Return of the Luna and the last Lycan clan

Return of the Luna and the last Lycan clan

last update최신 업데이트 : 2024-10-23
작가:  Reanne Michelle완결
언어: English
goodnovel16goodnovel
순위 평가에 충분하지 않습니다.
95챕터
3.3K조회수
읽기
보관함에 추가

공유:  

보고서
개요
장르
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.

Young Brooke is set to become Luna of the Sun pack, but a night of celebration turns into a tragic nightmare. When Brooke is left to protect the only survivors of her pack after they successfully escape and go into hiding, they soon learn that their nightmare is far from over and Brooke ends up face to face with the man that destroyed everything. Determined to get revenge on her enemy isn't as easy as she thought when she's put through more than she was ever prepared for, but Brooke..... doesn't give up!

더 보기

1화

Chapter 1 - The Invader

ยามจื่อ[1]วันนี้ ท้องฟ้าหม่นครึ้มถูกย้อมจนแดงฉานด้วยเปลวเพลิง รอบข้างแว่วเสียงร่ำไห้ผสานเสียงไฟผลาญไม้ลั่นเปรี๊ยะๆ เสียดแก้วหู ต่อให้ปิดตาฟังก็ยังรู้ว่าเป็นคืนแสนวิปริต

เลี่ยงจินอู่...หนึ่งในเมืองป้อมปราการสำคัญก่อนเข้าสู่เขตเมืองหลวงแคว้นป๋าย ครั้งหนึ่งเคยงดงามด้วยอาคารบ้านช่องจากอิฐ ดิน และไม้เนื้อขาว ดูสะอาดสะอ้าน ตามรายทางพื้นถนนหินตัดและสะพานขาวพิสุทธิ์เคยเปล่งประกายด้วยโคมไฟสีขาวและธงปักไหมทองวิจิตรบรรจง เปี่ยมกลิ่นอายมงคล ยามนี้มองไปทางทิศใดกลับเห็นเพียงซากปรักหักพังเปรอะคราบเขม่าควัน เพราะน้ำมือกองทัพชุดเกราะเกล็ด[2]ดำทมิฬเรือนแสนจากเฮยเซ่อเย่ว์

ท่ามกลางเปลวไฟและควัน หนิงซิน ธิดาองค์เล็กผู้โด่งดังและเป็นที่โปรดปรานของป๋ายอ๋อง ผู้ครองแคว้นป๋าย ก้าวขาลงจากรถม้าอย่างมั่นคงและงามสง่า เดินผ่านเหล่าข้ารับใช้ที่ทำหน้าราวกับคนตกน้ำใกล้ขาดใจ มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่กลัวเกรง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเบื้องหน้ามีสิ่งใดรออยู่

“ผู้ใดรนหาที่ตาย...” เสียงแหบแห้งเหี้ยมเกรียมที่ดังขึ้นต้อนรับ อาจทำให้นางกำนัลและทหารองครักษ์จำนวนเท่าหยิบมือของนางสั่นกลัว แต่นางไม่

“ท่านก็คือแม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์ที่ ‘รบพันลี้ไม่มีล้า’ ผู้นั้นกระมัง...ข้ามาแล้ว ชีวิตของข้าใช่หรือไม่ ที่พวกท่านเฮยเซ่อเย่ว์ต้องการ” นางถาม ดวงตาฉ่ำน้ำฉายแววแกร่งกร้าว ไม่กลัวตาย “ในเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็อย่าได้ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ต่อไปอีกเลย สั่งให้คนของท่านหยุดมือเสีย การทำให้เมืองอันงดงามเมืองหนึ่งต้องกลายเป็นซากปรักหักพังเช่นนี้ นอกจากความเพลิดเพลินแล้วก็หาประโยชน์อันใดมิได้กระมัง เพียงเพื่อให้ได้ตัดหัวองค์หญิงแพศยาชั่วช้าผู้เดียว เหตุใดพวกท่านกองทัพทมิฬอันเลื่องชื่อ ต้องลดตัวมากระทำเรื่องยุ่งยากเกินจำเป็นถึงเพียงนี้”

“เจ้านั่งรถม้าเล็กๆ นั่น ลอบออกจากเมืองหลวงมาถึงนี่ เพราะอยากให้พวกเราเฮยเซ่อเย่ว์ยุติการโจมตี?” เขาถาม

