Masuk
@1-J Brown University
@2-Faculty of Business Administration “แพท สอบมิดเทอมเสร็จแล้ว ไปดริ๊งค์กับพวกฉันป่ะ” “ไม่ละกัน พวกแกไปเถอะ เราจะกลับแล้วอ่ะ ขอบใจนะที่ชวน” แพทริเซียยิ้มบอก ก่อนจะทำท่าเดินผ่านคนชวนไป แพทริเซียเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ แม่เธอเป็นคนไทย ส่วนพ่อเธอเป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษ ฐานะร่ำรวย เพียบพร้อม เรียกได้ว่าชีวิตเธอค่อนข้างเพอร์เฟค สมบูรณ์แบบแทบทุกอย่าง ทั้งสวย รวย น่ารัก เรียนก็เก่ง ถ้าไม่ติดกับว่าแพทริเซียเป็นคนค่อนข้างซื่อ หัวอ่อน ไม่ทันคน เข้ากับคนไม่เก่ง เลยไม่มีเพื่อนสนิท เพื่อนผู้หญิงสองคนที่ทักเธอเมื่อกี้ ก็เป็นแค่เพื่อนที่เรียนคณะเดียวกัน คือบริหารธุรกิจภาคอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับต้นของประเทศเท่านั้น “เดี๋ยวดิแก ไปหน่อยเหอะ นะๆ ถือซะว่าไปปลดปล่อยไง” เพื่อนสองคนเมื่อกี้นี้เดินตามมาดักหน้าแพทริเซียไว้ แล้วเซ้าซี้เหมือนอยากให้เธอไปด้วยให้ได้ “แต่ว่า เราไม่อยากกลับดึกน่ะ” “น่า ดึกก็ไม่เห็นเป็นไร เดี๋ยวพวกฉันไปส่งเอง สอบเสร็จทั้งที ไประบายออกบ้าง เห็นวันๆหมกมุ่นอยู่แต่กับหนังสือ เดี๋ยวสมองก็เครียดตายพอดี แกไม่สงสารสมองบ้างเหรอ” “เอ่อ คือเรา…” “ไม่ต้องเราแล้ว ไม่ต้องคิดแล้วด้วย ปะ” แล้วเพื่อนเธอสองคนก็ถือวิสาสะคว้าข้อมือเธอคนละข้างแล้วพาเธอไปขึ้นรถ เหมือนจงใจมัดมือชกให้หมดสิทธิ์ปฏิเสธ@The SiX (ผับใหญ่ย่านดัง)
“ดื่มดิแก เอาแต่นั่งมองอยู่แบบนั้นแล้วเมื่อไหร่จะได้กิน” เพราะตั้งแต่โดนลากเข้าผับมา แพทริเซียก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่ยอมหยิบจับอะไร ถึงได้โดนทักแกมเหน็บกลายๆ แต่คนถูกทักก็ยังรู้สึกลำบากใจอยู่ดี “แต่เราไม่ค่อยอยากดื่มน่ะ เราไม่เคยดื่ม กลัวเมาด้วย” เธอตอบตามตรง “ไม่ต้องกลัวหรอก อันนี้ผสมแอลกอฮอล์แค่อ่อนๆ รับรองไม่เมา คออ่อนก็ดื่มได้สบาย อะ” คราวนี้วีวี่หนึ่งในเพื่อนผู้หญิงสองคนของแพทริเซียลงทุนยกแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีชาแก่ขึ้นมาให้ “น่า ลองดื่มดู ไม่เมาหรอก จริงๆ รับรอง” พันเซล เพื่อนอีกคนนึงก็ช่วยรบเร้า สุดท้ายคนลำบากใจก็เลยต้องจำใจรับแก้วมาถือไว้ในมือแล้วจำใจดื่มแม้ไม่คุ้นลิ้นคุ้นคอ สีหน้าของเธอมันเลยออกมาอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างพะอืดพะอม เต็มกลืนเต็มทีแม้จะจิบไปเพียงแค่เล็กน้อย …รสชาติฝาดเฝื่อนปะแล่มๆมันไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลยสำหรับเธอ “เป็นไรไปอ่ะ” วีวี่ถามขึ้นเมื่อเห็นแพทริเซียวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะอย่างเดิม “เราว่าเราพอแค่นี้ดีกว่า เราดื่มไม่ได้จริงๆ มันไม่อร่อยเลยอ่ะ” “ไม่อร่อย? หึๆ แกนี่ไม่รู้อะไรซะแล้วแพท ครั้งแรกมันก็แบบนี้แหละ ดื่มๆไปเดี๋ยวก็ชิน อะ คราวนี้หมดแก้ว ฝึกไว้ ดื่มให้เป็นเอาไว้อ่ะดีรู้ป่ะ” วีวี่รบเร้าอีกรอบพร้อมกับยกแก้วเหล้าแก้วเดิมส่งให้ “แต่เรา… เอ่อ กะ…ก็ได้” แพทริเซียชั่งใจอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะรับแก้วเหล้ามาอีกรอบ จากนั้นก็พยายามกลั้นหายใจดื่มจนหมดเพราะเกรงใจเพื่อน แล้วจากนั้นเธอก็โดนรบเร้าแกมคะยั้นคะยอให้ดื่มเรื่อยๆไปอีกหลายแก้ว จนกระทั่งคนไม่เคยแถมยังคอโคตรอ่อนในตอนนี้ กำลังถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์เล่นงาน “เอ่อ เราว่าเราไม่ไหวแล้วอ่ะ ขอไปห้องน้ำหน่อยนะ จะไปล้างหน้าล้างตาหน่อย” ว่าแล้วคนกำลังเมาก็ลุกขึ้น ก่อนทำท่าจะเดินแม้ความสามารถในการทรงตัวไม่ดีนัก “เดี๋ยวแก แล้วแกไปไหวป่ะเนี่ย ให้พวกฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย” “ไม่เป็นไร เราคิดว่าไปได้” แพทริเซียบอกแล้วเดินโซเซออกจากโต๊ะเพื่อหวังจะตรงไปห้องน้ำ แต่เดินไปได้ไม่ทันจะถึงห้องน้ำก็ดันชนกับใครคนนึงกลางทาง ปึก! “โอ๊ย” แพทริเซียอุทานออกมา เธอไม่ได้ชนแรง แต่ที่เกือบจะล้มเพราะสติไม่ค่อยจะมีเหลือแล้ว ความเมามันเข้าแทรก แต่เธอก็ไม่ล้ม เพราะเหมือนคนที่เธอเดินไปชนจะรั้งร่างเธอไว้ไม่ให้ร่วงหล่น “เธอ เป็นไรรึเปล่า ไหวป่ะ” เสียงนั้นทำให้ยัยเมรีเงยหน้าขึ้นพร้อมกับพยายามปรือตามองเจ้าของเสียง และสติที่ยังพอหลงเหลืออยู่ทำให้เธอพอจะจำเขาได้ลางๆ ว่าเขาคือหนุ่มฮอตคณะวิศวะ สาขาวิศวกรรมการบินมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอที่ใครๆในมหาลัยต่างก็รู้จัก แล้วถ้าจะถามว่าความฮอตของเขามันขนาดไหนอ่ะเหรอ งั้นก็ลองคิดดูเอาก็แล้วกัน ว่าขนาดแพทริเซียที่ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ ก็ยังรู้จักเขาเลย …เกียร์ “เอ่อ เรา เราไหว ขอโทษนะที่ชนนาย” “ไม่เป็นไร แล้วเธอมาคนเดียวเหรอ” “มากับเพื่อนสองคน แต่เราจะไปห้องน้ำน่ะ งั้นเราไปก่อนนะ เอ่อ แล้วก็ ขอโทษนายอีกครั้งนะ” แพทริเซียบอกพร้อมขอลุแก่โทษจากเขาอีกครั้งด้วยการก้มหัวให้เขาเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบางๆผสมความมึนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะเดินแยกตัวไปยังห้องน้ำ โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าคนที่เธอเดินไปชนกำลังหันมองตามด้วยแววตามีความหมาย… ^ : . ^ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ แพทริเซียก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ตอนแรกเธอก็นึกว่าเธอเดินกลับมาผิดโต๊ะ เพราะที่โต๊ะว่างเปล่า ไม่มีใครเลย แต่การที่เธอเห็นว่ากระเป๋าสะพายของเธอมันยังอยู่ ก็แปลว่าถูกโต๊ะ คำถามคือ …แล้ววีวี่กับพันเซลหายไปไหน? ความสงสัยทำให้แพทริเซียพยายามพาร่างที่แทบจะไม่เหลือสติของตัวเองให้ไปนั่งแล้วหยิบสมาร์ทโฟนโทรหาทั้งคู่ แต่ …ตู๊ด ตู๊ดด ตู๊ดดด———— ทั้งคู่ก็ไม่รับ แพทริเซียโทรแล้วโทรอีกจนตอนนี้เธอแทบไม่ไหวแล้ว มึนหัวมาก ลุกก็ไม่ขึ้นแล้ว เหมือนอาการเมาเริ่มแผลงฤทธิ์จนเต็มอัตรา เธอถึงได้ลืมตาไม่ขึ้นแล้วจำต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพื่อบรรเทาอาการมึนเมาและความสติพร่าเลือน:
