Masukคำตอบมาเร็วปานจรวด เมื่อเกียร์พุ่งจมูกเข้าไปกดกับแก้มแพทริเซียตั้งแต่เธอยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ไม่งั้นเธอคงไม่ตกใจจนเผลออุทาน ตาก็โตจนแทบถลนออกนอกเบ้า
“หอมแก้ม” :) หอมเสร็จแล้วเกียร์ถึงค่อยตอบ แถมยิ้มหวานให้อีกต่างหาก “นายนี่นะ” ..ฉวยโอกาสตลอด ประโยคหลังแพทริเซียต่อในใจ ก่อนจะนึกอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเกียร์ยิ้มได้แล้ว (ฉวยโอกาสเธอได้แล้ว) “แล้วนี่นายหายโมโหเรื่องเมื่อกี้แล้วเหรอ” ที่นึกได้ขึ้นมาก็คือเรื่องนี้ ก่อนจะเพิ่งรู้ว่าเธอไม่น่าถามเลย เมื่อเกียร์พลันหุบยิ้ม สีหน้าแววตาก็เปลี่ยนทันที “ยัง” “อ้าว นึกว่าหายแล้วซะอีก” ก็เห็นฉวยโอกาสเราได้แล้ว.. เธอต่อในใจอีกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือครั้งนี้เกียร์เหมือนจะรู้ทัน ว่าเธอแอบนินทาเขาในใจ เขาถึงได้ตอบคำถามเธอให้ “ที่หอมแก้มเธอได้ มันก็เรื่องนึง ส่วนเรื่องโมโหยัยนั่นมันก็เรื่องนึง และเธอพูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ถือโอกาสพูดซะเลย” “พูดอะไรเหรอ” “ก็พูดเรื่องยัยนั่นไง ถ้าเธอยอมให้ฉันจัดการยัยนั่นตั้งแต่แรก ยัยนั่นก็คงไม่กล้ากลับมาหาเรื่องเธอแบบนี้ เห็นมั้ยว่าผลของการใจดีเกินไป มันก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะการใจดีกับคนที่ไม่สมควรได้รับมัน หรือพูดง่ายๆ คือกับคนบางคน เราก็ไม่ควรใจดีด้วย” เกียร์รัวมาเป็นชุดอย่างไม่เก็บอาการ ว่าเขายิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ในขณะที่แพทริเซียก็เริ่มจะเถียงไม่ออก เพราะที่เกียร์พูดมามันก็ถูก ..กับคนบางคน เราก็ไม่ควรใจดีด้วย “เราขอโทษ ที่ไม่เชื่อนาย คราวหลังเราจะเชื่อนายแล้วกัน เพราะงั้นนายอย่าโมโหเลยนะ เราก็ไม่ได้เป็นอะไรเห็นมั้ย” เธอพยายามง้องอน แต่เกียร์ไม่ได้โกรธ เขาเป็นห่วงเธอต่างหาก เป็นห่วงมากด้วย เลยทำให้เขาพาลรู้สึกหงุดหงิดบวกหนักใจกับความโลกสวยของเธอ “เห็น แต่ถ้าฉันไปช้ากว่านั้นล่ะ ยัยนั่นอาจจะทำอะไรเธอขึ้นมาก็ได้” “ไม่หรอก แต่ถึงจะทำ เราก็จะเอาตัวรอดให้ได้ เราเคยบอกนายแล้วไง ว่าเราจะเข้มแข็ง จะไม่อ่อนแอให้นายต้องมาคอยกังวลอีก นายไม่ต้องห่วงนะ” เธอพยายามยิ้มบอกให้เขาสบายใจ แต่เขาที่ตอนแรกรู้สึกหนักใจ ไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นมาหรอก แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ในความดื้อดึงของคนไม่เจียมขึ้นมาต่างหาก ..ตัวก็เล็กแค่นี้ แถมบอบบางน่าทะนุถนอมจนแตะนิดแตะหน่อยก็ทำท่าจะช้ำไปหมดทั้งตัวแล้วแบบนี้ ยังจะมีหน้ามาบอกว่าเอาตัวรอดได้ หนำซ้ำยังมาบอกเขาไม่ให้เป็นห่วงอีกเหรอ ใครจะไปทำได้วะ “เหรอ” “อืม..