Se connecterRome Game #11
การหมั้นหมายเริ่มขึ้น
และแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยาย
ชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววัน
เสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้หนี้สินที่คงเหลืออยู่มันหายไปให้ได้
“เสร็จหรือยัง ท่านรณกรใกล้จะมาถึงแล้ว” แม่เปิดประตูห้องมาเห็นฉันที่ลุกขึ้นยืนก็ยิ้มอย่างพอใจ “สวยมาก”
“...” ฉันไม่พูดและไม่ตอบคำถามแม่
“ยิ้มหน่อย หน้าบูดเป็นตูดเขาจะคิดว่าแกถูกบังคับให้หมั้น ทั้งที่แกตัดสินใจเองนะนินิว”
“หนูรู้” เรื่องปั้นหน้าเดี๋ยวฉันก็ทำเองนั่นแหละ ไม่ต้องให้แม่มาสอนทุกระเบียบนิ้วหรอก
“แล้วไปอยู่กับท่านน่ะ...”
“ออดอ้อนท่าน ปรนนิบัติรับใช้ท่าน ให้ท่านยกหนี้ที่เหลือและท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านไป” ฉันพูดขัดขึ้น “แม่ตอกย้ำหนูทุกวัน หนูจำได้ขึ้นใจ”
“จำได้ก็ดี ที่เหลือก็อย่าลืมโกยเงินจากเขามาให้ได้เยอะๆ แกหลุดจากเขาเมื่อไหร่จะได้สบาย”
“ค่ะ”
แม่พยักหน้าและจูงมือฉันออกจากห้อง ลงบันไดบ้านมาเห็นพ่อเลี้ยงกับเดือนที่แต่งตัวดียืนรอต้อนรับท่านรณกร เดือนมองฉันพลางแสยะยิ้มราวกับผู้ชนะที่กำลังจะได้เป็นลูกสาวของบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันควรได้ไปจนหมด ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันทำบุญทำทานให้อีกาที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหงส์ ยังไงซะฉันก็ยังคงมองเดือนเป็นแค่อีกาที่ไม่มีวันเปลี่ยนได้หรอก
“วันนี้นิวสวยมากเลยค่ะคุณแม่” แสร้งทำเป็นชมพร้อมเหน็บแนมนิดๆ “จะได้หมั้นกับท่านรณกร ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วค่ะ ท่านเองถึงจะอายุอานามเข้าเลขห้า ก็ยังหล่ออยู่เลยแถมรวยอีกต่างหาก”
“...”
“โชคดีจริงๆ นะนิว ที่ได้สามีเป็นถึงคนใหญ่คนโต” คนฟังอาจจะคิดว่าเป็นคำชมที่น่าสรรเสริญหากแต่ว่าแฝงไปด้วยการสมน้ำหน้าอย่างหาที่สุดไม่ได้มากกว่า ฉันไม่ได้ใส่ใจและมองตรงออกไปนอกบ้านเห็นรถโรลอยซ์คันหรูขับเข้ามาจอด ท่านรณกรลงจากรถกระชับเสื้อสูทสีดำลงมาด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย
หากแต่ว่าครั้งนี้ท่านไม่ได้มาคนเดียว กลับมีร่างบอบบางของผู้หญิงท่านหนึ่งที่อายุอานามไล่เลี่ยกัน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผ้าลื่นกับกางเกงเอวสูงสีดำ สะพายกระเป๋าแบรนด์เนมเดินควงแขนท่านเข้ามาในบ้าน ทันทีที่ท่านมองฉันก็ระบายยิ้มอ่อนโยนมาให้ พวกเราจึงไม่รีรอที่จะยกมือไหว้ท่านกับผู้หญิงข้างกาย
“สวัสดีค่ะท่าน เอ่อ...”
“นี่คุณหญิงภริตา ภรรยาของผมเอง”
“!” ดวงตาของฉันเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่าผู้หญิงท่านนี้คือภรรยาของท่านรณกร ทำไมท่านถึงให้ภรรยามาร่วมงานหมั้นของท่านกับฉันด้วยล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นพอคุณหญิงมองฉันท่านก็ขยับมาหยุดตรงหน้าและทำในสิ่งที่ฉันเองก็ตกตะลึงคือท่านสวมกอดฉันพลางลูบศีรษะเบาๆ
“ไม่เป็นอะไรนะ” ฉันมากกว่าที่ควรถามท่านว่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม ที่สามีจะมาหมั้นกับเด็กสาวอย่างฉันน่ะ พอท่านผละกอดออกก็ลูบมือไล้ใบหน้าฉันพลางฉีกยิ้มกว้าง “หนูสวยมาก”
“เชิญที่ห้องรับแขกเลยค่ะ” แม่ผายมือให้ท่านรณกรกับคุณหญิงภริตาเดินเข้าไปยังห้องรับแขก
“ตายจริง นี่ท่านคงอยากให้เธอรับรู้ไว้นะว่าการหมั้นเป็นเพียงเพราะเอาเธอไปขัดดอก”
“...”
