LOGINเลาจน์ของโรงแรมในช่วงเวลานี้ค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัว
ชายหนุ่มชาวเอเชียร่างสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เนื่องจากวันพรุ่งนี้เขามีเที่ยวบินในช่วงบ่าย เขาจึงหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกกรณีที่ไม่จำเป็น
บนโต๊ะมีแท็บเล็ตเปิดเอกสารบรีฟรูต สลับกับแอปที่รายงานข่าวด้านการบิน เส้นทางบิน และสภาพอากาศในภูมิภาคต่างๆ ที่เครื่องอาจต้องผ่าน เพื่อเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า
ใบหน้าคมที่ไร้กรอบแว่นจ้องหน้าจออย่างนิ่ง ลักยิ้มจางๆ บนแก้มยิ่งขับให้รูปลักษณ์ของเขาโดดเด่นจนคล้ายคนเจ้าชู้เกินไปเสียหน่อย จนดึงดูดสายตาบางคู่ของลูกเรือที่นั่งอยู่ไม่ไกล
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเสียสมาธิแม้แต่น้อย ตั้งแต่วันที่ผ่านเหตุการณ์วันนั้นและย้ายมาเป็นนักบินของสายการบินแห่งนี้
เขาสาบานกับตัวเองแล้วว่า จะไม่สร้างความสัมพันธ์กับลูกเรือคนใดเกินกว่าเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะกับลูกเรือหญิง
วงการนี้มีเรื่องราวให้เห็นมากเกินพอ และเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ครืด
เสียงเก้าอี้ถูกลากออกเบาๆ จากนั้นใครบางคนนั่งลงตรงข้ามโดยไม่ได้ขออนุญาต
“I’m afraid you might be at the wrong table.” (ผมว่าคุณมาผิดโต๊ะแล้วนะครับ)
ร่างสูงเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน โดยยังไม่หันไปมอง เห็นเพียงชายกระโปรงเดรสสีขาวทางหางตา
“Sorry to bother you, but I really didn’t know where else to sit” (ขอโทษที่รบกวนนะคะ แต่ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปนั่งกับใครแล้ว)
เสียงหวานที่คุ้นหูตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสเตรเลียอย่างคล่องแคล่ว
ชายหนุ่มชะงักนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ
และแล้ว… เขาก็พบกับบุคคลที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขาเอง
“คุณโมริสึกิ?”
เขาเปลี่ยนเป็นภาษาบ้านเกิดทันที เสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงที่เบาและอ่อนนุ่มนั้นคือใคร
“คุณพักที่นี่ด้วยหรอครับ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกวาดตามองรอบด้าน เมื่อเห็นว่าเธอมาคนเดียว หัวใจเขาก็เหมือนถูกบีบแน่นขึ้นอีกนิด
ใบหน้าที่แทบไร้เครื่องสำอางยังคงงดงาม แต่ขอบตาและปลายจมูกที่แดงช้ำ บ่งบอกชัดว่าเธอเพิ่งผ่านการร้องไห้มาไม่นาน
“ฉันเองก็ตกใจเหมือนกันค่ะ… ที่ได้มาพักโรงแรมเดียวกับลูกเรือแบบนี้”
เสียงหวานตอบเบาๆ พลางหันสายตาออกไปยังหน้าต่างด้านนอก ดวงตาคู่งามที่เคยส่องประกาย กลับเต็มไปด้วยความหมองเศร้าที่ไม่คิดจะปิดบัง
“คุณร้องไห้มาหรือเปล่าครับ… ถ้าต้องการคุณระบายกับผมได้นะ”
เขาวางแท็บเล็ตลง ก่อนเงยหน้ามองเธอเต็มตาเป็นครั้งแรก ไม่ได้มองในฐานะชายที่หลงใหลในผู้หญิง แต่เป็นคนแปลกหน้าที่รู้สึกเป็นห่วงอย่างจริงใจ
ไม่รู้ว่าเธอต้องเจอกับอะไรมา ถึงทำให้นางฟ้าในตอนเช้า ดูอ่อนล้าลงได้ขนาดนี้
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา ขณะที่ดวงตากลมใสค่อยๆ รับสายตาของเธอ ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่ปิดบัง
“ฉันจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนที่ยังไม่รู้จักชื่อฟังได้ยังไงคะ”
ถึงแม้น้ำตายังหลงเหลืออยู่ เธอก็พยายามกลบเกลื่อนมันด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวอย่างเรียบง่าย
“มิทสึคุนิครับ… คุโจ มิทสึคุนิ ยินดีที่ได้รู้จัก”
ดวงตาคมมองเธออย่างอ่อนโยนกว่าเดิม รอยยิ้มบางบนริมฝีปากเผยให้เห็นลักยิ้มทั้งสองข้างเล็กน้อย
หญิงสาวเม้มปากแล้วหลบสายตา ก่อนจะก้มหน้าลงโดยไม่ตอบคำใดๆ
เธอเรียกพนักงานขึ้นมา แล้วสั่งแอลกอฮอล์ที่แรงที่สุดหนึ่งแก้ว ก่อนจะยกมันขึ้นดื่มในชั่วอึดใจเดียว
“ฉันควรจะทำยังไงดีคะ…”
เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบา ดวงตาล่องลอยจับจ้องแก้วตรงหน้า ราวกับกำลังมองมัน แต่สิ่งสะท้อนในแววตากลับเป็นบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“เพื่อนสนิทของฉัน… กับคนที่ฉันเรียกว่าแฟน เขาเพิ่งหักหลังฉัน แล้วฉันควรทำยังไงดีคะ”
คำถามนั้นถูกส่งตรงมาพร้อมการสบตา จนทำให้คนฟังรู้สึกเจ็บลึกลงไปในอก
เขาเข้าใจดีว่าการถูกทรยศมันเจ็บปวดเพียงใด เพราะเขาเองก็เคยผ่านมาก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่า… คือการตระหนักว่าเธอมีเจ้าของหัวใจอยู่ก่อนแม้ว่าตอนนี้เหมือนจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม
ทั้งที่มันเป็นจังหวะที่เขาควรจะเข้าไปทำให้เธอสบายใจ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ทำ
มิโซระตรงหน้าดูอ่อนแอและเปราะบางกว่าที่เคย จากหยาดน้ำตาที่เอ่อรื้น ก่อนจะไหลอาบลงตามแก้มอย่างช้าๆ
หากเขาเข้าไปในตอนนี้ มันอาจเป็นเพียงการตอกย้ำความเจ็บปวดนั้นให้หนักยิ่งกว่าเดิม
มิทสึคุนิเม้มปาก เป็นสัญญาณของการตัดสินใจ
แม้ในใจจะรู้สึกบีบรัดอยู่บ้าง แต่เขาก็เลือกถอย และเก็บความรู้สึกของตัวเองให้ลึกที่สุด และยอมเป็นผู้รับฟังเพื่อให้อีกคนสบายใจ
“ผม… ขอเป็นคนฟังคุณนะครับ”
เขาไม่ได้พยายามตอบ เขาเพียงเปิดพื้นที่ให้เธอรู้ว่า ที่ตรงนี้ปลอดภัยพอสำหรับการระบายทุกอย่าง
เวลาเดินผ่านไปช้าๆ จากแก้วเครื่องดื่มของเธอที่ค่อยๆ ลดระดับลง จนกระทั่งว่างเปล่า ดวงตาคู่สวยก็เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เหมือนเธอกำลังเมา… และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะฝืนต่อไหวอีกแล้ว
“คุณโมริสึกิ คุณไหวไหมครับ”
เขาพูดกับเธอเบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายยังรับรู้ ถึงจะถามเช่นนั้น แต่ดวงตาของเธอก็ยังมีสติอยู่ไม่น้อย
“ฉันอยากเมาต่อ… แต่อยู่ตรงนี้นาน พี่รินโกะเห็นต้องด่าแน่ๆ” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาอ่อนลง เด็กลง ราวกับแอลกอฮอล์กำลังค่อยๆ สลายกำแพงที่เธอสร้างไว้
“ให้ผมพากลับห้องไหมครับ” เขาอาสา
“ฉัน… ไปดื่มต่อที่ห้องคุณได้ไหมคะ”
นั่นคือคำขอที่เขาควรจะปฏิเสธทันที เพื่อไม่ให้เธอต้องเสี่ยงหรือเกิดเรื่องวุ่นวายในภายหลัง
แต่สภาพของเธอในตอนนี้… กลับทำให้เขาไม่อาจหันหลังไปได้
“ได้ครับ… แต่ถ้าคุณเมามาก ผมจะติดต่อผู้จัดการคุณมารับทันทีนะครับ”
คำตอบนั้นหลุดออกมาอย่างระมัดระวัง
ร่างสูงลุกขึ้น ก่อนจะเดินนำเธอไปยังชั้นที่เป็นที่พักของพนักงานสายการบิน ซึ่งในยามนี้เงียบสนิท ราวกับถูกทิ้งไว้ชั่วคราว
ตลอดทางที่เดินมา เขาไม่แตะต้องตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
