คินน์ คณิณกรณ์ เพียงแค่เอ่ยชื่อของเขา ไม่มีทางที่จะไม่มีใครไม่รู้จัก ชื่อเสียงที่โด่งดังเพราะความเพียบพร้อมของเจ้าตัวที่เกิดมาในตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลในทวีปเอเชีย อีกทั้งฐานะที่รวยล้นฟ้าจนยากที่จะหาใครมาเปรียบเทียบ และสิ่งที่ทำให้สาว ๆ มากมายอยากจะใกล้ชิดกับเขาก็คงไม่พ้นใบหน้าคมคายที่แฝงความดุดันเอาไว้
ธุรกิจมากกว่าหลายร้อยอย่างกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มีเงินรายได้หมุนเวียนเฉียดแสนล้านทุกปี ยังไม่นับรวมธุรกิจที่ขยายสาขาไปยังต่างประเทศซึ่งก็มีรายได้มหาศาลไม่แพ้กัน
ภายใต้หน้ากากของนักธุรกิจแสนล้านนั้นยังคงมีเชื้อสายของต้นตระกูลที่เป็นหนึ่งในแก๊งมาเฟียที่มีอำนาจและเส้นสายมากมายจนยากที่ใครจะเข้าถึงตัวตนด้านมืดของพวกเขาได้
รถสปอร์ตสีขาวแล่นเข้ามาจอดด้านหน้าของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีเพียงคนในครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยกัน มาเฟียหนุ่มก้าวเท้าลงจากรถและรีบไปอุ้มใครอีกคนออกมา พลางยื่นกุญแจให้คนขับรถ
คนด้านในที่กำลังรอฟังข่าวอย่างร้อนรนก็รีบวิ่งแจ้นมาหาพี่ชายด้วยความเป็นห่วง
“นั่นใครคะ” ควีนเอ่ยถาม ก่อนจะพุ่งเข้าไปช่วยดูอาการของหญิงสาวแปลกหน้า แต่เมื่อเห็นว่าไม่ได้เป็นอะไรมากก็คลายกังวลลง
“ผู้หญิงคนนี้โผล่เข้ามาตอนที่พี่กำลังจะบุกเข้าไปช่วยไอ้โคลด์ โดนพวกนั้นไล่ล่ามา ก็เลยช่วยเอาไว้แต่ขี้เกียจพาไปโรงพยาบาลน่ะ” คนปากแข็งไม่ยอมรับว่าเป็นห่วงแต่กลับกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าขี้เกียจแทน
ควีนแอบอมยิ้มเล็กน้อยพลางสำรวจตามเรือนร่างที่สะบักสะบอมจนน่าสงสาร ผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กและผอมบางจนแทบไม่มีเนื้อเลยสักนิด
“ทำไมเธอถึงมีรอยแผลเยอะขนาดนี้ล่ะคะ คงไม่ใช่แค่โดนพวกนั้นไล่ล่ามาเฉย ๆ แต่น่าจะต้องหนีออกมาจากที่ไหนสักแห่งก่อนหน้านี้แน่นอนเลยค่ะ” ขนาดยังไม่ได้ตรวจดูดี ๆ ควีนยังพอจะรู้ว่าบาดแผลตามร่างกายมีทั้งใหม่และเก่า ยิ่งมองก็ยิ่งอนาถใจที่เห็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ โดนทำร้าย
“ถ้างั้นพี่ฝากเธอช่วยจัดการหน่อยแล้วกันนะ”
“ได้ค่ะ แต่จะพาเธอไปไว้ห้องไหนล่ะคะ” ตอนนี้ทุกห้องในบ้านก็มีคนอยู่ครบ ห้องรับแขกก็ไม่ได้ทำความสะอาดเอาไว้คงจะมีแต่ฝุ่นเต็มไปหมด ส่วนห้องของพ่อกับแม่ก็คงจะใช้ไม่ได้อยู่แล้ว
“ห้องพี่ก็ได้”
“เอางั้นเหรอคะ?” เธอมองพี่ชายด้วยความประหลาดใจ สองตามองพี่ชายสลับกับหญิงสาวในอ้อมแขนของเขา อดคิดไปเรื่อยไม่ได้ว่าอาจจะมีพรหมลิขิตเกิดขึ้น...