อีกมุมหนึ่งของผับ
“ไอ้เกียร์ มึงมองอะไรของมึงวะ กูเห็นมึงหันมองไปทางนั้นหลายรอบแล้วนะ” “นั่นดิ กูก็เห็นเหมือนไอ้เจได สรุปมึงมองอะไร” ระหว่างที่นั่งดื่มฉลองอำลามิดเทอมกันอยู่ เจไดเพื่อนสนิทของเกียร์ก็ทักขึ้นมา และตามด้วยประโยคเห็นด้วยแบบนิ่งๆของเกรย์ เพื่อนสนิทในกลุ่มอีกคน “มองยัยเมรีขี้เมาโต๊ะนั้น กูอยากได้”แพทริคบอก ก่อนกรกันต์จะเสริม“ใช่คับ นี่คับ ที่พวกเราสัญญาว่าจะเอามาให้แดดดี๊กับหม่ามี้ดู” ทั้งคู่พูดจบก็พร้อมใจกันโชว์ภาพวาดครอบครัวให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ดู“โหหห สวยจังเลย กินกันไม่ลงเลยนะเนี่ย ทั้งสองคนเลยคับ” หม่ามี้แพทริเซียที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ยิ้มบอกคนแรก ตามด้วยเสียงเอ่ยชมของแดดดี๊เกียร์“นั่นสิครับ สวยทั้งสองคนเลย มะ แดดดี๊ให้รางวัล” เกียร์ไม่พูดเปล่า แต่หอมแก้มลูกชายทั้งสองคน คนละสองฟอดซ้ายขวา(ซ้าย 1 ฟอด ขวา 1 ฟอด = 2 ฟอด) แล้วแบบนี้คนเป็นแม่อย่างแพทริเซียจะยอมน้อยหน้าได้ไง ไม่มีทางหรอก“ได้รางวัลจากแดดดี๊แล้ว งั้นถึงตาหม่ามี้ให้รางวัลบ้างดีกว่า เอามั้ยคะ” ^^“เอาค้าบบ” สองหนุ่มพร้อมใจกันตอบ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปให้คนเป็นแม่หอมแก้มซ้ายขวาคนละสองฟอดเช่นเดียวกับคนเป็นพ่อ งานนี้ทำเอาสองหนุ่มน้อยยิ้มแก้มปริไม่ยอมหุบ แต่มีคนนึงที่เริ่มยิ้มไม่ออก เพราะเกิดอิจฉาลูกขึ้นมาซะงั้น“อือ ให้รางวัลคนลูกแล้ว ให้รางวัลคนพ่อบ้างสิครับหม่ามี้” เกียร์ยื่นหน้าเข้าไปอ้อนแพทริเซีย (เชื่อเค้าเลย กับลูกก็ไม่ยอมลงให้เลยจริงๆ)“โอ๋ๆๆ แดดดี๊น้อยใจเหรอคะ ไม่ต้องน้อยใจนะ มะๆ เดี๋ยวหม่ามี้ให้รางวัลแดดดี
@ลานจอดรถปึก!เกียร์จูงมือแพทริเซียมาถึงรถ ก่อนเขาจะเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่ง จากนั้นก็ปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งบ้าง และในขณะที่กำลังจะคาดเบลล์(แต่ยังไม่ทันคาด) เกียร์ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นแพทริเซียนั่งขยับไปขยับมาเหมือนกำลังนั่งไม่ติด หน้าก็นิ่วคิ้วก็ขมวด แถมเบลล์เธอเองก็ยังไม่ได้คาด แน่นอน อาการของเธอมันผิดปกติจนเกียร์รีบทิ้งการคาดเบลล์ของตัวเองแล้วหันไปถามแพทริเซียด้วยความเป็นห่วงทันที “เป็นอะไรเหรอ”“ไม่รู้สิ เหมือนเรานั่งทับอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนมันทิ่มๆอยู่ตรงก้นเราอ่ะ เราก็เลยลองขยับดูให้แน่ใจว่ามันเหมือนมีอะไรอยู่จริงรึเปล่า หรือว่าเรารู้สึกไปเอง เพราะบนเบาะ ความจริงมันก็ไม่น่ามีอะไร เพราะเมื่อเช้าตอนมาก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามีอะไรทิ่มๆเราเลย เมื่อตอนเที่ยงก็ไม่มี” แพทริเซียอธิบายยืดยาวด้วยอาการเดิม คือขยับไปขยับมาด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกำลังครุ่นคิด กำลังพินิจพิจารณาว่าเธอรู้สึกไปเองหรือว่าบนเบาะมันมีอะไรทิ่มก้นเธออยู่จริงๆ“งั้นเหรอ งั้นมะ เดี๋ยวฉันดูให้” เกียร์ไม่พูดเปล่า และไม่คิดจะรอคำตอบด้วย เพราะเขาพูดจบปุ๊บก็โน้มตัวมาหาเธอปั๊บ