… … …
ขวดวิสกี้ถูกเปิดออก แก้วน้ำเปล่าถูกใช้ดื่มแอลกอฮอล์แทนแก้วช็อต มิทสึคุนินั่งนิ่งอยู่บนโซฟาข้างเธอ
เมื่อแอลกอฮอล์ดีกรีสูงเริ่มทำงาน และสถานที่แห่งนี้ไกลจากสายตาผู้คน ดวงตาคู่นั้นก็ปล่อยหยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ออกมาในที่สุด
“ฉันไม่ดีตรงไหนกันคะ… ฮึก ฉันไม่โกรธเลยถ้าเขาจะรักใครอีกคน แต่เขาไม่ควรทำกับฉันแบบนี้”
เสียงสะอื้นที่ปะปนมากับความเจ็บปวดทำให้เธอกำมือแน่น ราวกับพยายามยึดบางสิ่งเอาไว้
มิทสึคุนิทำใจไม่ลง… ที่จะเห็นเธอเป็นแบบนั้น
“ถ้าคุณไม่ไหว… คุณ...”
ประโยคของเขาขาดหาย เมื่อร่างเล็กโผเข้ามากอดแน่น ซบใบหน้าลงกับอกพร้อมเสียงสะอื้นที่ดังขึ้นอีกครั้ง
มือที่ยกค้างไว้ด้วยความตกใจ ค่อยๆ วางลงบนแผ่นหลังเล็ก ลูบปลอบอย่างช้าๆ ระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเพียงสัมผัสเดียวจะทำลายเธอ
เจ้าของผมยาวค่อยๆ ขยับออกเล็กน้อย เงยหน้ามองเขา
ในดวงตาคู่นั้น… เมามากกว่าตอนอยู่เลาจน์ชัดเจน
“ผมพาคุณไปส่ง...”
ประโยคที่กำลังจะเอ่ยออกมาถูกตัดจบโดยไม่ทันได้ตั้งรับ เมื่อมิโซระขยับเข้ามาใกล้ ร่างเล็กเอนเข้าหาเขาอย่างหุนหัน ริมฝีปากบางของมิโซระขยับมาหยุดมันพร้อมกับร่างเล็กที่ขึ้นมานั่งบนตักเขา
กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยแตะปลายจมูก แต่กลับกลบรอยนั้นด้วยกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วครู่
ในหัวของเขามีสองเสียงกำลังต่อสู้กัน จะปล่อยให้อารมณ์พาไป หรือควรหยุดเธอแล้วพาไปพักเดี๋ยวนี้
แม้สติจะบอกให้ถอย แต่ความรู้สึกกลับโต้แย้งอยู่ลึกๆ
เขาขยับมือจากการพยุงตัวไปประคองเอวเล็กไว้อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เพื่อรั้งไว้ แต่เพื่อกันไม่ให้เธอล้มลงไปกับพื้น ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ผ่านฝ่ามือ ทำให้หัวใจเต้นหนักเกินปกติ
ใบหน้าคมผละออกเล็กน้อยเพื่อสบตากับเธอ ให้แน่ใจว่าเธอยังรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“แน่ใจนะครับ”
มิโซระพยักหน้า ดวงตาแดงชื้นแต่แน่วแน่ “แน่ใจค่ะ”
“ถ้าคุณไม่สบายใจ แม้แต่นิดเดียว บอกผมทันที… ผมจะหยุด เพื่อคุณ” มือที่ไม่ได้ประคองเอวบางอยู่ยกขึ้นลูบแก้มไปจนถึงขอบตาแดงนั้นช้าๆ
เธอพยักหน้าอีกครั้งช้าๆ
ทันทีที่ความเงียบถูกตัดด้วยลมหายใจแผ่วเบาของอีกฝ่าย มิทสึคุนิก็ขยับเข้าใกล้ ริมฝีปากเฉียดผ่านแก้ม ก่อนจะไล้ลงตามแนวกรอบหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทดสอบขอบเขตสุดท้ายของตัวเอง
อุณหภูมิของร่างเล็กในอ้อมแขนทำให้สติของเขาสั่นไหว ลมหายใจของคนสองคนประสานกันแนบชิด จนยากจะแยกได้ว่าเสียงสะเทือนนั้นเป็นของใคร
ผ้าบางเบาถูกปลดออกจากบ่าทีละน้อย เงาร่างที่ทาบทับสะท้อนอยู่ผ่านแสงสลัวในห้อง ทำให้หัวใจเขาเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุม
ในยามที่ดวงตาคู่นั้นสบกัน ไม่มีเงาของความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ มีเพียงแรงดึงดูดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
การขยับตัวของเธออย่างเชื่องช้า กลับเป็นเหมือนคำเชิญที่เขาไม่อยากปฏิเสธอีกต่อไป
เขาอุ้มเธอขึ้นอย่างระมัดระวัง วางร่างบางลงบนเตียงนุ่ม พร้อมความเงียบงันที่หนาแน่นจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจและลมหายใจ
สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในความคิดของเขา
คือค่ำคืนนี้ได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว… จากความต้องการของเธอเอง
และเขา… ไม่อาจห้ามตัวเองได้อีกต่อไป
“คุณ… สวยมากจริงๆ”
เสียงทุ้มกระซิบจากความรู้สึกจริง ขณะระยะห่างระหว่างคนสองคนหายไปทีละน้อย ลมหายใจที่ประสานกันชัดเจนขึ้นในความเงียบ
ปลายนิ้วของเขาเพียงสัมผัสแนวผ้าเบาๆ ราวกับย้ำเตือนว่าขอบเขตนั้นยังอยู่ ขณะที่ดวงตาของเธอสั่นไหว แต่ไม่ถอยหนี
“คุณคุโจ… ฉัน…” เสียงหวานเอ่ยแผ่ว ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความลังเล
“คืนนี้… ผมขอนะครับ” เขาถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด
เมื่อไม่มีคำปฏิเสธหลุดออกมา เขาจึงขยับออกมาเพียงเล็กน้อย… ราวกับรอการยืนยันครั้งสุดท้ายจากเธอ
ร่างสูงขยับถอดทุกอย่างบนร่างกายทิ้งพร้อมกับขึ้นมาบนเตียง หญิงสาวที่ร่างกายไร้เสื้อผ้าติดตัวมองเขาอย่างหวั่นใจเมื่อได้เห็นอะไรๆ อย่างชัดเจน เขาเอื้อมไปเปิดลิ้นชักโรงแรมที่มักจะมีเครื่องป้องกัน ก่อนที่มือหนาจะใส่มันบนตัวของเขาอย่างชำนาญ
“ถ้าเจ็บ คุณต้องบอกผม” ใบหน้างดงามเงยมาสบตาพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนจะขยับส่งสัญญาณว่าเธออยากจะจูบ เขาจึงก้มลงไปจูบอีกฝ่ายตามความต้องการ
“อ่อนโยนกับฉันนะคะ…”
“แน่นอนครับ” ชายหนุ่มให้คำมั่นสัญญาจากใจจริงก่อนจะประคองเธอให้นอนหงายพร้อมจัดท่าทางที่เหมาะสม ร่างกายของทั้งคู่ประสานกันอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน ไม่รุกล้ำ ความอ่อนโยนค่อยๆ ครอบคลุมบรรยากาศ
“อึก… คุณคุโจ…”
ร่างเล็กเกร็งวาบขึ้นชั่วขณะ แต่ไม่ได้ผลักไส เธอเพียงขยุ้มผ้าที่อยู่ใต้ปลายนิ้ว พลางหายใจถี่รัวราวกับกำลังเผชิญความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยรับมือมาก่อน
มิทสึคุนิสบตาเธอ ใบหน้าสวยที่ขมวดคิ้วเผยทั้งความสับสนและความสั่นไหว หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยแรงอารมณ์ที่เขาเองก็ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเช่นกัน
ความบริสุทธิ์ในปฏิกิริยานั้น ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
และยิ่งเขารับรู้ได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึก… หวงแหนเธอมากขึ้นเท่านั้น
“มิโซระครับ… คุณ… อย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นได้ไหม”
สายตาของเขาที่มองเธอ แสดงทุกความรู้สึกออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เขาไม่ได้หมายถึงการยั่วใคร แต่หมายถึง… อย่าทำให้ใครสั่นไหวแบบนี้อีก นอกจากเขาเพียงคนเดียว
เขาไม่อยากให้เธอเจ็บอีก ไม่อยากให้เธอถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะถ้าเป็นไปได้ เขาอยากเป็นคนที่ดูแลเธอเอง
มิโซระมองใบหน้าคมนั้น ดวงตาสั่นไหวระหว่างความเมา ความเจ็บ และความปลอดภัยที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับ จากผู้ชายที่ควรจะเป็นแค่คนแปลกหน้า
“คุณคุโจคะ…”
เธอเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะดึงเขาเข้ามาแนบชิดอีกครั้ง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล มือหนึ่งประคองเธอไว้อย่างทะนุถนอม