ว้าย!” อยู่ๆเกียร์ก็ดึงตัวแพทริเซียเข้าไปหาแล้วรวบกอดแผ่นหลังเธอไว้ “เกียร์ ทะ..ทำอะไร ปล่อยเรานะ” ลมหายใจแพทริเซียเริ่มติดขัด ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าว เพราะทั้งตกใจทั้งรู้สึกวาบหวามขึ้นมาที่อยู่ๆก็โดนดึงเข้าไปกอด ในขณะที่มือบางพยายามกั้นกลางระหว่างอกเขากับอกเธอไว้ ไม่งั้นมันคงแนบชิดติดกันไปแล้ว เพราะเขากอดเธอซะแน่น ไม่อายคนบ้างหรือไง ตรงนี้มันที่สาธารณะนะ “ไม่ปล่อย ไหนบอกเอาตัวรอดได้ งั้นก็ลองเอาตัวรอดให้ดูหน่อย” ว่าแล้วก็กระชับกอดแน่นขึ้น “อื้อ เกียร์ พอแล้ว อายเขา ปล่อยเราเถอะ” “ไม่ปล่อย บอกแล้วไงว่าเอาตัวรอดให้ดูหน่อย” “…” “ไหนอ่ะ เก่งนักก็ออกให้ได้ดิ เร็วดิ” ยิ่งเขาเร่งเร้า สองแขนของเขาก็ยิ่งกอดรัดแน่น “อื้อ เกียร์ มะ..มันไม่เหมือนกันซะหน่อย” เธองุดหน้าตอบ สองมือยังคงพยายามดันอกเขา แม้ว่าเขาไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย ง่ายๆคือเธอทำตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมกอดเขาไม่ได้ “ไม่เหมือนยังไง ในเมื่อมันก็เป็นการเอาตัวรอดเหมือนกัน แล้วที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ชัดเจนว่าเธอเอาตัวรอดไม่ได้” “เรา..” “อย่าเถียง” เขาแทรกจนเธอหุบปากแทบไม่ทัน แต่ก็พยายามเงยหน้าที่งุดอยู่ให้ดวงตาเธอขึ้นมาสบกับเขา เธอถึงได้เห็นว่าเขาก็มองเธออยู่ “ยอมรับมาเถอะ ว่าชีวิตเธอต้องมีฉันคอยดูแล คอยเป็นห่วง เพราะฉะนั้นห้ามบอกให้ฉันไม่ต้องเป็นห่วงเธออีก เข้าใจมั้ย” “เอ่อ..” “ว่าไง” “…” “ถ้าไม่ตอบ ฉันจะกอดเธอไว้แบบนี้แหละ ฉันไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะเห็น” เขาหน้าด้านอยู่แล้ว “จะบ้าเหรอเกียร์ ไม่ได้นะ” “ก็เห็นอยู่ว่าได้” “เกียร์” “ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่ตอบว่าเข้าใจ ฉันก็ไม่ปล่อย” เขาตอบอย่างเอาแต่ใจ “คนเอาแต่ใจ” “ให้ตอบไม่ได้ให้ด่า” ..งั้นด่าในใจก็ได้ (แพทริเซียพูดในใจ) “ด่าในใจก็ห้าม” เขาได้ยินซะงั้น นี่หูเขาดีถึงขนาดฟังเธอพูดในใจก็ได้ด้วย? “หูดีเกินไปมั้ย” เธอแขวะ “ก็นิดนึง” ยังอุตส่าห์มีอารมณ์รับมุก จนตอนนี้คนโดนกอดเริ่มอ่อนใจแล้ว เพราะดูเหมือนว่ายังไง เรื่องนี้เธอก็ไม่ชนะเกียร์ แพทริเซียเลยถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยบอกเบาๆ “เรายอมเข้าใจแล้วก็ได้” “ยอมเข้าใจว่า” “ว่าชีวิตเราต้องมีนายดูแล คอยเป็นห่วง เรา..