로그인เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แสงแฟลชสาดทั่วโซนสื่อมวลชนของงาน Milan Fashion Week ที่ประดับไปด้วยโลโก้ของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากอิตาลี
ขาเรียวก้าวลงจากลิมูซีนที่ทางแบรนด์เตรียมไว้ ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์ที่รายล้อมโดยไม่มีความตื่นกลัวแม้แต่น้อย
ส้นรองเท้าสัมผัสพรมอย่างมั่นคง ชุดสีฟ้าอ่อนเนื้อบางสะบัดรับลม เผยให้เห็นจุดเด่นที่แผ่นหลังเว้าลงจรดเอว เส้นผมลอนยาวพลิ้วไหวไล้ลำคอทุกครั้งที่เธอหมุนตัว
ท่วงท่าของเธอไม่เร่งไม่รีบร้อน ความอ่อนหวานปนเย้ายวนไม่ได้เกิดจากความจงใจ แต่เป็นสิ่งที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
“Misora! This way!”
“Beautiful, bella!”
เธอเพียงกวาดสายตาไปตามรอบด้าน ยิ้มมุมปากบางๆ ให้กับเลนส์ทุกตัวอย่างแม่นยำ ราวกับล็อกมุมถ่ายภาพหลักไว้ในหัวอย่างมืออาชีพ
เสียงของช่างภาพดังเรียกชื่อหญิงสาวในฐานะ Global Ambassador ให้หันมาสนใจเลนส์ของตน เธอยังคงเดินช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ทุกกล้องสามารถบันทึกภาพของเธอได้ครบถ้วนที่สุด
ไม่นานเจ้าหน้าที่ของงานก็เข้ามาเดินนำ พร้อมประกบข้างเพื่อพาเธอไปยังที่นั่งแถวหน้าสุด ซึ่งเตรียมไว้สำหรับบุคคลสำคัญของแต่ละแบรนด์
และนั่นยิ่งทำให้สายตาของสื่อทั้งหมดจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา
ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นเพราะรัศมีและบุคลิกที่สงบนิ่ง นุ่มนวล ทำให้หญิงสาวดูแตกต่างจากทุกคนในที่นี่ มันคือการตีความของมิโซระที่มีต่อแบรนด์ที่เธอทำงานร่วมด้วย แม้จะแตกต่าง แต่ยังคงสอดรับกับธีมของแบรนด์ที่อยู่บนเรือนร่างของเธอได้อย่างพอดี
“Hi! Are you Misora, right?”
ไม่นานนักก็มีคนดังเดินเข้ามาทักทายและทำความรู้จัก หญิงสาวยืนรับ พร้อมจับมือทุกคนที่เข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสุภาพ และตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสเตรเลียอย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน
ด้วยภาพจำของศิลปินชาวเอเชียซึ่งมักไม่ถนัดภาษาอังกฤษนัก หลายคนจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย ทว่าในกรณีของมิโซระกลับไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะเธอเกิดและเติบโตในต่างประเทศ
นั่นยิ่งทำให้ทุกคนที่ได้พูดคุยกับเธอประทับใจในความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
ภายในงาน มีหลายคนบันทึกภาพโมเมนต์ของเธอกับเหล่าเซเลบริตี้ และนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง
พร้อมกันนั้น บนโลกของโซเชียลมีเดีย กระแสของมิโซระก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน แฟนคลับทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างพากันแชร์ภาพของเธออย่างรวดเร็ว จนแผ่ขยายไปเกือบทุกแพลตฟอร์ม
โดยเฉพาะช็อตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ภาพขณะที่หญิงสาวกำลังเอี้ยวตัวกลับมาเล็กน้อย เส้นผม องศาของใบหน้า ชุดที่สวมใส่ และผิวที่รับกับแสงไฟอย่างพอดี ทุกองค์ประกอบส่งให้มิโซระดูราวกับ ‘นางฟ้า’ จนช่างภาพผู้บันทึกภาพและเผยแพร่ลงโซเชียลเขียนแคปชันเอาไว้ว่า
‘The Asia’s Angel has arrived.’