“ยังไหวอยู่ไหมครับ… ถ้าไม่ไหว บอกผมทันทีนะ”
แม้ความรู้สึกบางอย่างกำลังฉุดกระชากเขาไป…
แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในใจเขา กลับไม่ใช่ความต้องการ
มันคือความห่วงใยที่เขามีให้อีกฝ่ายอย่างไม่คิดปิดบัง
ริมฝีปากของชายหนุ่มแตะลงบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะขยับลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย ตามจังหวะลมหายใจที่เริ่มสั่นไหวของเธอ
ทุกการเคลื่อนไหวยังคงช้า อ่อนโยน ราวกับเปิดโอกาสให้ร่างเล็กรับรู้ทุกความรู้สึกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน เมื่อเธอเริ่มผ่อนคลาย จังหวะของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเสียงหายใจที่ถี่ขึ้นของเธอ
ความใกล้ชิดนั้นเหมือนพันธะบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในเงามืด เป็นคำสัญญาที่ไม่ได้เอ่ยออกมา แต่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ
จนกระทั่งร่างเล็กเริ่มสั่นระริกไม่อาจซ่อนเร้น
“คุณคุโจ… ฉันไม่ไหว…”
แม้จะอ่อนแรง แต่ในดวงตานั้นกลับไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความไว้ใจที่มอบให้เขาอย่างหมดใจ
“มิโซระ… ผม… อยากรักคุณ”
เขากระซิบถ้อยคำเหล่านั้นข้างหูเธออย่างแผ่วเบา แววตาคมเต็มไปด้วยความจริงใจราวกับโอบอุ้มเธอขึ้นมาจากความแตกสลาย
เธอไม่อาจแยกแยะได้ว่านี่คือความจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาจากค่ำคืนที่เปราะบางเกินไป
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้ชัดเจน…
นี่… ไม่ใช่แค่ความใกล้ชิดทางกายมันคือการสารภาพรักด้วยทั้งหัวใจของเขา
“อึก… คุโจ… ฉัน…!”
เสียงแผ่วสั่นขาดห้วง ปะปนกับลมหายใจที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ร่างเล็กเกร็งวาบ เมื่อความรู้สึกบางอย่างไหลบ่าเข้ามาจนยากจะรับมือ นิ้วมือจิกแน่นลงบนผืนผ้า เสียงหายใจของทั้งสองคนประสานกันวุ่นวายไปหมด
มิทสึคุนิเองก็แทบยืนหยัดตัวเองไว้ไม่อยู่ หัวใจเต้นแรงรัวตามจังหวะที่เสียการควบคุมไปแล้วเช่นกัน จนวินาทีนั้น… ทุกอย่างดูหยุดนิ่ง
โลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงลมหายใจ และหัวใจที่เต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ
เขาแนบใบหน้าลงใกล้เธออีกครั้ง ริมฝีปากแตะเบาๆ ที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน
ไม่เร่าร้อนเหมือนก่อนหน้า แต่มันกลับทำให้หัวใจของเธอหวิววาบ และเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม
จนกระทั่งเขาค่อยๆ ผละออกมา ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่ดังก้องในความเงียบของห้อง
แข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบาๆ
ร่างสูงเดินไปถอดเครื่องป้องกันและหยิบเสื้อของตัวเองมาใส่ให้เธออย่างเบามือ ส่วนตัวเองก็ใส่กางเกงขายาวแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ จากนั้นก็ดึงเธอเข้าไปกอดแน่นก่อนจะจูบเข้าที่หน้าผากเธอช้าๆ
“คุณนอนเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยกลับ” เสียงทุ้มน่าฟังพูดกับเธอราวกับเพลงกล่อม
มิโซระที่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ยินเสียงนั้น ใบหน้าสวยซุกลงไปกับอกอีกฝ่ายอย่างไม่เขินอาย ดวงตาค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับสติที่ค่อยๆ เลือนราง