ขาดนายไม่ได้” ประโยคท้ายเธอสบตาเขานิ่งขึ้นอย่างมีความหมายลึกซึ้ง อยู่ๆเธอทำซึ้งซะงั้น ทำเอาเกียร์ที่เมื่อกี้เอาแต่ใจอยู่ มาตอนนี้เขาเปลี่ยนโหมดมาซึ้งตามเธอแทบไม่ทัน รอยยิ้มปลาบปลื้มใจมันถึงได้ฉายชัดบนริมฝีปากหยักลึกของคนตัวโต “ขอบคุณนะที่เชื่อใจให้ฉันดูแล ฉันจะทำให้ดีที่สุด และฉันสัญญา ว่าฉันจะไม่ทำให้ใครมองเธอว่าเป็นของเล่น เป็นแค่คู่นอนของฉัน แล้วใช้เรื่องนี้มาทำร้ายเธอเหมือนที่ยัยนั่นทำอีก ฉันจะทำให้ทุกคนได้รู้ว่าเธอมีค่าสำหรับฉัน และฉันรักเธอ” เกียร์บอกด้วยรอยยิ้มจริงใจ ในขณะที่แพทริเซียยิ้มรับด้วยหัวใจที่อิ่มเอม แต่เธอก็อดติดใจในคำพูดของเขาไม่ได้ “นายจะทำอะไร” “…” คำถามนั้นเกียร์แค่มองแพทริเซียแล้วยิ้มให้ แต่ไม่ตอบอะไรนอกจาก “ลองทายดูดิ” เขาบอกแค่นั้น ก่อนหยิกแก้มเธออย่างเอ็นดูทีนึงแล้วคลายอ้อมกอด ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ โดยที่แพทริเซียก็รีบขึ้นตามไป ตั้งใจจะถามซ้ำๆให้ได้คำตอบ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือให้เธอ.. ลองทายดูดิ:
สอบไฟนอลวันสุดท้าย...
ตั้งแต่วันนั้น แพทริเซียก็ยังเฝ้าถามเกียร์ แต่คำตอบของเขาก็ยังเหมือนเดิมทุกวัน คือให้เธอทายเอาเอง โดยที่เธอก็ยังทายไม่ถูก ไม่สิ ไม่ใช่เธอทายไม่ถูก แต่เธอนึกไม่ออกเลยต่างหาก จนวันนี้สอบไฟนอลเสร็จแล้วก็ยังนึกอะไรไม่ออก แพทริเซียจำได้แต่ว่า เธอต้องรีบไปคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นตรงลานกว้างของมหาวิทยาลัย เพราะเกียร์บอกเธอว่าสอบเสร็จแล้วให้ไปดูเขาร้องเพลงที่คอนเสิร์ต ..คอนเสิร์ตที่ชมรมดนตรีตั้งใจจัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ปลดปล่อยหลังจากเครียดกับไฟนอลมาหลายวันจนเส้นเลือดในสมองแทบจะแตกตายอยู่แล้ว:
@Concert -ลานกว้างของมหาวิทยาลัย
แพทริเซียมาถึงคอนเสิร์ตในตอนที่ดนตรีน่าจะถูกเล่นไปแค่เพลงเดียว เพราะคอนเสิร์ตเหมือนเพิ่งจะเริ่ม เนื่องจากไฟนอลตัวสุดท้ายของทุกคณะเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปไม่นาน แต่ถึงจะอย่างนั้น ที่หน้าคอนเสิร์ตก็มีจำนวนนักศึกษาอยู่พอสมควรแล้ว และเหมือนจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้เริ่มหนาแน่นไปทั่วทั้งบริเวณ และแพทริเซียก็ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น ทั้งๆที่ความจริงเธอก็ไม่ชอบที่ที่ผู้คนหนาแน่นแบบนี้สักเท่าไหร่หรอก แต่ที่ยอมมา เพราะเธอก็อยากจะมาดูหวานใจร้องเพลง^^ ซึ่งตอนนี้เขาก็อยู่บนเวทีกับเพื่อนๆของเขา ที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง บ้างก็เป็นมือกีตาร์ มือเบส มือกลอง มือคีย์บอร์ด ตามแต่ถนัด แต่ก็มีบางคนที่รับไปทั้งสองหน้าที่ คือทั้งเล่นทั้งร้อง หนึ่งในนั้นคือเกียร์ ที่เขาเป็นทั้งมือเบสและร้องนำ แต่เพลงแรกที่เพิ่งผ่านไป คชาเป็นคนร้อง แต่เพลงต่อไปนี้ต่างหาก ที่เกียร์จะเป็นคนรับหน้าที่ เขาในชุดเสื้อช็อปถึงรับไมค์ไปจากคชา สายตามองตรงไปยังแพทริเซียที่ถึงแม้เธอจะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก เขาก็หาเธอเจอได้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาทีราวกับมีจีพีเอสติดตามตัว(ติดอยู่ที่หัวใจ) ก่อนที่บทเพลงแทนใจจะเริ่มบรรเลง.. ..🎵🎶🎵🎶🎶~~ กระทั่งเพลงจบไป โดยที่ตลอดเวลา เกียร์เอาแต่ส่งสายตาหวานซึ้งให้แพทริเซีย ในขณะที่เธอเองก็มองแต่เขาไม่ละสายตา เพราะไม่สามารถพาสายตาให้ละไปจากผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจได้ รอยยิ้มก็เช่นกัน เธอบังคับให้มันหายไปไม่ได้ ถึงยังคงยืนยิ้มมองเกียร์อยู่อย่างนั้น จนเพลงอีกเพลงนึงจบลงไป ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของเหล่านักศึกษาด้านล่างเวที “ฮู้ว วู้ววว พี่เกียร์ พี่เกียร์ กรี๊ดดด…” เสียงกรี๊ดดังสนั่นลั่นไปทั้งคอนเสิร์ต เพราะตอนนี้เพลงจบลงแล้ว เลยไม่มีเสียงดนตรีเจือปน “ขอบคุณคร้าบ ขอบคุณน้า ขอบคุณทุกๆคนเลยครับ ขอบคุณที่มาจอยคอนเสิร์ตกันเนอะ ขอบคุณที่มาร่วมปลดปล่อยความอัดอั้นจากไฟนอลด้วยกัน หึๆ ขอบคุณทั้งน้องๆทั้งพี่ๆเลยครับ น่ารักกันทุกคนเลยอ่ะ โดยเฉพาะสาวๆ” หนุ่มฮอตเจ้าเสน่ห์ไม่วายหยอดคำหวานตามประสา และดูเหมือนคำป้อยอจากหนุ่มวิศวะขวัญใจสาวๆแทบทั้งมหาลัยที่ดังมาจากบนเวทีจะถูกใจพวกสาวๆทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่ทั้งสาวแท้สาวเทียมไม่น้อย การันตีจากเสียงกรี๊ดกระหน่ำที่ตอบกลับขึ้นมา “กรี๊ดดดดด!!!” “…” เกียร์ไม่พูดอะไร แต่ตอบรับเสียงกรี๊ดจากบรรดาสาวๆพวกนั้นด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะพูดต่อ “วันนี้ดีใจมากเลยครับ ที่ได้มามอบความสุขให้ทุกคน และรับรองว่าความสุขมันจะไม่จบแค่นี้ แต่คืนนี้แน่นอนว่ายาว” “กรี๊ดดดด!!!!” “แน่ะ ถูกใจกันใหญ่ แต่ก่อนจะไปฟังเพลงจากนักร้องเสียงไพเราะอีกคน ผมอยากจะให้ทุกคนในทีนี้ ช่วยอะไรผมสักอย่างได้มั้ยครับ” “อร๊ายยย อะไรคะพี่เกียร์ อะไรค๊าาา พวกหนูยินดีช่วยทุกอย่างเลยค่าาาา” เสียงสาวๆจากด้านล่างเวลาตอบกลับขึ้นมา เกียร์ก็ยิ้มตอบรับ “ช่วยเป็นพยานให้ผมอย่างนึงครับ” เกียร์บอกก่อนถอดกีต้าร์เบสสีขาวที่เขาสะพายอยู่ไปฝากให้เกรย์รับไป ก่อนจะเดินลงมาจากเวทีมาพร้อมกับไมค์ ปากก็ยังคงพูดไป “อยากให้ทุกคนรับรู้ และช่วยเป็นพยาน ว่าผมรักผู้หญิงคนนึง และรักเธอจริงๆ ไม่ได้เห็นเธอเป็นแค่ของเล่น เป็นแค่คู่นอน แต่เธอมีค่าสำหรับผม