“อืม รีบไปเถอะ” คินน์ตัดบท ก่อนจะรีบเดินนำหน้าน้องสาวพาคนในอ้อมแขนขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านที่แบ่งโซนแต่ละห้องเอาไว้อย่างชัดเจน และห้องที่อยู่ซ้ายมือสุดก็คือห้องนอนของเขาที่ไม่ค่อยได้กลับมานอนสักเท่าไร
ร่างบางถูกวางลงบนเตียงอย่างง่ายดาย กระทั่งคินน์ยังรู้สึกว่าหญิงสาวตัวเบาหว่องจนน่าประหลาด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปและรีบเดินออกไปข้างนอกเมื่อควีนเดินเข้ามาแทนที่
คุณหมอสาวไฟแรงเพิ่งจะเรียนจบแพทย์จากอเมริกาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่เธอกลับเพิ่งจะอายุยี่สิบสองปีถ้วนเพราะความฉลาดเป็นกรดและไอคิวที่สูงจนทำให้การสอบเข้าแพทย์ในวัยสิบหกปีไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอนัก
มือเรียวใช้ผ้าเปียกชุบน้ำบิดจนหมาดแล้วจึงค่อย ๆ เช็ดตัวให้กับร่างบางบนเตียงอย่างไม่รังเกียจ แต่ยิ่งเช็ดรอยเปื้อนออกจากผิวขาวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผยให้เห็นบาดแผลมากมายที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะใต้ร่มผ้าและด้านนอกก็ตาม
“น่าสงสารจัง เก่งมาก ๆ ที่หนีออกมาได้ขนาดนี้” สายตาอ่อนโยนมองใบหน้าหวานที่ซูบผอมไม่เหมาะสมกับวัยเลยสักนิด อดคิดไม่ได้ว่าเธอต้องเจออะไรมาบ้างถึงได้หนีจนมาเจอเรื่องแบบนี้ แต่ก็โชคดีที่พี่ชายของเธอตัดสินใจช่วยเอาไว้
ควีนจัดการเช็ดตัว ทำแผล และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับหญิงสาวจนเรียบร้อย แม้จะอยากอยู่เฝ้าต่อจนกว่าจะฟื้น แต่พรุ่งนี้เธอยังมีหน้าที่ที่จะต้องไปเข้าเวรที่โรงพยาบาลต่ออีก
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ฝากพี่คินน์ช่วยเฝ้าเธอแทนหน่อยนะคะ ควีนต้องเข้าเวรพรุ่งนี้แต่เช้าเลยค่ะ”
“ไม่เป็นไร ไปพักผ่อนเถอะ” ฝ่ามือหนาลูบศีรษะของน้องสาวอย่างแผ่วเบา ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้สามพี่น้องก็ยังคงรักกันแน่นแฟ้นเหมือนเดิม แม้ปกติแล้วชอบหาเรื่องทะเลาะกันไปเรื่อยเหมือนเด็กไม่ยอมโตก็ตาม
“ค่ะ” เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้พี่ชาย ก่อนจะเดินแยกกลับไปพักผ่อนที่ห้องนอนของตัวเอง หลังจากที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันเพราะเป็นห่วงพี่ชายทั้งสองคนมาก
ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนอนของตัวเองที่มีหญิงสาวแปลกหน้ากำลังนอนอยู่บนเตียง ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาตัดสินใจพาเธอกลับมาด้วย ทั้งที่จะพาไปส่งโรงพยาบาลแล้วปล่อยให้ญาติมาตามหาเองก็ได้
วันต่อมา...
