Mag-log inปลายปีที่สามของการเดบิวต์ในฐานะศิลปิน
‘การร่วมงานอย่างเป็นทางการรครั้งแรกระหว่าง AJN Airlines x Starlight Entertainment ในงานเปิดตัวฝูงบินใหม่ พร้อมกับการครบรอบเจ็ดปีของค่าย Starlight กำลังจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆ นี้’
การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเปิดฝูงบินใหม่ของหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศถูกประกาศออกไปอย่างยิ่งใหญ่ ตามแผนที่วางไว้
Starlight ตอบรับดีลนี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดและเม็ดเงินมหาศาล แต่ในอีกมุมหนึ่ง… นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมงานกับองค์กรระดับแนวหน้า นอกเหนือจากอุตสาหกรรมแฟชั่นและสื่อที่คุ้นชิน
ห้องประชุมของศิลปินในวันนี้เต็มไปด้วยตารางงานที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ทั้งหมด เพราะนอกจากสายการบินจะเชิญเข้าร่วมงานเปิดตัวฝูงบินใหม่แล้ว ยังมีแผนกิจกรรมโปรโมตในอีกหลายส่วนตามมา
แฟร์ริช เกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังมาแรงชนิดเบียดวงอันดับหนึ่งที่ครองแชมป์มานานนับสิบปีตกลงไปได้ภายในเวลาเพียงสามปี
หลังจากนั้นทั้งสองฝั่งก็ผลัดกันขึ้นลงอยู่ตลอด แต่สิ่งที่แฟร์ริชมีเหนือกว่าคือเครดิตในฐานะแบรนด์
สมาชิกทั้งห้าคนต่างถือครองตำแหน่ง Ambassador ของแบรนด์หรูระดับโลก
“เพลงหรอคะ?”
เสียงหวานและแผ่วเบาของหญิงสาวผมสีน้ำตาลยาวในชุดโอเวอร์ไซซ์พูดขึ้น พลางขยับปลายปากกาในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองผู้อำนวยการ A&R ที่คุ้นเคย
“แอบด่วนไปนะคะเนี่ย…”
โมริสึกิ มิโซระ สมาชิกวงแฟร์ริช วันนี้เข้าร่วมประชุมในฐานะโปรดิวเซอร์ของค่าย เพื่อรับฟังแผนงานทั้งหมดโดยตรง เพราะครั้งนี้เธอได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำในการสร้างเพลงให้กับศิลปินทั้งสามวงของค่ายร่วมกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ๆ สำหรับการคัมแบ็กในปีนี้ ซึ่งโจทย์สำคัญคือ ธีมที่เกี่ยวกับการบิน
“วงใหม่เพิ่งเดบิวต์ก็จริง แต่ต้องรีบผลักดันตามแผนด้วย ส่วนแพลนเดิมที่วางไว้ก็ขยับไปใช้หลังคัมแบ็กครั้งนี้แทน”