และไม่นานหลังจากนั้น คอมเมนต์นับไม่ถ้วนก็เริ่มปรากฏขึ้นใต้โพสต์ดังกล่าว
[เธอเป็นใคร เธอสวยมาก ทำไมถึงไม่เคยเห็นมาก่อน แบรนด์ F เลือกแอมบาสเดอร์ได้เข้ากับภาพลักษณ์จริงๆ]
[เหมือนนางฟ้าเลย ใบหน้าของเธองดงามและอ่อนโยน สะท้อนความเป็นเอเชียอย่างชัดเจน]
[เธอคือ มิโซระ จากวง Fairish Global Ambassador ของแบรนด์ F คนแรกของประเทศ และเป็นคนที่สี่ของเอเชีย]
[ความงดงามนั้นเกินจริง ฉันละสายตาไม่ได้เลย]
ขณะที่เสียงชื่นชมต่อความงามของมิโซระในลุคที่ปรากฏบนเวทีระดับโลกยังคงดังต่อเนื่อง ภายในงานก็เริ่มดำเนินตามลำดับ
ไม่นานนัก ศิลปินจากโซนเอเชียอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามานั่งข้างเธอ
“คุณมิโซระ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
หญิงสาวจากเกิร์ลกรุ๊ปประเทศข้างเคียง พวกเธอมักพบกันตามงานต่างๆ ในเอเชียบ่อยครั้ง และเป็น Global Ambassador เช่นเดียวกัน เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มิโซระลุกขึ้นตอบรับ พร้อมยิ้มอ่อนโยนตอบกลับ ทั้งคู่สนทนากันเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่ต้องพยายาม
และภาพของทั้งสองในช่วงเวลานั้น ก็กลายเป็นโมเมนต์น่ารักที่แฟนๆ ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงแฟนอินเตอร์ ต่างพากันแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว จนกระแสความนิยมของพวกเธอเติบโตขึ้นอีกเท่าตัว
… … …
ในเวลาใกล้เคียงกัน ณ โรงแรมหรูใจกลางเมืองมิลาน
ร่างสูงที่เพิ่งพักผ่อนอย่างเต็มที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปใช้เวลาวันหยุดของตนเอง เสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวหลวมถูกสวมอย่างสบาย เข้าคู่กับกางเกงขายาวสีอ่อน แตกต่างจากลุคในเครื่องแบบนักบินที่เรียบร้อยและเคร่งครัดโดยสิ้นเชิง กระนั้น ออร่าของเขาก็ยังคงเด่นชัดไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเปิดข่าวรายงานเหตุการณ์ในประเทศขณะเขาค่อยๆ ลงสกินแคร์บนใบหน้าอย่างใจเย็น
ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่ในฐานะนักบิน เขาเข้าใจดีว่านอกจากฝีมือแล้ว ภาพลักษณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคือสิ่งที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพของสายอาชีพนี้
และสำหรับเขา การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดอะไรเลย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้คนที่ต้องพึ่งพาเขาในทุกเที่ยวบิน
‘โมริสึกิ มิโซระ ในฐานะ Global Ambassador ของแบรนด์ F…’
เสียงหัวข้อข่าวบันเทิงดังขึ้นพร้อมกับชื่อของผู้หญิงที่เขาเพิ่งพบเมื่อวาน ลอดเข้ามาในโสตประสาท ร่างสูงเหลือบสายตามองหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ภาพของหญิงสาวคนนั้น คนที่เขาเพิ่งช่วยไว้ที่สนามบินปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เธอสวมชุดสีฟ้าอ่อนที่เข้ากับโทนผิวอย่างพอดี ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตเผยให้เห็นโครงหน้าสวยละมุน กิริยา ท่วงท่า การก้าวเดิน… ทุกอย่างสง่างามราวกับถูกหล่อหลอมมาด้วยวินัยและการฝึกฝนอย่างยาวนาน