แม้ศีรษะขององค์หญิงผู้หนึ่งจะสูงส่ง...โดยเฉพาะยิ่งแล้วเมื่อนางเป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่สักการะบูชาของแว่นแคว้นที่เป็นดั่งศูนย์กลางของนิกายแสงสว่าง นิกายซึ่งผู้คนให้การยอมรับนับถือมากที่สุดในใต้หล้า... หนิงซิน ละวางสถานะทั้งปวง ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ตอบรับคำกล่าวนั้น

ที่นางต้องการมากที่สุดในยามนี้ คือยุติเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เพราะนาง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต นางก็พร้อมเต็มใจยอมรับคำพิพากษานี้ ถึงแม้ว่าตั้งแต่ต้นจวบจนบัดนี้ นางก็ยังไม่รู้เลย ว่าตนเองได้กระทำสิ่งใดผิดพลาดไปกันแน่

“ไม่” แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ประกาศเสียงแข็ง “ผู้ชนะลิขิตชะตาผู้แพ้พ่าย เรื่องนี้ล้วนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม”

หนิงซินกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่ช่วยให้นางยังคงประคองสติสัมปชัญญะอยู่ได้

ท่ามกลางบรรยากาศชวนอึดอัดและทุกสายตาที่จับจ้อง ม้าตัวเขื่องสีดำมะเมื่อมแววตาน่าขนลุก ค่อยๆ เยื้องย่าง พาร่างที่ดูราวสูงใหญ่กว่าแปดฉื่อ[3]ในชุดเกราะเกร็ดเหล็กกล้ารมดำ แหวกกองทัพนักรบบนหลังม้าหน้าตาดุดันออกมาหยุดยืนเบื้องหน้านาง ลมหายใจฟืดฟาดที่ม้าศึกพ่นใส่ ทำเอา หนิงซินตัวแข็งทื่อเพราะความกลัว

หนิงซินจ้องลึกลงในดวงตาพยัคฆ์คู่คม พยายามค้นหาเศษเสี้ยวความเมตตาและความดีงามข้างในนั้น กลับพบเพียงแววตามืดทะมึนสุดประมาณ และความเย็นเยียบดุจเหมันต์ไร้ที่สิ้นสุด

นี่คงจะเป็น...แม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์กระมัง...

เพียงเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นของความตาย อีกทั้งทั่วทั้งร่างยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายอัปมงคลชวนอึดอัดกดดันเช่นนี้...ต่อให้ไม่มีใครบอก นางก็พอจะเดาได้ไม่ยาก

สิ่งที่คาดเดาได้นี้ ทำให้นางยิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน

อันที่จริงนางแทบไม่กล้าหายใจแล้วด้วยซ้ำ

แม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์จ้องนางราวกับมองสัตว์เล็กๆ ไร้ค่าตัวหนึ่ง

เขาถามเสียงเย็น “เพียงแค่ปรากฏตัว พูดจาไม่กี่คำ ก็คิดว่าสามารถสั่งให้พวกเรากองทัพทมิฬอันเลื่องชื่อของสมรภูมิทมิฬ[4] หยุดกระทำเรื่องที่พวกเราเดินทัพมาเพื่อกระทำ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ใด”

“ดังที่พวกท่านรู้...ถูกแล้ว ย่อมต้องรู้ ข้าคือหนิงซินกงจู่[5] ธิดาในอิ๋งอ๋องแคว้นป๋าย เจ้าของแผ่นดินที่พวกท่านย่ำเหยียบ” นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ

หนิงซินพยายามได้ดีเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของนาง

ทว่าประโยคที่อีกฝ่ายตอบกลับ ยโสโอหังยิ่ง!

“ไม่ใช่อีกแล้ว องค์หญิงน้อย...” แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์บังคับม้าให้เดินหน้าเบี่ยงออกเล็กน้อย ทำให้ร่างกายใหญ่ยักษ์นั่นขยับเข้าใกล้กายนางในระยะน่าหวาดหวั่น

แม้เวลานี้จะเป็นยามราตรี อีกทั้งทั่วทั้งเมืองในยามนี้ล้วนเต็มไปด้วยเขม่าและควันไฟ แต่จากตรงนี้ นางสังเกตเห็นคราบเลือดตามตัวม้า เสื้อเกราะ แขน ขา และใบหน้าบุรุษผู้นี้ได้ชัดถนัดตา

ดูจากแววตากร้าวแกร่งไร้ร่องรอยความอ่อนล้าและท่วงท่าขี่ม้าอันสูงส่งเย็นชาทว่าห้าวหาญในที ไม่ต้องเพ่งตาดูให้ดีก็เดาได้...