อาราตะ จิน ผู้อำนวยการ A&R กล่าวกับเธอด้วยสีหน้าที่ไม่ได้ลำบากใจนัก
“อาจจะต้องรบกวนเธอเหนื่อยหน่อย”
ฝีมือของมิโซระเป็นที่ยอมรับกันดี เธอเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดเรื่องราวให้กลายเป็นบทเพลง และยังไม่เคยมีเพลงโปรโมตชิ้นใดที่เธอรับหน้าที่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
“ขอเวลาเพิ่มหน่อยได้ไหมคะ” มิโซระเสยผมขึ้นเบาๆ พลางต่อรอง
“เขียนเพลงทันน่ะไม่มีปัญหา แต่คอริโอกราฟกับตารางซ้อม… มันทันแน่หรอคะ”
หญิงสาวใบหน้าสวยหันไปมองผู้อำนวยการ ก่อนจะหันกลับมาสบตาหัวหน้าผู้จัดการของวงธอร์น วงที่เพิ่งเดบิวต์ได้เพียงสองเดือน รวมถึงทีมมาร์เก็ตติ้งที่ดูแลวงนั้น
และนี่ยังไม่นับรวมตารางถ่ายเอ็มวี รวมถึงขั้นตอนยิบย่อยอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการตามมา
“อีกอย่าง ถ้าต้องเข้าไปถ่ายเอ็มวีในสนามบิน หรือบนเครื่องของสายการบินจริงๆ ฉันไม่คิดว่าเวลาเท่านี้จะพอเลยนะคะ”
เสียงหวานเอ่ยพลางใช้ปลายปากกาจิ้มลงบนตัวเลขที่เธอวงไว้ในกระดาษอย่างชัดเจน
เมื่อทีมที่ถูกถามยังไม่อาจให้คำตอบที่ชัดเจนได้ มิโซระจึงหันกลับไปมองคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด
“โน้ตเรื่องนี้ไว้หน่อย แล้วลองติดต่อไปสอบถาม ต้องได้คำตอบภายในสองวัน”
จินหันไปสั่งหัวหน้าผู้จัดการและหัวหน้ามาร์เก็ตติ้งที่ต่างพยักหน้ารับคำสั่ง
ขณะเดียวกัน เขาก็คิดในใจว่า… แม้ใบหน้าของมิโซระจะดูสุภาพ อ่อนโยน และเข้าถึงง่าย แต่ความจริงจังในการทำงานของเธอนั้น… น่ากลัวทีเดียว
“มีอะไรอีกไหม?” จินถามย้ำอีกครั้ง แต่ทั้งห้องยังคงเงียบ
ร่างสูงจึงหันไปมองศิลปินสาวที่กำลังเหลือบมองหัวหน้าผู้จัดการและลีดเดอร์ของตัวเองเหมือนต้องการคำยืนยัน
“เรื่องกิจกรรมย่อยของแต่ละวงกับสายการบิน พี่จินให้คำตอบได้เมื่อไหร่คะ?” ยูกะ ลีดเดอร์ของวงเอ่ยถามขึ้น
“พรุ่งนี้ฉันจะคุยกับทางนั้นให้เรียบร้อย แล้วจะรีบอีเมลแจ้งทุกคนทันที” จินตอบอย่างชัดเจน ทำให้ทั้งศิลปินและทีมผู้จัดการต่างพยักหน้ารับพร้อมกัน
เมื่อไม่มีคำถามเพิ่มเติม และไม่มีประเด็นใดต้องถกเถียงต่อ การประชุมจึงปิดลง
ต่อจากนั้นเป็นการประชุมย่อยของแต่ละวงที่ต้องจัดกันอีกทีและแน่นอน ไม่ใช่วันนี้
...