เป็นผู้หญิงที่ผมรักหมดหัวใจ” เกียร์พูดผ่านไมค์ไปพลาง เดินไปพลาง ส่วนเป้าหมายของเขา คนที่เขากำลังจะเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปหา คนที่ยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางฝูงชน ท่ามกลางเหล่าบรรดานักศึกษามากมาย เขาคงไม่ต้องบอกใช่มั้ยว่าคนๆนั้นคือใคร …แพทริเซีย และตอนนี้เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว เธอที่ยืนนิ่ง สตั๊นท์ไปตั้งแต่เขาพูดว่าเขารักผู้หญิงคนนึงแล้ว เพราะคิดไม่ถึง ว่าเขาจะทำแบบนี้ จะพูดว่ารัก จะเดินเข้ามาหาเธอ มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนี้ แถมตอนนี้ เขาก็กำลังยิ้มสบตาเธออยู่ “และผู้หญิงที่ผมพูดถึงคนนั้น ก็คือผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคนนี้” เกียร์คลี่ยิ้มอีกนิด ดวงตาลึกซึ้งยังสบประสานกับคนตรงหน้า “เกียร์รักแพทนะ เกียร์รักแพทริเซียคนเดียว” “วู้ววว กรี๊ดดดดด” เสียงกรี๊ดเสียงโห่ร้องดังขึ้นเป็นพยานและแสดงถึงความยินอกยินดี และเมื่อเป็นแบบนี้ สีแดงมันจะไปไหนเสีย ถ้าไม่ใช่มาอยู่บนหน้าของแพทริเซียที่ตอนนี้ทั้งยิ้มทั้งหัวใจพองโตเต้นแรงคับอกจนแทบจะกระเด็นหลุดออกมา “นะ..นี่อ่ะเหรอ วิธีที่นายบอกจะทำ ที่นายบอกว่าให้เราเดาเอาเอง” เธอถามทั้งหน้าแดงทั้งรอยยิ้มเขินนั่นแหละ “ใช่” เกียร์ยิ้มตอบ “แต่ไม่ได้มีแค่นี้นะ มีอีกอย่าง” คราวนี้เกียร์ทำคนหน้าแดงจำต้องขมวดคิ้ว “อะไรเหรอ” “…” เกียร์ไม่ตอบ แต่ยิ้มให้แล้วถอดสร้อยคอมือที่มีจี้รูปเกียร์ออกจากข้อมือข้างซ้ายของเขา ก่อนจะจับมือข้างซ้ายของแพทริเซียขึ้นมา สายตาสื่อรักจ้องมองเธอพร้อมรอยยิ้ม “เคยได้ยินมั้ย ว่าเกียร์คือหัวใจของวิศวะ” เขาบอกพลางใส่สร้อยข้อมือจี้รูปเกียร์เส้นนั้นที่ข้อมือของเธอ โดยแววตายังคงจ้องมองเธอด้วยความรัก เธอเองก็ยิ้มตอบเขาไปพร้อมกับรอคอยสิ่งที่เขากำลังจะพูด “แล้วก็เคยได้ยินใช้มั้ย คำกล่าวที่ว่า…” เกียร์ใส่สร้อยข้อมือให้แพทริเซียจนกระทั่งเสร็จ ก่อนจะเว้นจังหวะเพื่อสบตาเธอให้นิ่งขึ้น เธอที่ยังคงมีรอยยิ้มและแววตาที่สื่อความหมายว่าเธอทั้งรักทั้งซาบซึ้งใจ และเธอยังคงรอคอยประโยคที่กำลังจะออกจากปากเกียร์ต่อจากนี้ ประโยคที่เป็นความหมายของการกระทำ ประโยคที่เป็นการยืนยันว่าเขารักเธอทั้งหมดของหัวใจ “ฝากเกียร์ไว้ที่ใคร ฝากใจไว้กับคนนั้น”แพทริคบอก ก่อนกรกันต์จะเสริม“ใช่คับ นี่คับ ที่พวกเราสัญญาว่าจะเอามาให้แดดดี๊กับหม่ามี้ดู” ทั้งคู่พูดจบก็พร้อมใจกันโชว์ภาพวาดครอบครัวให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ดู“โหหห สวยจังเลย กินกันไม่ลงเลยนะเนี่ย