Mag-log inเคยได้ยินมาบ้างว่า
หมอมีความรับผิดชอบสูง!! แต่คือเข้าใจไหมว่า... ไม่ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษมารับผิดชอบเรื่องของฉันก็ได้ ฉันไม่ว่า ฉันไม่ด่า ฉันไม่โวยวาย และฉันก็ไม่ได้อยากเรียกร้องให้นายมารับผิดชอบอะไรเลยจริงๆ ถึงญารินจะคิดเช่นนั้นแต่ก็พูดออกมาไม่ได้ สายตากดดันของย่าทำเอาเธอรู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากพูดแสดงความคิดเห็น หน้าสวยๆ ไร้ซึ่งรอยยิ้มนั้นบ่งบอกว่าเธอไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยิน หัวทุยส่ายไปมาทุกครั้งเมื่อได้ยินคำว่า "แต่งงาน" ย่าดูกระตือรือร้นจนเธอหวั่นใจ และในที่สุดสิ่งที่เธอกลัวและไม่อยากได้ยินก็กำลังเปล่งออกมาจากริมฝีปากที่มีรอยยับย่น "คงต้องหาฤกษ์แต่งให้เร็วที่สุด" อนิจจา.... จบเห่แล้ว!! หญิงสาวถึงกับอ้าปากค้าง ไปต่อไม่เป็นเพราะไม่นึกว่าสถานะโสดของเธอจะพลิกผันในชั่วข้ามคืน และเมื่อเหล่มองหน้าไร้อารมณ์ของว่าที่เจ้าบ่าว เธอก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะตั้งแต่เธอบอกไปว่าให้ "หุบปาก" ก็หุบปากจริงๆ ไม่พูด ไม่จา ไม่หือ ไม่อือ แต่เสือกพยักหน้าตอบรับกับทุกเรื่องที่ผู้ใหญ่เสนอ หนักกว่าเก่า หนักกว่าเก่ามากบอกเลย!! เมื่อไม่มีพรรคพวก ก็เลยกลายเป็นพวกหัวเดียวกระเทียมลีบ จะพูดจะแทรกแสดงความคิดเห็นอะไรขึ้นมา ก็โดนทั้งย่า ทั้งป้า ดักทางไปซะหมด ดังนั้นจึงได้แต่นั่งเหวอ ทำตัวไม่ถูก สับสันกับชีวิต คิดแต่ว่าไม่น่ามาหาย่าเลย ไม่น่ามาเลยจริงๆ แต่อย่างว่าในเมื่อมันย้อนเวลากลับไม่ได้ เธอก็ได้แต่ต้องยอมรับสภาพ ย่ามีอำนาจใหญ่สุดในบ้าน ทุกคนรักและเกรงใจย่า ดังนั้นถึงเธอจะส่งสายตาอ้อนวอนให้พ่อพูดให้ย่าเปลี่ยนใจก็คงไร้ผล ถึงตอนแรกพ่อจะโกรธจนหน้าแดงตัวสั่น แต่พอได้ฟังย่าอธิบายว่าผู้ชายที่อยู่ในห้องเธอเป็นใคร พื้นเพไม่ไก่กา ดีกรีหมอ มีชาติตระกูล มีหน้ามีตาทางสังคม ตบแต่งเป็นสามีได้ไม่อายใคร รอยยิ้มที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจากหน้าดุๆ ของพ่อที่ขรึมอยู่เป็นนิจก็พลันผุดจางๆ ขึ้นที่มุมปากใต้หนวดแบบเก็บอาการไม่อยู่ ก็นะ..... อยู่ๆ จะได้เขยเป็นหมอ พ่อก็หน้าใหญ่เป็นกระด้งไปเลยสิคะ!! "หนูไม่อยากแต่งงาน" ญารินลองเสี่ยงพูดดูอีกสักครั้ง แต่เมื่อถูกสายตาของผู้เป็นย่าตวัดมองมาเธอก็ถึงกับสะดุ้งโหยงไม่พอยังขู่เสียงเข้มว่า "ถ้าญาไม่แต่งกับพี่พีทก็อย่าหวังว่าจะได้มรดกย่า ยาจะเอาส่วนที่เป็นของญายกให้หลานคนอื่นหมดเลย" "ไม่เอานะย่า" ญารินรีบกลับลำในทันที ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปนวดๆ บีบๆ ขาให้ย่าที่ทำหน้าตึง ถ้าเธอยังยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่แต่งงาน ดูท่าเธอคงโดนเฉดหัวออกจากวงศ์ตระกูล เฉดหัวไม่พอ.... ยังตัดออกจากกองมรดกอีก!! กรีดร้องหนักมาก ใครจะไปยอม เธอคือหลานสาวคนโปรดนะ แถมย่ายังรักและเอ็นดูถึงขนาดเคยบอกกับญาติทุกคนว่าจะยกไร่องุ่นให้ แล้วใครจะโง่ทิ้งไปเฉยๆ นั่นคือบ่อเงินบ่อทองในอนาคตเธอเชียวนะ และด้วยกลัวจะไม่ได้ไร่องุ่นมาไว้ในกำมือ คนงกอย่างเธอก็เลยต้องตบปากรับคำไปส่งๆ ว่าจะแต่งงาน แน่นอนว่าไม่เต็มใจแต่ง แต่จะไม่แต่งก็คงไม่ได้ ไร่องุ่นรอเธอเป็นเจ้าของอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ แสร้งเออๆ ออๆ ไปก่อน จากนั้นก็ค่อยไปตกลงกับเอ่อ..... จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ?? ในเมื่อแฟนก็ไม่ใช่ คนรู้จักก็ไม่เชิง แต่เสือกดันข้ามขั้นขึ้นมาเป็น "ผัว"เลย อนิจจา...คนหวงชีวิตโสดอย่างเธอ ต้องมามีผัวแบบไม่ตั้งใจ ใบหน้าสวยหวานยามนี้ตึงเครียด คิดไม่ตกว่าจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตดี เธอเคยคิดมาตลอดว่าการแต่งงานคือภาระหนักอึ้งที่ผู้หญิงต้องแบกรับ มันคือพันธะที่มองไม่เห็นและดิ้นไม่หลุด ทำงานนอกบ้านเหนื่อยไม่พอ ยังจะต้องมาคอยทำหน้าที่เป็นภรรยาเอาอกเอาใจผัว จริงอยู่ว่าเธอทำงานเก่ง ลุยแบบถึงไหนถึงกัน แต่ถ้ามองกลับกันมาที่งานบ้านงานเรือนขอบอกตรงนี้อย่างมั่นหน้าและมั่นใจเลยว่าไม่ได้เรื่อง อย่างเธอทอดไข่ดาวเป็นก็เรียกว่าหรูแล้ว แล้วอย่างนี้..... ถ้าแต่งงานไป ใครจะทำอาหารให้สามีกิน ปวดหัว!! หญิงสาวสบถ ยิ่งคิดก็ยิ่งพาลให้เครียดหนักกว่าเดิม ตอนนี้คำว่า "แต่งงาน" กำลังเข้ามาประชิดตัวเธอถึงขั้นเรียกได้ว่าแทบหายใจรดต้นคอ พอผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงาม ทุกสิ่งทุกอย่างก็มาเร็วเคลมเร็ว "ขอเบอร์โทรศัพท์" นั่นคือคำแรกที่ว่าที่สามีคุยกันอย่างเป็นทางการกับเธอ ดวงตาคู่สวยหันมามองเจ้าของเสียงทุ้มต่ำ เธอเพิ่งได้สังเกตุหน้าตรงๆ ของเขาชัดๆ อืม....ก็นะหล่อดี คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปรับกับสันกราม ที่สำคัญผิวยังขาวพอๆ กับเธออีก ดูๆ ทรงแล้วก็น่าจะเป็นคุณหมอที่มีสาวๆ ชอบเยอะพอสมควร "จะให้ไหม" นั่นคือประโยคที่สองที่หลุดจากริมฝีปากหยักนั่น หญิงสาวขมวดคิ้วมองหน้าชายหนุ่มที่ประหยัดคำพูดคำจาซะเหลือเกิน คือกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปากอะไรขนาดนั้นคะ แต่ช่างเถอะ!! พูดน้อยอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีปากมีเสียง หญิงสาวคิด เพราะเธอเองก็มีแผนสำรองในใจว่า แต่งได้ ก็หย่าได้เหมือนกัน!! รอยยิ้มน้อยๆ ประดับมุมปาก ในเมื่อเลี่ยงอะไรไม่ได้ ก็คงต้องยอมรับไปก่อน แต่ใช่ว่าเธอจะต้องยอมรับตลอดไปซะหน่อย เธอคิดไว้แล้วว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็เลิก แหมๆ ก็คนมันไม่รักจะอยู่กันได้ยังไง มีที่ไหนอยู่ๆ กันไปจะรักกันเอง และเมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ ใครจะพูดยังไงเธอก็จะเชิดหน้าโนสน โนแคร์ ก็นะ....