพบแล้วไม่ยอมบอกฉันหรือไง”

“ผมใช้ชีวิตเดิมพันเลยครับว่าผมเองก็ไม่รู้ ผมพยายามสืบหาจากหลาย ๆ คนที่เป็นคนของท่านเอดิสัน แต่ทุกคนปิดปากสนิทมากครับแม้แต่หัวหน้าที่ดูแลผมกับฟินน์มา” อิวานรายงานต่อไป สายตาของอิวานทำให้มาเวอริคเชื่อว่าอิวานเองก็ไม่รู้เหมือนกัน และพยายามสืบหาเท่าที่จะทำได้แล้ว

“เร่งมือซะ ฉันจะต้องออกจากอิงเกรเซียนภายในอาทิตย์นี้” ไม่เช่นนั้นเรื่องที่ไม่ควรเกิดอาจเกิดขึ้นก็เป็นได้ มาเวอริคมั่นใจว่าคำถามของบิดามันต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้อยู่ แต่เขาก็ภาวนาว่ามันจะไม่ตรงตามกับที่เขาคิดไว้นะ

“รับทราบครับ ผมจะเร่งมือและจะพยายามสุดความสามารถของผม” อิวานก้มหัวอย่างเคารพ มาเวอริคจึงให้อิวานออกไปได้ก่อนถอนหายใจออกมา เขาไม่อยากให้มันนานไปมากกว่านี้เพราะยิ่งนาน นกของเขาก็ยิ่งบินไปไกล และยิ่งนาน... นกของเขาอาจลืมเจ้าของที่เลี้ยงมาก็เป็นได้

2 วันต่อมา

“ไม่มีอะไรจะบอกฉันจริง ๆ เหรอเจ้าลูกชาย ฉันให้แกคิดดี ๆ อีกสักครั้ง” เอดิสันที่ตอนนี้ยืนเผชิญหน้ากับลูกชายเอ่ยถาม รอบกายมาเวอริคเต็มไปด้วยคนของบิดาที่รายล้อมไว้ทันทีที่เขาเข้ามาในห้องทำงานของบิดา อเล็กซานเดอร์สวมเพียงเสื้อกล้ามกับกางเกงวอร์มขายาว ชุดแบบนี้มันทำให้มาเวอริครู้ได้ในทันทีส่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

“พ่อถามผมทุกครั้งที่เจอหน้าเลยนะครับ” และตลอดเวลาสองวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เจอหน้ากันไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน เอดิสันจะถามมาเวอริคด้วยคำถามเดิม ๆ แบบนี้ทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลาทานข้าวพร้อมหน้า ทันทีที่ถูกถาม ทุกสายตาของน้องร่วมบิดาจะมองมายังเขาทันที ทั้งที่ตั้งจะเดินทางเพื่อจับนกกลับกรงในอีกไม่กี่วัน เห็นทีเขาจะต้องเลื่อนกำหนดการนี้ออกไปอย่างนั้นเหรอ?

“ไม่มีอะไรจะบอกฉันหน่อยหรือไงลูกชาย?” คำถามถูกถามออกมาอีกครั้งแต่คราวนี้สายตาและน้ำเสียงเปลี่ยนไป มาเวอริคจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าคนตรงหน้า รู้เรื่องที่เขา ‘หักหลัง’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาเวอริคจ้องระวังตัวโดยไร้ช่องว่างให้ใครเข้าประชิดตัวได้ แม้จะเสียเปรียบเพราะในที่แห่งนี้ไม่มีคนของเขา ทว่า มาเวอริคที่ถูกสอนโดยอเล็กซานเดอร์นั้น เขามีความสามารถมากพอ

ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่ลงสนามด้วยตนเองน่ะนะ

“พ่อรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” มาเวอริคถามกลับด้วยความสงบ ไม่มีอาการตื่นตระหนกหรือตื่นกลัวเลย เอดิสันเห็นแบบนั้นจึงยิ่งไม่ชอบใจใหญ่