“มิโซระ กลับบ้านเลยไหม” รินโกะ ผู้จัดการคนเก่งซึ่งเพิ่งแต่งงานไม่นาน เดินเข้ามาถามพร้อมรอยยิ้ม
“ค่ะ วันนี้ฉันมีนัดกับครอบครัวนิดหน่อย เดี๋ยวขอกลับก่อนนะคะ” ใบหน้าสวยยกมุมปากตอบตามนิสัย น้ำเสียงนุ่มสุภาพเช่นเดิม
“หืม? เธอไม่ค่อยกลับบ้านนี่นา มีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือเปล่า” ยูกะที่เดินตามหลังมาเอ่ยหยอกด้วยรอยยิ้มกว้าง เพราะปกติมิโซระมักพักอยู่ในเมืองมากกว่า บ้านของเธออยู่ไกลออกไปเล็กน้อย แม้จะยังอยู่ในเขตเมืองหลวงก็ตาม
“พี่ชายเขาผ่านประเมินน่ะ เลยอยากไปแสดงความยินดีหน่อย” มิโซระยิ้มตอบ “ขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวต้องแวะไปหาของขวัญด้วย”
หญิงสาวกล่าวลาอย่างเรียบง่าย ก่อนจะแยกตัวออกมาและมุ่งหน้าไปที่รถของตนเอง
ความจริงแล้ว เธอมีของขวัญเตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ที่พูดเช่นนั้นไปก็เพราะอยากมีเวลาพักใจเล็กน้อย ก่อนจะขับรถไปยังร้านอาหารตามนัด ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
ทว่ามันก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อของเธอมากนัก เพราะคนในครอบครัวทำงานอยู่ที่สนามบินกันเกือบทั้งหมด ยกเว้นเธอเพียงคนเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมิโซระถึงเลือกมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมืองเพียงลำพัง
… … …
ร้านอาหารอิซากายะขนาดไม่ใหญ่นักในเขตคาวาซากิ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาพอสมควร วันนี้ถูกเหมาจองโดยครอบครัวนักบิน เพื่อฉลองให้ลูกชายคนโตที่เพิ่งย้ายมาสายการบินใหม่เมื่อปีก่อน และผ่านการประเมินเป็น SFO หรือ นักบินผู้ช่วยอาวุโส ของฝูงบินใหม่ได้สำเร็จ
ตระกูลฟูจิวาระ นามสกุลที่ผูกพันกับวงการการบินมาหลายรุ่น คุณพ่อซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ เคยเป็นนักบินชั่วโมงบินสูงของสายการบินภายในประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอของสายการบินย่อยในเครือ AJN
ข้างกายคือภรรยาที่วันนี้เป็นแม่บ้านเต็มตัว แต่ในอดีตเคยเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินใหญ่
และถัดไปคือเจ้าของงาน ‘ฟูจิวาระ ฮายาโตะ’ นักบินหนุ่มของ AJN ผู้รับผิดชอบเส้นทางระยะสั้นและระยะกลางของฝูงบินใหม่ที่กำลังจัดวางตัวอย่างลงตัว
“แล้ว… น้องไม่มาหรอ” คนเป็นแม่เอ่ยถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม
ยังไม่ทันพูดจบ ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมร่างที่เธอเพิ่งเอ่ยถึง มิโซระปรากฏตัวในเสื้อแขนยาวรัดรูปคอวีแบบมีซิปด้านหน้า แฝงความเซ็กซี่ตามธรรมชาติ คู่กางเกงยีนส์เรียบง่าย ใบหน้าสวยแต่งบางๆ กับผมดำยาวที่ปล่อยสยายขณะก้าวเข้ามา
“มิโซระ ทางนี้” ฮายาโตะผู้เป็นพี่ชายที่ห่างกันสี่ปีลุกขึ้นกางแขนรับ เธอก้าวเข้ากอดตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอโทษที่มาช้านะคะ พอดีมีประชุมเรื่องงานใหญ่” เธอพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนที่พี่ชายจะพาไปนั่งข้างกาย