หลังเรียนจบโทกันทั้งคู่@Patrington MJ Thailand Co.,Ltd. (บริษัทแด๊ดของแพทริเซีย)..12:18 น.“รอเรานานมั้ย” แพทริเซียยิ้มหวานให้เกียร์ทันทีที่ลงมาถึงด้านล่างแล้วเห็นเกียร์นั่งรอเธออยู่ที่โซฟาตรงโซนรับแขกของบริษัทเหมือนทุกๆวัน ..เขามารอรับเธอไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันทุกวัน ด้วยเหตุผลเดิมๆเหมือนตอนสมัยเรียน คือทนไม่ไหวถ้าไม่ได้กินข้าวกับเมีย ทนไม่ได้จริงๆถ้าต้องทนจนกระทั่งถึงตอนเย็นทีเดียว กว่าจะได้เห็นหน้าเมีย“ไม่นาน..” เกียร์ที่ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาแพทริเซียทันทีที่เห็นเธอบอกพลางเดินมาเรื่อยๆจนมาเจอกันครึ่งทาง และเหมือนประโยคที่เขาบอกเธอ มันยังไม่จบ เขาถึงพูดต่อ“แต่ถ้าช้ากว่านี้ ฉันจะขึ้นไปตามแล้ว”“หืม? ทำไมต้องขึ้นไปตาม”“เพราะว่าทนคิดถึงไม่ไหว ใจจะขาด” เกียร์บอกอย่างไม่ปิดบังอาการ ว่าเขาใจจะขาดจริงๆกับการไม่ได้เห็นหน้าเธอแม้เพียงเสี้ยววินาที“เว่อร์รึเปล่า เมื่อเช้าก็เพิ่งเห็นไป” แถมเห็นทุกวัน ทั้งเช้าเที่ยงเย็น กลางคืนเขาก็นอนกอดเธอทุกคืนอีกต่างหาก เพราะถึงเรียนจบแล้ว ทำงานกันทั้งคู่แล้ว โดยที่แพทริเซียเรียนจบปุ๊บ แด๊ดกับมัมของเธอก็ให้เธอมาทำงานฝ่ายบริหารที่บริษัทปั๊บ ส่วนเกียร์ เข
คำตอบมาเร็วปานจรวด เมื่อเกียร์พุ่งจมูกเข้าไปกดกับแก้มแพทริเซียตั้งแต่เธอยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ไม่งั้นเธอคงไม่ตกใจจนเผลออุทาน ตาก็โตจนแทบถลนออกนอกเบ้า“หอมแก้ม” :) หอมเสร็จแล้วเกียร์ถึงค่อยตอบ แถมยิ้มหวานให้อีกต่างหาก“นายนี่นะ” ..ฉวยโอกาสตลอด ประโยคหลังแพทริเซียต่อในใจ ก่อนจะนึกอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเกียร์ยิ้มได้แล้ว (ฉวยโอกาสเธอได้แล้ว)“แล้วนี่นายหายโมโหเรื่องเมื่อกี้แล้วเหรอ” ที่นึกได้ขึ้นมาก็คือเรื่องนี้ ก่อนจะเพิ่งรู้ว่าเธอไม่น่าถามเลย เมื่อเกียร์พลันหุบยิ้ม สีหน้าแววตาก็เปลี่ยนทันที“ยัง”“อ้าว นึกว่าหายแล้วซะอีก” ก็เห็นฉวยโอกาสเราได้แล้ว.. เธอต่อในใจอีกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือครั้งนี้เกียร์เหมือนจะรู้ทัน ว่าเธอแอบนินทาเขาในใจ เขาถึงได้ตอบคำถามเธอให้“ที่หอมแก้มเธอได้ มันก็เรื่องนึง ส่วนเรื่องโมโหยัยนั่นมันก็เรื่องนึง และเธอพูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ถือโอกาสพูดซะเลย”“พูดอะไรเหรอ”“ก็พูดเรื่องยัยนั่นไง ถ้าเธอยอมให้ฉันจัดการยัยนั่นตั้งแต่แรก ยัยนั่นก็คงไม่กล้ากลับมาหาเรื่องเธอแบบนี้ เห็นมั้ยว่าผลของการใจดีเกินไป มันก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะการใจดีกับคนที่ไม่สมควรได้รับมัน หรือพูด