คนมันสตรอง ถึงไม่มี "ผัว" คนอย่างเธอก็อยู่ได้ โถๆ นี่มันสมัยไหนแล้ว "ผัว" ไม่ใช่ทุกสิ่ง เงินสิสำคัญกว่า!! แต่ก่อนจะถึงวันแต่งงาน.... ว่าที่สามีของฉันหายหัวไปไหน?? คำก็ยุ่ง สองคำก็ยุ่ง ถามจริงภาพถ่ายพรีเวดดิ้งเนี่ยจะให้ฉันทำรูปแปะติดเอาหรือไง ถ้าไม่ติดว่าย่าเชิญแขกมาเยอะ และต้องจัดงานแต่งออกมาให้ดูดี ฉันจะไม่บากหน้าติดต่อไปหานายก่อนด้วยซ้ำ มีที่ไหนขอเบอร์โทรเธอไปเป็นชาติแต่ไม่เคยติดต่อมา ย้ำว่าไม่เคยเลยจริงๆ แล้วจะขอไปเพื่อ อนิจจา.... นี่หรือคือชีวิตแต่งงานของญาริน!!"หมดไปเท่าไหร่คะ"น้ำเสียงที่ถาม ทำคนฟังเสียววาบไปถึงไขสันหลัง สายตาของเมียที่จ้องเขม็งมาบอกตรงๆ ว่ามันทำให้เขารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้อยากปกปิด แต่เซ้นส์มันเตือนว่า "อย่า" ดังนั้นความจริงที่พูดออกไปมันก็เลยมีแค่ครึ่งเดียว"ไม่แพงครับ""ไม่แพงของพี่พีท...คือเท่าไหร่คะ"คนตัวเล็กถามจี้ หมายคาดคั้นจะเอาตัวเลขจากปากสามีให้ได้ ของที่ซื้อมาให้เธอแน่นอนว่าผู้หญิงทุกคนชอบ เธอเองก็ด้วยถ้าถามว่าดีใจไหม มันก็ดีใจนะ แต่มันติดตรงที่....พี่พีทคะพี่จะซื้อมาทำไมยกโหล!!คนรอบคอบในการใช้เงินอย่างเธอได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ อันไหนของถูก อันไหนของแพง อันไหนได้แค่มองแต่ซื้อไม่ลง เธอย่อมรู้ดีแก่ใจ มองปราดเดียวตัวเลขก็รันยิกๆ ในหัว เอาราคาเต็มๆ คูณเข้าไปสิคะสิบสองแท่งไม่ขาดไม่เกิน กรีดร้องหนักมาก!! มีที่ไหนจัดลิปสติกมาให้เมียครบทุกเฉดสี หัวจะปวดกับถุงแรก พอมาเปิดถุงที่สองอื้อหืม.....กลิ่นหอมตีขึ้นจมูกเต็มๆ ถึงจะยังไม่เห็นแต่ในใจรู้เลยว่าคือ "น้ำหอม" กลิ่นของมันช่วยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายได้หน่อยหนึ่ง แต่พอล้วงมือเข้าไปเท่านั้นล่ะ ปวดหัวหนักกว่าเดิม ถ้าซื้อมาขวดเดียว โอเค...เธอรับได้!! แต่พี่พี
"จ่ายเป็นบัตรนะครับ"พีทบอกพนักงานในห้าง ที่จริงเวลานี้เขาควรจะกลับถึงบ้านแล้ว แต่เพราะบังเอิญเข้าไปเห็นกระทู้หนึ่งที่กำลังแชร์กันเป็นวงกว้าง ก็เลยสนใจ คิดว่าจะกดเข้าไปอ่านเพลินๆ แก้เบื่อระหว่างรอรถติด แต่ที่ไหนได้ ในบรรดาคนที่มาตอบกระทู้อย่างเมามันท์หนึ่งในนั้นก็คือ เอ่อ...เมียผมเอง!!#สามีในฝันกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ เมื่อกดเลื่อนขึ้นไปอ่านหัวข้อกระทู้สุดฮอตให้แน่ใจอีกครั้ง สามีในฝันของเมียจะต้องเป็นยังไง ใช่ครับวินาทีนั้นผมอยากรู้จนต้องขับรถเลี้ยวเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันข้างทาง แล้วก็ตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรที่เมียพิมพ์ อ่านจบก็ไม่วายนั่งประเมินตัวเองว่ามีครบอย่างที่เมียต้องการไหมหล่อ สปอร์ต ใจดี มีเวลาให้!!อันที่จริงคนชมว่าเขาหล่อเยอะแยะ แต่ไม่แน่ใจว่านิยามผู้ชาย "หล่อ" ของเมียเป็นยังไง จะใช่แบบเขารึเปล่านะ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ก็นะคนมันอยากดูดี อยากหล่อในสายตาเมีย นั่งคิดอยู่นานว่าจะทำยังไง ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้เมียติดซีรี่ย์เกาหลีหนักมาก ขนาดเขาไม่เคยดู ยังรู้เลยว่าพระเอก พระรองชื่ออะไรหล่ออย่างนั้น หล่ออย่างนี้อยากเป็นนางเอกและก็ บลา บลา บลา...ตีความว่าต้องใช่แน่ๆ ก
