Masukหลายเดือนต่อมา
“เดียวบัวมานะ”
ข้อความสั้น ๆ จากปลายปากกาสีน้ำเงินถูกขีดเขียนลงไปในสมุดโน้ตเล็ก ๆ สีชมพูของใยบัว ก่อนจะถูกยื่นส่งไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธออย่าง ไอวา
“ไปหาน้องหมาอีกแล้วเหรอ”
เธอหันกลับไปถามบัวบูชา หรือใยบัวที่พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะรวบสมุดปากกาลงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ แล้วรีบเดินออกไป
ไอวามองแผ่นหลังบางที่พยักหน้ารับ ก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากลานเกียร์ไปทีละก้าว ความจริงเธออยากคว้ามือเพื่อนไว้ อยากบอกให้ใยบัวหยุดอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เพราะกิจกรรมรับน้องกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว และเพื่อนของเธออาจจะโดนรุ่นพี่ทำโทษที่มาช้าหรืออาจจะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับเกียร์ตอนท้ายเทมออีก
แต่พอคิดถึงภาพรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าของเพื่อนสนิทในตอนที่กำลังเล่นกับน้องหมา ไอวาก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงคออย่างเงียบงัน
เพราะตั้งแต่ที่ใยบัวฟื้นขึ้นมาจากที่โรงพยาบาล ก็ได้มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ใยบัวยังเป็นใยบัวที่อ่อนโยน แต่บางสิ่งในตัวเธอกลับหายไป เรียกว่านับจากวันนั้นที่เกิดเรื่องเธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงของเพื่อนตัวเองอีกเลยสักครั้งเดียว
ถ้าหากสิ่งนั่นเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้เพื่อนของเธอยิ้มได้ในช่วงนี้ไอวาก็ไม่อยากพรากมันไปจากใยบัวเลยแม้แต่น้อย เธอจึงทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังบางที่ก้าวเดินออกไป พร้อมกับภาวนาให้เพื่อนของเธอกลับมาทันก่อนที่กิจกรรมจะเริ่มก็พอ
หลังตึกคณะ
“ยืนทำอะไรวะ”
เสียงของเดรกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาเอ่ยปากถามมังกรที่กำลังยืนสูบนิโคลตินเข้าปอดช้า ๆ คล้ายจะไม่ได้สนใจคำถาม เพราะสายตาของมังกรกำลังจับจ้องไปทางต้นไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะมีใครบางคนนั่งอยู่
หญิงสาวตัวเล็กในชุดนักศึกษาเข้ารูปกระโปรงทรงพลีทจีบรอบตัว กำลังส่งรอยยิ้มหวานสดใสให้กับสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่กำลังตั้งท้องแก่ โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลยสักนิด
“เพิ่งรู้ว่ามึงสนใจคนใบ้” เดรกไล่ตามสายตาของเพื่อนสนิทแล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“คนใบ้?”
เรียวคิ้วเข้มของมังกรขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกสงสัย จะเป็นแบบที่เพื่อนเขาพูดได้ยังไง ในเมื่อ...