“ฉันไม่น่าปล่อยแกออกจากคาร์ลอฟเลยมาเวอริค ทั้งที่ฉันเลี้ยงดูแกมาอย่างดีแต่แกกลับคิดทรยศฉัน!” เอดิสันดูโกรธเคืองเป็นอย่างมาก มือที่จับไม้เท้ากำลังกำแน่นและถ้าไม้เท้านั้นจะถูกยกขึ้นมฟาดเขา มาเวอริคก็ไม่แปลกใจเลย “อเล็กซานเดอร์ จับหมาที่ทรยศเจ้าของเดี๋ยวนี้” เพียงสิ้นเสียง อเล็กซานเดอร์ก็พุ่งผ่านเอดิสันเข้ามาพร้อมกับมือซ้ายที่ยกปัดแขนมาเวอริคที่ยกขึ้นมาหวังป้องกัน

หมับ!

ก่อนมือขวาของอเล็กซานเดอร์จะพุ่งเข้าที่ลำคอหนา ออกแรงบีบจนมาเวอริคต้องกัดฟัน ทว่า ท่อนขาที่ยืนอย่างมั่นคงกลับถูกอเล็กซานเดอร์เตะเข้าที่หน้าแข้งอย่างแรง มาเวอริคจึงเสียหลักทรงตัว

โครม!

แล้วล้มลงบนพื้นห้องพร้อมกับตัวอเล็กซานเดอร์ที่ใช้หัวเข่ากดหน้าอก และมือที่บีบลำคออีกทั้งยังออกแรงกดจนมาเวอริคหายใจไม่ออก มาเวอริคมองเข้าไปในแววตาของอเล็กซานเดอร์ นัยน์ตาคู่นี้กำลังเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก

“ฉันจะสอนวิธีการเป็นหมาที่ดีให้แกเดี๋ยวนี้มาเวอริค”

ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!

หมัดหนัก ๆ กระแทกเข้าที่แก้มมาเวอริคสามครั้งติด แต่ละครั้งมันหนักจนหน้าชาไปทั้งแถบ ทั้งยังไม่กลิ่นเลือดในจมูกและรสเลือดในปาก จากนั้นหมัดนั้นมันก็รัวเข้าที่แก้มอีกข้าง แม้จะพยายามขัดขืนเต็มที่แต่มาเวอริคก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหลังจากที่ถูกรัวหมัดใส่ คนของเอดิสันอีกสามคนก็เข้ามากดช่วงขาและรวบแขนกดลงบนพื้นห้อง ตอนนี้มาเวอริคถูกพันธนาการอย่างสมบูรณ์

“แค่ก! อึก” เจ็บร้าวทั้งใบหน้าแต่มาเวอริคก็ยังพยายามคงสติไว้ให้ได้มากที่สุด

“พอได้แล้วอเล็ก เอาตัวมาเวอริคไปไว้ที่ห้องขังของชั้นแรก และกันไม่ให้คนของมาเวอริคเข้ามาขวางทาง” เอดิสันเอ่ยบอก อเล็กซานเดอร์จึงหยุดต่อยมาเวอริคแล้วลุกขึ้นยืน มาเวอริคนอนหอบพลางสำลักเลือดเล็กน้อย เอดิสันมองสภาพของลูกชายแล้วเดินเข้ามาใกล้ ยกเท้าเหยียบลงบนอกก่อนโน้มหน้าลงมาเล็กน้อย “ในฐานะที่แกเป็นลูกที่ฉันรักและชื่นชอบมากที่สุด ฉันจะให้โอกาสแกคิดทบทวนอีกครั้งที่ชั้นแรก และหากแกยังไม่กลับตัวกลับใจ สถานที่ต่อไปของแกคือห้องใต้ดิน... จำเอาไว้มาเวอริคว่าแกคือลูกชายที่ฉันชื่นชอบและเอ็นดูมากที่สุด” พูดจบก็ยกเท้าออกไปก่อนอเล็กซานเดอร์จะให้คนนำโซ่มาล่ามข้อเท้ามาเวอริค จากนั้นลากมาเวอริคไปยังห้องขังที่ชั้นแรก

