Masukใยบัวเดินออกมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าราวกับอากาศร้อนระอุ ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยสายลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังอยู่ในหัวและค่อย ๆ บีบหัวใจของเธอให้ทำงานช้าลงจนน่าอึดอัด
เธอไม่ได้พูดกับเขา ไม่ได้พูด ไม่ได้พูด
เสียงในหัวของใยบัวยังคงดังซ้ำ ๆ ดวงตากลมโตค่อย ๆ ก้มมองมือเรียวที่ยังสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายนิ้วเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายหยุดไหลไปครู่หนึ่ง
เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามบังคับให้มือนิ่ง แต่ยิ่งพยายาม ทั้งมือและร่างกายของเธอก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ร่าบางหันกลับไปมองยังจุดที่เธอเพิ่งเดินออกมา ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะคิดยังไง ที่เธอเดินหนีออกมาดื้อ ๆ แบบนี้
แต่เธอจะรู้สึกแบบไหน แล้วมันจะยังไงละ คนแบบเธอไม่ควรรู้จักใครทั้งนั้น เพราะหาทุกคนรู้ว่าว่าเธอเคยทำเรื่องเลวร้ายมากขนาดไหน ทุกคนก็ต้องถอยห่างจากเธออยู่ดี
คนตัวเล็กทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ก่อนจะก้มหน้าซบกับเรียวแขนของตัวเอง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลนองออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์และความเจ็บปวดที่กำลังก่อตัวขึ้นซ้ำ ๆ
เธอแค่อยากใช้ชีวิตปกติ เหมือนคนทั่วไป แต่ทุกอย่างกับดูยากไปหมดสำหรับเธอในตอนนี้ ความหวาดกลัวในใจมันมีมากเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้สึกอะไรกับความทรงจำอันเลวร้ายที่ผ่านมา
ไม่เอาแล้ว ไม่อยากให้ใครต้องจากไปอีกแล้ว
เสียงสะอื้นที่ดังเล็ดลอดออกมาเบา ๆ พร้อมกับร่างบางที่กำลังสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว ความรู้สึกของเธอกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดอีกครั้ง ราวกับตัวเธอกำลังจมหายไปในหลุมดำที่มืดสนิท ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่มีแม้อากาศให้หายใจ
โลกทั้งใบบีบอัดเข้าหากันจนเธอแทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับตัวเอง ลมหายใจติดขัด มือเย็นจนชา หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเจ็บหน่วงไปทั้งอก เธออยากร้องขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอกลับเบาลง เหมือนถูกความรู้สึกผิดทับจนกลายเป็นความเงียบงัน และในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินสติไปทั้งหมด ภาพของไอวาก็แทรกเข้ามาในหัวของเธอ
เพื่อน เพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่ คนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธอ โดยที่ไม่ต้องพูดหรือเอ่ยคำใดให้มากมาย
ใยบัวก็สูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ ไม่ใช่เพื่อให้จิตใจของเธอเองสงบ แต่เพื่อรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อจะเดินกลับไป หาใครบางคนที่พอจะช่วยประคองความรู้สึกของเธอให้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไป
ใยบัวเริ่มยกมือขึ้นปาดซับน้ำตาอย่างลวก ๆ แล้วเริ่มก้าวออกไปจากจุดที่ตัวเองยื่นอยู่
ทุกย่างก้าวที่สั่นไหวเหยียบลงบนทางเดินทีละก้าว ช้า ๆ อย่างยากลำบาก แต่ใยบัวยังคงเดินพร้อมกับเสียงหัวใจที่บอกกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอยังไหว
เสียงลมหายใจของใยบัวดังสะท้อนในหูตัวเองขณะที่เธอค่อย ๆ เดินกลับไปทางลานเกียร์ โลกทั้งใบดูพร่าเลือนราวกับถูกห่อด้วยม่านน้ำตาที่เพิ่งปาดซับออกไปไม่นาน
สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเธอ แต่กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด มีเพียงความรู้สึกวูบโหวงในอกที่ทำให้เธออยากหยุดเดินทุก ๆ นาที
แต่สุดท้ายเธอก็ยังเดินต่อไป จนกระทั่งปลายเท้ามาหยุดยืนอยู่หน้าลานเกียร์ เสียงคนคุยกันเบา ๆ กระทบโสตประสาทจนเธอสะดุ้งวูบ หัวใจที่เพิ่งตั้งหลักกลับมาเต้นถี่ขึ้นอีกครั้ง
มือที่เริ่มนิ่งกลับสั่นระริกขึ้นมาใหม่ เธอกำชายเสื้อของตัวเองแน่นเพื่อพยายามไม่ให้ใครเห็นว่าร่างกายเธอสั่นเพียงใด แล้วสายตาก็เห็นเพื่อนของเธอกำลังยืนรออยู่
ไอวาหันมาทันทีที่เห็นเธอ แค่แวบแรก เรียวคิ้วบางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะรีบก้าวตรงเข้ามาหาอย่างไม่ลังเลแม้สักวินาทีเดียว
“ใยบัว…”
เสียงเรียกนั้นนุ่มลงกว่าปกติ คนตัวเล็กชะงักไปทันที ร่างกายแข็งทื่อ เหมือนกลัวจะถูกต่อว่าในสิ่งที่เกิดขึ้น ใยบัวก้มหน้าลงทันที ก่อนจะถูกเพื่อนสนิทดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดเพื่อปลอบโยน
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” เสียงปลอบโยนสั่นนิด ๆ เหมือนตัวเองก็เจ็บตามไปด้วย
“บัวเก่งแล้ว เก่งมาก ๆ เลย”
คำพูดเรียบง่าย แต่ทำเอาใยบัวกลั้นสะอื้นแทบไม่อยู่ แรงสั่นสะท้านที่เคยเกิดขึ้นเพียงปลายนิ้วลามขึ้นไปทั้งตัว เหมือนความกลัวที่เธอพยายามกดไว้มานานกำลังไหลย้อนขึ้นมาอีกครั้ง
ไอวากอดเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วลูบแผ่นหลังของเธออย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ถาม แค่ให้เธอรู้ว่า ปลอดภัยแล้ว
ดวงตาของไอวาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ล้นออกทางสายตา เธอไม่รู้ว่าใยบัวเจอกับอะไรมาในไม่กี่นาทีที่เธอหายไป อาการแพนิคถึงได้กำเริบขึ้นมาแบบนี้
หากย้อนไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ใยบัวเหมือนคนที่หลุดออกจากโลกใบนี้ไปทีละนิด เธอเอาตัวเองออกจากทุกอย่าง ออกจากการพูดคุย ออกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ออกจากสายตาของคนอื่น รวมถึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยง แม้กระทั่งคนเป็นแม่ซะด้วยซ้ำ
เธอกลายเป็นคนที่ปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมพูดคุย ไม่ยอมเปิดรับใครเขามาในพื้นที่ความรู้สึกของตัวเองอีกเลย
สมุดสีชมพูที่ใยบัวพกติดตัวเล่มแล้วเล่มเล่า กลายเป็นสะพานความรู้สึกเดียวที่เธออนุญาตให้ไอวาเดินข้ามเข้าไปในโลกที่ใยบัวสร้างไว้
ลายมือเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนตอบโต้ระหว่างเธอกับใยบัว มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่ก็ซ่อนความโหยหาที่อยากจะมีขอใครสักคนช่วยเธอขึ้นมาจากกับดักความรู้สึกผิดนี้ไว้เช่นกัน
ไอวารู้… ว่าเพื่อนของเธอกำลังพยายามอย่างสุดกำลัง แม้วันนี้จะเป็นวันที่ใยบัวเกือบล้มอีกครั้ง แต่แค่ที่เธอเดินกลับมา แค่ที่เธอยืนนิ่ง ๆ ให้ไอวากอด แค่ที่เธอไม่ได้ซ่อนตัวหนีไปไกลกว่านี้มันก็คือ “ความกล้าของใยบัว” ในแบบที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่ไอวารู้ดีที่สุด
เสียงสะอื้นของใยบัวค่อย ๆ เบาลงตามจังหวะลมหายใจที่เริ่มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น ไอวาก็ค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออกทีละนิด สายตายังคงมองหน้าใยบัวด้วยความเป็นห่วงไม่ลดลงแม้แต่น้อย
“ดีขึ้นหรือยัง”
เสียงใสถามเบา ๆ ใยบัวหลบตาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ไอวาก็เห็นได้จากการที่มือของเธอสั่นน้อยลงกว่าเมื่อครู่