“คุณพ่อ คุณป้า ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มิโซระทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองที่นั่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้างพี่ชาย
“เหนื่อยไหมจ๊ะ ขับรถมาใช่ไหม เดี๋ยวขากลับให้ฮายาโตะขับกลับบ้านเรากันนะ” คนเป็นป้าพูดด้วยรอยยิ้ม เอ็นดูเธอไม่ต่างจากลูกสาวของตัวเอง
“หนูขับกลับเองก็ได้ค่ะ แค่นี้เอง” มิโซระปฏิเสธอย่างสุภาพ “บ้านหนูไม่ได้ไกลจากที่นี่มาก ให้พี่เขาพักเถอะค่ะ หนูขับได้จริงๆ”
พูดจบ เธอขยับถุงของขวัญในมือแล้วยื่นให้ “ยินดีด้วยนะคะ SFO คนใหม่ของสายการบิน AJN”
เสียงหวานเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เมื่ออีกฝ่ายรับไป เธอพยักหน้าให้เขาเปิดดู
ด้านในคือหูฟัง Headset รุ่นท็อป เกรดเดียวกับที่ใช้ในสตูดิโอขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของนักบินพาณิชย์
เมื่อเห็นรอยยิ้มดีใจบนใบหน้าของพี่ชาย เธอก็พลอยยิ้มตาม เช่นเดียวกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่รู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นพี่น้องยังผูกพันกันอย่างดี
“อันนี้ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยใช้มาเลยค่ะ แยกเสียงได้ละเอียดมาก หวังว่าพี่จะพามันไปเที่ยวหลายๆ ที่นะคะ”
สำหรับเธอ อาจไม่ได้สนิทกับทุกคนในครอบครัวนัก แต่กับฮายาโตะนั้นไม่ใช่ ตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายกลับมาจากออสเตรเลีย เขาเป็นพี่ชายที่คอยดูแลเธอเสมอ ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
“ขอบคุณนะ แค่เธอว่างมาพี่ก็ดีใจแล้ว” ฮายาโตะยิ้ม เก็บของลงถุง แล้วดึงน้องสาวเข้ามากอดเบาๆ
“โอกาสแบบนี้มีครั้งเดียวนี่คะ” มิโซระกอดตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อน
“แล้วเราเป็นยังไงบ้าง เรื่องงาน เหนื่อยไปหรือเปล่า” พ่อที่นั่งมองลูกสาวอยู่นานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจากปกติ ทำให้มิโซระหันไปมอง
“นิดหน่อยค่ะ ช่วงนี้วงกำลังไปได้ดี ทำงานหนักหน่อยก็ไม่เป็นไร” เธอตอบตามความจริง
ชีวิตศิลปินของเธอแตกต่างจากเส้นทางนักบินและนักธุรกิจของพ่อกับพี่ชาย เพราะเป็นอาชีพที่อายุงานสั้นและมีความเสี่ยงสูง โชคดีที่ความสำเร็จมาเร็วกว่าที่คาด ทำให้เธอมีเวลาสร้างความมั่นคงให้ตัวเองมากกว่าหลายคน
แต่เมื่อเทียบกับอาชีพนักบินในระยะยาว งานของเธอก็ยังไม่มั่นคงเท่า อีกทั้งเธอเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่หน้าสื่อไปตลอด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มิโซระพยายามพิสูจน์ฝีมือทางดนตรีในเบื้องหลังมาโดยตลอด
เธอเป็นนักดนตรี และรู้ดีว่าพรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ หากไม่พัฒนาความสามารถอื่นควบคู่ไปด้วย
“ถ้าเหนื่อย ก็กลับมาพักที่บ้านได้นะ” คนเป็นพ่อพูดกับมิโซระด้วยความหวังว่าเธอจะได้หยุดพักยาวๆ บ้าง
เธอเข้าใจดี แต่ก็มีเหตุผลของตัวเองที่ไม่ค่อยได้กลับมาแบบวันนี้…คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทุกคนได้พร้อมหน้าพร้อมตากัน