เพียงไม่นานหลังจากมาเวอริคถูกพาเข้าห้องขัง เรื่องที่มาเวอริคคิดทรยศเอดิสันก็ถูกปล่อยออกมาให้คนในคฤหาสน์ได้รับรู้ แม้จะมีบางส่วนที่รู้แล้วแต่อีกส่วนที่ไม่รู้ก็มาก คนของมาเวอริคที่รู้อยู่ก่อนแล้วนั้น พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยผู้เป็นนาย แต่ด้วยกำลังคนและขาดเสาหลักในการนำทีม พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่คิดถึงใครคนหนี่งที่ชื่อ ฟินน์ ไอแซค บุคคลที่พวกตนเรียกว่า ตุ๊กตายางของท่านมาเวอริค หากฟินน์ยังอยู่ที่นี่ ฟินน์จะเป็นเสาหลักในการช่วยมาเวอริคเป็นแน่

หนึ่งคนได้เริ่มชีวิตใหม่กับอีกหนึ่งคนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด

หนึ่งคนกลับสู่เส้นทางสีขาวกับอีกหนึ่งคนที่ยังอยู่บนเส้นทางสีเลือด

สักวันหนึ่งโชคชะตาจะพาให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้งไหม? นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของกรงนกอย่างมาเวอริคว่าจะเอาชีวิตรอดจากคาร์ลอฟได้หรือไม่ได้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • One day, you'll kneel for me.   Episode – 20 [ END ]

    ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาอันร่มเย็นในเวลาช่วงบ่ายของวัน มีรถวีลแชร์ที่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่พร้อมด้วยลูกเขยที่ยืนสูบบุหรี่อยู่เงียบ ๆ อังเดรได้เอ่ยขอเวลามาเวอริคเป็นการส่วนตัวเพื่อพูดคุย ซึ่งมาเวอริคเองก็ยินดีและเดินตามมาจนมาถึงใต้ต้นไม้นี้ เบื้องหน้าคือทุ่งข้าวสาลีสีเหลืองทองดูงดงาม ขยับพลิ้วตามแรงลมที่พัดผ่านและอีกไม่นานคงถึงเวลาเก็บเกี่ยวมันแล้ว“ที่มันง่ายขึ้นเพราะคุณใช่ไหม?” มาเวอริคเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบระหว่างพวกเขาสองคน แม้มาเวอริคจะยังมองตรงไปยังทุ่งข้างสาลีตรงหน้า แต่เขาก็ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจมันมากนัก ตอนนี้มาเวอริคสนใจพ่อเลี้ยงของฟินน์มากกว่า ดูเป็นคนมีความสามารถพอสมควรแต่น่าเสียดายที่ดันกลายเป็นคนพิการ“คิดว่าคนแก่ ๆ อย่างผมจะทำอะไรได้กัน” อังเดรหัวเราะเบา ๆ ก่อนยิ้มแล้วมองทุ่งข้าวสาลี ยามมันพลิ้วไปตามแรงลมในทิศทางเดียวกัน “ผมขอถามอะไรคุณหน่อยสิ สักสองสามคำถาม”“ว่ามาสิ”“ก่อนอื่นผมขอบุหรี่สักมวนสิ” อังเดรเงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย มาเวอริหันมามองพ่อตาที่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนส่งซองบุหรี่ราคาแพงพร้อมไฟแช็คซิปโป้ให้ อังเดรรับมาแล้วเคาะบุหรี่มาคาบไว้หนึ่งมวน จุดไฟสูบที่ปลายพลางมองควันส

