FAZER LOGINจนเวลาล่วงผ่านเข้าสู่ช่วงเช้า หนุ่มน้อยตื่นแต่เช้าตรู่ ตะเตรียมเสื้อผ้า ชุดว่ายน้ำเข้ากระเป๋าพร้อมแต่งตัวเสร็จสรรพ เตรียมตัวออกเดินทางโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่า คนชวนจะตื่นหรือยังในตอนนี้
หนุ่มน้อยสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง หยิบจักรยานคันโปรดปั่นเร่งไปยังบ้านสาวน้อย พลางทักทายเหล่าป้า ๆ ลุง ๆ ในซอยด้วยไมตรีมิตร จนมาถึงบ้านของสาวน้อย “อ้าว มาแล้วเหรอกานต์ เข้ามานั่งรอข้างในสิลูก กินไรมายังอะ” พ่อเปิดประตูเรียกหนุ่มน้อยที่ยืนรับแดดอ่อน ๆ พร้อมจักรยานข้างกายอยู่หน้าบ้าน “สวัสดีครับลุงปกป้อง ทานมาเรียบร้อยแล้วครับ” หนุ่มน้อยเผยยิ้มสดใส ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ หนุ่มน้อยเข็นจักรยานจอดวางไว้อย่างดีในโรงจอดรถข้างบ้าน เดินเข้านั่งรอสาวน้อยที่ไม่รู้เลยว่าเธอจะตื่นหรือยัง หนุ่มน้อยมองซ้ายขวาหาคนชวน ไม่เจอ จึงได้เอ่ยถามกับแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว “ป๊อบละครับป้า” “เอ้อ ป้าลืมไป ยังไม่ได้ปลุกป๊อบเลย รอสักครู่นะลูก” ป้าประภาวางทัพพีที่ถืออยู่ รีบวิ่งขึ้นทุบประตูเสียงดังลั่น “ป๊อบ ตื่นยังลูก กานต์มารอแล้วนะ” สิ้นเสียงตะโกน สาวน้อยเปิดประตูแง้ม ส่องหน้าพร้อมเดินออกมาเต็มตัว ทำให้แม่ที่ยืนอยู่ต่อหน้าอึ้งไปแทบหงายหลัง สาวน้อยหมุนตัวให้แม่ดูถึงการแต่งตัวด้วยชุดเดรสสั้นลายดอกไม้สีชมพูหวานแหวว ผมเปียยาวสองข้าง พร้อมเครื่องประดับตามวัยวิบวับรอบตัว แม่ยื่นมองอยู่ครู่ จึงได้เผลออุทานรับกับสิ่งที่เห็นด้วยสีหน้าเรียบอึ้ง “แม่เจ้า นับเป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้เลย” พร้อมหัวเราะตัวโยก “กานต์มายังแม่” สาวน้อยถามแม่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แม่กะจะมาปลุก --- เอ้ย ! มาเรียกหนูนี่แหละ ว่ากานต์มาแล้ว” “ดีเลยค่ะ หนูพร้อมแล้วค่ะแม่ ไปเลยไหมคะ” สาวน้อยเบิกตาร่า สะพายกระเป๋าใบเล็กสีชมพูอ่อน เข้ากับสีชุดที่ใส่ วิ่งร่าลงมาข้างล่าง ปล่อยให้ผู้เป็นแม่ยืนยิ้มส่ายหัวด้วยความคาดเดาไม่ได้ในทุกวินาที “หวัดดีกานต์” ร่างเล็กร่ายรำหมุนวนตรงหน้าหนุ่มน้อย สะบัดผมเปียเหวี่ยงไปมา “ดีป๊อบ วันนี้แต่งตัวสวยจังเลยนะ” หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยสีหน้าฝืนยิ้ม “กานต์ว่าสวยเหรอ บ้า กานต์ก็” สาวน้อยทำท่าเหนียมอาย ก่อนที่พ่อจะถือตะกร้าอาหารที่แม่ทำไว้ เดินมาเรียกสติให้เก็บของขึ้นรถเตรียมตัวเดินทางไปทะเล ด้วยความที่ผู้ใหญ่ต้องการที่จะไปกลับ การออกเดินทางแต่เช้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อไปถึงให้เร็ว จะได้มีเวลาให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำกันมากขึ้น แล้วยิ่งหนุ่มน้อยมาเร็วมากกว่าที่นัดไว้มาก และสาวน้อยไม่อ้อยอิ่งเหมือนอย่างเคย แพลนการเดินทางจึงถูกเลื่อนเข้าให้ออกเลยในตอนนั้น