“ค่ะ” มิโซระเพียงยิ้มรับ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าตอนนี้ยังให้คำตอบอะไรไม่ได้
อันที่จริง... เธอเป็นแค่ลูกสาวนอกสมรสที่พึ่งเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของพ่อในเอกสารราชการเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น เธอเลยไม่ค่อยเปิดใจสักเท่าไหร่ และยังไม่คิดจะเปิดเผยกับสื่อ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร
“แล้วเพื่อนๆ ลูกล่ะ ไม่มากันแล้วหรอ” คนเป็นแม่หันไปถามฮายาโตะ เมื่ออาหารเริ่มถูกยกมาวางบนโต๊ะ
คนเป็นพี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กก่อนตอบ “กำลังมาครับ พี่เรียวน่าจะมาไม่ได้ เขามีลูกเล็ก”
“น่าเสียดายจริงๆ” คนเป็นแม่พยักหน้ารับ ก่อนจะหันมามองมิโซระ
“ที่ว่าคือเพื่อนๆ ใน fleet[1] ของฮายาโตะน่ะจ้ะ หนูคงไม่อึดอัดนะ”
“ค่ะ ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมงานของพี่” มิโซระไม่ได้ติดใจอะไร หากจะมีคนอื่นมาด้วยอยู่แล้ว และเธอก็เข้าใจดีว่าพี่ชายอยู่ในฝูงบินที่เพิ่งเปิดใหม่ ซึ่งยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพราะกำลังอยู่ในช่วงวางแผนร่วมกับค่ายของเธอ
“ทำความรู้จักไว้ก็ดีนะลูก สองคนนั้นเป็นคนดีมาก เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน” พ่อพูดด้วยความหวังดี แต่ในสายตาของเธอมันดูคล้ายความพยายามจับคู่กลายๆ จนเธอเผลอหันไปมองฮายาโตะ
“ก็ดีแหละ แต่รู้จักกันผิวเผินพอ” พี่ชายตอบเรียบๆ
ในฐานะพี่ชาย เขายอมรับว่าเพื่อนทั้งสองคนเป็นคนดีจริง แต่ไม่เคยเห็นพวกมันคบใครมาก่อน จึงไม่กล้าฟันธงอะไรเกินไป
หวงน้องสาวไว้หน่อยดีกว่า
เสียงบานประตูไม้ของร้านดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงพูดคุยที่ฟังดูคล้ายกำลังเถียงกันจากด้านนอก ก่อนที่ชายหนุ่มสองคนจะก้าวเข้ามาภายในร้าน
วินาทีแรกที่มิโซระเห็นคนทั้งคู่ เธอนิ่งค้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ มือเย็นวาบและชาจางๆ เมื่อสายตาหยุดอยู่ที่หนึ่งในนั้น
ทำไมเขา… คุโจ มิทสึคุนิ… ถึงอยู่ที่นี่
“ขอโทษที่มาช้านะครับ ไอ้หมอนี่เพิ่งแลนด์ ผมต้องไปรับ…” ชายหนุ่มอีกคนพูดพลางเหลือบมาเห็นเธอ “อ้าว! คะ…คุณมิโซระ!?”
เสียงนั้นทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองผู้ที่เอ่ยชื่อเธอ แล้วจึงเหลือบกลับไปยังคนที่ยืนข้างกัน
ผู้ชายคนนั้นรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอแล้วเช่นกัน
เมื่อดวงตาทั้งสองสบกัน โลกภายนอกราวกับเงียบหาย เสียงทักทายรอบข้างเลือนราง ไม่ต่างจากเขาที่นิ่งมองเธอด้วยแววตาอ่านไม่ออก
หัวใจของเธอยังคงสั่นไหวเหมือนเช้าวันนั้น สัญชาตญาณบอกให้หนี แต่ในสถานการณ์เช่นนี้… เธอจะหนีไปที่ไหนได้กัน
หรือว่า… เธอควรจะทำอย่างไรดี
[1] Fleet คือ ฝูงบินของสายการบิน