ไม่สิ มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“มึงไม่เข้ากิจกรรมหลายวัน คงไม่รู้ว่าน้องมันพูดไม่ได้ ใคร ๆ ก็บอกว่าน้องเป็นใบ้”
ร่างสูงพ่นควันสีขาวขึ้นบนอากาศอีกครั้งอย่างใจเย็น ก่อนจะมองคนตัวเล็กที่กำลังลูบหัวหมาแม่ท้องแก่ที่อาศัยอยู่หลังคณะอย่างคุ้นชิน คงจะไม่ได้ที่นี่เป็นแรก และคนที่ไม่เข้ากิจกรรมคณะอย่างเขาเลยได้ไม่เคยเจอเธอมาก่อน
มังกรยังมองภาพตรงหน้าพร้อมกับขบคิดอะไรบางอย่างที่กำลังกวนใจเขาอย่างหนัก จากคำบอกกล่าวของเพื่อนสนิทอย่างเดรก
“วันนี้แจกสายรหัสใช่ไหม” มังกรเอ่ยถามเสียบเรียบ
“คนที่ไม่รับน้องเข้าสายรหัสอย่างมึงจะถามทำไม”
เดรกยกยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลนเพื่อนสนิทตัวเอง เพราะตั้งแต่ที่พวกเขาย้ายมาจากอิตาลีและเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ปีหนึ่งมาจนถึงปีสาม มังกรไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมอะไรใด ๆ ของมหาวิทยาลัยเลยสักกิจกรรมเดียว รวมถึงกิจกรรมรับน้องด้วย อีกทั้งชายหนุ่มไม่เคยรับน้องเข้าสายรหัสตัวเองเลยสักคน
“แต่ปีนี้กูจะรับ” คำตอบของมังกรทำเอาเดรกถึงกับชะงักไปด้วยความแปลกใจ
“กูรู้ว่ามึงคิดอะไร อย่าลืมว่าน้องมันปีหนึ่ง มึงปีสามจะข้ามมาอยู่ในสายมึงยังไง”
เดรกถามมังกรอีกครั้ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อนของเขาคิดจะทำอะไร แล้วคนอย่างมังกร หากอยากได้อะไรก็ไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือ
“งั้นมึงลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าน้องชื่อน้องมันตกเศษ เด็กคนนั้นก็จะไม่ได้จับสายรหัสปีสอง มึงก็แค่ปัดเศษนั้นมาให้กูก็จบ”
“หาแต่เรื่องให้กูปวดหัว”
“หึ”
มังกรวางมือตบลงบนบ่าของเดรกเบา ๆ ก่อนจะโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้ปลายเท้าขยี้เบา ๆ พร้อมกับเดินตรงเข้าไปหาคนตัวเล็กที่นั่งอยู่
เขามั่นใจว่าก่อนหน้านี้เขาได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของคนตรงหน้าไม่ผิดแน่
เสียงฝีเท้าแน่นหนักของมังกรดังสม่ำเสมอ เมื่อเขาเดินตัดผ่านสนามหญ้าเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีเดรกที่มองตามอย่างเหนื่อยใจทั้งปลง ทั้งหงุดหงิดที่เพื่อนหาเรื่องมาเขาต้องปวดหัว แต่ก็รู้ดีว่าคงห้ามอะไรไม่ได้แล้ว
ใยบัวที่นั่งลูบหัวหมาแม่ลูกอ่อนอยู่นั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีใครกำลังเดินเข้าใกล้ จนเงาดำจากร่างสูงทอดทับลงบนพื้นหญ้าตรงหน้าเธอ
ใยบัวเงยหน้าขึ้นอย่างระวังตัว ดวงตากลมโตสบเข้ากับสายตาคมของคนแปลกหน้าที่เพิ่งเดินเข้ามา ก่อนจะเม้มริมฝีปากตัวเองแน่น
“…”
“ทำไมไม่เข้าไปทำกิจกรรมครับ”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงตอบรับกลับมา ดวงตาของมังกรหรี่ลง…เหมือนกำลังคิดอะไรบ้างอย่าง หรือผู้หญิงคนนี้จะพูดไม่ได้อย่างที่เดรกบอกจริง ๆ แล้วเสียงหวานที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ละคืออะไร
“ไม่ต้องกลัว พี่เป็นคนดีครับน้อง”
“…”
“ไม่เชื่อเหรอ”
“…”
“น้องไม่เชื่อเอาเบอร์แม่พี่ไปโทรถามไหมครับ พี่เป็นคนดีจริง ๆ”
ประโยคสุดท้ายของมังกรทำเอาเดรกที่อยู่ไกล ๆ ถึงกับหลุดหัวเราะให้กับเพื่อนตัวเอง ก่อนจะเดินผละออกไป เพราะเห็นแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทอีกคนที่หายไปตรงมุมตึกอย่าง นับหนึ่ง
ร่างสูงก้มหน้ามองที่ใยบัวอีกครั้ง เขายังคงพยายามพูดกับคนตัวเล็กตรงหน้าอีกครั้งอย่างใจเย็น พร้อมย่อตัวลงช้า ๆ จนระดับสายตาใกล้กับเธอ แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ เหมือนเดิม