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านกระจกระเบียงเข้ามาภายในห้องนอน บรรยากาศที่แสนอบอุ่นและนุ่มสบายอย่างที่ร่างบางไม่เคยได้สัมผัสทำเอาเธอแทบไม่อยากจะตื่น ทว่าความทรงจำเมื่อคืนก็พลันย้อนกลับเข้ามาในหัวทำให้ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ต้นหนาวหันมองไปรอบตัวด้วยความตกใจ ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างที่เธอควรจะอยู่ แต่กลับเป็นห้องนอนกว้างขวางที่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราและข้าวของราคาแพง
ท่าทางแปลก ๆ ของหญิงสาวตกอยู่ในสายตาของคินน์ที่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟาอีกฝั่งของห้องเพราะอยู่เฝ้าเธอมาตลอดทั้งคืน
“ฟื้นแล้วสินะ”
“เอ่อ...ที่นี่ที่ไหนคะ” แม้จะเป็นลมไป แต่ต้นหนาวยังจำได้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าคือคนเดียวกับที่ดึงเธอไปหลบหลังต้นไม้ระหว่างที่กำลังยิงปะทะกัน
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้พลางมองใบหน้าหวานอย่างเพ่งพินิจ แต่สีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งและไร้อารมณ์เหมือนเดิม
“บ้านของฉัน”
“คุณคงไม่ได้คิดจะทำอะไร...หรอกใช่ไหม”
“ฉันไม่คิดอะไรแบบนั้นหรอกน่ะ ตัวเธอสกปรกมอมแมมอย่างกับลูกหมาตกขี้โคลน”
ต้นหนาวโล่งใจขึ้นนิดหน่อย เมื่อเขาพูดแบบนั้น เนื้อตัวของเธอสกปรกมอมแมมอย่างที่เขาว่า แต่เหมือนลูกหมาอันนี้เธอไม่แน่ใจสักเท่าไร ตัวเธอก็ไม่ได้เล็ก จะไปเหมือนลูกหมาได้ยังไงกัน
“รีบลุกออกไปซะ ฉันจะนอน” เขาพูดใส่อารมณ์ด้วยความรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก
“ค...ค่ะ” ร่างบางรีบเด้งตัวลุกออกจากเตียงทันทีที่โดนไล่ ก่อนจะเดินงุนงงออกมานอกห้อง
‘แล้วจะไปที่ไหนต่อ...’
นัยน์ตาสีเข้มสั่นระริกด้วยรู้ดีว่าตนไม่มีที่ที่จะไป พลางหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง ขณะเดียวกันก็ตื่นตาตื่นใจไปกับความหรูหราและความใหญ่ของที่นี่
หากจะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ถูกนัก อาจจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็เห็นจะได้ เหมือนกับบ้านในละครหลังข่าวที่เธอเคยแอบเจ๊สรเปิดดูตอนกลางคืนไม่มีผิด
“ฟื้นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง” จู่ๆ ก็มีผู้หญิงโผล่เข้ามาถามเธอ พร้อมกับยกหลังมือขึ้นมาทาบบนหน้าผากของเธอเพื่อวัดไข้
“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” เธอเอ่ยตอบเสียงแผ่ว
“แล้วพี่คินน์ล่ะ” อีกฝ่ายถามกลับพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง ซึ่งต้นหนาวไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน นอกจากแม่ของเธอ หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นแรงที่หน้าอกข้างซ้ายด้วยความรู้สึกดีบางอย่างต่อคนตรงหน้า
“คินน์?” ก่อนจะทวนชื่อของคนที่อีกฝ่ายถามหาซ้ำ
“คนที่พาเธอมาไง” ควีนรีบอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“นอนอยู่ในห้องค่ะ” ต้นหนาวเอ่ยตอบ พลางหันไปมองรอบ ๆ ตัวอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