การพักงานวันที่สิบสองของมิทสึคุนิ หลังจากที่มิโซระทำงานเสร็จทั้งหมด หญิงสาวก็หลับบนรถ SUV คันหรูที่นั่งสบายที่สุดในชีวิตไปตลอดทาง จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไม่ได้ถูกพากลับบ้านเหมือนทุกๆ วันกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบๆ ชั่วโมง รอบข้างมืดหมดแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ตื่นและมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านของเธอ แต่มันเป็นทางของเขตจังหวัดคานากาวะแล้ว“ไปไหนคะเนี่ย” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้ม“ทำตัวน่าสงสัยนะคะ”“ผมแค่บังคับให้คุณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมเท่านั้นเอง ยังไงคุณก็ไม่มีงานไปอีกสามวันนี่ครับ” มิทสึคุนิพูดจบ มิโซระก็หรี่ตามองช้าๆ แต่นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้ม“ยังไงก็... ค้างต่างจังหวัดสักวันสองวันนะครับ ผมเตรียมเสื้อผ้ามาให้แล้ว”“ก็ต้องแบบนั้นแหละค่ะ แต่อยากรู้จังว่าจะพาไปไหน”มิโซระตอนนี้เธอตื่นแล้วก็มองไปรอบๆ อย่างใจจดจ่อ ส่วนมิทสึคุนิก็ยกยิ้มพยายามขับไปตามทางเพราะเขามีนัดทานมื้อเย็น และเขาต้องไปให้ทัน อีกอย่างเขาจะพามิโซระไปช้ากว
โต๊ะแถลงการณ์ของบริษัท Starlight Entertainment ที่จัดร่วมกับสายการบิน AJN เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ของสนามบินมิทสึคุนิในชุดนักบินเดินขึ้นมานั่งที่ฝั่งของ AJN ในฐานะผู้เสียหายจากการข่มขู่และทำร้ายร่างกายที่สนามบิน รวมถึงผู้เสียหายจากการใส่ร้ายส่วนมิโซระนั่งอยู่ฝั่ง Starlight โดยมีจินและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรอีกคนอยู่ด้วย และตรงกลางระหว่างทั้งสองบริษัทคือตัวแทนจากสนามบินหลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันที่สนามบิน และการที่สายการบินปล่อยให้ผู้โดยสารที่เคยมีประวัติขึ้นเครื่องมา ทั้งที่มีการรายงานว่ามีการข่มขู่ฆ่าตั้งแต่ต้นทางเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ เป็นความรับผิดชอบร่วมของสนามบินและสายการบินส่วน Starlight ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่ขึ้นมาเพื่อแถลงเฉพาะเรื่องแอคเคาท์ส่วนตัวของมิโซระเท่านั้น“เรื่องบัญชี SNS เดิมของมิโซระ พวกเราได้รับการติดต่อจากคนที่อยู่เบื้องหลังแล้ว เราได้ดำเนินการฟ้องตามกฎหมาย และได้ไกล่เกลี่ยเป็นที่เรียบร้อย ทางผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้คำสัญญาแล้วว่าจะให้ความร่วมมือในการให้ข้
หลังจากข่าวใหญ่ที่สนามบิน กระแสใน SNS ก็ดุเดือดมาก แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเริ่มตั้งคำถามกับมิทสึคุนิ มีคนบางส่วนที่ไม่ได้ชอบที่มิโซระในฐานะศิลปินหญิงแสดงออกแบบนี้แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ และมิทสึคุนิก็ยังคงพยายามปกป้องมิโซระอย่างเห็นได้ชัดทุกคนก็ออกมาประณามคนที่ทำและชื่นชมคนเป็นนักบินกันเป็นทางเดียว ส่วนทางบริษัท Starlight ก็ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวบริษัทฯ จะดำเนินคดีกับทั้งสตอร์กเกอร์และคนที่อยู่เบื้องหลังให้ถึงที่สุดและอีกหนึ่งทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่สุดและเงียบมาตลอด ในที่สุดก็ออกประกาศออกมาสองฉบับฉบับที่หนึ่ง คือการประกาศ ‘ไทระ โคฮาคุ’ นักบินรวมถึงพนักงานระดับสูงบางคน ว่าไม่ได้เป็นพนักงานของสายการบินอีกต่อไปจากการผิด ‘วินัยร้ายแรง’ ของกลุ่มคนพวกนี้ โดยไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แน่ชัด ทำเอาทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานาอีกหนึ่งฉบับคือหนังสือประณามการกระทำที่สนามบินของสตอร์กเกอร์คนนั้น ที่กระทำอุกอาจ และหนังสือขอโทษที่ปล่อยให้ผู้โดยสารคนนั้นขึ้นเครื่องมาพร้อมกับมิโซระแ