มือที่กำลังจะทาครีมกันแดดหยุดนิ่งกลางอากาศ ดวงตาคมไร้กรอบแว่นจ้องภาพตรงหน้าโดยไม่ขยับ…
ราวกับมีแรงบางอย่างกำลังดึงเขาเข้าไปใกล้เธอทีละน้อย โดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว
‘ช่างภาพถึงกับเรียกเธอว่า… นางฟ้าแห่งเอเชียเลยนะ’
เสียงของนักข่าวดังขึ้น ขณะที่สายตาคมยังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วย ผู้หญิงคนนี้… สวยจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นในวันที่แต่งเพียงบางเบา หรือในภาพเคลื่อนไหวที่กำลังถูกฉายวนอยู่ตรงหน้า และเขาก็เชื่อว่า แม้ในยามที่เธอไร้เครื่องประดับหรือเครื่องสำอางใดๆ เธอก็คงมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองไม่แพ้กัน
เขาอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ศิลปินระดับ
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ และยิ่งไม่แน่ใจเลยว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือเปล่า
เจ้าของดวงตาชั้นเดียวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะละสายตาจากหน้าจอ หันไปมองเงาสะท้อนในกระจก แล้วค่อยๆ ทาครีมกันแดดอย่างช้าๆ
หากถามว่าทำไม เขาจึงไม่ขอช่องทางติดต่อของเธอในครั้งแรกที่พบกันบนเครื่องบิน… เขาก็มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว
ในตอนนั้น เขาอยู่ในฐานะนักบิน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันไม่ใช่เวลา หรือสถานที่ที่เหมาะสม
ต่อให้มีนักบินบางคนกล้าทำในแบบนั้น แต่อย่างน้อย เขาไม่ใช่คนประเภทที่ไม่รู้จักกาลเทศะ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ยังไม่ทันที่เขาจะเตรียมตัวเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ร่างสูงลุกไปเปิด ก็พบว่านักบินผู้ช่วยจากเมื่อวานยืนอยู่หน้าห้อง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ดีว่าควรแต่งตัวยังไงในช่วงเลย์โอเวอร์[1]
“เสร็จหรือยัง พ่อคนเก่ง”
“นายไปรอข้างล่างก่อน เดี๋ยวฉันตามลงไป”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางลิฟต์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมอยู่ในห้องพัก
ร่างสูงถอนหายใจยาว… นานแล้วจริงๆ ที่เขาไม่รู้สึกติดอยู่กับใครขนาดนี้ ภาพของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย ชัดเจนเสียจนทำให้หัวใจอ่อนแรงทุกครั้งที่คิดถึง
ยิ่งตระหนักว่ามันอาจเป็นไปไม่ได้ความรู้สึกหน่วงแน่นในอกก็ยิ่งชัดขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น… เขาก็สาบานกับตัวเองอยู่เงียบๆ ว่า
ถ้ามีโอกาสอีกเพียงครั้งเดียว เขาจะคว้ามันไว้ โดยไม่ลังเลอีกต่อไป
… … …
“วันนี้ควบคุมสติดีมากเลย สวย เก่ง สมบูรณ์แบบ” รินโกะกล่าวชมพร้อมปรบมือทันทีที่พามิโซระกลับมาถึงห้องพัก