ทั้งสองคนเลยคับ” หม่ามี้แพทริเซียที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ยิ้มบอกคนแรก ตามด้วยเสียงเอ่ยชมของแดดดี๊เกียร์“นั่นสิครับ สวยทั้งสองคนเลย มะ แดดดี๊ให้รางวัล” เกียร์ไม่พูดเปล่า แต่หอมแก้มลูกชายทั้งสองคน คนละสองฟอดซ้ายขวา(ซ้าย 1 ฟอด ขวา 1 ฟอด = 2 ฟอด) แล้วแบบนี้คนเป็นแม่อย่างแพทริเซียจะยอมน้อยหน้าได้ไง ไม่มีทางหรอก“ได้รางวัลจากแดดดี๊แล้ว งั้นถึงตาหม่ามี้ให้รางวัลบ้างดีกว่า เอามั้ยคะ” ^^“เอาค้าบบ” สองหนุ่มพร้อมใจกันตอบ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปให้คนเป็นแม่หอมแก้มซ้ายขวาคนละสองฟอดเช่นเดียวกับคนเป็นพ่อ งานนี้ทำเอาสองหนุ่มน้อยยิ้มแก้มปริไม่ยอมหุบ แต่มีคนนึงที่เริ่มยิ้มไม่ออก เพราะเกิดอิจฉาลูกขึ้นมาซะงั้น“อือ ให้รางวัลคนลูกแล้ว ให้รางวัลคนพ่อบ้างสิครับหม่ามี้” เกียร์ยื่นหน้าเข้าไปอ้อนแพทริเซีย (เชื่อเค้าเลย กับลูกก็ไม่ยอมลงให้เลยจริงๆ)“โอ๋ๆๆ แดดดี๊น้อยใจเหรอคะ ไม่ต้องน้อยใจนะ มะๆ เดี๋ยวหม่ามี้ให้รางวัลแดดดี
@ลานจอดรถปึก!เกียร์จูงมือแพทริเซียมาถึงรถ ก่อนเขาจะเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่ง จากนั้นก็ปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งบ้าง และในขณะที่กำลังจะคาดเบลล์(แต่ยังไม่ทันคาด) เกียร์ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นแพทริเซียนั่งขยับไปขยับมาเหมือนกำลังนั่งไม่ติด หน้าก็นิ่วคิ้วก็ขมวด แถมเบลล์เธอเองก็ยังไม่ได้คาด แน่นอน อาการของเธอมันผิดปกติจนเกียร์รีบทิ้งการคาดเบลล์ของตัวเองแล้วหันไปถามแพทริเซียด้วยความเป็นห่วงทันที “เป็นอะไรเหรอ”“ไม่รู้สิ เหมือนเรานั่งทับอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนมันทิ่มๆอยู่ตรงก้นเราอ่ะ เราก็เลยลองขยับดูให้แน่ใจว่ามันเหมือนมีอะไรอยู่จริงรึเปล่า หรือว่าเรารู้สึกไปเอง เพราะบนเบาะ ความจริงมันก็ไม่น่ามีอะไร เพราะเมื่อเช้าตอนมาก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามีอะไรทิ่มๆเราเลย เมื่อตอนเที่ยงก็ไม่มี” แพทริเซียอธิบายยืดยาวด้วยอาการเดิม คือขยับไปขยับมาด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกำลังครุ่นคิด กำลังพินิจพิจารณาว่าเธอรู้สึกไปเองหรือว่าบนเบาะมันมีอะไรทิ่มก้นเธออยู่จริงๆ“งั้นเหรอ งั้นมะ เดี๋ยวฉันดูให้” เกียร์ไม่พูดเปล่า และไม่คิดจะรอคำตอบด้วย เพราะเขาพูดจบปุ๊บก็โน้มตัวมาหาเธอปั๊บ