เกียร์ถอนหายใจอย่างยอมจำนนแล้วบอก แต่ถึงจะยอมตามใจเมีย แต่เกียร์ก็อดไม่ได้ที่จะแขวะอย่างนึกหมั่นไส้ยัยคนใจดีเกินไป“เพิ่งรู้นะ ว่าฉันมีเมียเป็นแม่พระ” “เราแค่ไม่อยากให้นายทำร้ายใคร มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี”“เหรอ ถ้างั้นทำเรื่องดีๆต่อก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็กดเมียลงกับเตียงทันที ..คนเจ้าเล่ห์ประมาณว่าเปลี่ยนโหมดโคตรเร็ว เร็วจนคนโดนกดให้นอนราบลงกับเตียงอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับร้องประท้วงแทบไม่ทัน“ว้าย เกียร์ พอแล้ว ยังไม่อิ่มอีกเหรอ”“ไม่อิ่ม กับเธอ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม” เกียร์ยิ้มหวานสื่อความหมายชัดเจนถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งรวมถึงความต้องการและความหื่นกระหาย ก่อนจะก้มลงจูบคนใต้ร่างด้วยรสจูบหวานละมุน แล้วก็เหมือนอย่างเคย คือแพทริเซียไม่เคยต่อต้านเกียร์ได้ ถึงได้ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะความรักที่มีให้เขามันเต็มหัวใจ ไม่ต่างจากเขา ที่หัวใจทั้งสี่ห้อง มีแต่เธอ:วันต่อมา@1-J Brown University @2-Faculty of Engineering หลังจากขับรถไปส่งแพทริเซียที่คณะบริหารแล้ว เกียร์ก็ขับรถมาที่คณะวิศวะของตัวเอง และการที่เขาเดินควงกุญแจรถเข้ามาใต้ตึกอย่างอารมณ์ดีนั้นมันก็ทำให้เจไดกับคชาและสายฟ้าที่นั่งอย
“ฮึ?” แพทริเซียขมวดคิ้วแล้วหันมองตามสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเกียร์ไป“อุ๊ย จริงด้วยสิ เราลืมไปเลย” เธออุทานเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางของตัวเอง“ลืม? ลืมอะไร แล้วตกลงนั่นกระเป๋าอะไร” “กระเป๋าเสื้อผ้า”“กระเป๋าเสื้อผ้า?”“อืม”“แล้วเธอเอามาทำไม เธอจะไปไหน ฉันไม่ให้เธอไปนะ” เกียร์ตกใจขึ้นมา“เราก็ไม่ได้จะไปไหนซะหน่อย แต่ที่เราเอามาด้วย เพราะเรากะจะเก็บเสื้อผ้าหนีตามมาอยู่กับสามี”“สามี? หมายถึง..”“นายไง” เธอตอบแล้วยิ้มเขินๆ ความจริงก็อายอยู่หรอก แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่มีอะไรต้ององต้องอายกันแล้ว“เดี๋ยวนะแพทริเซีย คือฉันงงไปหมดแล้ว” เกียร์ทำหน้างงได้โคตรชัดเจน จนแพทริเซียหลุดหัวเราะเบาๆออกมา“เวลานายทำหน้างงแบบนี้ก็ดูเอ๋อดีนะ”“ไม่ขำครับเมีย อธิบายมาเลย อะไรยังไง” คนทำหน้าเอ๋อ ตอนนี้เข้าโหมดจริงจังซะงั้น“ก็ได้ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง คือความจริงเรากะจะมาง้อนายด้วยการเก็บเสื้อผ้าหนีตามมาอยู่กับนายซะเลย แต่พอมาถึง เห็นหน้านายมันก็ทำอะไรไม่ถูก แล้วก็กลัวนายไม่หายงอนจนเผลอน้ำตาแตกซะก่อน เลยไม่ได้ใช้วิธีนี้ ก็ที่เราบอกว่าเราลืมไปเลยนั่นไง” พอเธออธิบาย เกียร์ก็ถึงบางอ้อ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่เ