ในงานวันนี้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มิโซระก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ถูกพูดถึงอย่างแน่นอน และนั่นทำให้รินโกะในฐานะหัวหน้าผู้จัดการของวงรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง จนรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ชุดมันส่งด้วย แล้วคนแต่งหน้าก็เก่งมากจริงๆ” มิโซระตอบอย่างถ่อมตัว แม้ลึกๆ จะรู้สึกปลื้มกับคำชมเหล่านั้น แต่เธอก็ยังไม่กล้ารับมันไว้เพียงลำพัง
“แต่วันนี้พี่มิโซระสวยมากจริงๆ นะคะ นี่ดูสิ… ฮอตเสิร์ชขึ้นแต่ชื่อพี่เต็มไปหมดเลย” เมย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นโทรศัพท์มือถือมาให้ดูทันทีเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง
มิโซระยิ้มให้ทั้งสองคน ก่อนจะเหลือบมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก วันนี้ช่างแต่งหน้าทำให้เธอดูสวยกว่าทุกวันอย่างที่พวกเขาว่ามาจริงๆ
“ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้เราต้องบินกลับแต่เช้า รีบพักผ่อนเถอะ” รินโกะกล่าว พลางวางมือลงบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน
เมย์ยิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามรินโกะออกจากห้องไป ทิ้งให้มิโซระอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงัน
“เห้อ…”
เมื่อเหลือเพียงตัวเธอ ร่างเล็กก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ตั้งแต่เมื่อวาน เธอเปิดดูข้อความซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไร้วี่แววของคำตอบจากคนรัก
หรือว่าเขากำลังโกรธอะไรเธออยู่นะ…
แววเศร้าเอ่อล้นขึ้นในดวงตาโดยไม่อาจห้ามได้ เธออยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความ หรือกดโทรหาเขาในทันที แต่ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ ขอจัดการกับตัวเองก่อน เผื่อว่าเมื่อเขาตอบกลับหรือรับสาย เธอจะได้คุยกับเขาอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องขอวางสายกลางคัน
ร่างบางจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำ ชำระคราบเครื่องสำอางและความเหนื่อยล้าออกจากร่างกาย เวลาล่วงผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง เธอออกมาพร้อมชุดเดรสสั้นเนื้อบาง ใส่สบาย เหมาะกับการพักผ่อนในห้องเพียงลำพัง
ส่วนมื้อค่ำ… เธอตัดสินใจว่าจะสั่งรูมเซอร์วิสมาทานแทน อากาศด้านนอกหนาวจัดเกินกว่าที่จะอยากก้าวออกไปเผชิญ
นิ้วเล็กแตะเข้าไปที่บัญชี SNS ของคนรัก คนที่เธอไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเป็นของเขา ก่อนจะเห็นสัญลักษณ์การอัปเดตล่าสุด แล้วจึงกดเข้าไปดู
เพียงเสี้ยววินาทีนั้น…
อารมณ์ที่ควรจะค่อยๆ ดีขึ้น กลับดิ่งลงอย่างควบคุมไม่ได้
“นี่มัน… อะไรกัน…” เสียงหวานสั่นพร่า เมื่อภาพตรงหน้าฉายชัดขึ้น คนที่ยืนอยู่ข้างเขา… ไม่ใช่เธอ
หากแต่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอเอง
ทั้งสองยืนกอดกันแนบชิด มีช่อดอกไม้ในมือ และแคปชันใต้ภาพที่เหมือนมีดคมกรีดลงบนหัวใจ