  • One day, you'll kneel for me.   Episode - 19

    “นายยังไม่บอกฉันเรื่องแม่นาย” มาเวอริคเอ่ยบอกคนข้างกายที่ยังดูเพลียอยู่ ทางฟินน์ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่ามาเวอริคจะออกเดินทางตอนตีสาม ไม่มีบอกอะไรกันเลยสักนิดแต่เล่นกอดเขาจนตีสองครึ่ง เวลาที่ฟินน์ได้นอนพักเอาแรงจึงมีเพียงแค่สามสิบนาทีเท่านั้น“พ่อกับแม่ผมหย่ากันตอนผมอายุราวสิบปีน่ะครับ แม่ย้ายมาจามิลก็หลังจากผมอายุสิบสอง แม่ทิ้งไว้เพียงเบอร์ติดต่อและผมเก็บติดตัวมาตลอด ก็แอบกังวลบ้างครับว่าแม่จะเปลี่ยนเบอร์แต่โชคดีที่เหมือนจะยัง ผมอยู่กับพ่อได้ประมาณห้าปี ถึงหนีออกจากบ้านแล้วเร่ร่อนอยู่ร่วมหนึ่งปี คาร์ลอฟถึงเก็บผมมาเลี้ยงและฝึกสอนอะไรต่าง ๆ ให้น่ะครับ” ฟินน์เล่าเรื่องราวของตนเองให้กับมาเวอริคฟัง แม้จะเพลียและอยากนอนพักสักหน่อยก็ตาม แต่ถ้าคนข้างกายอย่างรู้เรื่องของเขา ฟินน์ก็จะบอกให้หมดทุกเรื่อง“นายรู้ไหมว่าทำไมแม่นายถึงย้ายมาไกลถึงจามิล”“ถ้าผมเดาไม่ผิดก็คงหนีจากพ่อที่ช่วงแรกตามรังควานแม่ครับ ส่วนเหตุผลที่สองก็คงอยากเริ่มต้นใหม่ด้วยน่ะครับ” ฟินน์ยิ้มบางยามนึกถึงมารดา แต่พอนึกถึงหน้าแม่แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นกับมาเวอริคมันก็ฉายซ้ำอีกครั้ง “ผมขอถามคุณบ้าง คุณสะดวกใจจะพบแม่ผมหรือเปล่าครับ” ร

  • One day, you'll kneel for me.   Episode - 18

    ยิมต่อยมวยคือสถานที่ที่ฟินน์เลือกมารอในระหว่างที่มาเวอริคหลับ แต่ฟินน์ไม่ได้มาคนเดียวเพราะพ่วงด้วยบาโน่ โกร์และเกร์มาด้วย ทั้งสามไม่เข้าใจว่าฟินน์พามาทำไมแต่เมื่อเห็นอดีตหัวหน้าขึ้นบนสังเวียนมวยพร้อมผ้าสีขาวที่พันฝ่ามือ สายตาที่มองมายังพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากนั้น“ใครจะไปก่อน” บาโร่กัดฟันถามเสียงเบา สายตาไม่กล้าละจากอดีตหัวหน้าเพราะเกรงว่า ทันทีที่หลบสายตาจะกลายเป็นแรกที่ถูกเรียก“แกไปก่อนสิ เกลียดหัวหน้าไม่ใช่หรือไง” โกร์ใช้ศอกกระทุ้งข้างเอวน้องชาย“นี่ผมเป็นน้องพี่นะเว้ย!” เกร์ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งได้ยิน“มาสุภาพอะไรตอนนี้ ฉันไม่สงสารแกหรอกน้องชาย”“เป็นพี่ที่ดีจริง ๆ !” เกร์ใช้ศอกกระทุ้งกลับแล้วมองไปบนสังเวียน ตอนนี้ฟินน์พันผ้าที่ฝ่ามือสองข้าวเรียบร้อยแล้วและกำลังมองลงมาพร้อมกับฝ่ามือที่กวักเรียก ไม่เจาะจงว่าเป็นใครแต่อยู่ที่ใครจะยอมสละชีวิตขึ้นไปก่อน เกร์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ยามเห็นร่างกายของฟินน์ที่สวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงวอร์มขนาดพอดีตัวสีเดียวกัน ทั้งที่ลาออกจากการเป็นบอดี้การ์ดไปหลายเดือนแต่ร่างกายยังคงดูกำยำอยู่เหมือนเดิม เกร์เกลียดนะแต่ตอนนี้ชักอิจฉา