มังกรจึงยื่นมือออกไป แตะที่หัวของหมาแม่ลูกอ่อนเบา ๆ ทำในแบบเดียวกันกับคนตัวเล็ก เพื่อให้อีกคนรู้สึกวางใจ และเลิกกลัวเขา ก่อนจะล่วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตัวเองเพื่อหยิบบางอย่างออกมา
‘หมามันกินขนมปังไหมว่ะ’
เขาบ่นในใจอย่างงง ๆ ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังพยายามอะไรอยู่
ดวงตากลมโตของใยบัวมองแอบมองพฤติกรรมแปลก ๆ ของร่างแกร่งตรงหน้า โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหมาจะกินขนมปังได้หรือหรือเปล่า
เจ้าสีนวล เป็นชื่อที่ใยบัวเป็นคนตั้งให้ สีนวลเป็นหมาจรจัดที่กำลังท้องแก่ มันยื่นจมูกออกมาสูดดมก้อนขนมปังในมือหนาของชายหนุ่มอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะอ้าปากงับกินขนมปังในมือนั้นอย่างเอร็ดอร่อย
คนตัวเล็กมองก้อนขนมปังที่ถูกสีนวลกินเข้าไปจนเกือบหมดด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มเล็ก ๆ นั้นก็ทำให้สายตานิ่งลึกของมังกรวูบอ่อนลงจนหัวใจที่เต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่
“เก่งมากเลยเจ้าสีนวล”
เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบา จนแทบไม่ได้ยินเสียงพร้อมกับมือเรียวบางลูบลงบนขนสีขาวนวลของเจ้าสี่ขาอย่างอ่อนโยน
การกระทำของคนตรงหน้าทำเอามังกรรู้สึกโล่งใจ เหมือนอะไรบางอย่างที่กดทับคลายออกจากอก ในที่สุดเธอก็พูดออกมา ถึงจะเป็นการพูดกับหมาและไม่ได้พูดกับเขาเลยสักคำก็ตาม
ในที่สุด…เสียงหวานที่เขาอยากได้ยินก็ดังขึ้นอีกครั้งจริง ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่เสียงที่เขาคิดไปเอง เธอพูดได้
มังกรมองใบหน้าหวานที่กำลังก้มลงลูบหัวของเจ้าสีนวล รอยยิ้มบาง ๆ นั้นอ่อนโยน และใสซื่อจนดูไร้เดียงสา เขาเอียงหน้าเล็กน้อยตามเธอ
สายตาเฝ้าสังเกตทุกการขยับของเรือนร่างบอบบางที่มีผิวขาวเนียนละเอียดและตัวเล็กมาก ๆ ของเธอเมื่อเทียบกับเขา
ทว่ารอยยิ้มเล็กน้อยนั้นกลับทำให้แววตาของเขาอ่อนลงแบบที่เจ้าตัวเองยังไม่รู้ตัว
“มันชื่อสีนวลเหรอครับ”
เสียงทุ้มต่ำหลุดจากริมฝีปากเขาเบา ๆ ใยบัวชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่พอให้เห็นว่าดวงตาของเธอสั่นวูบ เหมือนโดนจับได้ว่าตัวเองทำในสิ่งที่ผิดพลาดออกไป
“ตกลง เจ้าสี่ขาตัวนี้ชื่อสีนวลหรือเปล่า”
คำถามง่าย ๆ ที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่ทำเอาใยบัวต้องกลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ อย่างยากลำบาก เธอรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง ลูบหัวเจ้าสีนวลราวกับไม่รู้และไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนกำลังเอื้อนเอ่ย
มังกรมองท่าทางของคนตัวเล็ก…และยิ่งมั่นใจในสัญชาตญาณตัวเอง คนตรงหน้า…ไม่ใช่คนใบ้อย่างที่คนอื่นลือกันแน่นอน
“พี่ชื่อมังกร แล้วน้องละชื่ออะไร”
ใยบัวนิ่งงัน มือบางบนหัวสีนวลก็หยุดเคลื่อนไหว ยิ่งเธอเงียบ เขาก็ยิ่งอยากฟังเสียงเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ
“พูดกับหมาได้…แต่พูดกับพี่ไม่ได้เหรอ”
ประโยคนั้นทั้งนึกขำตัวเอง ทั้งจริงจัง และแอบน้อยใจเล็ก ๆ แบบที่ตัวเขาเองก็คงไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องรู้สึกแบบนี้กับใคร ใครจะคิดว่าผู้ชายอย่างเขาที่มีแต่สาว ๆ วิ่งตามกลับโดนหมางเมินไม่ยอมพูดด้วยสักคำ
“…”