หยาดเลือดที่แทบจะชโลมทั่วร่างม้าและแม่ทัพผู้นี้ ล้วนมาจากคนแคว้นป๋ายทั้งสิ้น!

ไม่ผิดแล้ว...คนผู้นี้คือบุรุษที่นำทัพเข่นฆ่าผู้คนไปทั่วหล้า

คนผู้นี้คือบุรุษที่สังหารทหารกล้าของนาง

คนผู้นี้คือบุรุษที่สังหารชาวเมืองของนาง

หนิงซินขอบตาร้อนผ่าว ยามนี้นางทั้งโกรธทั้งเกลียดทั้งเจ็บใจที่ตนเองไร้พละกำลังความสามารถจนอยากจะร้องไห้ แต่ยังพยายามแข็งใจ เอ่ยเสียงเรียบ “ที่นี่ยังเป็นแผ่นดินเรา” แม้กลิ่นความตายจะเลื้อยรัดรอบร่าง นางยังหาญสู้ “ที่พวกท่านได้ครอบครองยามนี้ ดีที่สุดก็ยังเป็นเพียงเมืองหน้าด่าน เป็นเพียงอีกหนึ่งป้อมปราการ ไม่ใช่วังหลวงแคว้นป๋าย” นางจ้องดวงตาดุเข้มเย็นชาคู่นั้นไม่หลบสายตา เอ่ยเน้นคำ “พวกท่านยังไม่ได้ประกาศชัยชนะ”

“เจ้าทำให้ข้านึกขึ้นได้ ว่าสมควรรีบไปประกาศชัยชนะ”

“ข้ามาที่นี่พร้อมข้อเจรจา” นางรีบบอกเสียงดัง “สั่งให้ทหารของท่านยุติการโจมตี หยุดทำลายบ้านเมือง หยุดเข่นฆ่าคนแคว้นนี้ แล้วพวกเราแคว้นป๋ายจะพิจารณายอมรับปากเฮยเซ่อเย่ว์ทุกเงื่อนไข” หนิงซินบอกชัดถ้อยชัดคำ แม้ทุกถ้อยคำเปรียบดั่งคมมีดกรีดใจนาง

แว่นแคว้นที่นางรักกำลังจะล่มสลาย บ้านเมืองถูกแผดเผาทำลาย ผู้คนมากมายล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง แม้จะฟังดูน่าอัปยศอดสู ทว่าตัวนางในตอนนี้นับได้ว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วนางก็มีแต่จะต้องดิ้นรนรักษาม้าตายเยี่ยงม้าเป็น[6]

“ทุกเงื่อนไขเช่นนั้นรึ” แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ถาม

“ใช่ ทุกเงื่อนไข” นางยืนยัน แม้ยังไม่แน่ใจ ว่าบิดาและน้องชายคนโตที่เป็นรัชทายาทจะยอมตกลงหรือไม่

ที่จริงแล้วครั้งนี้นางลอบหลบหนีออกมาจากวังหลวงมาได้ ก็เพราะความใจอ่อนของน้องชายคนรอง ล้วนแล้วแต่ตัดสินใจเอาเองโดยพละการทั้งสิ้น

เรื่องครั้งนี้อาจฟังดูเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่า ทว่า...ทว่าหากสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะนาง เช่นนั้นแล้วไม่สู้ให้คนเหล่านี้ได้ตัวนางสมใจดังที่พวกเขาได้ป่าวประกาศเอาไว้ตั้งแต่แรก...ให้พวกเขาได้นำนางไปทรมาน เอาไปแห่ประจาน นำตัวไปบั่นคอให้พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ต้าอ๋อง เทียนหลง’ ผู้ครองแคว้นเฮยเซ่อเย่ว์ในยามนี้หายแค้นยังดีกว่า เผื่อว่าพวกเขาจะเมตตา ยอมเหลือทางรอดให้ราชวงศ์สกุลอิ๋งและผู้คนแคว้นป๋ายสักหนึ่งสาย…