“ถึงขนาดเอาเมียหลวงมาด้วยขนาดนี้ คงอยากให้สำเหนียกว่าเธอเป็นแค่เมียน้อยจริงๆ นินิว”
เดือนหัวเราะเยาะและเดินตามพ่อของตัวเองเข้าไปในห้องรับแขก แบบนี้ฉันยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีกนะ เพราะเมียหลวงยอมให้สามีมาหมั้นกับเด็กสาวอย่างฉัน ท่านเองคงจะเจ็บปวดมากคิดว่าตัวเองทำถูกแล้วใช่ไหมล่ะ หากแต่ว่าเรื่องนี้ท่านรณกรตัดสินใจเองนี่นา
ฉันเข้ามาในห้องรับแขกเห็นท่านนั่งเคียงคู่กันแล้ว แถมยังจับมือกันตลอดเลยแลดูรักกันมากเสียจนฉันไม่อยากกลายเป็นมือที่สามแทรกกลางระหว่างพวกท่านเลย ฉันคลานเข่านั่งพับเพียบและกราบไปยังปลายเท้าของท่านรณกรและคุณหญิงภริตา ตอนนี้ท่านหยิบกล่องกำมะหยี่เปิดขึ้นเป็นแหวนสองวง แหวนเงินวงใหญ่มีเพชรฝังลงล้อมรอบให้คงความเป็นแหวนผู้ชายแลดูเรียบหรู ส่วนอีกวงเป็นแหวนเพชรเม็ดงามและฝังเพชรเม็ดเล็กๆ ล้อมรอบเช่นกัน
“ได้ฤกษ์แล้วนะคะ” แม่มองนาฬิกาและบอกท่านรณกรที่ระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน “สวมแหวนเลยไหมคะ”
“รอคนที่จะมาสวมแหวนก่อนสิครับ”
“คะ?” ไม่ใช่แค่ฉันที่งงกับคำพูดของท่าน หากแต่ว่าแม่เองก็เช่นกัน “ท่านหมายถึงยังไงคะ”
“ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองจะหมั้นหมายกับหนูนินิวนี่นา”
“!”
“ผมแค่ทำในสิ่งที่ควรทำก็เท่านั้น และผมปรึกษากับภรรยาแล้วว่าคนที่จะมาหมั้นหมายกับนินิวน่ะ ต้องไม่ใช่คนแก่คราวพ่อเช่นผม”
“อะไรกันคะ ดิฉันไม่เข้าใจ”
“คุณนารี ผมมีภรรยาที่รักมากๆ อยู่ตรงนี้ และผมก็ไม่เคยคิดจะหมั้นกับนินิวในฐานะเชิงชู้สาว” ท่านรณกรจ้องหน้าแม่พลางยกยิ้มมุมปาก “แบบนั้นผมดูเป็นไอ้แก่หัวงูมากเลยนะ ที่หมั้นหมายกับสาวรุ่นลูกเพราะอยากได้เธอเอาไว้ขัดดอก”
“เอ่อ...” แม่ถึงกับหน้าเสียมองพ่อเลี้ยงที่ส่ายหน้าไปมาราวกับไม่เข้าใจ
“ผมมีคนที่เหมาะสมจะหมั้นหมายกับหนูนินิวแล้ว”
“ท่านคะ หนูไม่เข้าใจ”
“เอาเป็นว่าหนูแค่ทำตามผู้ใหญ่ก็พอ สงสัยอะไร หลังจากหมั้นจบค่อยมาถามแม่” คุณหญิงภริตาเอื้อมมือมาช้อนปลายคางฉันและส่งยิ้มที่แสนอ่อนหวานมาให้ เป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกได้ดีกว่าสิ่งที่ท่านทั้งสองทำมันคือสิ่งที่ถูกต้อง คือฉันไม่ต้องหมั้นกับท่านรณกร สิ่งหนึ่งคือฉันไม่รู้ว่าใครกันจะเป็นฝ่ายมาหมั้นกับฉันนี่สิ
“เขาใกล้มาหรือยังคุณ”
“น่าจะใกล้แล้วนะคะ” ท่านทั้งสองหันไปคุยกับพลางฉีกยิ้มราวกับมันเป็นเรื่องดีๆ ฉันได้แต่นั่งกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น เพราะไม่เคยเห็นหน้าตาของคู่หมั้นคนใหม่ที่ไม่ใช่ท่านรณกรมาก่อน จะเป็นผู้ชายแบบไหนกันล่ะ?
“ผมไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมครับ”
น้ำเสียงหนึ่งดังขึ้นและมันคุ้นหูเสียจนฉันต้องผละใบหน้าจากกระโปรงชุดเดรส เงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงยีนส์สีซีด รอยสักที่คุ้นตาบนท่อนแขนทำเอาดวงตาของฉันเบิกกว้าง พลางลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความตกใจไม่ต่างจากเขา
“พะ พี่โฬม”
“นินิว”
“นี่ลูกสองคนเคยเจอกันมาก่อนเหรอ” คุณหญิงภริตามองฉันกับพี่โฬมสลับกันไปมา มีเพียงท่านรณกรที่นั่งมองเราสองคนพลางยกยิ้มมุมปาก “น้องเป็นคู่หมั้นของลูกไง ลาภิศ”
“อะ อะไรนะครับ!” พี่โฬมแผดเสียงดังอย่างสับสนและงุนงง ก่อนจะจากกันฉันบอกเขาว่าจะมาหมั้นกับชายรุ่นพ่อ พี่โฬมจะตกใจก็คงไม่แปลกและฉันเองก็ตกใจเหมือนกันที่คู่หมั้นคนใหม่คือพี่โฬม คนที่ฉันโหยหาและคิดถึงเขามาตลอด
[50%]
*----------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