ทั้งที่เธอแค่อยากหาใครสักคนนั่งฟังเรื่องของเธอ มันเลยเถิดมาเป็นแบบนี้ แต่มิโซระในตอนนั้นไม่มีแรงคิดอะไรแล้ว
เธอแค่รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย และสิ่งนั้นทำให้เธอหลับไปในที่สุด
การพักงานวันที่สิบสองของมิทสึคุนิ หลังจากที่มิโซระทำงานเสร็จทั้งหมด หญิงสาวก็หลับบนรถ SUV คันหรูที่นั่งสบายที่สุดในชีวิตไปตลอดทาง จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไม่ได้ถูกพากลับบ้านเหมือนทุกๆ วันกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบๆ ชั่วโมง รอบข้างมืดหมดแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ตื่นและมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านของเธอ แต่มันเป็นทางของเขตจังหวัดคานากาวะแล้ว“ไปไหนคะเนี่ย” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้ม“ทำตัวน่าสงสัยนะคะ”“ผมแค่บังคับให้คุณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมเท่านั้นเอง ยังไงคุณก็ไม่มีงานไปอีกสามวันนี่ครับ” มิทสึคุนิพูดจบ มิโซระก็หรี่ตามองช้าๆ แต่นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้ม“ยังไงก็... ค้างต่างจังหวัดสักวันสองวันนะครับ ผมเตรียมเสื้อผ้ามาให้แล้ว”“ก็ต้องแบบนั้นแหละค่ะ แต่อยากรู้จังว่าจะพาไปไหน”มิโซระตอนนี้เธอตื่นแล้วก็มองไปรอบๆ อย่างใจจดจ่อ ส่วนมิทสึคุนิก็ยกยิ้มพยายามขับไปตามทางเพราะเขามีนัดทานมื้อเย็น และเขาต้องไปให้ทัน อีกอย่างเขาจะพามิโซระไปช้ากว
โต๊ะแถลงการณ์ของบริษัท Starlight Entertainment ที่จัดร่วมกับสายการบิน AJN เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ของสนามบินมิทสึคุนิในชุดนักบินเดินขึ้นมานั่งที่ฝั่งของ AJN ในฐานะผู้เสียหายจากการข่มขู่และทำร้ายร่างกายที่สนามบิน รวมถึงผู้เสียหายจากการใส่ร้ายส่วนมิโซระนั่งอยู่ฝั่ง Starlight โดยมีจินและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรอีกคนอยู่ด้วย และตรงกลางระหว่างทั้งสองบริษัทคือตัวแทนจากสนามบินหลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันที่สนามบิน และการที่สายการบินปล่อยให้ผู้โดยสารที่เคยมีประวัติขึ้นเครื่องมา ทั้งที่มีการรายงานว่ามีการข่มขู่ฆ่าตั้งแต่ต้นทางเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ เป็นความรับผิดชอบร่วมของสนามบินและสายการบินส่วน Starlight ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่ขึ้นมาเพื่อแถลงเฉพาะเรื่องแอคเคาท์ส่วนตัวของมิโซระเท่านั้น“เรื่องบัญชี SNS เดิมของมิโซระ พวกเราได้รับการติดต่อจากคนที่อยู่เบื้องหลังแล้ว เราได้ดำเนินการฟ้องตามกฎหมาย และได้ไกล่เกลี่ยเป็นที่เรียบร้อย ทางผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้คำสัญญาแล้วว่าจะให้ความร่วมมือในการให้ข้