‘ครบรอบหกเดือน ถึงเวลาเปิดเผยต่อโลกนี้แล้ว’
…หกเดือน?
เธอกับเขาเลิกกันตอนไหนกัน… หรือความจริงแล้ว เขาไม่เคยคบกับเธอเลยตั้งแต่ต้น?
ความจริงค่อยๆ ชัดขึ้นทีละน้อย พวกเขาแอบสานสัมพันธ์กันลับหลังเธอมานานถึงครึ่งปี
ความสับสนและความปวดร้าวโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก หน้าอกด้านซ้ายถูกบีบรัดแน่นจนอึดอัด ดวงตาที่เคยสดใสเลือนรางไปด้วยม่านน้ำตา
และในที่สุด… น้ำตาก็ร่วงเงียบๆ ลงมาตามแก้มทั้งสองข้าง
สิ่งที่เธอเห็นมันคืออะไรกัน… เธอทำอะไรผิดไปงั้นหรอ
โทรศัพท์หลุดมือร่วงกระแทกพื้น ในขณะที่ฝ่ามืออีกข้างยกขึ้นปิดใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตา เสียงสะอื้นขาดห้วงดังติดอยู่ในลำคอ
คนหนึ่งคือคนที่เธอไว้ใจที่สุด… อีกคนคือคนที่เธอรักที่สุด และทั้งสองกลับหักหลังเธออย่างไร้เยื่อใย ราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ในนั้นเลย
แล้วตอนนี้… เธอเป็นอะไรสำหรับพวกเขากันแน่
ในความสับสนปวดร้าวนั้น เธอตัดสินใจกดทักหาเพื่อนคนนั้นทันที นิ้วเรียวสั่นระริกขณะกดลงบนแป้นพิมพ์ที่พร่าเลือนด้วยม่านน้ำตา
[Misora: ฮานะ เรื่องระหว่างเธอกับรุ่นพี่โคฮาคุมันคืออะไรกันแน่ บอกฉันทีว่ามันเป็นแค่ความเข้าใจผิด]
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา สถานะอ่านแล้ว ก็ปรากฏขึ้น ก่อนที่ข้อความสั้นๆ จากอีกฝ่ายจะตามมา
[Hana: เรารักกันจริงๆ มิโซระ ในเมื่อเธอรู้แล้ว ก็ช่วยปล่อยให้เราคบกันเถอะ]
เพียงถ้อยคำนั้น ทุกสิ่งที่เธอเคยเชื่อมั่นก็ร่วงหล่นลงมา ราวกับกระจกที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความลังเล
ราวกับว่าเธอเป็นเพียงอุปสรรคขวางทางความสุขของพวกเขาเท่านั้น
หัวใจของมิโซระถูกบีบรัดแน่นจนอากาศแทบไม่หลงเหลือ มือสั่นระริกขณะกดโทรออกทันที เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่กี่ครั้ง… ก่อนที่ปลายสายจะรับ
ขณะกดโทรออกทันที เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่กี่ครั้ง… ก่อนที่ปลายสายจะรับ
[โทรมาทำไม… ฉันเห็นแล้วว่าเธอเห็นโพสต์]
น้ำเสียงนั้นเย็นชา ราบเรียบ ราวกับกำลังพูดกับคนแปลกหน้า ไม่ใช่คนรักที่เคยกอดกันอยู่ในอ้อมแขนเดียวกัน
“รุ่นพี่… ไม่มีอะไรอยากจะบอกฉันหรอคะ”
เสียงของเธอสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ยังพยายามทรงมันไว้ให้มั่นคงที่สุด
[มิโซระ เธอก็น่าจะเข้าใจ ฉันไม่อยากเป็นความลับของใครอีกแล้ว… ความจริงคือ ฉันไม่ได้รักเธอมานานแล้ว]
[และฮานะ… เขาให้ฉันได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการ แม้แต่สิ่งที่เธอไม่เคยยอมมอบให้เลยสักครั้ง]
ประโยคเหล่านั้น… กระแทกลงมาเหมือนคมมีด ช้า แต่ลึก จนเจ็บแทบขาดใจ
ทั้งๆ ที่เขาไม่อยากให้เปิดตัวเองแท้ๆ
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นจนแทบรับรสเลือด น้ำตาเอ่อท่วมดวงตาราวเขื่อนแตก
“งั้น… รุ่นพี่กับฮานะ ทั้งที่ยังคบอยู่กับฉัน ทั้งที่เขาเป็นเพื่อนของฉัน… พวกคุณก็ทำแบบนั้นลับหลังฉันงั้นหรอคะ?”