พีท วันนี้จะได้เจอกันแล้วนะรู้ไหมว่าเชอรี่คิดถึงพีทมากพีทก็คิดถึงเชอรี่ใช่ไหม??ข้อความคิดถึงถูกพิมพ์ส่งไปหาอดีตแฟน หน้าจอแชทยังเงียบ ทุกอย่างว่างเปล่า ตั้งแต่เลิกรากันไป พีทก็ไม่ติดต่อเธอเลย ข้อความในไลน์คือสิ่งเดียวที่ผูกพันธ์ มันทำให้เธอรู้สึกว่าเหมือนได้ใกล้ชิดกับพีทอยู่ เธอพิมพ์ประโยคเดิมๆ ส่งไปที่ไลน์ชายหนุ่มทุกวันไม่เคยขาดกินข้าวยัง??นอนกี่โมง??อยากเจอนะ!!แน่นอนว่ามันคือคำถามที่ไม่มีคำตอบ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้คุยกัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี วันนั้นพีทบอกเธอว่า "ขอโทษ" แล้วก็ "ขอเลิก" ทุกอย่างจบเร็วมาก เธอตั้งตัวไม่ทันแต่เพราะยังคิดถึง ยังมีเยื่อใย ยังตัดใจไม่ลง เธอก็เลยยังเก็บข้อความเก่าๆ ที่เคยคุยกัน และส่งหาอีกฝ่ายให้เหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติถ้าพีทไม่มีใครมาคบกับเราไหมเราชอบพีทนะ!!!นั่นคือคำสารภาพรักตอนมกหก เธอถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า "มีคนที่ชอบอยู่แล้ว" วินาทีนั้นคือหน้าชา ยืนอึ้ง เพราะไม่ได้เตรียมใจมาว่าจะต้องอกหัก คือแบบทำตัวไม่ถูก ในหัวคิดแต่ว่า "รับไม่ได้" ในเมื่อเธอเป็นถึงดาวโรงเรียน ความสวยย่อมการันตี มั่นใจก็เลยสารภาพออกไป แต่กลับถูกหักหน้าด้วยการ
สายตาคมเข้มจ้องมองแผ่นหลังเมียที่กำลังชงกาแฟให้ อยากถาม แต่ก็ไม่กล้า เธออยากได้อะไรรึเปล่านะ ช่วงนี้ถึงได้ขยันเอาอกเอาใจเขาเป็นพิเศษ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากทำอะไรก็ได้ทำ โดยเฉพาะเรื่องอย่างว่า เธอสนองตอบเต็มที่ แทบไม่ปฏิเสธเขาเลย คิ้วหนาขมวดย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย เพราะหลายวันมานี้การกระทำของเมียดูแปลกไปแบบพลิกฝ่ามือจริงๆ พี่พีทเหนื่อยไหม เดี๋ยวญานวดให้พี่พีทคะ กลับเร็วๆ นะ ญาคิดถึงพี่พีทคะ วันนี้ญาถูหลังให้นะพี่พีทคะ คืนนี้ญา.....และอีก บลา บลา บลาถึงจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถาม ทุกวันนี้เขามีความสุขดี คำว่า "คิดถึง" มันทำให้หัวใจที่เคยเหี่ยวแห้งกลับมามีชีวิตชีวา ทุกสิ่งที่ญารินทำเหมือนกำลังเติมเต็มบางอย่างที่เคยหายไปให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมคำก็พี่พีทสองคำก็พี่พีทไม่รู้คิดไปเองไหม แต่ญาในวันนี้ ทำไมถึงได้เหมือนกับญาในวันนั้น วันที่มีเขาอยู่เต็มหัวใจ ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แต่ก็อดคิดไม่ได้ ว่าญาอาจจะรักเขาเข้าให้แล้ว ที่เห็นชัดๆ เลยคือเธอตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะลุกขึ้นมาทำอาหารให้เขากินก่อนไปทำงาน ทั้งที่เขาเคยบอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่เธอก็รบเร้าว่า "อยากทำ" สุดท้ายเป็นเขาที่ต้องยอม เพร