“แล้วบ้านของเธออยู่ที่ไหน ให้ฉันไปส่งไหม” คุณหมอสาวไม่ด่วนถามถึงรอยแผลพวกนั้น แต่แอบหยั่งเชิงเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เธอคาดเดาเอาไว้เมื่อคืนถูกต้องหรือไม่
“ห...หนู ไม่มีบ้านค่ะ”
“เธอชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ แล้วครอบครัวของเธอล่ะ” ควีนยิงคำถามใส่คนตรงหน้ารัว ๆ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสารที่มีต่ออีกฝ่าย
“หนูชื่อต้นหนาวค่ะ อายุสิบเก้าแล้วค่ะ หนู...ไม่มีครอบครัวค่ะ แม่เสียไปตั้งแต่สามปีที่แล้วค่ะ” ต้นหนาวอธิบายกับหญิงสาวตรงหน้าไปตามตรง ท่าทางใสซื่อไร้เดียงสายิ่งทำให้ควีนรู้สึกเอ็นดูและสงสารเด็กสาวตรงหน้ามากกว่าเดิม และเธอก็คิดว่าพ่อกับแม่คงจะคิดไม่ต่างกันนัก
“น่าสงสารจัง แล้วก่อนหน้านี้ทำอีท่าไหนถึงได้หนีมาเจอกับพวกนักเลงที่โกดังนั่นล่ะ” ฝ่ามือเรียวลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองมาที่ต้นหนาวไม่หยุดจนเธอเริ่มซึมซับได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน
‘ความรู้สึกของการถูกรักจากคนอื่น’
ในสายตาของต้นหนาวตอนนี้ หญิงสาวตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับนางฟ้าผู้แสนใจดีที่กำลังปลอบโยนเธอด้วยคำพูดและการกระทำที่นุ่มนวล
“หนูหนีออกมาจากซ่องค่ะ”
“ซ่อง?” คำตอบที่ควีนคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ไม่แปลกใจที่เด็กสาวตรงหน้าหนีออกมาจนสุดชีวิตจนกระทั่งได้มาเจอกับพวกนักเลงที่โกดังและต้องหนีตายต่ออีก
“แม่ของหนูทำงานที่นั่นค่ะ เป็นคนทำความสะอาดและดูแลทุกคนในซ่อง แต่พอแม่จากไป เจ๊สรก็ให้หนูทำงานแทนแม่ค่ะ...” เด็กสาวรีบอธิบายด้วยกลัวว่าคนตรงหน้าจะเข้าใจว่าแม่เธอเป็นผู้หญิงที่ขายตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นเหมือนคนรับใช้ในซ่องนั่นต่างหาก
“ถ้างั้นแสดงว่าแผลตามตัวของเธอก็มาจากฝีมือของพวกนั้นเหรอ”
“ค่ะ พอมีโอกาส หนูก็เลยแอบเข้าไปเอาเงินที่เจ๊สรไม่ยอมจ่ายให้หนูแล้วก็หนีออกมาค่ะ” สีหน้าในตอนท้ายของต้นหนาวเต็มไปด้วยความดีใจที่หนีจะหลุดพ้นมาจากที่นั่นได้
คนที่ยืนฟังอยู่อีกฝั่งของประตูที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดของผู้หญิงที่ช่วยเหลือไว้ก็แอบเห็นใจเธอไม่น้อย
“ถ้างั้นก็แสดงว่าเธอไม่มีที่ไปเลยสินะ” น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความคิดบางอย่างเอาไว้ ควีนจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเห็นใจและอยากจะช่วยเหลือ
ก่อนบทสนทนาระหว่างทั้งสองสาวจะชะงักลง เมื่อคนด้านในเปิดประตูออกมามองไปที่หญิงสาวแปลกหน้าและน้องสาวที่กำลังยืนคุยกัน
“พี่คินน์คิดว่ายังไงคะ ถ้าควีนอยากให้ต้นหนาวมาอยู่ที่นี่กับเรา” แพทย์สาวหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาออดอ้อนเล็กน้อย เพราะเธอดันถูกชะตากับเด็กสาวตรงหน้าไปแล้ว และคงจะทำใจไม่ได้หากต้องยอมปล่อยให้ต้นหนาวไปตกระกำลำบากคนเดียวต่อ