ใยบัวเม้มปากแน่นกว่าเดิม แก้มขึ้นสีจาง ๆ เธอขยับตัวเล็กน้อยราวกับอยากลุกหนี แต่ก็ทำไม่ได้เพราะสีนวลทิ้งตัวนอนซบตักเธออยู่
แต่การนิ่งเฉยของร่างบางยิ่งทำให้มังกรยิ่งอยากรู้จักเธอมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกระทั่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากคนตัวเล็ก เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้ง
“น้องใจร้ายจัง แค่บอกชื่อกับพี่ก็ไม่ได้เหรอครับ”
คำถามนั้นทำเอาใยบัวเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่ตั้งใจ แค่เสี้ยววินาที… แต่ก็เพียงพอให้มังกรเห็นความวูบไหวบางอย่างปะปนกันในดวงตานั้น ทั้งความหวาดกลัว เศร้าหมอง ไม่ไว้ใจ และ…อะไรบางอย่างที่ฝั่งลึกมากกว่านั้น
มังกรชะงักเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที ก่อนความรู้สึกสงสารจะเกิดขึ้นมาในใจ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น
สายตาคมเข้มของเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว จากคนนิ่ง ๆ ที่ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร กลายเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามเข้าหาผู้หญิงตรงหน้าทุกวิถีทางเพียงเพราะอยากให้เธอพูดกับเขาสักคำ
“ไม่เป็นไรครับ” น้ำเสียงเขานุ่มนวลลงอย่างไม่น่าเชื่อ
“…”
“ยังไม่พูดตอนนี้ก็ได้”
คนตัวเล็กเม้มปากแน่น พร้อมกับหยุดคิดราวกับกำลังชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหยิบสมุดสีชมพูเล็ก ๆ ออกมา แล้วขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไป แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้างเธอ เพราะปากกาสีน้ำเงินของเธอดันหมึกหมดจนเขียนไม่ออก
ใบหน้าเรียวสวยเงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง แล้วสูดลมหายใจเข้าไปจนลึกสุดปอด เพื่อรวบรวมความกล้า พร้อมกับเอื้อมมือบางไปจับมือเขาช้า ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้เล็ก ๆ ของตัวเอง ค่อย ๆ ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไปอย่างตั้งใจ
“สระไอ ไม้ม้วนเหรอ”
เสียงทุ้มพูดตามสระที่คนตัวเล็กเขียนลงบนฝามือ เธอพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มเขียนอักษรตัวต่อไปอย่างตั้งใจ พร้อมกับค่อยพยักหน้ารับยืนยันคำตอบของอีกฝ่ายว่าเขาพูดถูกหรือไม่ว่าเธอเขียนตัวอะไร
“ใ-ย-บั-ว”
“ใยบัว...น้องชื่อใยบัวใช่ไหม”
ใยบัวเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตค่อย ๆ พยักหน้ารับอย่างช้า ๆเพื่อเป็นการยืนยัน อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ใจดีให้ขนมปังกับสีนวล มันคงไม่เป็นอะไรเพราะเธอแค่บอกชื่อกับเขา ขอแค่เธอไม่ได้พูดกับเขาก็พอ
“ต่อไป…เรามาเจอกันที่นี่อีกได้หรือเปล่า”
“…”
“ถ้าไม่สะดวกพูด จะตอบพี่แบบนี้อีกก็ได้”
มังกรลอบมองทุกปฏิกิริยาของคนตัวเล็กที่เริ่มประหม่าทำตัวไม่ถูก ก่อนจะรวบเก็บของใส่กระเป๋าใบเล็ก ๆ แล้วลุกเดินหนีไป โดยที่เขาไม่ได้รับคำตอบว่าเธอจะมาเจอเขาที่นี่อีกหรือไม่
สนามแข่งรถ เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ กลืนกินเสียงลมที่พัดผ่านอัฒจันทร์ กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นยางรถไหม้จาง ๆ คละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเย็นมังกรนั่งพิงกำแพงพิทในท่าทางสบาย ๆ มือหนึ่งหมุนฝาขวดน้ำ อีกมือยังคงถือหมวกกันน็อกไว้บนตัก สายตาคมทอดยาวไปตามโค้งแรกของสนาม เหมือนกำลังมองเส้นทางที่คุ้นเคย แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดวุ่นวายเต็มไปหมด“คืนนี้สนใจเรียกน้อง