หลังจากข่าวใหญ่ที่สนามบิน กระแสใน SNS ก็ดุเดือดมาก แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเริ่มตั้งคำถามกับมิทสึคุนิ มีคนบางส่วนที่ไม่ได้ชอบที่มิโซระในฐานะศิลปินหญิงแสดงออกแบบนี้แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ และมิทสึคุนิก็ยังคงพยายามปกป้องมิโซระอย่างเห็นได้ชัดทุกคนก็ออกมาประณามคนที่ทำและชื่นชมคนเป็นนักบินกันเป็นทางเดียว ส่วนทางบริษัท Starlight ก็ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวบริษัทฯ จะดำเนินคดีกับทั้งสตอร์กเกอร์และคนที่อยู่เบื้องหลังให้ถึงที่สุดและอีกหนึ่งทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่สุดและเงียบมาตลอด ในที่สุดก็ออกประกาศออกมาสองฉบับฉบับที่หนึ่ง คือการประกาศ ‘ไทระ โคฮาคุ’ นักบินรวมถึงพนักงานระดับสูงบางคน ว่าไม่ได้เป็นพนักงานของสายการบินอีกต่อไปจากการผิด ‘วินัยร้ายแรง’ ของกลุ่มคนพวกนี้ โดยไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แน่ชัด ทำเอาทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานาอีกหนึ่งฉบับคือหนังสือประณามการกระทำที่สนามบินของสตอร์กเกอร์คนนั้น ที่กระทำอุกอาจ และหนังสือขอโทษที่ปล่อยให้ผู้โดยสารคนนั้นขึ้นเครื่องมาพร้อมกับมิโซระแ
‘สวัสดีครับ ผมกัปตันอินุอิ สายการบิน AJN จากประเทศออสเตรเลีย สู่ประเทศปลายทาง...’เสียงของกัปตันประกาศดังขึ้นบนเครื่อง สองหนุ่มสาวที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศได้ขึ้นเครื่องตามเวลาเดิมที่กำหนดหลังจากที่มิทสึคุนิขอให้พนักงานต้อนรับภาคพื้นช่วยเหลือ ทางสายการบินก็ได้ตรวจสอบรายชื่อของผู้โดยสารทั้งไฟลต์ และไม่พบคนที่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายชื่อผู้โดยสารก็ไม่ได้มีชื่อของผู้ชายคนนั้นที่เคยทำร้ายมิโซระเมื่อสองปีก่อนทางบริษัทฯ ให้ตัวเลือกกับทั้งสองคนว่าจะเปลี่ยนไฟลต์กลับไม่ว่าจะเป็นไฟล์ตที่เร็วที่สุดหรือหลังจากนั้นโดยสลับกับคนที่ Deadhead[1] กลับฐานแทน และอีกทางคือการกลับไฟล์ตเดิมมิทสึคุนิให้มิโซระเป็นคนตัดสินใจ มิโซระจึงเลือกกลับไฟลต์ที่จองไว้เพื่อไม่ให้เดือดร้อนลูกเรือคนอื่นๆ โดยให้ทางสายการบินและสนามบินได้เตรียมตัวเอาไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน และมิโซระเองก็ได้บอกทางค่ายไปแล้วเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดไฟลต์หลายชั่วโมง ทั้งสองคนจองที่นั่งชั้นหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวและเลือกที่จะขึ้นเครื่องมาก่อนใคร จึงแทบจะไม่มีใครสังเกต
[หลังจากที่ครบกำหนดสิบสี่วัน ขอให้นักบินผู้ช่วยคุโจ มิทสึคุนิ มารายงานตัวที่สายการบินตามตารางบินที่ระบุ]เนื้อความในอีเมลถูกส่งมายังอีเมลของมิทสึคุนิตั้งแต่เมื่อคืน ชายหนุ่มที่กำลังทานอาหารก่อนที่จะเตรียมตัวบินกลับประเทศมองด้วยความไม่ได้ใส่ใจนักมันไม่ได้ผิดจากที่คาด อย่างน้อยๆ เขาก็ได้วันพักมาสิบสี่วัน แม้จะทำให้ชั่วโมงบินในเดือนนี้ของเขาลดน้อยลงก็ตามความคุ้มค่าของการพักงานนี้ไม่ใช่การเอาคืนโคฮาคุ หรืออะไรอื่นๆ สิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณที่ถูกพักงานคือเวลาที่ใช้กับมิโซระ ทุกวินาทีมันมีค่าจริงๆ“ดื่มกาแฟหน่อยไหมคะ” เสียงหวานของมิโซระทำให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองตามเสียง“ไม่ล่ะครับ ไว้ผมไปดื่มที่สนามบินทีเดียวเลย” เขาเงยหน้าตอบมิโซระด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายก็พยักหน้าก่อนจะลุกไปสั่งกาแฟร้อนยามเช้าในตอนนั้นเอง สำหรับมิทสึคุนิแล้วนั้น อีเมลเรื่องงานของเขายังไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่รินโกะบอกเรื่องของสตอล์กเกอร์คนนั้นกลับเป็นสิ่งที่ติดในใจของเขามากกว่าเขาไม่อยากให้มิโซระเจอสถานการณ์แบบวันนั้นอีกใบหน้าคมคายใต้กรอบแว่นในชุดแฟชันที่ยังคงดูสุภาพม