[ฉันก็แค่ต้องการคนที่เข้าใจ และไม่ปิดกั้น… ใครจะทนรอไปได้ตลอดล่ะ]
โลกทั้งใบเหมือนดับวูบลง มิโซระสะอื้นไห้อย่างหมดแรง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่อยู่
เสียงของเธอแตกพร่าขณะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยหัวใจที่ปริร้าว
“งั้นก็ขอให้พวกคุณ… รักกันไปนานๆ …และอย่าได้มาพบกันอีกเลย”
เธอกดวางสายทันที โทรศัพท์หลุดมือร่วงกระแทกพื้นดังตุบ ก่อนที่ความเงียบจะไหลบ่ากลืนกินทุกอย่าง
มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ที่กดทับอยู่ในอก…
ร่างเล็กกอดตัวเองแน่น ราวกับพยายามประคองหัวใจที่แตกสลาย ไม่ให้กระจายหายไปพร้อมกับความมืด
[1] Layover ของลูกเรือ คือ การบินไปทำงานยังต่างประเทศหรือต่างเมือง แล้วพักค้างคืนที่ปลายทาง เพื่อพักผ่อนจากการทำงานหนัก
การพักงานวันที่สิบสองของมิทสึคุนิ หลังจากที่มิโซระทำงานเสร็จทั้งหมด หญิงสาวก็หลับบนรถ SUV คันหรูที่นั่งสบายที่สุดในชีวิตไปตลอดทาง จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไม่ได้ถูกพากลับบ้านเหมือนทุกๆ วันกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบๆ ชั่วโมง รอบข้างมืดหมดแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ตื่นและมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านของเธอ แต่มันเป็นทางของเขตจังหวัดคานากาวะแล้ว“ไปไหนคะเนี่ย” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้ม“ทำตัวน่าสงสัยนะคะ”“ผมแค่บังคับให้คุณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมเท่านั้นเอง ยังไงคุณก็ไม่มีงานไปอีกสามวันนี่ครับ” มิทสึคุนิพูดจบ มิโซระก็หรี่ตามองช้าๆ แต่นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้ม“ยังไงก็... ค้างต่างจังหวัดสักวันสองวันนะครับ ผมเตรียมเสื้อผ้ามาให้แล้ว”“ก็ต้องแบบนั้นแหละค่ะ แต่อยากรู้จังว่าจะพาไปไหน”มิโซระตอนนี้เธอตื่นแล้วก็มองไปรอบๆ อย่างใจจดจ่อ ส่วนมิทสึคุนิก็ยกยิ้มพยายามขับไปตามทางเพราะเขามีนัดทานมื้อเย็น และเขาต้องไปให้ทัน อีกอย่างเขาจะพามิโซระไปช้ากว
โต๊ะแถลงการณ์ของบริษัท Starlight Entertainment ที่จัดร่วมกับสายการบิน AJN เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ของสนามบินมิทสึคุนิในชุดนักบินเดินขึ้นมานั่งที่ฝั่งของ AJN ในฐานะผู้เสียหายจากการข่มขู่และทำร้ายร่างกายที่สนามบิน รวมถึงผู้เสียหายจากการใส่ร้ายส่วนมิโซระนั่งอยู่ฝั่ง Starlight โดยมีจินและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรอีกคนอยู่ด้วย และตรงกลางระหว่างทั้งสองบริษัทคือตัวแทนจากสนามบินหลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันที่สนามบิน และการที่สายการบินปล่อยให้ผู้โดยสารที่เคยมีประวัติขึ้นเครื่องมา ทั้งที่มีการรายงานว่ามีการข่มขู่ฆ่าตั้งแต่ต้นทางเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ เป็นความรับผิดชอบร่วมของสนามบินและสายการบินส่วน Starlight ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่ขึ้นมาเพื่อแถลงเฉพาะเรื่องแอคเคาท์ส่วนตัวของมิโซระเท่านั้น“เรื่องบัญชี SNS เดิมของมิโซระ พวกเราได้รับการติดต่อจากคนที่อยู่เบื้องหลังแล้ว เราได้ดำเนินการฟ้องตามกฎหมาย และได้ไกล่เกลี่ยเป็นที่เรียบร้อย ทางผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้คำสัญญาแล้วว่าจะให้ความร่วมมือในการให้ข้