"ย่าคะ จดหมายของญาอยู่ไหน"คำถามของญารินทำเอาคนที่กำลังนั่งเอนหลังจิบชาสบายๆ ในเช้าวันเสาร์ถึงกับสำลักดัง "แค่ก" นึกว่าตัวเองหูฝาด แต่พอเงยหน้าขึ้นมองหน้าที่จริงจังของหลานสาวที่ถ่อมาหาเธอตั้งแต่เช้า มันก็ทำให้เธอมั่นใจว่า สิ่งที่เธอกลัวนักกลัวหนากำลังจะเกิดขึ้น "ญะ...ญาจำได้แล้วเหรอ"ปลายเสียงสั่น เมื่อได้ยินคำว่า "จดหมาย" เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันแค่สองคนย่าหลาน ดังนั้นพอถูกถามถึงมันก็เลยทำให้เธอคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นอกจาก...จำทุกอย่างได้แล้ว!!"ค่ะ!! ญาจำได้แล้ว""ถ้าอย่างนั้นพ่อพีทล่ะ""พี่พีท...."พอถูกถามถึงสามี สีหน้าของหลานสาวก็พลันเปลี่ยนไปแลดูหมองหม่นไม่สดใสดังเดิม"อย่าบอกนะว่า....."ยกมือขึ้นมาปิดปาก ไม่กล้าพูดคำๆ นั้นออกมา ได้แต่คิดสงสารหลานเขยจับใจ เธอไม่อยากเห็นทั้งสองคนทะเลาะกัน แต่ข้อความที่เขียนในจดหมายนั้นมันบ่งบอกว่า...หลานของเธอเกลียดพ่อพีทจริงๆ"ญายังไม่ได้บอกพี่พีทคะ"เมื่อได้ยินดังนั้น คนเป็นย่าที่หายใจไม่ทั่วท้องก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ด้วยความโล่งอก การที่ญารินโตขึ้นมันทำให้เธอมีเหตุผลมากพอที่จะรับฟัง คนแก่ที่ตั้งใจปกปิดเรื่องราวทุกอย่างมาหลายป
"ญากลัวค่ะย่า"เสียงใสสั่นเครือ ใบหน้ากลมน่ารักน่าหยิกซีดขาว วันนี้เธอต้องเข้าห้องผ่าตัด เธอกลัวมาก กลัวจริงๆ เพราะนี่คือการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิตของเธอการผ่าตัดจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี!!นั่นคือคำพูดปลอบใจของลุงหมอที่เธอเคารพ คุณลุงเป็นเพื่อสนิทของพ่อและเป็นศัลแพทย์เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ดังนั้นไอ้อาการปวดหัวแบบไม่มีที่มาที่ไปจึงถูกวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อความสบายใจในระยะยาวของพ่อและย่า ลุงหมอจึงเสนอว่าเธอควรผ่าเอาเนื้องอกก้อนนี้ออกให้เร็วที่สุดพอรู้ว่าเธอมีเนื้องอก ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก กำหนดวันผ่าตัดเป็นวันเดียวกับพี่พีทต้องสอบสัมภาษณ์ที่ต่างจังหวัด เธอไม่กล้าบอก ไม่กล้าโทรหา เพราะอยากให้พี่พีทมีสมาธิกับการสอบสัมภาษณ์ให้เต็มที่วันสำคัญของพี่พีทเธอจะต้องไม่ทำตัวเป็นภาระ!!บอกตัวเอง ห้ามใจไม่ให้โทรหา เพราะพี่พีทต้องอ่านหนังสือ แต่พอไม่ได้คุยกัน มันก็คิดถึงจนต้องระบายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร ความในใจที่ซ่อนเก็บไว้มานาน ตอนนี้ถูกเขียนออกมาเป็นประโยคสารภาพรักอย่างตั้งใจ ลบๆ เขียนๆ อยู่นาน หวานไปไหม เลี่ยนไปรึเปล่า?? อ่านทวนประโยคที่ตัวเองเขียนแล้วก็หน้าแดง แต่ถึงอย่างนั้นเธอ