หนิงซินมีความคิดของนาง ผู้จ้องมองนางก็มีความคิดเป็นของตนเองเช่นกัน

นี่น่ะรึ หญิงงามที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน

นี่น่ะรึ หญิงงามที่ล่มบ้านล่มเมือง...ล่มมาแล้วไม่รู้กี่แคว้นต่อกี่แคว้น

นี่น่ะรึ หญิงงามที่ทำให้พี่น้องของข้าต้องตายตก

นี่น่ะรึ หญิงงามที่แคว้นป๋ายกับพวกคลั่งศาสนาพากันสรรเสริญบูชาและหวงแหนราวกับไข่มุกล้ำค่าที่ประคองเอาไว้บนฝ่ามือยังกลัวหาย ยามนี้ถึงกับต้องพาตัวออกจากอารามศักดิ์สิทธิ์ นำกลับไปซุกซ่อนไว้ในตำหนักใหญ่โตข้างในใจกลางวังหลวงอีกชั้น ไม่สนใจแล้วว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์มีหน้าที่ใด

นี่น่ะรึ หญิงงามที่กล่าวกันว่าร้อยปีจึงจะมีถือกำเนิดขึ้นมาสักครั้ง?

“หึ...หึหึ ฮ่าๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” ท่าทีองอาจไม่กลัวภัยจากหญิงงามรูปร่างอ้อนแอ้นอ่อนเยาว์อาจดูน่าประทับใจ แต่อีกนัยก็ช่างน่าขันนัก

“ตอนบอกให้ส่งตัวมาก็ยึกยักท่ามากไม่ยอมส่งให้ เพียงเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ก็รีบกลับลำเรือ ยอมกลืนน้ำลาย พายเรือทวนน้ำ เหอะ! ประเสริฐยิ่ง! เจ้านายแคว้นนี้ ส่งสตรีมาต่อรอง สิ้นหวังกันถึงเพียงนี้แล้วงั้นรึ!”

“ข้ามาของข้าเอง!” นางรีบบอกตามตรง

การจะปล่อยให้พระเกียรติของเสด็จพ่อและเจ้านายของแผ่นดินนี้ถูกหยามหมิ่นนั้น...นางยอมไม่ได้จริงๆ!

“เหอะ ช่างกล้าหาญองอาจดีเสียจริง” ถึงถ้อยคำที่เอ่ยจะเป็นคำชม แต่น้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม “ทว่ากล้าหาญก็ส่วนกล้าหาญ โง่เขลาก็ส่วนโง่เขลา เห็นทีอิ๋งอ๋องแคว้นป๋ายคงฟูมฟักองค์หญิงคนโปรดเอาไว้ก็แต่ในตำหนักฟุ้งเฟ้อโอ่อ่าที่รายรอบด้วยทะเลดอกไม้ดังคำเล่าลือไม่ผิดแล้วกระมัง นางจึงไม่เพียงเติบโตขึ้นมา ‘กลิ่นกายหอมฟุ้งยิ่งกว่ายอดบุปผชาติจากสรวงสวรรค์ ผิวพรรณผ่องใสราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้’ ดังที่ผู้คนโจษจัน แต่ยังมองว่าโลกใบนี้ล้วนมีก็แต่เรื่องราวงดงามดั่งภาพเขียนวิจิตรบรรจงและแพรพรรณนุ่มละมุนในตำหนักโอ่อ่างดงามนั่น”

จบประโยค เหล่าทหารชำนาญศึกจากเฮยเซ่อเย่ว์ก็ประสานเสียงหัวเราะดังกึกก้อง

ชายผู้คล้ายจะเป็นแม่ทัพใหญ่รอให้เสียงหัวเราะซาลง ถึงค่อยเอ่ยประโยคถัดไป เขาจ้องมองนางจากที่สูงด้วยแววตาเย็นเยียบ เอ่ยชื่อนางตรงๆ ด้วยน้ำเสียงดุเข้มทรงอำนาจดุจพญามังกรดำ

หนิงซิน...รู้หรือไม่ รอจนพวกเรากองทัพทมิฬเข้าเหยียบย่ำจนเมืองหลวงของพวกเจ้าแหลกสลายไม่เหลือซาก ถึงตอนนั้นหากอยากได้สิ่งใด พวกเราเหล่าเฮยเซ่อเย่ว์ย่อมหยิบฉวยเอาได้ทุกอย่าง ทุกเวลา” แม่ทัพใหญ่ซึ่งกล่าวได้ว่ายังหนุ่ม ไล่สายตามองริมฝีปากบางใสทว่าอิ่มงามบนใบหน้ารูปหัวใจเรียวเล็ก ไหปลาร้า...ไล่ลงมาจนถึงร่างกายที่ถูกลมพัดอาภรณ์แนบร่างจนมองเห็นทรงอกอวบอัด เอวคอดกิ่ว สะโพกกลมกลึง และเรียวขาอันงดงามราวเทพเซียนบรรจงปั้น จากนั้นก็ไล่สายตาจากเรียวขางามกลับขึ้นมาสบตานางอีกหน พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้หนิงซินถึงกับลมหายใจสะดุด เผลอลืมหายใจไปชั่วขณะ หนังศีรษะชาวาบไปหมด

“แม้แต่เจ้า

แม้แต่...ข้า...?