หลังเรียนจบโทกันทั้งคู่@Patrington MJ Thailand Co.,Ltd. (บริษัทแด๊ดของแพทริเซีย)..12:18 น.“รอเรานานมั้ย” แพทริเซียยิ้มหวานให้เกียร์ทันทีที่ลงมาถึงด้านล่างแล้วเห็นเกียร์นั่งรอเธออยู่ที่โซฟาตรงโซนรับแขกของบริษัทเหมือนทุกๆวัน ..เขามารอรับเธอไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันทุกวัน ด้วยเหตุผลเดิมๆเหมือนตอนสมัยเรียน คือทนไม่ไหวถ้าไม่ได้กินข้าวกับเมีย ทนไม่ได้จริงๆถ้าต้องทนจนกระทั่งถึงตอนเย็นทีเดียว กว่าจะได้เห็นหน้าเมีย“ไม่นาน..” เกียร์ที่ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาแพทริเซียทันทีที่เห็นเธอบอกพลางเดินมาเรื่อยๆจนมาเจอกันครึ่งทาง และเหมือนประโยคที่เขาบอกเธอ มันยังไม่จบ เขาถึงพูดต่อ“แต่ถ้าช้ากว่านี้ ฉันจะขึ้นไปตามแล้ว”“หืม? ทำไมต้องขึ้นไปตาม”“เพราะว่าทนคิดถึงไม่ไหว ใจจะขาด” เกียร์บอกอย่างไม่ปิดบังอาการ ว่าเขาใจจะขาดจริงๆกับการไม่ได้เห็นหน้าเธอแม้เพียงเสี้ยววินาที“เว่อร์รึเปล่า เมื่อเช้าก็เพิ่งเห็นไป” แถมเห็นทุกวัน ทั้งเช้าเที่ยงเย็น กลางคืนเขาก็นอนกอดเธอทุกคืนอีกต่างหาก เพราะถึงเรียนจบแล้ว ทำงานกันทั้งคู่แล้ว โดยที่แพทริเซียเรียนจบปุ๊บ แด๊ดกับมัมของเธอก็ให้เธอมาทำงานฝ่ายบริหารที่บริษัทปั๊บ ส่วนเกียร์ เข
คำตอบมาเร็วปานจรวด เมื่อเกียร์พุ่งจมูกเข้าไปกดกับแก้มแพทริเซียตั้งแต่เธอยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ไม่งั้นเธอคงไม่ตกใจจนเผลออุทาน ตาก็โตจนแทบถลนออกนอกเบ้า“หอมแก้ม” :) หอมเสร็จแล้วเกียร์ถึงค่อยตอบ แถมยิ้มหวานให้อีกต่างหาก“นายนี่นะ” ..ฉวยโอกาสตลอด ประโยคหลังแพทริเซียต่อในใจ ก่อนจะนึกอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเกียร์ยิ้มได้แล้ว (ฉวยโอกาสเธอได้แล้ว)“แล้วนี่นายหายโมโหเรื่องเมื่อกี้แล้วเหรอ” ที่นึกได้ขึ้นมาก็คือเรื่องนี้ ก่อนจะเพิ่งรู้ว่าเธอไม่น่าถามเลย เมื่อเกียร์พลันหุบยิ้ม สีหน้าแววตาก็เปลี่ยนทันที“ยัง”“อ้าว นึกว่าหายแล้วซะอีก” ก็เห็นฉวยโอกาสเราได้แล้ว.. เธอต่อในใจอีกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือครั้งนี้เกียร์เหมือนจะรู้ทัน ว่าเธอแอบนินทาเขาในใจ เขาถึงได้ตอบคำถามเธอให้“ที่หอมแก้มเธอได้ มันก็เรื่องนึง ส่วนเรื่องโมโหยัยนั่นมันก็เรื่องนึง และเธอพูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ถือโอกาสพูดซะเลย”“พูดอะไรเหรอ”“ก็พูดเรื่องยัยนั่นไง ถ้าเธอยอมให้ฉันจัดการยัยนั่นตั้งแต่แรก ยัยนั่นก็คงไม่กล้ากลับมาหาเรื่องเธอแบบนี้ เห็นมั้ยว่าผลของการใจดีเกินไป มันก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะการใจดีกับคนที่ไม่สมควรได้รับมัน หรือพูด