ๆ มานั่งคุยแก้เหงาสักคนไหม”เดรกที่เพิ่งกลับขึ้นมาจากสนามโยนผ้าขนหนูมาพาดไหล่แกร่ง เดินตรงเข้ามา พร้อมกับยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนส่งทุกอย่างไปให้นับหนึ่งที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็จำใจยอมรับมา“ไม่วะ มีแต่เดิม ๆ”มังกรตอบกลับสั้น ๆ สายตายังคงไม่ละจากสนาม ที่นี่คือสนามแข่งรถของครอบครัวเขา เป็นสถานบริการความบันเทิงทุกรูปแบบครบวงจร ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอำนาจที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด“ทำไม! กำลังคิดเรื่องเด็กคนนั้น?”เดรกยังคงถามต่อพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากนิด ๆอย่างรู้ทันความคิดของกันและกันมังกรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับ แต่เพียงแค่หันไปมองเพื่อนทั้งสี่คนที่กำลังจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว
เสียงหวีดนกของรุ่นพี่สันทนาการดังขึ้นเหนือศีรษะทุกคน ทำให้นักศึกษาปีหนึ่งที่กระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ ค่อย ๆ ขยับมาเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งตามรายภาควิชา บริเวณหน้าลานเกียร์“ปีหนึ่งทุกคน เข้าแถวรวมกลุ่มตามรายภาควิชานะครับ! กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ เราจะมาจับสายรหัสกัน!”เสียงเชียร์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกลองที่ดังเป็นจังหวะ เสียงพูดคุยของทุกคนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดังไปทั้งบริเวณ แต่สำหรับใยบัว มันคือเสียงที่ซัดเข้ามาเหมือนคลื่นใหญ่ที่ทำเอาลมหายใจของเธอสะดุดบางจังหวะ“เราอยู่ตรงนี้ บัวไม่ต้องกลัว”ใยบัวพยักหน้ารับ เธอไม่ได้หวาดกลัวผู้คน แต่ทุกครั้งที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่ยังไม่คุ้นชิน เธอมักจะตื่นตระหนกและกังวลง่ายกว่าปกติคนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังไม่กล้ามองไปรอบ ๆ มากนัก เธอพยายามทำให้ตัวเองลีบเล็กมากที่สุด เพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจในสายตาใคร โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาหนึ่ง…ที่มองเห็นเธออยู่ตลอดร่างสูงในเสื้อช้อปสีแดงยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มทอดสายตานิ่ง ๆ มาทางเธอ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างที่อ่านไม่ออก แต่ความนิ่งนั้นกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างได้ดี โดยเฉพาะพวกผู้หญิง“เดี๋ยว
ใยบัวเดินออกมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าราวกับอากาศร้อนระอุ ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยสายลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังอยู่ในหัวและค่อย ๆ บีบหัวใจของเธอให้ทำงานช้าลงจนน่าอึดอัด เธอไม่ได้พูดกับเขา ไม่ได้พูด ไม่ได้พูดเสียงในหัวของใยบัวยังคงดังซ้ำ ๆ ดวงตากลมโตค่อย ๆ ก้มมองมือเรียวที่ยังสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายนิ้วเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายหยุดไหลไปครู่หนึ่งเธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามบังคับให้มือนิ่ง แต่ยิ่งพยายาม ทั้งมือและร่างกายของเธอก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมร่าบางหันกลับไปมองยังจุดที่เธอเพิ่งเดินออกมา ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะคิดยังไง ที่เธอเดินหนีออกมาดื้อ ๆ แบบนี้แต่เธอจะรู้สึกแบบไหน แล้วมันจะยังไงละ คนแบบเธอไม่ควรรู้จักใครทั้งนั้น เพราะหาทุกคนรู้ว่าว่าเธอเคยทำเรื่องเลวร้ายมากขนาดไหน ทุกคนก็ต้องถอยห่างจากเธออยู่ดีคนตัวเล็กทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ก่อนจะก้มหน้าซบกับเรียวแขนของตัวเอง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลนองออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์และความเจ็บปวดที่กำลังก่อตัวขึ้นซ้ำ ๆเธอแค่อยากใช้ชีวิตปกติ
หลายเดือนต่อมา “เดียวบัวมานะ” ข้อความสั้น ๆ จากปลายปากกาสีน้ำเงินถูกขีดเขียนลงไปในสมุดโน้ตเล็ก ๆ สีชมพูของใยบัว ก่อนจะถูกยื่นส่งไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธออย่าง ไอวา“ไปหาน้องหมาอีกแล้วเหรอ”เธอหันกลับไปถามบัวบูชา หรือใยบัวที่พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะรวบสมุดปากกาลงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ แล้วรีบเดินออกไปไอวามองแผ่นหลังบางที่พยักหน้ารับ ก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากลานเกียร์ไปทีละก้าว ความจริงเธออยากคว้ามือเพื่อนไว้ อยากบอกให้ใยบัวหยุดอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เพราะกิจกรรมรับน้องกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว และเพื่อนของเธออาจจะโดนรุ่นพี่ทำโทษที่มาช้าหรืออาจจะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับเกียร์ตอนท้ายเทมออีกแต่พอคิดถึงภาพรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าของเพื่อนสนิทในตอนที่กำลังเล่นกับน้องหมา ไอวาก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงคออย่างเงียบงันเพราะตั้งแต่ที่ใยบัวฟื้นขึ้นมาจากที่โรงพยาบาล ก็ได้มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ใยบัวยังเป็นใยบัวที่อ่อนโยน แต่บางสิ่งในตัวเธอกลับหายไป เรียกว่านับจากวันนั้นที่เกิดเรื่องเธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงของเพื่อนตัวเองอีกเลยสักครั้งเดี
ตลาดคารวยสุข“แม่...เข้าไปพักก่อนก็ได้จ๊ะ คนเริ่มน้อยแล้วเดียวหนูเฝ้าหน้าร้านเอง”“บัวนั้นละ ไปอ่านหนังสือเถอะลูก เดียวจะเปิดเทมอแล้วไม่ใช่เหรอ”เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของใยบัวเด็กสาวตัวเล็ก ส่งยิ้มหวานให้คนเป็นแม่ พร้อมกับจัดเรียงผลไม้บนแผงให้สวยงาม ง่ายต่อการเลือกซื้อภาพของสองแม่ลูกที่ช่วยกันจัดร้านด้วยรอยยิ้มสดใส ดูจะเป็นภาพชินตาของเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาด เพราะใคร ๆ ต่างก็เอ็นดูใยบัวที่เป็นเด็กขยัน เรียนดี ช่วยแม่ทำมาหากิน อีกทั้งล่าสุดเธอยังสอบติดมหาลัยชื่อดัง แถมยังได้ทุนการศึกษาจนเรียนจบเพราะคะแนนสอบสูงเป็นอันดับหนึ่งอีกด้วยโครม!ถังน้ำขนาดไม่ใหญ่นักถูกโยนลงมาใส่กลางแผงผลไม้ พร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่เดินเข้ามายืนเท้าเอวชี้หน้าเธอกับแม่เสียงดังลั่นจนกลุ่มคนและเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหันมามองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ๊หงส์ คุณนายเจ้าของร้านทองในตลาด ถึงได้มาโวยวายที่แผงผลไม้เล็ก ๆ ในตลาด“นี่อีพราว มีเวลาก็หัดสั่งสอนลูกตัวเองด้วยนะ อย่าคิดริอาจมาจับลูกชายฉัน เป็นแค่ลูกคนขายผลไม้จน ๆ ริอาจใฝ่สูงอยากได้ลูกชายเจ้าของร้านทอง”เจ๊หงส์ แม่ของเก่งยืนเท้าสะเอวมองสองแม่ลูก ใบหน้า