“ถ้ารู้สึกไม่ไหวอีก บอกฉันทันทีนะ”
คนตัวเล็กเม้มปากนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ ความรู้สึกบีบแน่นที่หัวใจ และความอึดอัดก่อนหน้าค่อย ๆ หายไป
ไอวาพยายามลอบสังเกตอาการของเพื่อนสนิทจากการกระทำง่าย ๆ ของคนตรงหน้า ทุกอย่างล้วนสะท้อนความกล้า และความพยายาม มันเป็นสัญญาณหนึ่ง…ว่าใยบัวกำลังพยายามพาตัวเองกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดคุยอะไรไปมากกว่านี้ ลานเกียร์ด้านหน้าเริ่มมีเสียงโหวกเหวกดังขึ้น เสียงของรุ่นพี่สันทนาการกำลังเรียกให้ทุกคนทยอยรวมกลุ่ม เพื่อทำกิจกรรมสุดท้ายคือการจับสายรหัส
ไอวาเหลือบมองไปทางเสียงนั้น ก่อนจะหันกลับมาหาใยบัวอีกครั้ง ด้วยความเป็นห่วง
“ไหวไหม หรืออยากให้เราบอกรุ่นพี่ให้หรือเปล่า”
เธอพูดออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้เพื่อนต้องฝืน
ใยบัวเงยหน้ามองกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มยืนล้อมกันเป็นวง เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงลมพัดผ่านอาคาร ทั้งหมดมันดูไกลออกไปเหมือนคนละโลกกับอารมณ์ของเธอในตอนนี้
หัวใจของใยบัวเต้นช้าลงกว่าเมื่อครู่ แต่ยังมีความปรารถนาเล็ก ๆ แทรกอยู่ทุกจังหวะ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะทำยังไงกับตัวเองต่อไป
ไอวาสังเกตเห็นท่าทีลังเลนั้น เพียงเล็กน้อย เธอก็เข้าใจทันทีถึงความต้องการส่วนลึกในจิตใจของเพื่อนสนิท จึงยื่นมือไปแตะหลังมือของใยบัวเบา ๆ
“เราไปด้วยกันนะ”
คำพูดสั้น ๆ แต่มีน้ำหนักมากพอจะช่วยสร้างความกล้าให้กับคนตัวเล็กได้อีกครั้ง ใยบัวสูดลมหายใจลึกสุดแรง ไม่ใช่เพื่อให้ความกลัวนั้นหายไป
แต่เพราะเธอไม่อยากหนีมันอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยเธอยังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่นี้ไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไปกัน”
ข้อความสั้น ๆ ถูกเขียนลงบนฝ่ามือไอวาช้า ๆ กลับสร้างรอยยิ้มบาง ๆ ให้ไอวาได้จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ทั้งสองคนพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเดินเคียงกันไปทางลานเกียร์ในช่วงท้าย ๆ แถว เพราะไม่อยากให้อีกคนต้องฝืนตัวเองมากเกินไป
ใยบัวเดินช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ทุกก้าวมั่นคงขึ้นกว่าตอนที่เธอเดินกลับมาคนเดียว
เสียงรุ่นพี่ประกาศให้ปีหนึ่งยืนเข้าแถวเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตจะไปสะดุดกลับร่างสูงของผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเขามองมาที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สายตาที่เขากำลังมอง มันดูเรียบนิ่ง จนไม่สามารถคาดเดาได้และไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไร
เขาก็คงเหมือนคนอื่น ๆ เหมือนทุกคนที่เคยมองเธอในแบบเดียวกัน ใยบัวหลบสายตาลงแทบทันที เป็นแบบมันก็ดีแล้ว… ดีแล้วที่เราจะไม่รู้จักกัน ดีแล้วที่เขาจะไม่เข้ามาในโลกของเธอ ดีแล้วที่เธอไม่ได้พูดอะไรกับเขาสักคำ
เพราะเธอไม่อยากให้ใครต้องตายเพราะคำพูดของเธออีก