“เดี๋ยวพี่จัดการเอง เธอไม่รีบไปเข้าเวรหรือไง” เขาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าใกล้จะเลยเวลาที่น้องสาวมักจะออกไปจากบ้านแล้ว
“จริงด้วย! แต่อย่าเพิ่งให้ต้นหนาวไปไหนจนกว่าควีนจะกลับมานะคะ” ควีนก้มมองดูนาฬิกาข้อมือพลางเริ่มลุกลี้ลุกลนด้วยกลัวว่าจะไปทำงานสาย ก่อนจะหันมาเน้นย้ำพี่ชายเอาไว้อีกครั้งแล้วส่งยิ้มให้กับเด็กสาวและรีบวิ่งออกจากบ้านไป
คินน์หันมามองหญิงสาวแปลกหน้าที่ตนพามา พลางเพ่งมองอย่างพิจารณา จนอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกเขาจ้อง
“เดี๋ยวหนาวออกไปจากที่นี่ก็ได้นะคะ”
“แล้วจะไปอยู่ไหน มีที่ไปเหรอ” น้ำเสียงกระแทกหนักของอีกฝ่ายทำเอาร่างบางผงะถอยหลังหนีด้วยความกลัว
“ม...ไม่มีค่ะ” เธอเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ
“อยากอยู่ที่นี่ไหม” หางคิ้วหนายกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงที่ค่อย ๆ อ่อนโยนลงไปจากเดิม
“อยู่ที่นี่? หนาวจะอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” นัยน์ตาคู่โตเป็นประกาย จนลืมไปเสียสนิทว่าเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อคืนเท่านั้น
“คุณพ่อคุณแม่ของฉันอายุก็เริ่มมากแล้ว พักหลังมานี้ฉันกับน้อง ๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลากลับบ้าน ฉันอยากให้เธอช่วยดูแลท่านทั้งสอง” สมองที่ประมวลผลออกมาได้อย่างรวดเร็วจนเขาสามารถหาทางออกให้กับเด็กสาวตรงหน้าได้ และเขาก็มั่นใจว่าพ่อแม่คงจะไม่ขัดใจเรื่องนี้แน่นอน
“ให้หนาวดูแลคุณพ่อคุณแม่ของคุณเหรอคะ”
“ใช่ แล้วเธอจะได้อยู่ที่นี่และมีเงินเดือนทุกเดือน ไม่ต้องไปลำบากที่อื่น” เขาว่าพลางเลื่อนฝ่ามือมาลูบศีรษะของเธอเบา ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มชวนให้ต้นหนาวเผลอยิ้มตามไปด้วย
“...”
“สรุปว่าจะตกลงไหม” คินน์ทวงถามอีกครั้งเมื่อเด็กสาวยังคงไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนกับเขา
“ตกลงค่ะ”
“ตกลงค่ะ” น้ำเสียงร่าเริงตอบรับอีกฝ่ายด้วยความดีใจ ต้นหนาวรู้สึกคล้ายเหมือนโดนโชคหล่นทับเข้าเต็มเปา หนีออกมาจากซ่องได้ทันไรก็มีคนช่วยเหลือไว้แล้ว ถึงจะเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้กลางดงกระสุนก็เถอะ
“ว่าแต่เธอเรียนจบชั้นไหนมา”
“หนาวเรียนจบแค่มอสามค่ะ” หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เจ๊สรก็ยื่นคำขาดว่าไม่ให้เธอไปเรียนต่อและให้มาช่วยงานที่ซ่องแทน แม้เกือบจะถูกจับขายอยู่หลายครั้งแต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้เสมอ
“อืม หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังที่ยอมไว้ใจหรอกนะ”
“ค่ะ หนาวสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเด็ดขาด” เพียงแค่นี้เธอก็ไม่รู้จะตอบแทนความดีของอีกฝ่ายยังไงแล้ว นอกจากจะช่วยเธอไว้เมื่อคืนแล้วยังจ้างให้เธอทำงานที่นี่อีก หากไม่ใช่เพราะเขา เธอก็อาจจะไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ แล้วชีวิตของเธอจะกลายเป็นยังไงก็ไม่มีทางรู้ได้เลย