หนิงซินกัดริมฝีปากแน่นพยายามรักษาความสงบเยือกเย็น

นางรวบรวมความกล้า ตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

“ท่านแม่ทัพเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘สุนัขขนตรอกหรือไม่’ หากข้าองค์หญิงเป็นสุนัข ยามถูกไล่ต้อนจนไร้ทางหนี ข้าองค์หญิงย่อมต้องสู้ยิบตา แม้ว่าท้ายที่สุดข้าอาจต้องเจ็บหนัก หรือแม่แต่ล้มตาย แต่ผู้ที่คิดร้ายไล่ต้อนข้า ก็จะต้องเสียเลือดเสียเนื้อ หรืออาจถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายเช่นกัน”

แม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์เหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อได้ยิน

หนิงซินยังกล่าวต่อไป

“ตรอกแห่งนี้คือถิ่นของข้า พวกท่านไม่คุ้นเคยกับตรอกที่ข้าเกิดและเติบโตมา จะรู้ได้อย่างไร ว่า ณ ตรอกแห่งหนึ่งที่พวกตนกำลังไล่ต้อนสุนัขอย่างสนุกสนาน แท้จริงแล้วมีฝูงสุนัขซุกซ่อนอาศัยมากมายเพียงใด มีสุนัขกี่ตัวที่ต่อให้ยอมตายก็ไม่ยอมแพ้ และมีสุนัขที่ยังคงมีกำลังวังชากล้าแข็งอีกกี่ตัว กำลังเฝ้าลับเขี้ยวและกรงเล็บคมกริบไว้รอ” ดวงตาที่เปล่งประกายอ่อนโยนของนางดูเด็ดเดี่ยวห้าวหาญขึ้น เมื่อสะท้อนเปลวไฟ

นางยังกล่าวต่อไปด้วยเสียงอันดัง

“ท่านมีไฟ...พวกข้าก็มี ท่านมีหอก...พวกข้าก็มี ท่านมีธนูแหลมคม พวกเราชาวแคว้นป๋ายเองก็มี แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างก็คือ พวกเราชาวแคว้นป๋าย นับตั้งแต่เมืองหน้าด่านนี้ ดังที่ท่านเห็น พวกเราได้สร้างป้อมปราการเอาไว้มากมายหลายชั้น...พวกเรามีป้อมปราการอันมั่นคง แต่พวกท่านมีเพียงม้าศึกเท่านั้น หากคิดจะใช้กำลังหักหาญตีเมืองเอาเองเช่นนั้น...อย่างเร็วที่สุดก็คงกินเวลาถึงสองสามเดือนกระมัง พวกท่านจากบ้านเรือนมา ออกรบเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว ยังอยากตั้งค่ายล้อมเมืองสามเดือน หกเดือน หรืออาจถึงขั้นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่นับปีสองปีอีกหรือ”

นางเชิดหน้าขึ้นเอ่ยประโยคถัดไปอย่างเน้นถ้อยเน้นคำ

“ข้าเห็นแล้ว พวกท่านมีกำลังทหารมากเพียงใด ข้ารู้แล้วว่าพวกเราสู้กลศึกสู้พละกำลังของพวกท่านมิได้ แต่อย่าลืม...คนเฮยเซ่อเย่ว์ แม้แต่สุนัขยังรักชีวิต ยามที่สุนัขมันจนตรอก ก่อนยอมตาย พวกมันคงต้องกัด คงต้องข่วน คงต้องสู้ยิบตา ทำร้ายคนที่ถือไม้ไล่ตี ไล่ฆ่า ไล่ต้อนพวกมันจนจนมุม ให้ได้แผลเหวอหวะกันบ้างล่ะ”