  • One day, you'll kneel for me.   Episode - 17

    มาเวอริคเดินกลับมาที่รถพร้อมปรับสีหน้าให้นิ่งลง นิ่งมากจนใครที่เห็นต่างพากันหลบสายตา บอกตามตรงว่าแม่ฟินน์คือตัวแปรที่มาเวอริคไม่คาดคิด ความจริงแล้วในวินาทีที่ฟินน์บอกจะไม่กลับมา มาเวอริคคิดจะใช้กำลังบังคับลากกลับรันเซียโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถึงจะยอมรับเรื่องที่ตกใจมากก็ตามในจังหวะที่ฟินน์ไม่ยอมกลับ ทว่าในเมื่อยอมทำตามที่ต้องการขนาดนี้แล้วยังไม่ยอม ก็ได้เวลาที่เขาควรทำตามที่ตนเองต้องการบ้างสิถูกไหม? แต่แค่นึกถึงตอนที่ฟินน์เรียกเขาด้วยน้ำเสียงแบบนั้น มาเวอริคก็พลันไม่ชอบขึ้นมาเพราะดูเหมือนว่าฟินน์จะให้ความสำคัญกับแม่มาก“แม่งั้นเหรอ เหอะ!” ยกมือเสยผมลวก ๆ อย่างหงุดหงิดใจพลางเดาะลิ้นสบถคำหยาบมากมายออกมา ในตอนที่กำลังจะเปิดประตูรถเพื่อกลับขึ้นไปนั่งสงบสติอารมณ์ หางตามาเวอริคเห็นว่าลูกน้องของเขากำลังวิ่งกลับมาทางนี้ ถึงจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรนอกจากเปิดประตูแล้วขึ้นมานั่ง บาโน่ โกร์และเกร์รู้สึกผิดมากที่ละเลยหน้าที่ของตนเอง แต่ที่ตามไปก็เพราะอยากจะเห็นว่าข้างในนั้นเป็นแบบไหนภาพครอบครัวที่ดูอบอุ่นนั้นมันไม่เหมาะกับพวกเขาเลย ส่วนเอียนนั้นเหมาะสมแล้วเพราะหลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น นี่เ

  • One day, you'll kneel for me.   Episode – 16

    การตามหาฟินน์ยังคงดำเนินต่อไปแม้จะยากลำบากและดูริบหรี่ แต่มาเวอริคก็ไม่คิดจะยอมแพ้แต่อย่างใดแต่กลับสร้างเครือข่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสัปดาห์ที่เอียนลาพักงานไป มาเวอริคก็ได้ออกตามหาฟินน์ด้วยการขับรถและใช้รูปถ่ายของฟินน์ทั่วเมืองคลานู ปรากฏว่าที่สนามของสกายไดร์ฟมีข้อมูลของฟินน์ มีพนักงานเคยเห็นหน้าฟินน์ว่าฟินน์มาร่วมเล่นสกายไดร์ฟเช่นกัน แต่หลังจากนั้นมาเวอริคก็หาข้อมูลของฟินน์จากเมืองนี้ไม่ได้อีกเลย ราวกับว่าอยู่ ๆ ก็หายตัวไปยังไงอย่างนั้น“นายนี่มัน... ไหวตัวได้เร็วจริง ๆ” มาเวอริคบ่นกับภาพถ่ายแล้วถอนหายใจออกมา ภาพถ่ายนี้ก็เป็นภาพที่ได้จากอิการาชิโดยให้อิการาชิ เข้าหาในเครือข่ายของคาร์ลอฟเผื่อจะมีข้อมูลของบอดี้การ์ดครบทุกคน ทั้งที่ตายและยังอยู่ ทั้งที่ลาออกและยังทำงาน ผลของมันคืออิการาชิเอารูปถ่ายของฟินน์มาให้ได้ ปกติแล้วมาเวอริคไม่ได้ขับรถออกมาตามหาเองแบบนี้ เขาจะใช้เส้นสายและเครือข่ายที่เขาสร้างขึ้นมาตามหาฟินน์แบบสบาย ๆ เพียงแค่ออกปากก็นั่งรอรับข้อมูลได้เลยทว่ามาเวอริคอยากออกมารับอากาศภายนอกบ้างและอยากให้การตามหาฟินน์เป็นการเที่ยวไปในตัว มาเวอริคจะเข้าใจฟินน์ว่าทำไมถึงดูชอบในการท่อ