หลังจากข่าวใหญ่ที่สนามบิน กระแสใน SNS ก็ดุเดือดมาก แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเริ่มตั้งคำถามกับมิทสึคุนิ มีคนบางส่วนที่ไม่ได้ชอบที่มิโซระในฐานะศิลปินหญิงแสดงออกแบบนี้แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ และมิทสึคุนิก็ยังคงพยายามปกป้องมิโซระอย่างเห็นได้ชัดทุกคนก็ออกมาประณามคนที่ทำและชื่นชมคนเป็นนักบินกันเป็นทางเดียว ส่วนทางบริษัท Starlight ก็ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวบริษัทฯ จะดำเนินคดีกับทั้งสตอร์กเกอร์และคนที่อยู่เบื้องหลังให้ถึงที่สุดและอีกหนึ่งทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่สุดและเงียบมาตลอด ในที่สุดก็ออกประกาศออกมาสองฉบับฉบับที่หนึ่ง คือการประกาศ ‘ไทระ โคฮาคุ’ นักบินรวมถึงพนักงานระดับสูงบางคน ว่าไม่ได้เป็นพนักงานของสายการบินอีกต่อไปจากการผิด ‘วินัยร้ายแรง’ ของกลุ่มคนพวกนี้ โดยไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แน่ชัด ทำเอาทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานาอีกหนึ่งฉบับคือหนังสือประณามการกระทำที่สนามบินของสตอร์กเกอร์คนนั้น ที่กระทำอุกอาจ และหนังสือขอโทษที่ปล่อยให้ผู้โดยสารคนนั้นขึ้นเครื่องมาพร้อมกับมิโซระแ
‘สวัสดีครับ ผมกัปตันอินุอิ สายการบิน AJN จากประเทศออสเตรเลีย สู่ประเทศปลายทาง...’เสียงของกัปตันประกาศดังขึ้นบนเครื่อง สองหนุ่มสาวที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศได้ขึ้นเครื่องตามเวลาเดิมที่กำหนดหลังจากที่มิทสึคุนิขอให้พนักงานต้อนรับภาคพื้นช่วยเหลือ ทางสายการบินก็ได้ตรวจสอบรายชื่อของผู้โดยสารทั้งไฟลต์ และไม่พบคนที่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายชื่อผู้โดยสารก็ไม่ได้มีชื่อของผู้ชายคนนั้นที่เคยทำร้ายมิโซระเมื่อสองปีก่อนทางบริษัทฯ ให้ตัวเลือกกับทั้งสองคนว่าจะเปลี่ยนไฟลต์กลับไม่ว่าจะเป็นไฟล์ตที่เร็วที่สุดหรือหลังจากนั้นโดยสลับกับคนที่ Deadhead[1] กลับฐานแทน และอีกทางคือการกลับไฟล์ตเดิมมิทสึคุนิให้มิโซระเป็นคนตัดสินใจ มิโซระจึงเลือกกลับไฟลต์ที่จองไว้เพื่อไม่ให้เดือดร้อนลูกเรือคนอื่นๆ โดยให้ทางสายการบินและสนามบินได้เตรียมตัวเอาไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน และมิโซระเองก็ได้บอกทางค่ายไปแล้วเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดไฟลต์หลายชั่วโมง ทั้งสองคนจองที่นั่งชั้นหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวและเลือกที่จะขึ้นเครื่องมาก่อนใคร จึงแทบจะไม่มีใครสังเกต
[หลังจากที่ครบกำหนดสิบสี่วัน ขอให้นักบินผู้ช่วยคุโจ มิทสึคุนิ มารายงานตัวที่สายการบินตามตารางบินที่ระบุ]เนื้อความในอีเมลถูกส่งมายังอีเมลของมิทสึคุนิตั้งแต่เมื่อคืน ชายหนุ่มที่กำลังทานอาหารก่อนที่จะเตรียมตัวบินกลับประเทศมองด้วยความไม่ได้ใส่ใจนักมันไม่ได้ผิดจากที่คาด อย่างน้อยๆ เขาก็ได้วันพักมาสิบสี่วัน แม้จะทำให้ชั่วโมงบินในเดือนนี้ของเขาลดน้อยลงก็ตามความคุ้มค่าของการพักงานนี้ไม่ใช่การเอาคืนโคฮาคุ หรืออะไรอื่นๆ สิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณที่ถูกพักงานคือเวลาที่ใช้กับมิโซระ ทุกวินาทีมันมีค่าจริงๆ“ดื่มกาแฟหน่อยไหมคะ” เสียงหวานของมิโซระทำให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองตามเสียง“ไม่ล่ะครับ ไว้ผมไปดื่มที่สนามบินทีเดียวเลย” เขาเงยหน้าตอบมิโซระด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายก็พยักหน้าก่อนจะลุกไปสั่งกาแฟร้อนยามเช้าในตอนนั้นเอง สำหรับมิทสึคุนิแล้วนั้น อีเมลเรื่องงานของเขายังไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่รินโกะบอกเรื่องของสตอล์กเกอร์คนนั้นกลับเป็นสิ่งที่ติดในใจของเขามากกว่าเขาไม่อยากให้มิโซระเจอสถานการณ์แบบวันนั้นอีกใบหน้าคมคายใต้กรอบแว่นในชุดแฟชันที่ยังคงดูสุภาพม