ขาดคำ ดาบดำทะมึนด้ามใหญ่เปื้อนโลหิตสีแดงฉานก็ตวัดขึ้นวางพาดบ่านางทันที

“พวกเราชาวแคว้นป๋ายยินดียอมจำนน” นางย้ำสิ่งที่เคยพูดไปแล้ว โดยไม่ละสายตาจากดวงตาดุเข้มคู่นั้น และไม่ถอยหนีแม้เพียงครึ่งก้าว “ท่านจะตวัดดาบสังหารสตรีไร้ประโยชน์เช่นข้าเสียตรงนี้ก็ย่อมได้ ทว่าต่อให้ไม่เห็นแก่ชีวิตชาวเมืองผู้บริสุทธิ์ ก็ขอให้เห็นแก่ชีวิตเหล่าทหารกล้าของท่าน...เห็นแก่ทุกความเหนื่อยยากที่พวกเขาจะได้รับ ได้โปรดไตร่ตรองสิ่งที่ข้าเพิ่งจะกล่าวกับท่านให้ดี”

“พูดได้ดี...สำหรับสตรีที่เป็นชนวนสงคราม” แม่ทัพใหญ่กองทัพทมิฬลากดาบที่วางพาดบ่านางบนเสื้อคลุมกันลมสีพุทราแห้ง เช็ดโลหิตออกจากเนื้อโลหะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ถ้าตอนนี้หนิงซินตัวสั่นแม้เพียงนิด หรือแขนขาอ่อนแรง เป็นลมล้มพับลงไป คมดาบอาจแฉลบเชือดคอขาวผ่องของนางได้ทุกเมื่อ

ในช่วงวินาทีแห่งความตื่นตระหนก พวกนางกำนัลผู้ภักดีที่ติดตามนางมาจากวังหลวงต่างลุ้นระทึก ทั้งเป็นห่วงผู้เป็นนายทั้งหวาดกลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลพราก ฝ่ายองครักษ์ที่ติดตามอารักขาก็ล้วนกำด้ามดาบแน่นจนเห็นเส้นเอ็น พร้อมสู้ตายถวายชีวิตปกป้ององค์หญิงที่ตนถวายความจงรักภักดี ถึงแม้บางส่วนในกลุ่มเริ่มจะคล้อยตามดังที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ว่า

องค์หญิงที่เป็นชนวนสงคราม...หญิงงามล่มแคว้น

สตรีที่เป็นชนวนสงคราม...

หญิงงามล่มแคว้น...

เรื่องนี้หนิงซินรู้ตัวดียิ่งกว่าใครทั้งหมด

นาง...องค์หญิงที่ยามนี้อยู่ในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์ของนิกายแสงสว่างแห่งแคว้นป๋าย คือต้นตอของเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในตลอดหลายปีมานี้ คือสาเหตุให้บุรุษมากมายประลองยุทธกันดุเดือดถึงขั้นเอาชีวิต จากนั้นเรื่องราวก็ลุกลามบานปลาย กลายเป็นการประกาศสงคราม รบราฆ่าฟันกันทั่วทั้งแผ่นดิน...นำมาซึ่งกองทัพอันโหดเหี้ยมของพวกเขาชาวเฮยเซ่อเย่ว์ในวันนี้...

“มีอะไรจะสั่งเสียหรือไม่” บุรุษบนหลังม้าถาม นัยน์ตาเปล่งประกายสีเลือด ดูโหดเหี้ยมอำมหิต

“ที่ควรพูดก็พูดหมดแล้ว ผู้ที่เป็นชนวนสงครามเช่นข้า จะยังเหลือสิ่งใดให้สมควรพูดอีกเล่า”

ในสายตาคนอื่น จนถึงตอนนี้หนิงซินก็ยังมิเคยแสดงท่าทีขลาดกลัวแม้สักนิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว...นางก็แค่ซุกซ่อนความกลัวเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนเท่านั้น

ที่จริงแล้วนางกลัวจนแทบก้าวขาไม่ออก ส่วนลึกในใจนางร่ำร้องอยู่ตลอดเวลาว่าอยากทิ้งตัวลงปิดหน้าร่ำไห้ ไม่อยากมองภาพอันน่าอดสูของเมืองนี้ ไม่อยากเห็นภาพกองทัพทมิฬเรือนแสนที่อยู่ด้านหลังแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ และยิ่งไม่อยากต้องเชิดหน้าขึ้นสบตาสนทนากับบุรุษที่รอบกายเต็มไปด้วยไอสังหารผู้นี้!