หลังจากที่มิโซระโพสต์ชี้แจงเรื่องราวทุกอย่างใน SNS ส่วนตัวของตัวเอง กระแสในอินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการสนับสนุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนทั่วๆ ไป และแฟนคลับของศิลปินวงอื่นๆ ที่ก็อยากให้ศิลปินมีความสุขและพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็ต้องยอมรับ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิตของศิลปินนั้นล้วนแล้วแต่ถูกขุดขึ้นมาได้ง่าย[ฉันชอบนะ ที่มิโซระออกมาแสดงจุดยืนแบบนี้ ขอบคุณที่ในประเทศนี้มีศิลปินแบบ Fairish และค่าย Starlight ไม่งั้นศิลปินก็คงเป็นพระเจ้าที่ไม่มีวันมีความรักอย่างเปิดเผยได้จริงๆ][ฉันในฐานะแฟนคลับของ No.1 นะ ฉันคิดว่าค่ายแสงดาวสุดยอดที่สุดแล้วจริงๆ พวกเราจะยืนข้างๆ พวกเธอตลอดไป][มิโซระสู้ๆ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอแค่อยากมีความสุขส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น ฉันเชื่อว่าเธอจะกลับมาให้ความสุข และทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่อย่างที่เธอสัญญาแน่นอน]แฟนๆ ที่เข้าใจและอยากให้ศิลปินมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็ออกมาให้กำลังใจกันมากมาย แต่มันก็จะมีบางส่วนที่เริ่มขุดประวัติของมิทสึคุนินอกเหนือจากการศึกษาและการเป็นนักบิน[อันนี้ของจริงไหม เขาเคยแต่งงานแล้วหรอ ม
ปลายปีที่สามของการเดบิวต์ในฐานะศิลปิน‘การร่วมงานอย่างเป็นทางการรครั้งแรกระหว่าง AJN Airlines x Starlight Entertainment ในงานเปิดตัวฝูงบินใหม่ พร้อมกับการครบรอบเจ็ดปีของค่าย Starlight กำลังจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆ นี้’การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเปิดฝูงบินใหม่ของหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศถูก
อุ่น…ความรู้สึกแรกแล่นเข้ามาพร้อมกับลมหายใจแผ่วเบาข้างกาย ทำให้ร่างบางค่อยๆ รู้สึกตัว เธอกะพริบตาปรับสายตา ก่อนจะมองไปรอบห้อง เห็นผนังด้านหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าเปิดค้างไว้ และชุดยูนิฟอร์มสีขาวกับสูทสีเข้มเข้มแขวนอยู่ภายใน…ชุดที่สะท้อนถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของมันมือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพ
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แสงแฟลชสาดทั่วโซนสื่อมวลชนของงาน Milan Fashion Week ที่ประดับไปด้วยโลโก้ของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากอิตาลีขาเรียวก้าวลงจากลิมูซีนที่ทางแบรนด์เตรียมไว้ ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์ที่รายล้อมโดยไม่มีความตื่นกลัวแม้แต่น้อยส้นร
กว่าสิบสามชั่วโมงผ่านไปหลังจากที่เครื่องบินออกจากสนามบินต้นทาง ในห้องค็อกพิตตอนนี้มีการสลับนักบินครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้จะพิเศษสักหน่อยอันที่จริง ไฟลต์ที่ดูเหมือนเป็นการให้เคย์สึเกะเก็บชั่วโมงบินนั้นดูเหมือนจะเป็นแค่คำพูดที่ไม่ได้จริงเสียทีเดียวเมื่อตอนบรีฟไฟลต์ คนที่ถูกบันทึกชื่อเป็น Pilot Flyi