‘สวัสดีครับ ผมกัปตันอินุอิ สายการบิน AJN จากประเทศออสเตรเลีย สู่ประเทศปลายทาง...’เสียงของกัปตันประกาศดังขึ้นบนเครื่อง สองหนุ่มสาวที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศได้ขึ้นเครื่องตามเวลาเดิมที่กำหนดหลังจากที่มิทสึคุนิขอให้พนักงานต้อนรับภาคพื้นช่วยเหลือ ทางสายการบินก็ได้ตรวจสอบรายชื่อของผู้โดยสารทั้งไฟลต์ และไม่พบคนที่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายชื่อผู้โดยสารก็ไม่ได้มีชื่อของผู้ชายคนนั้นที่เคยทำร้ายมิโซระเมื่อสองปีก่อนทางบริษัทฯ ให้ตัวเลือกกับทั้งสองคนว่าจะเปลี่ยนไฟลต์กลับไม่ว่าจะเป็นไฟล์ตที่เร็วที่สุดหรือหลังจากนั้นโดยสลับกับคนที่ Deadhead[1] กลับฐานแทน และอีกทางคือการกลับไฟล์ตเดิมมิทสึคุนิให้มิโซระเป็นคนตัดสินใจ มิโซระจึงเลือกกลับไฟลต์ที่จองไว้เพื่อไม่ให้เดือดร้อนลูกเรือคนอื่นๆ โดยให้ทางสายการบินและสนามบินได้เตรียมตัวเอาไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน และมิโซระเองก็ได้บอกทางค่ายไปแล้วเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดไฟลต์หลายชั่วโมง ทั้งสองคนจองที่นั่งชั้นหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวและเลือกที่จะขึ้นเครื่องมาก่อนใคร จึงแทบจะไม่มีใครสังเกต
[หลังจากที่ครบกำหนดสิบสี่วัน ขอให้นักบินผู้ช่วยคุโจ มิทสึคุนิ มารายงานตัวที่สายการบินตามตารางบินที่ระบุ]เนื้อความในอีเมลถูกส่งมายังอีเมลของมิทสึคุนิตั้งแต่เมื่อคืน ชายหนุ่มที่กำลังทานอาหารก่อนที่จะเตรียมตัวบินกลับประเทศมองด้วยความไม่ได้ใส่ใจนักมันไม่ได้ผิดจากที่คาด อย่างน้อยๆ เขาก็ได้วันพักมาสิบสี่วัน แม้จะทำให้ชั่วโมงบินในเดือนนี้ของเขาลดน้อยลงก็ตามความคุ้มค่าของการพักงานนี้ไม่ใช่การเอาคืนโคฮาคุ หรืออะไรอื่นๆ สิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณที่ถูกพักงานคือเวลาที่ใช้กับมิโซระ ทุกวินาทีมันมีค่าจริงๆ“ดื่มกาแฟหน่อยไหมคะ” เสียงหวานของมิโซระทำให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองตามเสียง“ไม่ล่ะครับ ไว้ผมไปดื่มที่สนามบินทีเดียวเลย” เขาเงยหน้าตอบมิโซระด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายก็พยักหน้าก่อนจะลุกไปสั่งกาแฟร้อนยามเช้าในตอนนั้นเอง สำหรับมิทสึคุนิแล้วนั้น อีเมลเรื่องงานของเขายังไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่รินโกะบอกเรื่องของสตอล์กเกอร์คนนั้นกลับเป็นสิ่งที่ติดในใจของเขามากกว่าเขาไม่อยากให้มิโซระเจอสถานการณ์แบบวันนั้นอีกใบหน้าคมคายใต้กรอบแว่นในชุดแฟชันที่ยังคงดูสุภาพม