หลังจากที่มิโซระโพสต์ชี้แจงเรื่องราวทุกอย่างใน SNS ส่วนตัวของตัวเอง กระแสในอินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการสนับสนุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนทั่วๆ ไป และแฟนคลับของศิลปินวงอื่นๆ ที่ก็อยากให้ศิลปินมีความสุขและพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็ต้องยอมรับ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิตของศิลปินนั้นล้วนแล้วแต่ถูกขุดขึ้นมาได้ง่าย[ฉันชอบนะ ที่มิโซระออกมาแสดงจุดยืนแบบนี้ ขอบคุณที่ในประเทศนี้มีศิลปินแบบ Fairish และค่าย Starlight ไม่งั้นศิลปินก็คงเป็นพระเจ้าที่ไม่มีวันมีความรักอย่างเปิดเผยได้จริงๆ][ฉันในฐานะแฟนคลับของ No.1 นะ ฉันคิดว่าค่ายแสงดาวสุดยอดที่สุดแล้วจริงๆ พวกเราจะยืนข้างๆ พวกเธอตลอดไป][มิโซระสู้ๆ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอแค่อยากมีความสุขส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น ฉันเชื่อว่าเธอจะกลับมาให้ความสุข และทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่อย่างที่เธอสัญญาแน่นอน]แฟนๆ ที่เข้าใจและอยากให้ศิลปินมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็ออกมาให้กำลังใจกันมากมาย แต่มันก็จะมีบางส่วนที่เริ่มขุดประวัติของมิทสึคุนินอกเหนือจากการศึกษาและการเป็นนักบิน[อันนี้ของจริงไหม เขาเคยแต่งงานแล้วหรอ ม
ปลายปีที่สามของการเดบิวต์ในฐานะศิลปิน‘การร่วมงานอย่างเป็นทางการรครั้งแรกระหว่าง AJN Airlines x Starlight Entertainment ในงานเปิดตัวฝูงบินใหม่ พร้อมกับการครบรอบเจ็ดปีของค่าย Starlight กำลังจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆ นี้’การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเปิดฝูงบินใหม่ของหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศถูก
อุ่น…ความรู้สึกแรกแล่นเข้ามาพร้อมกับลมหายใจแผ่วเบาข้างกาย ทำให้ร่างบางค่อยๆ รู้สึกตัว เธอกะพริบตาปรับสายตา ก่อนจะมองไปรอบห้อง เห็นผนังด้านหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าเปิดค้างไว้ และชุดยูนิฟอร์มสีขาวกับสูทสีเข้มเข้มแขวนอยู่ภายใน…ชุดที่สะท้อนถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของมันมือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพ
เลาจน์ของโรงแรมในช่วงเวลานี้ค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวชายหนุ่มชาวเอเชียร่างสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เนื่องจากวันพรุ่งนี้เขามีเที่ยวบินในช่วงบ่าย เขาจึงหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกกรณีที่ไม่จำเป็นบนโต๊ะมีแท็บเล็ตเปิดเอกสารบรีฟรูต สลับกับแอปที่รายงานข่าวด้านการบิน เส้นทางบิน และสภา
กว่าสิบสามชั่วโมงผ่านไปหลังจากที่เครื่องบินออกจากสนามบินต้นทาง ในห้องค็อกพิตตอนนี้มีการสลับนักบินครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้จะพิเศษสักหน่อยอันที่จริง ไฟลต์ที่ดูเหมือนเป็นการให้เคย์สึเกะเก็บชั่วโมงบินนั้นดูเหมือนจะเป็นแค่คำพูดที่ไม่ได้จริงเสียทีเดียวเมื่อตอนบรีฟไฟลต์ คนที่ถูกบันทึกชื่อเป็น Pilot Flyi