สนามแข่งรถ เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ กลืนกินเสียงลมที่พัดผ่านอัฒจันทร์ กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นยางรถไหม้จาง ๆ คละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเย็นมังกรนั่งพิงกำแพงพิทในท่าทางสบาย ๆ มือหนึ่งหมุนฝาขวดน้ำ อีกมือยังคงถือหมวกกันน็อกไว้บนตัก สายตาคมทอดยาวไปตามโค้งแรกของสนาม เหมือนกำลังมองเส้นทางที่คุ้นเคย แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดวุ่นวายเต็มไปหมด“คืนนี้สนใจเรียกน้อง ๆ มานั่งคุยแก้เหงาสักคนไหม”เดรกที่เพิ่งกลับขึ้นมาจากสนามโยนผ้าขนหนูมาพาดไหล่แกร่ง เดินตรงเข้ามา พร้อมกับยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนส่งทุกอย่างไปให้นับหนึ่งที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็จำใจยอมรับมา“ไม่วะ มีแต่เดิม ๆ”มังกรตอบกลับสั้น ๆ สายตายังคงไม่ละจากสนาม ที่นี่คือสนามแข่งรถของครอบครัวเขา เป็นสถานบริการความบันเทิงทุกรูปแบบครบวงจร ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอำนาจที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด“ทำไม! กำลังคิดเรื่องเด็กคนนั้น?”เดรกยังคงถามต่อพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากนิด ๆอย่างรู้ทันความคิดของกันและกันมังกรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับ แต่เพียงแค่หันไปมองเพื่อนทั้งสี่คนที่กำลังจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว
เสียงหวีดนกของรุ่นพี่สันทนาการดังขึ้นเหนือศีรษะทุกคน ทำให้นักศึกษาปีหนึ่งที่กระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ ค่อย ๆ ขยับมาเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งตามรายภาควิชา บริเวณหน้าลานเกียร์“ปีหนึ่งทุกคน เข้าแถวรวมกลุ่มตามรายภาควิชานะครับ! กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ เราจะมาจับสายรหัสกัน!”เสียงเชียร์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกลองที่ดังเป็นจังหวะ เสียงพูดคุยของทุกคนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดังไปทั้งบริเวณ แต่สำหรับใยบัว มันคือเสียงที่ซัดเข้ามาเหมือนคลื่นใหญ่ที่ทำเอาลมหายใจของเธอสะดุดบางจังหวะ“เราอยู่ตรงนี้ บัวไม่ต้องกลัว”ใยบัวพยักหน้ารับ เธอไม่ได้หวาดกลัวผู้คน แต่ทุกครั้งที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่ยังไม่คุ้นชิน เธอมักจะตื่นตระหนกและกังวลง่ายกว่าปกติคนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังไม่กล้ามองไปรอบ ๆ มากนัก เธอพยายามทำให้ตัวเองลีบเล็กมากที่สุด เพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจในสายตาใคร โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาหนึ่ง…ที่มองเห็นเธออยู่ตลอดร่างสูงในเสื้อช้อปสีแดงยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มทอดสายตานิ่ง ๆ มาทางเธอ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างที่อ่านไม่ออก แต่ความนิ่งนั้นกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างได้ดี โดยเฉพาะพวกผู้หญิง“เดี๋ยว
ใยบัวเดินออกมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าราวกับอากาศร้อนระอุ ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยสายลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังอยู่ในหัวและค่อย ๆ บีบหัวใจของเธอให้ทำงานช้าลงจนน่าอึดอัด เธอไม่ได้พูดกับเขา ไม่ได้พูด ไม่ได้พูดเสียงในหัวของใยบัวยังคงดังซ้ำ ๆ ดวงตากลมโตค่อย ๆ ก้มมองมือเรียวที่ยังสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายนิ้วเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายหยุดไหลไปครู่หนึ่งเธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามบังคับให้มือนิ่ง แต่ยิ่งพยายาม ทั้งมือและร่างกายของเธอก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมร่าบางหันกลับไปมองยังจุดที่เธอเพิ่งเดินออกมา ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะคิดยังไง ที่เธอเดินหนีออกมาดื้อ ๆ แบบนี้แต่เธอจะรู้สึกแบบไหน แล้วมันจะยังไงละ คนแบบเธอไม่ควรรู้จักใครทั้งนั้น เพราะหาทุกคนรู้ว่าว่าเธอเคยทำเรื่องเลวร้ายมากขนาดไหน ทุกคนก็ต้องถอยห่างจากเธออยู่ดีคนตัวเล็กทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ก่อนจะก้มหน้าซบกับเรียวแขนของตัวเอง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลนองออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์และความเจ็บปวดที่กำลังก่อตัวขึ้นซ้ำ ๆเธอแค่อยากใช้ชีวิตปกติ
หลายเดือนต่อมา “เดียวบัวมานะ” ข้อความสั้น ๆ จากปลายปากกาสีน้ำเงินถูกขีดเขียนลงไปในสมุดโน้ตเล็ก ๆ สีชมพูของใยบัว ก่อนจะถูกยื่นส่งไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธออย่าง ไอวา“ไปหาน้องหมาอีกแล้วเหรอ”เธอหันกลับไปถามบัวบูชา หรือใยบัวที่พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะรวบสมุดปากกาลงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ แล้วรีบเดินออกไปไอวามองแผ่นหลังบางที่พยักหน้ารับ ก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากลานเกียร์ไปทีละก้าว ความจริงเธออยากคว้ามือเพื่อนไว้ อยากบอกให้ใยบัวหยุดอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เพราะกิจกรรมรับน้องกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว และเพื่อนของเธออาจจะโดนรุ่นพี่ทำโทษที่มาช้าหรืออาจจะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับเกียร์ตอนท้ายเทมออีกแต่พอคิดถึงภาพรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าของเพื่อนสนิทในตอนที่กำลังเล่นกับน้องหมา ไอวาก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงคออย่างเงียบงันเพราะตั้งแต่ที่ใยบัวฟื้นขึ้นมาจากที่โรงพยาบาล ก็ได้มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ใยบัวยังเป็นใยบัวที่อ่อนโยน แต่บางสิ่งในตัวเธอกลับหายไป เรียกว่านับจากวันนั้นที่เกิดเรื่องเธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงของเพื่อนตัวเองอีกเลยสักครั้งเดี
ตลาดคารวยสุข“แม่...เข้าไปพักก่อนก็ได้จ๊ะ คนเริ่มน้อยแล้วเดียวหนูเฝ้าหน้าร้านเอง”“บัวนั้นละ ไปอ่านหนังสือเถอะลูก เดียวจะเปิดเทมอแล้วไม่ใช่เหรอ”เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของใยบัวเด็กสาวตัวเล็ก ส่งยิ้มหวานให้คนเป็นแม่ พร้อมกับจัดเรียงผลไม้บนแผงให้สวยงาม ง่ายต่อการเลือกซื้อภาพของสองแม่ลูกที่ช่วยกันจัดร้านด้วยรอยยิ้มสดใส ดูจะเป็นภาพชินตาของเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาด เพราะใคร ๆ ต่างก็เอ็นดูใยบัวที่เป็นเด็กขยัน เรียนดี ช่วยแม่ทำมาหากิน อีกทั้งล่าสุดเธอยังสอบติดมหาลัยชื่อดัง แถมยังได้ทุนการศึกษาจนเรียนจบเพราะคะแนนสอบสูงเป็นอันดับหนึ่งอีกด้วยโครม!ถังน้ำขนาดไม่ใหญ่นักถูกโยนลงมาใส่กลางแผงผลไม้ พร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่เดินเข้ามายืนเท้าเอวชี้หน้าเธอกับแม่เสียงดังลั่นจนกลุ่มคนและเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหันมามองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ๊หงส์ คุณนายเจ้าของร้านทองในตลาด ถึงได้มาโวยวายที่แผงผลไม้เล็ก ๆ ในตลาด“นี่อีพราว มีเวลาก็หัดสั่งสอนลูกตัวเองด้วยนะ อย่าคิดริอาจมาจับลูกชายฉัน เป็นแค่ลูกคนขายผลไม้จน ๆ ริอาจใฝ่สูงอยากได้ลูกชายเจ้าของร้านทอง”เจ๊หงส์ แม่ของเก่งยืนเท้าสะเอวมองสองแม่ลูก ใบหน้า