หลังจากที่มิโซระโพสต์ชี้แจงเรื่องราวทุกอย่างใน SNS ส่วนตัวของตัวเอง กระแสในอินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการสนับสนุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนทั่วๆ ไป และแฟนคลับของศิลปินวงอื่นๆ ที่ก็อยากให้ศิลปินมีความสุขและพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็ต้องยอมรับ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิตของศิลปินนั้นล้วนแล้วแต่ถูกขุดขึ้นมาได้ง่าย[ฉันชอบนะ ที่มิโซระออกมาแสดงจุดยืนแบบนี้ ขอบคุณที่ในประเทศนี้มีศิลปินแบบ Fairish และค่าย Starlight ไม่งั้นศิลปินก็คงเป็นพระเจ้าที่ไม่มีวันมีความรักอย่างเปิดเผยได้จริงๆ][ฉันในฐานะแฟนคลับของ No.1 นะ ฉันคิดว่าค่ายแสงดาวสุดยอดที่สุดแล้วจริงๆ พวกเราจะยืนข้างๆ พวกเธอตลอดไป][มิโซระสู้ๆ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอแค่อยากมีความสุขส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น ฉันเชื่อว่าเธอจะกลับมาให้ความสุข และทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่อย่างที่เธอสัญญาแน่นอน]แฟนๆ ที่เข้าใจและอยากให้ศิลปินมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็ออกมาให้กำลังใจกันมากมาย แต่มันก็จะมีบางส่วนที่เริ่มขุดประวัติของมิทสึคุนินอกเหนือจากการศึกษาและการเป็นนักบิน[อันนี้ของจริงไหม เขาเคยแต่งงานแล้วหรอ ม
อุ่น…ความรู้สึกแรกแล่นเข้ามาพร้อมกับลมหายใจแผ่วเบาข้างกาย ทำให้ร่างบางค่อยๆ รู้สึกตัว เธอกะพริบตาปรับสายตา ก่อนจะมองไปรอบห้อง เห็นผนังด้านหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าเปิดค้างไว้ และชุดยูนิฟอร์มสีขาวกับสูทสีเข้มเข้มแขวนอยู่ภายใน…ชุดที่สะท้อนถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของมันมือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพ
เลาจน์ของโรงแรมในช่วงเวลานี้ค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวชายหนุ่มชาวเอเชียร่างสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เนื่องจากวันพรุ่งนี้เขามีเที่ยวบินในช่วงบ่าย เขาจึงหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกกรณีที่ไม่จำเป็นบนโต๊ะมีแท็บเล็ตเปิดเอกสารบรีฟรูต สลับกับแอปที่รายงานข่าวด้านการบิน เส้นทางบิน และสภา
“สวัสดีค่ะ คุณนักบินคุโจ”เสียงของแอร์โฮสเตสบนเครื่องทักทายชายหนุ่มร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟที่ปิดฝาเรียบร้อย“สวัสดีครับ” เสียงเรียบทักทายกลับ พร้อมโค้งเล็กน้อยเป็นการรับอย่างมีมารยาทชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบนักบินที่มีสามขีดบนแขนเสื้อ ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ไหล่กว้างและแผ่นหลังตร
ปีที่สองของการเดบิวต์เป็นศิลปิน‘โมริสึกิ มิโซระ สมาชิกวง Fairish จะเข้าร่วมชมงาน Fashion Show ของแบรนด์ F ในฐานะ Global Ambassador’ข่าวใหญ่ของสมาชิกที่กลบกระแสต่างๆ นานาของวง ทั้งดีทั้งร้ายทิ้งทั้งหมด โดยพาดหัวนั้นมีรูปของเจ้าของชื่อ โมริสึกิ มิโซระ หญิงสาวผู้เป็นโปรดิวเซอร์และซับโวคอลของวง ที่อย