ล้อยางผ่านเคลื่อนจังหวัดทางผ่านหลายจังหวัด เหล่านักเดินทางผล็อยหลับไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มีเพียงคนขับที่อัดดื่มเครื่องดื่มชูกำลังตลอดทางให้มีแรงขับเคลื่อนให้ถึงที่หมายโดยปลอดภัย จนมาถึงที่หมาย ก็กินเวลาปาไปเกือบเที่ยงพอดี “ถึงแล้วเด็ก ๆ” พ่อปลุกเรียกทั้งสองบนเบาะหลัง ที่ต่างหัวพิงกระจกข้างหลับใหลใครมัน พ่อเปิดประตู มุดตัวออกจากรถยืดแขนยืดขา บิดขี้เกียจ แม่เปิดฝาท้ายขนสัมภาระต่าง ๆ ลง หาพื้นที่เหมาะ ๆ กางเสื่อปู เก้าอี้ปิกนิกนั่งรับลมเย็น ๆ ส่วนหนุ่มสาววัยเอาะทั้งสอง พอลงจากรถก็มองหาห้องน้ำปลดปล่อยในทันที แม่ตะเตรียมอาหารกางรอทุกคนที่ต่างทำธุระของตัวเอง เก้าอี้ปิกนิกกางออกสี่ตัวล้อมวงอาหาร พร้อมกวักมือเรียกซื้อเหล่าอาหารทะเลที่แม่ค้าเดินขายตามริมชายหาดไม่ขาดสาย “มาลูกมา นั่งลง ๆ” แม่เรียกทั้งสองที่เดินมาด้วยยังคงอาการสะลึมสะลือ ผายมือให้นั่งฝั่งตรงข้าม โดยมีพ่อนั่งจิบเครื่องดื่มอยู่ข้าง ๆ “ยังไม่หิวเลยอะแม่” สาวน้อยนั่งลง เอ่ยเสียงงอแง “ไม่หิวก็ต้องกิน หนูยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้านะ” “หนูมาเล่นน้ำนะแม่ ไม่ได้จะมากินข้าว” สาวน้อยทำหน้าตุ้บป่อง “ถ้าไม่กินแม่ไม่ให้เล่น” แม่เค้นเสียงแข็ง “แม่ก็ปล่อย ๆ ลูกบ้างเถอะ” พ่อหันพูดละมุนละม่อมกับคนข้าง ๆ “อะ ไม่กินก็แล้วแต่ ไม่มีแรงเล่นก็อย่ามาโวยก็แล้วกัน” “กานต์ตามสบายเลยนะลูก” พ่อเอ่ยบอกหนุ่มน้อยที่หันมองทะเลอยู่ไม่ขาดสายตา “ชอบไหมลูก” แม่เอ่ยถามหนุ่มน้อย “ชอบครับ ผมไม่ได้ออกมาแบบนี้นานแล้ว” คำพูดเปรยยิ้มเศร้าของหนุ่มน้อย ทำเอาแม่และพ่อที่นั่งฟังหันมองหน้ากันด้วยความหมายที่เข้าใจกันดี หนุ่มน้อยตักอาหารตรงหน้ากินอย่างช้า ๆ จนสาวน้อยที่นั่งข้าง ๆ เห็น จึงกินตามด้วย แม่กับพ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มเผยอออกมาไม่ได้ ได้เพียงเอามือปิดปากไว้ กลัวไก่ที่เรียกว่าลูกตัวเองจะตื่น จนมื้อเที่ยงจบลง ด้วยความอิ่มเอม เด็ก ๆ ขอไปเปลี่ยนชุด ผู้ใหญ่ก็ถือโอกาสที่เด็ก ๆ ไม่อยู่นั่งเอนหลังกอดกันชมบรรยากาศ รอให้เด็ก ๆ กลับมาแล้วจะได้ไปเล่นกับเขา คอยดูเขาเล่นอยู่ใกล้ ๆ เพราะมีเหตุอันใดที่ไม่สามารถควบคุมได้ การมีผู้ใหญ่อยู่ข้าง ๆ จึงอุ่นใจได้เสมอ โดยแบ่งหน้าที่กันว่า พ่อลงไปเล่นกับลูก ๆ ส่วนแม่ก็จะคอยเฝ้าของอยู่บนบก ไม่นานนักลูก ๆ สองคนก็เดินมาพร้อมหอบเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้วมา และได้มาพบกับภาพแห่งความหวานฉ่ำ แม่หนุนหัวข้ามเปลชายหาดมาหนุนแขนของพ่อที่พาดล้ำมาเปลแม่ ยิ้มร่าพูดคุยกัน ทั้งคู่ยืนมองกันอยู่ครู่นิด ๆ จนสาวน้อยอดที่จะกระแอมแซวไม่ได้ “ฮั่นแน่” พ่อและแม่ได้ยินเสียงแซวลูกสาวก็สะดุ้งดีดตัวกลับที่ตัวเองโดยอัตโนมัติ โดยหันมายิ้มหวานให้แทนการแก้เขิน1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