แต่แม้จะเป็นสตรีโสมมที่ทำให้ผู้คนมากมายตายตก นางก็ยังอยู่ในฐานะองค์หญิงศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการยกย่องว่าสูงส่งและสง่างามที่สุดของแคว้นป๋าย นางไม่อาจกระทำตนเช่นนั้นให้ผู้คนดูหมิ่นหยามหยัน ดูถูกดูแคลนมาถึงแคว้นป๋าย ราชวงศ์สกุลอิ๋ง และอารามศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนทั่วหล้าให้ความเคารพนับถือ

ต่อให้วันนี้ต้องตาย นางก็ต้องตายโดยที่ยังคงสามารถรักษาเกียรติเอาไว้ได้...อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของนางเอง

“ดี” ปากบอกว่าดี แต่ผู้กล่าวกลับรู้สึกว่าสตรีตรงหน้าช่างโอหัง อวดดี

กลุ่มก้อนโทสะระเบิดโพลงในใจแม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ในยามนั้น

เขาเงื้อดาบสูงขึ้น แม้จะมีองครักษ์แคว้นป๋ายที่ทนไม่ไหว คิดก้าวออกมาปกป้ององค์หญิงของตน ทว่าไม่ทันขยับตัวก็โดนคนของเฮยเซ่อเย่ว์ปราดเข้าปลดอาวุธ กดร่างลงแนบกับพื้นเกรอะกรังอย่างน่าอดสู

“ปล่อยข้า!” หัวหน้าองค์รักษ์คับแค้นใจที่ไม่อาจสู้จำนวนอีกฝ่าย

หนิงซินไม่อาจปล่อยให้ผู้ติดตามขัดขืนคนเหล่านี้จนกลายเป็นทำร้ายตนเองเช่นนั้น นางรีบปรามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวต้องการปลอบประโลม แต่ไม่รู้ว่าต้องการปลอบประโลมพวกเขาหรือตนเองมากกว่ากัน

“ก็ไหนก่อนออกจากวัง พวกเจ้ารับปากแล้วอย่างไรเล่า ว่าจะไม่สร้างปัญหาใดใดให้ตนเองทั้งนั้น...” นางแย้มยิ้มขมขื่น “หากเพียงพบหน้า ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรไม่ทันส่งสารรายงานต้าอ๋องของตน กลับต้องการเห็นข้าตาย พวกเจ้าก็ปล่อยให้ข้าได้จากไปอย่างสงบเช่นนี้เถอะ อย่าได้ดิ้นรนสร้างปัญหาใดใดให้ตนเองต้องลำบากเจ็บตัวเพื่อข้าเลย...” คาดไม่ถึงว่าหลังจากกล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว นางจะรู้สึกตัวเบาลงมาก ราวกับน้ำหนักที่ซื่อว่า ‘หน้าที่’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ซึ่งกดทับตนเองอยู่ตลอดเวลา สลายหายไปในชั่วอึดใจสั้นๆ

หนิงซินยิ้มน้อยๆ ก่อนปิดเปลือกตา ยืนรอความตายอย่างสงบ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความลังเลให้เห็น

หากนางตาย เฮยเซ่อเย่ว์ที่ไหนจะยังเหลือเหตุผลให้ทำร้ายแคว้นป๋าย

บางทีจบลงเช่นนี้ก็อาจจะดีเหมือนกัน...

ตุบ!

จบลงแล้วสินะ...

หนิงซินปล่อยวาง ปล่อยกาย ปล่อยใจ ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านเลยไป

นึกไม่ถึงว่าเมื่อมีเสียงตุบแรกแล้วกลับมีเสียงตุบที่สอง สาม และสี่ ดังตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีเสียงสตรีร้องขอความเมตตาแทนนางดังระงม

“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ! ได้โปรด...ได้โปรดอย่าทำร้ายองค์หญิงเลย!”

“ท่านแม่ทัพ! องค์หญิงถูกปรักปรำ!”

“องค์หญิง...ที่แท้แล้วองค์หญิงเป็นผู้บริสุทธิ์!”

เสียงพวก...นางกำนัล...?

นี่มันอะไรกัน?

รออยู่นาน ไม่เพียงไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกบั่นคอโลหิตท่วมทะลัก ยังเกิดเหตุการณ์อะไรก็ไม่รู้ หนิงซินเปิดเปลือกตาขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ

นี่...นี่คอของนางยังอยู่บนบ่า ดาบนี่ก็ยังไม่ได้ขยับบั่นศีรษะนางอย่างที่เข้าใจผิดไป?

“รับดาบ” ชายบนหลังม้าสั่งเสียงเข้มขรึม

ระ รับดาบ?