เกียร์ถอนหายใจอย่างยอมจำนนแล้วบอก แต่ถึงจะยอมตามใจเมีย แต่เกียร์ก็อดไม่ได้ที่จะแขวะอย่างนึกหมั่นไส้ยัยคนใจดีเกินไป“เพิ่งรู้นะ ว่าฉันมีเมียเป็นแม่พระ” “เราแค่ไม่อยากให้นายทำร้ายใคร มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี”“เหรอ ถ้างั้นทำเรื่องดีๆต่อก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็กดเมียลงกับเตียงทันที ..คนเจ้าเล่ห์ประมาณว่าเปลี่ยนโหมดโคตรเร็ว เร็วจนคนโดนกดให้นอนราบลงกับเตียงอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับร้องประท้วงแทบไม่ทัน“ว้าย เกียร์ พอแล้ว ยังไม่อิ่มอีกเหรอ”“ไม่อิ่ม กับเธอ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม” เกียร์ยิ้มหวานสื่อความหมายชัดเจนถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งรวมถึงความต้องการและความหื่นกระหาย ก่อนจะก้มลงจูบคนใต้ร่างด้วยรสจูบหวานละมุน แล้วก็เหมือนอย่างเคย คือแพทริเซียไม่เคยต่อต้านเกียร์ได้ ถึงได้ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะความรักที่มีให้เขามันเต็มหัวใจ ไม่ต่างจากเขา ที่หัวใจทั้งสี่ห้อง มีแต่เธอ:วันต่อมา@1-J Brown University @2-Faculty of Engineering หลังจากขับรถไปส่งแพทริเซียที่คณะบริหารแล้ว เกียร์ก็ขับรถมาที่คณะวิศวะของตัวเอง และการที่เขาเดินควงกุญแจรถเข้ามาใต้ตึกอย่างอารมณ์ดีนั้นมันก็ทำให้เจไดกับคชาและสายฟ้าที่นั่งอย
“ฮึ?” แพทริเซียขมวดคิ้วแล้วหันมองตามสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเกียร์ไป“อุ๊ย จริงด้วยสิ เราลืมไปเลย” เธออุทานเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางของตัวเอง“ลืม? ลืมอะไร แล้วตกลงนั่นกระเป๋าอะไร” “กระเป๋าเสื้อผ้า”“กระเป๋าเสื้อผ้า?”“อืม”“แล้วเธอเอามาทำไม เธอจะไปไหน ฉันไม่ให้เธอไปนะ” เกียร์ตกใจขึ้นมา“เราก็ไม่ได้จะไปไหนซะหน่อย แต่ที่เราเอามาด้วย เพราะเรากะจะเก็บเสื้อผ้าหนีตามมาอยู่กับสามี”“สามี? หมายถึง..”“นายไง” เธอตอบแล้วยิ้มเขินๆ ความจริงก็อายอยู่หรอก แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่มีอะไรต้ององต้องอายกันแล้ว“เดี๋ยวนะแพทริเซีย คือฉันงงไปหมดแล้ว” เกียร์ทำหน้างงได้โคตรชัดเจน จนแพทริเซียหลุดหัวเราะเบาๆออกมา“เวลานายทำหน้างงแบบนี้ก็ดูเอ๋อดีนะ”“ไม่ขำครับเมีย อธิบายมาเลย อะไรยังไง” คนทำหน้าเอ๋อ ตอนนี้เข้าโหมดจริงจังซะงั้น“ก็ได้ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง คือความจริงเรากะจะมาง้อนายด้วยการเก็บเสื้อผ้าหนีตามมาอยู่กับนายซะเลย แต่พอมาถึง เห็นหน้านายมันก็ทำอะไรไม่ถูก แล้วก็กลัวนายไม่หายงอนจนเผลอน้ำตาแตกซะก่อน เลยไม่ได้ใช้วิธีนี้ ก็ที่เราบอกว่าเราลืมไปเลยนั่นไง” พอเธออธิบาย เกียร์ก็ถึงบางอ้อ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่เ