  • One day, you'll kneel for me.   Episode – 15

    เมืองคลานูเป็นเมืองใหญ่รองลงมาจากเมืองหลวงจามิล การท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองคลานูคือการปีนเขาเพื่อชมทิวทัศน์อันแสนงดงามของเมืองคลานู การเดินป่าตั้งแคมป์แบบหมู่คณะ และยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์อื่น ๆ อีกมากให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ฟินน์เองก็เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวที่กระหายในกิจกรรมเหล่านี้เช่นกัน“น่าเล่นทั้งนั้นเลยแฮะ” ฟินน์ยืนอ่านรายละเอียดของกิจกรรมแอดแวนเจอร์อย่างสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดร่ม การปีนผาจำลอง ขับรถ ATV ล่องแก่งและอีกมากมาย แต่ที่ฟินน์สนใจมากที่สุดคือการกระโดดร่มและขับรถ ATV หลังจากยืนตัดสินใจอยู่นาน ฟินน์เลือกที่จะไปกระโดดร่มก่อนและตามต่อด้วยขับรถ ATV แม้ใจจริงจะอยากทำทุกอย่างแต่เวลามันไม่มากขนาดนั้นวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฟินน์จะเที่ยวในเมืองคลานู สถานที่ต่อไปคือเมืองรัมเปลที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมต่าง ๆ เรียกว่าเป็นเมืองที่รวบรวมวัฒนธรรมจามิลนับแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ฟินน์สนใจและฟินน์อยากจะไปเชยชมเร็ว ๆ ดังนั้น การเที่ยวเมืองคลานูจึงจะจบลงในวันนี้ เมื่อตัดสินใจว่าจะเริ่มกระโดดร่มก่อน ฟินน์ก็เดินไปจองที่หน้างานในทันที ปกติแล้วต้องจองล่วงหน้าผ่านเ

  • One day, you'll kneel for me.   Episode – 4

    3 วันต่อมามาเวอริคลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวทั้งร่างกาย และภาพเพดานที่คุ้นเคยมันก็ทำให้เขารู้ตัวว่า ตัวเขาเข้ามาอยู่ห้องขังใต้ดินเป็นเวลาสามวันแล้ว มันทั้งอับทั้งชื้นและมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย มาเวอริคค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจแล้วพยุงตัวขึ้นลุกนั่ง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันยามความเจ็บแปล๊บวิ่งไปทั่วร่างทั

  • One day, you'll kneel for me.   Episode – 3

    เป็นเวลากว่าสองวันแล้วที่มาเวอริคถูกขังในห้องเก่า ๆ ของชั้นแรก มันเหมือนกับห้องนอนปกติเพียงแต่ข้าวของที่มีดูเก่าและดูใช้ได้เพียงไม่กี่อย่าง แต่มาเวอริคไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่เพราะตอนนี้ความคิดของเขา มันกำลังจมอยู่กับการหาตัวคนทรยศ ซึ่งมีชื่ออยู่ในใจแล้วแต่จะยังไม่คอนเฟิร์มแม้เปอร์เซ็นต์จะสูงก็ตาม มาเ

  • One day, you'll kneel for me.   Episode - 1

    คฤหาสน์มาร์การ์เล็ตมาเวอริครู้สึกตัวตื่นในช่วงเช้าของวัน ทั้งที่เพิ่งนอนเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วแต่เขากลับตื่นขึ้นมาเวลาเจ็ดโมงเช้าของวัน มาเวอริคยันตัวลุกนั่งก่อนยกมือกุมขมับแล้วปรายตามองคนข้างกายริชาร์ด มาร์การ์เล็ต ผู้นำมาเฟียตระกูลมาร์การ์เล็ตในประเทศรันเซีย แม้จะไม่ใช่องค์กรใหญ่มากมายอะไร แต่ก

  • One day, you'll kneel for me.   Episode - 0

    “นายจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ฟินน์? รีบลุกไปจัดการตัวเองได้แล้ว” น้ำเสียงของผู้เป็นนายนาม มาเวอริค คาร์ลอฟ ค่อนข้างหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะเดิมทีหากทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อย ฟินน์จะต้องออกจากห้องไปก่อนแล้ว แต่เมื่อคืนฟินน์ถูกมาเวอริคทำหนักเกินไป ตรงนี้จึงพอเข้าใจแต่การตื่นทีหลังเขา มันดูไร้ความ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status