ไม่ทันที่หนิงซินจะเข้าใจ เสียงโลหะกระแทกโลหะก็ดังกึกก้อง ก่อนที่ร่างน้อยๆ ของนางจะโดนฉุดให้ลอยขึ้นไปบนหลังม้า

“อย่าห่วงเลย...ข้าไม่ให้เจ้าได้ตายง่ายๆ เช่นนั้นหรอก ข้าจะทำให้เจ้าร้องขอความตาย” เสียงกระซิบแหบแห้งดุจผีร้ายจากบุรุษร่างใหญ่ที่ฉุดตัวนางขึ้นมา ทำเอาหนิงซินขนลุกเกรียวไปหมด

ก่อนที่นางจะได้ขยับหนี ฝ่ามือสวมเกราะเกร็ดแข็งกระด้างอย่างชาวแดนไกลก็ตวัดเชือกบังคับม้ามัดมือนางไว้แน่นหนา ดึงรั้งร่างนางเข้าแนบชิด

เขาตะคอกใส่คนของนางเสียงดังยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า

กลับไปรายงานป๋ายอ๋องสกุลอิ๋งนายของเจ้า ว่าข้า แม่ทัพใหญ่กองทัพทมิฬ รับข้อเสนอ หนิงซินกงจู่” แม่ทัพใหญ่ประกาศกร้าว “แต่ก่อนหน้าที่จะเจรจาอะไร ภายในสามวัน อาวุธ ดินดำ น้ำมันดิน เชือก ค้อน ขวาน เคียว กระทั่งเข็มเย็บปัก ทุกอย่างที่ใช้เป็นอาวุธได้กับชุดเกราะทั้งหมดจะต้องถูกขนออกมาที่นี่ จนกว่าจะถึงตอนนั้นหนิงซินกงจู่จะอยู่ที่นี่ในฐานะเชลยสงคราม ชาวแคว้นป๋ายจัดการได้ตามนี้แล้ว พวกเราสองแคว้นถึงค่อยเจรจา!

หนิงซินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ไม่ใช่เพราะเงื่อนไขเหล่านี้ แต่เป็นเพราะแผงอกกร้าวแกร่งหุ้มเกราะแข็งกระด้างเย็นจัดด้านหลัง กับท่อนแขนใหญ่ๆ ที่โอบรัดเอวนางไว้แน่นอย่างถือสิทธิ์

การกระทำอันป่าเถื่อนไร้มารยาทเช่นนี้...

คนผู้นี้...คนผู้นี้ไม่เพียงไม่ให้เกียรตินางในฐานะองค์หญิง ยังไม่ไว้หน้ารักษาไมตรีหรือใส่ใจมารยาทธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติต่อนางในฐานะสตรีผู้หนึ่งเลยด้วยซ้ำ!

“กลับค่าย!” แม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์สั่งเสียงเข้ม จากนั้นก็พานางห้อม้ากลับที่พัก ทิ้งเหล่าผู้คนซึ่งติดตามนางออกมาจากวังหลวง ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอย่างที่สุด ไว้ท่ามกลางซากปรักหักพังและฝุ่นควันจากฝีเท้าม้านับแสน ไม่สนใจว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมสักนิด

[1] 23.00 – 24.59 น.

[2] ชุดเกราะชนิดหนึ่ง สร้างขึ้นโดยการขึ้นรูปโลหะ แล้วนำมาถักร้อยเป็นเสื้อเกราะที่คงทนแข็งแรง

[3] หนึ่งฉื่อ ยาวประมาณ 1/3 เมตร หรือ 33.33 เซนติเมตร

[4] เฮยเซ่อเย่ว์ ในที่นี้ แปลตามอักษร หมายถึง ขวานหรือสนามรบสีดำ ในที่นี้สื่อถึงสมรภูมิทมิฬ

[5] ตำแหน่งองค์หญิง หรือบุตรสาวผู้เป็นประมุข

[6] พยายามทำทุกวิถีทาง พยายามกอดความหวังสุดท้าย แม้รู้ดีว่าแทบจะไม่มีหวังอีกต่อไป

펼치기
다음 화 보기
다운로드

최신 챕터

더보기

독자들에게

Welcome to GoodNovel world of fiction. If you like this novel, or you are an idealist hoping to explore a perfect world, and also want to become an original novel author online to increase income, you can join our family to read or create various types of books, such as romance novel, epic reading, werewolf novel, fantasy novel, history novel and so on. If you are a reader, high quality novels can be selected here. If you are an author, you can obtain more inspiration from others to create more brilliant works, what's more, your works on our platform will catch more attention and win more admiration from readers.

댓글 없음
95 챕터
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status